เว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชนรายงานตัวเลขดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (CPI หรือ Corruption Perceptions Index) ประจำปี 2552 จากองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย (Transparency Thailand) ที่มีการเปิดเผยในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 พบว่าไทยแย่ลงได้อันดับที่ 84 จาก 180 ประเทศทั่วโลก หรืออันดับ 10 จาก 23 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยทำคะแนนได้ที่ 3.4 คะแนน จากคะแนนเต็มสิบ

เมื่อพิจารณาจากลำดับประเทศในภูมิภาคเอเชีย พบว่า CPI ของประเทศไทยเกาะกลุ่มอยู่ในประเทศลำดับสาม ซึ่งประกอบไปด้วย จีน, ไทย, อินเดีย, ศรีลังกา ตามลำดับ ซึ่งตามหลังกลุ่มประเทศระดับนำอย่าง สิงคโปร์, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศรองลงมาอย่าง ไต้หวัน, เกาหลีใต้, มาเก๊า, ภูฏาน และ มาเลเซีย ตามลำดับ ทั้งนี้ CPI ของไทยยังปรับตัวลดลงจากปีที่แล้วที่ทำได้ที่ 3.5 คะแนน

เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบข้อมูลการเปลี่ยนแปลงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth rate) (( ดูข้อมูล GDP ได้ที่ IndexMundi ))และ ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอรัปชั่น (CPI) (( ข้อมูลเพิ่มเติมจาก วิกิพีเดีย )) ของเฉพาะประเทศไทยจำนวน 15 ปี นับตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปีปัจจุบัน พบว่าในภาพรวมรัฐบาลสมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา มีดัชนี CPI ต่ำที่สุดคือ 2.79 คะแนน แต่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงคือ 9.24%

ในขณะที่รัฐบาลทักษิณ สามารถทำสถิติดัชนี CPI ได้ที่ 3.80 คะแนนในช่วงปี 2548 ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบ 15 ปี แต่เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ย รัฐบาลทักษิณทำดัชนี CPI ได้ท่ 3.42 คะแนน ที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 5.11%

ที่น่าสังเกตคือนับตั้งแต่การทำรัฐประหารในช่วงวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ทั้งดัชนี CPI และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจล้วนแล้วแต่มีปัญหาทั้งสิ้น โดยที่ช่วงรัฐบาลสมัคร/สมชาย สามารถขยับดัชนี CPI ขึ้นมาได้ที่ 3.5 คะแนนในปีที่แล้ว ซึ่งดีกว่ารัฐบาลของพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ และรับบาลอภิสิทธิ์ แต่ในภาพรวมประเทศไทยยังประสบกับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงทุกปีนับแต่การรัฐประหารเป็นต้นมา ทั้งนี้เป็นเพราะสาเหตุจากการเมืองภายใน และปัญหาเศรษฐกิจในระดับโลก.
