Practical Report Creative Class : ชนชั้นสร้างสรรค์นั้นสำคัญไฉน?

โดย วิริยะ สว่างโชติ

เรื่องชนชั้นสร้างสรรค์ (creative class) อาจจะยังไม่ได้มีการกล่าวถึงมากนักในสังคมไทย แม้ว่าคนกลุ่มนี้ที่จริงจะอยู่กับธุรกิจและสังคมมาซักพักหนึ่งแล้ว หาก “ยัปปี้” ( yuppie: young urban professional) ในยุคหลังปี พ.ศ. 2530 คือภาพของกลุ่มคนรุ่นหนุ่มสาวที่เติบโตในยุคไฟแนนซ์ และอสังหาริมทรัพย์บูม เป็นคนรุ่นที่ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย เที่ยวตามผับกลางคืน ก้าวข้ามระบบอาวุโส ฯ แต่จนท้ายสุด ยุคยัปปี้ก็จบลงด้วย “ฟองสบู่แตก” ซึ่งหลังจากนั้น ชนชั้นสร้างสรรค์ก็เริ่มปรากฏตัวและค่อยๆ ชัดขึ้นในยุคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ (informal economy) ที่ใช้ความคิดในการผลิตงานแบบ “ทำเอง ขายเอง” จนกลายเป็น “พื้นที่วัฒนธรรม” ไปแล้ว

แม้ว่าชนชั้นสร้างสรรค์กลุ่มหนึ่งดูจะเหมือนกับเป็นยัปปี้ที่ตกงานมา “เปิดท้ายขายของ” แต่ชนชั้นสร้างสรรค์ก็ไม่ใช่พวกเอาของเก่ามาขาย พวกเขาดูจะยินดีกับการผลิตงานต่างๆ ไม่ว่า เพลง เสื้อผ้า ของตกแต่ง หนังสือ โปสการ์ด ฯลฯ ที่มีสไตล์ออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน งานจะขายได้หรือไม่ได้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะมูลค่าสินค้าถูกประเมินจากความสุขในการทำงานมากกว่าผลตอบแทนด้านวัตถุ

คำถามสำคัญคือ ชนชั้นสร้างสรรค์จะอยู่ในสังคมไทยได้นานกว่า “ยัปปี้” หรือเปล่า? หากอยู่ได้พวกเขาจะอยู่ในบทบาทใด?



ภาพ “Ralph’s Diner” เทคนิคแบบ Photorealism ของ Ralph Goings, ที่มา – วิกิพีเดีย

ชนชั้นสร้างสรรค์ในฐานะมโนทัศน์ถูกให้นิยามโดย ริชาร์ด ฟลอริดา ศาสตราจารย์ด้านการพัฒนาภูมิภาค แห่งมหาวิทยาลัย คาร์นากี้ เมลลอน ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในงานหนังสือเล่มสำคัญของเขาที่ชื่อว่า The Rise of the Creative Class ที่ออกจำหน่ายในปี ค.ศ.2002 ภายใต้มโมทัศน์ชนชั้นสร้างสรรค์นี้ศาสตราจารย์ฟลอริดาเชื่อว่า ด้วยแรงขับของสำนึกในด้านดีจะทำให้การทำงานด้วยพลังสร้างสรรค์ของพวกเขาเหล่านี้ ส่งผลที่ดี ทั้งต่อผลิตภัณฑ์ / ผลงาน และส่งผลในด้านสังคมด้วย ซึ่งหมายถึงว่ากิจกรรมต่างๆล้วนสัมพันธ์กับงานของพวกเขานั้น จะนำไปสู่การมีชีวิตที่มีความสุขและรวมทั้งการพัฒนามนุษยชาติที่ดีขึ้น

