การทำลายอย่างสร้างสรรค์
November 22, 2007
โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ : Siam Intelligence Unit
บทความนี้เป็นผลงานชิ้นที่ 4.2 ในร้อยแก้วขนาดยาวเรื่อง Series of Non linear Economics โดยมีชื่อตอนว่า “การทำลายอย่างสร้างสรรค์ Creative Destruction”
กลับมาสู่เรื่องราวทางเศรษฐศาสตร์ของเราอีกครั้ง ผมไม่ค่อยอยากพูดถึงเรื่องราวเศร้าสร้อยมากนัก เพียงแต่ผมอยากให้กำลังใจทุกคนที่เผชิญกับคืนวันอันเลวร้าย แต่ปรัชญาของผม คุณสุรศักดิ์ และรายการของเรา ที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ การสร้างแรงบันดาลใจ ให้ความหวัง และต้องไม่เลื่อนลอย แต่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เพราะมีแต่ความจริงเท่านั้น ที่ทำให้มนุษย์มีความสุขได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงชั่วครั้งคราว หรือละเมอเพ้อฝัน
โลกใบนี้เป็น Non Linear ของดีมีคุณภาพจะได้รับการยกย่องเชิดชู สิ่งที่คุณภาพปานกลาง ต้องถูกทำลายไปในท้ายที่สุด มนุษย์จึงละทิ้งชีวิตเร่ร่อน ชีวิตถ้ำ เพื่อเข้าสู่ชีวิตเพาะปลูกตั้งหลักแหล่ง และเมื่อสังคมพัฒนาถึงระดับหนึ่ง จะต้องมีการสร้างสังคมเมือง ซึ่งมีกฎเกณฑ์อันสลับซับซ้อน แต่ย่อมมีผลตอบแทนคือชีวิตที่สะดวกสบายเป็นรางวัล หากไม่เป็นเช่นนี้ มนุษยชาติย่อมไม่อาจพัฒนาได้ อาจต้องหยุดนิ่งแบบสัตว์โลกชนิดอื่น ที่เต็มใจหยุดพัฒนาการของชีวิตไว้เพียงเท่านั้น
หากเราตระหนักถึงกฎข้อนี้ของธรรมชาติ เราต้องเตรียมพร้อมปรับตัวเพื่อเข้าสู่ความจริงใหม่อยู่เสมอ เราอาจต้องตัดใจจากบางสิ่งที่มีคุณภาพต่ำ เพื่อเลือกสิ่งที่มีคุณภาพสูงมาแทนที่ การทำเช่นนี้ ผมขอเรียกว่า “การทำลายอย่างสร้างสรรค์” เพราะหากท่านมัวแต่หวงแหน คืนวันเก่าก่อน หวงแหนธุรกิจที่ก่อร่างสร้างมากับมือ แต่ไม่เป็นที่ต้องการของสังคมอีกต่อไป เท่ากับว่าท่านฝืนต่อกฎการพัฒนาของมนุษย์ชาติ คนที่ต้องถูกทำลายหาใช่สังคม แต่เป็นท่าน ดังนั้น แทนที่จะถูกทำลายจากสังคมโลก เราต้องกล้าหาญพอที่จะ “ทำลายอย่างสร้างสรรค์”
![]()
รูปปั้นสมัยกรีกยกให้ความรู้มีตัวตนขึ้นมา รูปปั้นในหอสมุด Celsus ใน Ephesus ประเทศตุรกี, ภาพจาก วิกิพีเดีย
ในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งของดี ยังต้องแข่งขันกันเพื่อสร้างความนิยม ย่อมไม่มีที่ว่างให้ของคุณภาพปานกลางอยู่รอด ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรม ซึ่งอาจมาเยือนเร็วกว่าที่คาดไว้ ทุกคนต้องเรียนรู้ถึง แนวโน้มแห่งอนาคต และใช้จิตใจที่ปล่อยวาง เพื่อพาตนเองเข้าสู่ “คุณภาพใหม่”
หากท่านคิดไม่ออกว่า ตนเองซึ่งอยู่ในวัยกลางคนแล้ว จะเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้งได้อย่างไร ท่านอาจขายกิจการทิ้งในขณะที่มันยังดีอยู่ ก่อนที่มันจะล้มเหลวในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อนำเงินที่ได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ และท่านอาจไม่ต้องเริ่มกิจการเอง เพราะทางเลือกในยุคโลกาภิวัตน์มีอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบ Franchise ซึ่งท่านไม่ต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่มีเจ้าของระบบมาคอยให้คำชี้แนะ ไม่ใช่แค่นี้ท่านอาจสร้าง Venture Capital เพื่อสนับสนุนคนหนุ่มไฟแรง เพื่อร่วมกันสร้างธุรกิจใหม่ และแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน หรือหากท่านไม่ไว้ใจคนหนุ่ม ท่านอาจมอบความไว้วางใจไปที่ธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ ธุรกิจที่ก่อร่างสร้างตัวจนมีความมั่นคง มีกำไรงดงาม และปันผลยอดเยี่ยม ให้ท่านได้เลือกลงทุนอย่างมากมาย
แต่ทั้งหมดที่ว่ามา ท่านจะต้องลงทุนในเรื่องหนึ่งเสียก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีทางเลือกมากมายจนเวียนหัวต้องทราบคือ “ความรู้มูลค่าเพิ่ม” ท่านต้องมีความรู้สุดยอด ที่จะตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรกับชีวิตดี หากท่านไม่มีความรู้ ท่านอาจจบสิ้นตั้งแต่เริ่มต้น เพราะไม่รู้ว่าธุรกิจที่ท่านทำอยู่จะกลายเป็นอดีตอันสวยงาม หากท่านมีความรู้พอจะมองเห็น ท่านยังต้องกล้าหาญพอที่จะตัดใจ และยังต้องฉลาดพอที่จะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี เพื่อให้สถานะความมั่งคั่งของท่านได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน
อย่ายึดติดว่าท่านต้องทำธุรกิจเดิม ท่านสามารถดื่มด่ำมีความสุขในการมองเห็นธุรกิจที่ท่านลงทุนงอกเงยเติบโต อย่าดูถูกวิถีแห่งการลงทุน ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่แห่งชีวิตของท่าน เพราะหากต้องการทำมันให้ดี ท่านจะต้องศึกษาหาความรู้ หรือเรียกว่า สร้างธุรกิจข่าวสารข้อมูลขึ้นมา ทดแทนธุรกิจไร้อนาคตที่ท่านขายทิ้งไป ธุรกิจนี้มีอนาคตอันสดใส และเช่นเดียวกันย่อมไม่ง่ายดาย ท่านต้องใช้เวลากับมันอย่างมากมาย เหน็ดเหนื่อยไม่แพ้ธุรกิจเดิม และอาจเหมาะกับช่วงอายุของท่าน ซึ่งร่างกายเสื่อมสังขารลง แต่จิตใจและสมองยังคงสดใส โดยเฉพาะประสบการณ์ในธุรกิจอันยาวนาน ย่อมทำให้ท่านได้เปรียบนักลงทุนรายอื่น
ยิ่งกว่านั้น การรักษาเงินทุนไม่ให้จมปลักไปกับธุรกิจเก่าที่กำลังล่มสลาย ขณะที่มีความงอกเงยไปกับการลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคต เมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม เมื่อท่านมีเวลาในการขบคิดค้นคว้ามากพอ ผ่านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ผ่านระบบ Venture Capital ผ่านการเปิดมุมมองใหม่ๆ ท่านอาจค้นพบ model ทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะทำให้ท่านได้เริ่มต้นบุกบั่นฝ่าฟันมุ่งตามความฝันอีกครั้งหนึ่ง แต่หากไม่มีการทำลายละทิ้งธุรกิจเก่า ความเชื่อเก่า ความภูมิใจเก่าๆ ท่านย่อมไม่สามารถค้นพบความรุ่งโรจน์เช่นนี้ได้
“การทำลายอย่างสร้างสรรค์” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ไม่มียุคใดที่เข้มข้นเหี้ยมโหดเท่ายุคนี้ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการอยู่บนโลกอย่างมีความสุข จะต้องเรียนรู้ไว้ให้มาก หมั่นศึกษาทบทวนปรากฏการณ์ต่างๆ เพื่อไม่ให้ตนเองถูกทำลายจากความไร้คุณภาพ ไร้ประสิทธิภาพ
ในแง่มุมนี้ ได้เปิดโอกาสให้กับธุรกิจใหม่ ซึ่งหากทำได้ดี อาจช่วยเพิ่ม GDP ให้กับประเทศอย่างมหาศาล นั่นคือ ธุรกิจวิเคราะห์หาแนวโน้มอนาคต มองหาการทำลายอย่างสร้างสรรค์ ที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจต่างๆ ซึ่งเผชิญการแข่งขันอันเชี่ยวกราก เพื่อแนะนำให้คนไทยและนักธุรกิจทั้งหลาย “กล้าหาญพอที่จะละทิ้งอดีต เพื่อแสวงหาอนาคตที่ดีกว่า” ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถ โดยไม่จำกัดขอบเขตจินตนาการ แนบชิดกับความจริงใหม่ของโลก ต้องมีวิสัยทัศน์อันยาวไกล มองเห็นกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่พายุใหญ่จะพัดพามาและมนุษย์ผู้หลับใหลเชื่องช้าจะไม่สามารถหลบหนีได้ทัน ต้องถูกกวาดล้างตกเวทีประวัติศาสตร์โลกไป นอกจากนี้ ท่านยังต้องมีพลังโน้มน้าว ศิลปะในการเกลี้ยกล่อม ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่า “อนาคตใหม่ต้องเริ่มต้น ณ บัดนี้”
“Change or Die” เปลี่ยนแปลงหรือไม่ก็จบสิ้น ไม่มีทางเลือกที่สาม
นี่คือ ปรากฏการณ์ทางสังคมศาสตร์ประการที่ 4 ซึ่งในยุคปัจจุบัน ถูกโหมกระพือ ทำให้รุนแรงโดยโลกาภิวัตน์ ซึ่งเป็นทั้งวิกฤติและโอกาส และสำหรับชาวเศรษฐศาสตร์ตลาดสด ย่อมต้องเตรียมพร้อมรับมือ เพื่อไม่ให้เสียทีซึ่งอุตส่าห์ฟังรายการมาอย่างยาวนาน
Comments
2 Responses to “การทำลายอย่างสร้างสรรค์”
Got something to say?






ผมเห็นด้วยกับคำว่า “Change or Die” แต่เราจะบอกให้ผู้บริหารคนไทยได้เกิดความตระหนักได้อย่างไร เพราะที่พบเห็นส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับความสำเร็จเก่าๆอยู่เลย ถึงจะพูดอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง(บางคน)ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไรคงต้องปล่อยเลยตามเลย(อุเบกขา)แต่ก็มีบางคนที่มองไม่เห็นว่าตนเองต้องเปลี่ยนจริงหรือไม่และเปลี่ยนอย่างไร คนพวกนี้ต่างหากครับที่ผมคิดว่าพวกเราน่าจะเข้าไปช่วยเขา(SME ส่วนใหญ่)เพื่อให้ดำรงค์อยู่ได้ในการแข่งขันที่รุนแรงเช่นนี้ เพราะก็เป็นการช่วยให้เศรษฐกิจของชาติเราก้าวหน้าในทางอ้อมนั่นเอง
พวกที่ไม่ปรับตัว สภาพความจริงในการแข่งขันทางธุรกิจจะเตือนเขาเอง ถ้ายังไม่ปรับตัวอีก พวกนี้ก็จะต้องได้รับบทเรียน อาจถึงขั้นปิดกิจการ
แต่คนที่ปรับตัวจะอยู่รอดและได้รับความมั่งคั่ง
การจะเตือนใครต้องเลือกคนด้วยครับ ถ้าบัวใต้น้ำก็คงยาก ต้องหาพวกที่พร้อมจะเปิดรับอยุ่แล้ว เพียงแต่ยังไม่มีคนมาช่วยชี้แนะ