การค้นหากลุ่มคนที่เป็นตัวแทนของ “วิถีวัฒนธรรมไทย” ในท้องถิ่นและภูมิภาคต่างๆ เพื่อนำมาสกัดเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าสร้างสรรค์นั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะวัฒนธรรม นั้นซึมลึกอยู่กับวิถีการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมหรือชุมชน จึงมีลักษณะที่ซับซ้อนย้อนแย้งและครอบคลุมกว้างขวาง เราอาจค้นพบ “ศิลปิน” ประจำท้องถิ่น ที่มีความสามารถในการร่ายรำและเอื้อนเอ่ยบทกวี แต่กระนั้นเนื้อหาที่นำมาแสดงก็ย่อมได้รับมาจากวิถีชีวิตและความสัมพันธ์ของบุคคลต่างๆในชุมชน ดังนั้น การค้นหาภาพตัวแทนของวัฒนธรรมไทยในแต่ละชุมชนจึงต้องกระทำผ่านการเข้าไปฝังตัวเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของคนในชุมชน
ขณะเดียวกัน นักออกแบบสินค้าสร้างสรรค์ที่จะมาช่วยสกัดสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมจากชีวิตของผู้คนในชุมชน ก็ไม่ควรเริ่มต้นจากความคิดสร้างสรรค์ส่วนตน หรือการเก็บข้อมูลชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนอย่างผู้สังเกตการณ์ แต่จะต้องเข้าไปคลุกคลีและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมทั้งหลายของชุมชนเพื่อให้วัฒนธรรมซึมลึกลงไปในจิตใต้สำนึกและสามารถสกัด “สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ออกมาอย่างลุ่มลึกและมีพลัง
สิ่งที่ยากที่สุดของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่อยู่บนรากฐานของรากเหง้าวัฒนธรรมไทย คือ การบริหารจัดการคนสองกลุ่ม (1. ผู้ใช้ชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมไทยในท้องถิ่น 2. ผู้เชี่ยวชาญและนักออกแบบ) ที่มีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้วนี้ให้ทำงานร่วมกันได้ นักบริหารจัดการจะต้องรู้จักใช้ความขัดแย้งแตกต่างให้เป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และองค์ความรู้ ซึ่งจะทำให้สินค้าที่สกัดจากเอกลักษณ์รากเหง้าวัฒนธรรมไทยมีเสน่ห์ของความแตกต่างไม่เรียบง่ายน่าเบื่อจนเกินไป ขณะเดียวกัน นักบริหารจัดการจะต้องยืดหยุ่นและผ่อนหนักผ่อนเบา เมื่อคนสองกลุ่มเกิดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่การล่มสลายของทีม วิธีการสลายความขัดแย้งที่สร้างสรรค์ที่สุด คือ การสังเคราะห์องค์ความรู้ของทีมให้มีคุณภาพสูงกว่าองค์ความรู้ของกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ซึ่งจะทำให้ทั้งสองกลุ่มเกิดการยอมรับและตระหนักในคุณค่าของกันและกัน
จึงเห็นได้ชัดว่า ขั้นตอนการสร้างสรรค์สินค้าที่มีรากฐานจากรากเหง้าวัฒนธรรมไทยนั้น จะต้องมี “กระบวนการบริหารจัดการความรู้ (Knowlege Management)” ที่สลับซับซ้อน มีทั้งความขัดแย้งตึงเครียดที่สร้างสรรค์และความเห็นพ้องที่ไร้มูลค่าเพิ่ม ซึ่งทั้งหมดต้องใช้การไหลผ่าน (Flow) ของข้อมูลข่าวสารอย่างมหาศาล แต่เนื่องจากความด้อยพัฒนาของเศรษฐกิจไทย ที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ “เศรษฐกิจสารสนเทศ (Information Economy)” อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยจึงต้องพัฒนา “เครื่องมือสร้างสรรค์” เพื่อเติมเต็มจุดอ่อนที่เกิดขึ้นนี้
การพัฒนาศูนย์กลางสร้างสรรค์ (Creative Space) ในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย เพื่อเป็นสถานที่พบปะแลกเปลี่ยนของนักธุรกิจ ศิลปิน นักบริหารจัดการ นักวิชาการ และผู้ใช้ชีวิตเข้มข้นทางวัฒนธรรม จึงถือเป็น “เครื่องมือสร้างสรรค์” ชิ้นหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มข้อมูลข่าวสารให้กับบุคลากรในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงเทคโนโลยีสารสนเทศที่ประเทศไทยยังพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์เต็มที่ Creative Space จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารชุมชนสร้างสรรค์ (Creative Community) เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าและบริการสร้างสรรค์ (Creative Product) ที่นำไปสู่การจ้างงานและการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) อย่างยั่งยืน
การสร้าง Creative Space เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนา Creative Economy แต่สิ่งที่เหนือกว่านั้น คือ การพัฒนา Creative Space ให้เป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงการมาพบปะแลกเปลี่ยนของผู้คนที่หลากหลายความคิดและมุมมองเท่านั้น แน่นอนว่า รูปร่างและทิวทัศน์ของสถานที่จะต้องออกแบบให้มีความงดงามเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับทุกคนที่เข้ามาเยือนบังเกิดแรงบันดาลใจในการคิดสร้างสรรค์ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ ผู้คนที่สัญจรเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้ และอารมณ์สุนทรีย์ จะต้องมีจิตใจที่เปิดกว้าง มีกลวิธีในการสนทนา (Dialogue) ที่จะนำไปสู่การยกระดับความคิดสร้างสรรค์ซึ่งกันและกัน จึงอาจต้องมี Creative Manager ที่คอยบริหารจัดการชุมชนให้นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะแปรเปลี่ยนไปสู่ Creative Product ได้สำเร็จ