มโนทัศน์ที่ว่านี้ของฟลอริดาค่อนข้างสอดรับกับแนวทางแบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) ที่เน้นผู้ประกอบการปัจเจกชน การร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างทุนและรัฐ เขายังได้อ้างถึงแรงงานสร้างสรรค์ในสหรัฐอเมริกาช่วงยุค 1990 ซึ่งหมายถึงแรงงานที่ทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น งานโฆษณา, ออกแบบสถาปัตยกรรม, ศิลปะ, หัตถกรรม, การออกแบบ, การออกแบบแฟชั่น, งานด้านภาพยนตร์, การพัฒนาซอฟแวร์ในอุตสาหกรรมบันเทิง, งานด้านโทรทัศน์และวิทยุ, งานด้านการแสดง, การเขียนวาด, ออกแบบพัฒนาและซอฟแวร์คอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตาม คนในกลุ่มแรงงานสร้างสรรค์นี้ยังสามารถโยงไปสู่แผนงานส่งเสริมเศรษฐกิจใหม่ ที่เรียกว่า “Creative Industries Task Force” ของรัฐบาลอังกฤษในยุคแรงงานใหม่ (New Labor) ของโทนี แบลร์ ในปี ค.ศ.1998 ได้เช่นกัน ที่จริงอาจไม่จำเป็นต้องตั้งข้อสังเกตเลย ก็ว่าได้ มีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน ในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ระหว่างการเกิดขึ้นและการดำรงอยู่ของกลุ่มนี้ในอังกฤษ อเมริกา รวมทั้งในที่ส่วนอื่นๆ ของโลก แต่ประเด็นสำคัญอันเป็นยิ่งกว่าข้อสังเกตก็คือ บทบาทของชนชั้นนี้ที่มีในเศรษฐกิจโลกในยุคเศรษฐกิจวัฒนธรรมนั้น ต่างกันจริงหรือเปล่า ในเมื่อคนกลุ่มนี้ไม่ได้ทำงาน / ธุรกิจ ภายใต้บริบทของประเทศชาติ หรือทุนข้ามชาติขนาดใหญ่ แต่พวกเขาอยู่และไปๆ มาๆ ระหว่าง / หลายประเทศ

ในส่วนภูมิภาคที่ใกล้ตัวเราช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศในเอเชียได้เริ่มมีนโยบายด้านสื่อและวัฒนธรรม ที่คล้ายกับแผนงานส่งเสริมเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลอังกฤษ ที่ได้กล่าวมาในยุคโทนี่ แบลร์ ประเทศเหล่านี้มีเช่น ญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน, สิงคโปร์ , ไทยและฟิลิปินส์ เป็นต้น อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงที่มาอันแตกต่างกัน ทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาคของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในเรื่องการก่อตัวของชนชั้นสร้างสรรค์ในเอเชียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโลก ที่ถือว่ามีศักยภาพด้านเศรษฐกิจสูงในอนาคต

ปัจจุบันในเอเชีย เกาหลีและญี่ปุ่น ดูจะให้ความสำคัญกับเรื่องอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างจริงจัง ในขณะที่จีนและอินเดียกำลังก้าวข้ามตลาดภายในสู่ตลาดข้างนอกอย่างแข็งขัน เกาหลีมีกระทรวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมทั้งส่งเสริมภาพยนตร์เกาหลี จนเป็นที่รู้จักกันว่า “Korea Wave” ไปทั่วโลก เมื่อมีปัญหากับอเมริกาในเรื่องข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ในเรื่องการยกเลิกโควต้าภาพยนตร์ที่นำเข้าจากอเมริกา ดาราภาพยนตร์เกาหลีก็ออกมาร่วมขบวนประท้วงในท้องถนนด้วยเช่นกัน พื้นที่ทางสังคม จึงควรเป็นจุดยืนอันสำคัญของคนกลุ่มนี้ด้วยเช่นกัน

แต่สิ่งที่ไม่น่าพิสมัยนักในเรื่องนี้ก็คือ การที่รัฐคิดว่า การสร้างสรรค์และนวัตกรรมกลายเป็นเรื่องแค่เป้าหมายของทางธุรกิจและการเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งนั่นจะไม่ต่างกับนโยบายเศรษฐกิจเดิมที่ผ่านมา ต่างกันตรงที่ว่า ตั้งแต่ปลายยุค 1990 กระทรวงที่เกี่ยวข้องเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม ได้กำหนดให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ที่รวมเอา อุตสาหกรรมภาพยนตร์, ดนตรี, ซอฟแวร์ และการผลิตภาพยนตร์การ์ตูน ให้อยู่ในฐานะของอุตสาหกรรมที่มีข้อผูกพัน โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้จะได้รับพิจารณาเพื่อให้การสนับสนุนจากนโยบายการสนับสนุนอุตสาหกรรมของรัฐ

ในการประชุมสมัชชาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) เมื่อมิถุนายน 2006 ที่ผ่านมาในกรุงโตเกียว ก็ได้มีการถกเถียงอย่างกว้างขวางถึงการให้มีความร่วมมือด้านนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ในเอเชียมากขึ้น ปัจจุบันมีอัตราของการเติบโตของมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในเอเชีย อย่างเห็นได้ชัด ญี่ปุ่นคือผู้นำในด้านนี้มานานนับหลายทศวรรษ สำหรับตลาดต่างประเทศ ของญี่ปุ่นมีค่าสูงถึง 351.8 พันล้านเยน ในปี ค.ศ. 2001 และ คาดว่าจะสู่ถึง 1.5 ล้านล้านเยนในปี ค.ศ. 2010 ซึ่งในจำนวนนี้ตลาดเอเชียจะมีค่าประมาณ 1 ล้านล้านเยน และคาดว่า จะมีคนทำงานในอุตสาหกรรมประเภทนี้เกือบ 1 ล้านคนในญี่ปุ่น

ในขณะไทย ยังไม่มีนโยบายที่เด่นชัดนัก แต่ก็มีหน่วยงานรับผิดชอบกระจายในกระทรวงต่างๆ เช่นอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ นอกจากนั้น ยังมีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ เช่น ศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ (TCDC) หรือโครงการ Branding Thailand อย่างไรก็ตาม แต่ยังมีไม่มีตัวเลขของผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมของไทยนี้

กระนั้น ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ต่างก็หวังจะก้าวเข้าถึงจุดนั้นเช่นเดียวกันกับญี่ปุ่น แต่ที่จริงแล้วอุตสาหกรรมต่างๆ ของชาติเอเชียกำลังอยู่ในช่วงของการปลดเปลื้องภาพลักษณ์ จากการเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าที่มีราคาถูกและคุณภาพต่ำ ในการกระทำเช่นที่ว่านี้ รัฐบาลมักจะจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจเข้ามาทำงานในด้านวางแผนงานให้ ซึ่งก็ล้วนเชื่อว่า หากสามารถค้นหาเอาแหล่งทรัพยากรสร้างสรรค์ที่แต่ละชาติมีอยู่มาใช้ได้ภาพลักษณ์ของการเป็นแหล่งผลิตและแรงงานราคาถูกก็จะเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บริษัทที่ปรึกษาว่ามานี้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เสมอไป ญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้นำในด้านอุตสาหกรรมนี้มานาน ช่วงปี ค.ศ. 2003 จากรายงานเรื่องสถานะของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ของกระทรวงที่เศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น กลับพบว่ามีปัญหาหลักทางโครงสร้างหลักอยู่ 2 ประเด็น คือ หนึ่งเกิดมีแนวโน้มของการผูกขาดร่วม จากผู้ดำเนินธุรกิจในส่วนของการจัดจำหน่ายซึ่งส่งผลให้การผลิตงานสร้างสรรค์ จำเป็นต้องไปพึ่งพาผู้จัดจำหน่าย สอง ผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ที่ไม่ได้ทำงานด้วยสัญญาหลักจะส่งผลให้มีความเป็นไปได้ ในเรื่องของการสมองไหลไปทำงานที่อื่น ทั้งสองประเด็นเราจะเห็นว่าชนชั้นสร้างสรรค์กลายเป็นผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบแรงงานเช่นกัน แม้พวกเขาจะขายแรงงานสมองแต่การเอารัดเอาเปรียบไม่ได้ต่างจากแรงงานทั่วไป

การเติบโตของเศรษฐกิจนั้นต้องไม่มุ่งเข้าไปจัดการกับผู้คนอย่างมีประสิทธิภาพ (หรืออย่างเอาจริงเอาจัง) เสมอไป ที่จริงหากปล่อยให้กลุ่มคนมีอิสระต่อการพัฒนาศักยภาพเพื่อชีวิตและสังคมอย่างสร้างสรรค์ ก็น่าจะดีกว่า! และที่สำคัญ ประเทศต่างๆ ควรมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในระยะเล็กๆ และมุ่งเข้าไปสู่อุตสาหกรรมที่สนองต่อคนส่วนใหญ่ได้ เช่น ด้านนวัตกรรมการศึกษา อุตสาหกรรมวัฒนธรรมภาพยนตร์ ดนตรี ที่สามารถสะท้อนวิถีชีวิตผู้คน

หากมองในมุมกว้างๆ แล้ว ผลิตผลและกิจกรรมสร้างสรรค์ที่กล่าวมานี้ จะมีกองทุนเอกชน หน่วยงานระหว่างประเทศ องค์กรธุรกิจฯ สนับสนุนเป็นจำนวนมาก ที่ต่างให้การสนับสนุน ที่เห็นกันบ่อยๆ ในไทยก็มีการให้ทุนทำหนังสั้น พร้อมๆ กับมีการจัดประกวดหนังสั้นอยู่เนื่องๆ ในขณะที่ของรัฐ (มีที่ทาง) ให้การสนับสนุนด้วยนโยบาย

ในอีกด้านหนึ่งที่ไม่ได้สอดคล้องกันเท่าไร ก็คือ การพยายามสร้างพื้นที่บางกอกให้เป็นเมือง (ธุรกิจ) ภาพยนตร์ของโลก ซึ่งถูกวิจารณ์แล้ววิจารณ์อีก จากหลายผู้คนที่เกี่ยวข้อง แต่ก็จัดโดยทุ่มงบประมาณจำนวนมาก นี้ยังไม่รวมถึงนโยบายที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก อย่างกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น ที่ผลน่าจะตกกับชนชั้นนำใหม่ (new elite) มากกว่าคนที่ทำงานสร้างสรรค์ หรืออาจตั้งคำถามว่า สาวโรงงานจะได้อะไรกับสิ่งนี้ หวังว่าคำตอบคงไม่ใช่ “ตกงาน” (เพราะเรายินดีว่า เราได้ล้างภาพลักษณ์แรงงานถูกและวัตถุดิบราคาต่ำ)

เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ว่า (กลุ่มคนที่จะก้าวไปเป็น) ชนชั้นสร้างสรรค์ไทยนี้ได้สร้างสรรค์อะไรที่จะมุ่งไปสู่การตีค่าการพัฒนาด้านสังคมเอาไว้บ้าง ด้วยหลักการที่ว่า “การสร้างสรรค์” จะมีขึ้นไม่ได้ หากปราศจาก “อิสระ เสรีภาพ” และที่สำคัญคือต้องไม่มีการเอารัดเอาเปรียบทั้งแรงงานสมองและแรงงานกาย

……………….

ความเห็น SIU

ขอบคุณพี่ “วิริยะ สว่างโชติ” เป็นอย่างสูง ที่ได้ให้เกียรตินำบทความที่ “ลุ่มลึก” นี้ มาตีพิมพ์เผยแพร่ให้แฟนๆ SIU ได้อ่านกัน