ยิ่งกว่านั้น Creative Space ยังต้องรู้จักวิธีคิดเชิงธุรกิจควบคู่ไปกับการผลิตสินค้าสร้างสรรค์ โดยเฉพาะเมื่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries) มีลักษณะที่จับต้องได้ยากกว่าอุตสาหกรรมอื่น ประกอบกับเมืองไทยยังขาดแคลนระบบการจัดการข้อมูลข่าวสาร (Knowledge Management) ที่ดีเพียงพอ จึงทำให้นักธุรกิจและกองทุนทั้งหลายหวั่นเกรงและละเลยที่จะลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ ถึงแม้จะมีอนาคตที่สดใสก็ตาม ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของ Creative Space ที่จะต้องเข้าใจถึงวิธีคิดของนักธุรกิจ เพื่อที่จะสามารถจัดทำข้อมูลและการสื่อสารทางการตลาดที่เหมาะสม ในการกระตุ้นให้ผู้ลงทุนทั้งหลายสนใจและพร้อมจะสนับสนุน
ดังนั้น ลักษณะพิเศษของ Creative Economy จึงแตกต่างจากเศรษฐกิจทั่วไป ที่อาศัยเพียงการวิจัยตลาดก็สามารถผลิตสินค้าออกมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ ในขณะที่ Creative Product นั้นมีความเป็นนามธรรมและขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกมากกว่า จึงทำให้ Creative Economy ต้องมีการผลิตสร้างความรู้เพื่อสื่อสาร (Educated) กับผู้บริโภคและสังคมอยู่ตลอดเวลา
การสร้างความร่วมมือของ Creative Community ทั่วประเทศไทย จึงน่าจะช่วยพัฒนาการสื่อสารระหว่างชุมชนและผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี แต่กระนั้นเรื่องราว (Story) ที่สื่อสารออกไปจะต้องมีความน่าสนใจและสร้างสรรค์ไม่น้อยไปกว่าผลิตภัณฑ์ จึงจะทำให้การสื่อสารประสบความสำเร็จได้ ท่ามกลางยุคสมัยที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่ล้นเกิน
แน่นอนว่า กระบวนการตั้งแต่สร้าง Creative Space จนกระทั่งเกิดการรวมตัวของ Creative Community ทั่วประเทศ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากปรารถนาให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการสร้าง Creative Economy ที่จะสร้างคุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อย่างเหลือคณานับ การลงทุนลงแรงเพื่อสร้างรากฐานทั้งหลายนี้ย่อมคุ้มค่าและดีกว่าการระดมนักออกแบบชั้นเลิศมาร่วมกันสร้าง Creative Product อย่างรวดเร็ว โดยขาดรากเหง้าวัฒนธรรมไทยที่แข็งแกร่งรองรับ ซึ่งในที่สุดย่อมไม่สามารถสร้าง “จุดแข็ง” ของตนเองท่ามกลางการแข่งขันอย่างรุนแรงจาก Creative Product ระดับโลกได้
ปัญหาสุดท้าย คือ ลักษณะเฉพาะของประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างรอยต่อของประเทศกำลังพัฒนาที่มีความพร้อมและปรารถนาจะยกระดับตนเองขึ้นเป็นประเทศพัฒนา ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จึงไม่ควรพึ่งพาแต่การส่งออกเหมือนในรูปแบบพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาทั่วไป แต่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยที่ต้องการทะยานเป็นประเทศพัฒนานั้น จะต้องสามารถพึ่งพาตลาดภายในประเทศได้อีกด้วย
การนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยของเศรษฐีไทยอยู่ในระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ดังนั้น จึงไม่ต้องกังขาถึงศักยภาพในการบริโภค “สินค้าสร้างสรรค์” ของคนไทย ปัญหาที่ต้องขบคิดยิ่งกว่า คือ การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของคนไทยให้มีคุณค่าทางสุนทรียะ (Aesthetics) และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่มีรากเหง้าความเป็นไทย (Thai Originality) ซึ่งกระบวนการที่จะนำไปสู่คุณสมบัติทั้งสองประการนั้น จะต้องเริ่มต้นจากการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ไม่หวังผลระยะสั้นโดยการระดมนักคิดสร้างสรรค์จากทั่วโลกมาผลิตสินค้าสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพแต่ไม่อยู่บนรากฐานของความเป็นไทย ซึ่งอาจได้ผลดีในระยะสั้น แต่ขาดจุดเด่นในการแข่งขันระยะยาว
ที่สำคัญสุด คือ ความเข้าใจในกระบวนการวิวัฒนาการของวัฒนธรรมไทยที่มีลักษณะพลวัต ไม่หยุดนิ่งตายตัว จึงมีความรุ่มรวยและเติบโต มีวัตถุดิบให้หยิบฉวยไปใช้ไม่สิ้นสุด หากเริ่มต้นจากจุดยืนนี้ ก็ย่อมสามารถระดมนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมเพื่อมาร่วมสกัดคุณค่าสาระของวัฒนธรรมไทยให้เบ่งบานออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ (Creative Product) ที่ประทับตราจากความภูมิใจในความเป็นไทย ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ขายได้ แต่ยังสร้างความชื่นชมยกย่องจากผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลก
