Practical Report Creative Economy ในมุมมองของ “สุจิตต์ วงษ์เทศ” นักปราชญ์ผู้ลุ่มลึกแห่งสยามประเทศ

SIU ได้อ่านบทความ “Creative Economy ไม่ก้าวหน้า Creative Thailand ก็ล้าหลัง” ของพี่สุจิตต์ วงษ์เทศ ปัญญาชนสยามผู้ลุ่มลึกคนหนึ่งของเมืองไทยแล้ว ในใจก็พลัน “เบิกบานซาบซ่าน” ยิ่งนัก

จึงอยากนำมาให้อ่านกัน พร้อมบทวิเคราะห์เพิ่มเติมของ SIU เป็นกับแกล้มให้อาหารโอชะเลิศรสจานนี้อิ่มเอมยิ่งขึ้น

…………..

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มอบหมายให้ Sasin Institute Global Affairs (SIGA) ดำเนินการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของโลกที่มีผลกระทบต่อวัฒนธรรม-สังคมไทย

แล้วจัดทำข้อเสนอยุทธศาสตร์การบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างรากฐานทางวัฒนธรรมไทยให้เข้มแข็งยั่งยืน

ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทุนทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ทุกระดับให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างสมดุลยั่งยืน

ก่อนจะหารือกันเรื่องอื่นต่อไป ผมขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นเบื้องต้น ว่าสังคมไทยเป็นส่วนหนึ่งของอุษาคเนย์หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นส่วนหนึ่งของโลก ฉะนั้นเมื่อสังคมโลกเปลี่ยนแปลงไม่ว่าเศรษฐกิจการเมืองหรือสังคมวัฒนธรรม จะมากหรือน้อยก็ย่อมส่งผลกระทบถึงสังคมไทยทั้งนั้น

คนไทย, ความเป็นไทย, และวัฒนธรรมไทย ไม่เคยมีอะไรแท้ๆ บริสุทธิ์ๆ เพราะมีขึ้นจากการประสมประสานทางชาติพันธุ์, สังคม, วัฒนธรรม อันหลากหลาย เช่น ระบำยุคทวารวดี

ราว 2,500 ปีมาแล้ว อเล็กซานแดอร์จากวัฒนธรรมกรีก-โรมัน ขยายเส้นทางการค้าสู่ชมพูทวีป (อินเดีย) และอโศกขยายเส้นทางการค้าสู่สุวรรณภูมิ (อุษาคเนย์) ก็ส่งผลให้บริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน ตั้งแต่บ้านดอนตาเพชร (กาญจน บุรี) ถึงบ้านจรเข้สามพัน (สุพรรณบุรี) เกิดความเคลื่อนไหว ได้รับผลกระทบใหญ่หลวงจนต้องยอมรับวัฒนธรรมต่างถิ่นคือพุทธ-พราหมณ์ มาข่มวัฒนธรรมพื้นเมืองดั้งเดิมคือผี

ส่งผลให้การค้าข้ามภูมิภาค เติบโตกว้างขวาง บ้านเมืองต่างๆ เติบโตขึ้นเป็นรัฐน้อยใหญ่แต่นั้นมา แล้วมีพัฒนาการเป็นสังคมไทยกับวัฒนธรรมไทยในประเทศไทยทุกวันนี้

นับแต่นั้น “การค้าโลก” ก็ขยายเส้นทางจากตะวันตก (อินเดีย-เปอร์เซีย) สู่ตะวันออก (จีน) พาดผ่านบริเวณคาบ สมุทรที่เรียก สุวรรณภูมิ ครั้นภายหลังเรียก “สยามประเทศ”, “มาลัยประเทศ” ฯลฯ ปัจจุบันมีประเทศไทยตั้งอยู่บริเวณเป็นแกนกลาง

ฉะนั้น “คนไทย”, “ความเป็นไทย”, “วัฒนธรรมไทย” ย่อมประกอบขึ้นจากความหลากหลายทั้งทางชาติพันธุ์, สังคม, วัฒนธรรม จึงมีลักษณะเคลื่อนไหวพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง และไม่เคยตายตัว ซึ่งไม่ต่างจากความเป็นอื่นของบริเวณอื่นๆ ที่อยู่ดินแดนสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์

มีตัวอย่างเล็กๆ ของสิ่งที่ยกย่องกันว่ามีความเป็นไทยแท้และเป็นวัฒนธรรมไทยแท้ๆ คือ เครื่องแต่งกายโขน, ละคร เช่น มงกุฎ, ชฎา, ผ้าผ่อนแพรพรรณต่างๆ แต่มีพยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดียืนยันว่าล้วนมีรากจากวัฒนธรรมเปอร์เซีย (อิหร่าน) ไม่ได้ creative ขึ้นเองโดดๆ ในบริเวณนี้

ถ้าสังคมไทยยอมรับแล้วเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้นในโลกตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ตามพยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี ผมยังมองไม่เห็นปัญหาว่าจะเผชิญความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ตรงข้ามคือจะเผชิญหน้าได้ดียิ่ง เพราะไม่ยึดติดความจริงกลวงๆ ที่ลวงและเท็จ

ที่พากันวิตกวิจารณ์ต่างๆ นานา เพราะไม่เข้าใจ แล้วไม่ยอมรับความจริงของประวัติศาสตร์โบราณคดีต่างหาก

Creative Economy รวมถึง Management of Cultural Heritage and Cultural Products ก็ไม่มีปัญหาถ้าเข้าใจความเป็นมาของคนไทย, ความเป็นไทย, วัฒนธรรมไทย ที่ยกมาข้างต้น

ที่มีปัญหา เพราะชนชั้นนำกึ่งดิบกึ่งดีทำเป็นทันสมัย แต่ไร้สมอง

ทางแก้ไขก็คือต้องให้เข้าใจพื้นฐานทัดเทียมและตรงกัน ด้วยการแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะให้กว้างขวาง และอย่างหนักที่สุด เพราะที่ผ่านมาสังคมไทยล้าหลังทางความรู้อย่างนี้จนตามบ้านเมืองอื่นๆ ไม่ทัน ทำให้ Creative Economy ไม่ก้าวหน้า จึงล้าหลังทาง Creative Thailand

ที่มา : มติชนออนไลน์

……………….

ความเห็น SIU

คราแรกที่เห็นบทความนี้ ผมถึงกับ “อึ้ง” ที่จู่ๆ ปัญญาชนสยามอย่างพี่สุจิตต์ ถึงกลับเมียงมองความสนใจมายัง Creative Economy ที่เป็นเรื่องการทำมาหากินของนักธุรกิจและคนธรรมดาทั่วไป

แต่แล้วเมื่ออ่านบทความทั้งหมด จึงได้ค้นพบว่า พี่สุจิตต์ไม่ได้พูดถึง Creative Economy ในเชิงโครงสร้างการทำมาหากิน แต่ได้มุ่งไปที่ “ปรัชญา” หรือ รากฐานของ Creative Economy นั่นคือ “วัฒนธรรมไทย”

และช่างบังเอิญเหลือเกินที่ “เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์” นักกลยุทธ์ประจำ SIU ได้เขียนบทความ “Creative Economy : “บทสำรวจ” ความเป็นไปได้ในประเทศไทย” ลงในหนังสือพิมพ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ฉบับวันที่ 22-23 กรกฎาคม 2552 โดยมุ่งเน้นประเด็นไปที่ “การใช้จุดแข็งด้านวัฒนธรรมไทย ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ในการขับเคลื่อน Creative economy”

บทความนี้นับเป็นบทความชิ้นแรกๆ ที่จุดประเด็นเรื่อง “ความสำคัญของวัฒนธรรมไทย ในการสร้างสรรค์ Creative Economy ให้เติบโตและยั่งยืน” และนับแต่นั้นเป็นต้นมา แนวคิดด้าน Creative Economy ในประเทศไทย ก็ได้ค้นพบ “เส้นทาง” ของตัวเอง หลังจากจมปลักกับการวิเคราะห์ Creative Economy ตามแนวทางของตะวันตก อย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยลืมนึกไปว่าจะนำแนวคิดนี้มาปรับประยุกต์อย่างไร “บริบทเฉพาะของสังคมไทย”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ “เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์” ได้เน้นย้ำไว้ในบทความชิ้นนั้น คือ “วัฒนธรรมไทย ไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา” กลับไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร

แต่โชคดีที่ประเด็นนี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเน้นย้ำอีกครั้งในบทความ “Creative Economy ไม่ก้าวหน้า Creative Thailand ก็ล้าหลัง” ของพี่สุจิตต์ วงษ์เทศ ที่พยายามจะชี้ให้ “ชนชั้นนำไทย” ได้มองเห็น ก่อนที่แนวคิด Creative Economy จะถูกขับเคลื่อนออกไปเป็นนโยบายที่ล้มเหลว

ประเทศชาติกำลังเผชิญวิกฤตรอบด้าน “ความผิดพลาด” เพียงเรื่องเดียว ก็เพียงพอที่จะสั่นคลอนรัฐบาลได้

ตอนนี้ความหวังเดียวของ SIU คือ อยากจะเห็น Sasin Institute Global Affairs (SIGA) ที่ได้รับมอบหมายภารกิจจาก สศช. จะไม่มืดบอดหรือหลงตัวเอง จนกระทั่งละเลย “ความเห็นอันสูงส่ง” ของพี่สุจิตต์ ในบทความนี้

ถ้าให้ดียิ่งกว่าคือ การที่ SIGA จะลดอัตตาของตัวเอง และมาเชิญพี่สุจิตต์ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ

เวลานี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตรอบด้าน ดังนั้น จึงไม่ใช่เวลาที่จะมา “แบ่งพรรคแบ่งพวก” แต่ควรที่จะร่วมมือกัน โดยเฉพาะเมื่อสังคมโลกาภิวัตน์ได้เรียกร้องให้ “ผู้เชี่ยวชาญ” หันหน้าเข้าหากัน แน่นอนว่าในมุมมองเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจ SIGA ย่อมถือเป็นผู้นำคนหนึ่งของสังคมไทย แต่เรื่อง “วัฒนธรรมไทย” นั้น ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “สุจิตต์ วงษ์เทศ” เป็นหนึ่งไม่มีสองในเมืองไทย

การจับมือของ The Best ในสาขาที่แตกต่างกันอย่างเหลือเชื่อ เพื่อช่วยเหลือประเทศไทยในครั้งนี้ ถ้าหากเกิดขึ้นได้ ย่อมเป็น “นิมิตหมาย” ที่ดีของ Creative Economy และเศรษฐกิจไทย

ที่อาจส่งแรงกระเพื่อมไปถึง “การเมืองไทย”

  • JiM

    วันก่อนอ่านข่าวแว๊บๆ ทางพรรคปชป.มอบหมายให้คุณที่ชื่อ อภิรักษ์ ดูแลเรื่อง Creative Economy (หรือชื่ออะไรทำนองนี้นี่แหละ) …..

  • Anonymous

    ก็พวกนางงามเค้าทำกันอยู่แล้วนี่น่า…… ทำได้ดี เสียด้วย

  • boboz

    เรื่องนี้ต่างคนต่างมุมมมองครับ ถ้าจะเริ่มก็ต้องเริ่มกันตั้งเเต่เด็กๆเลยครับสำหรับการปลูกฝัง

    สื่อ กระทรวงการศึกษา ในการวางหลักสูตรการศึกษา
    กระทรวงวัฒนธรรม มันต้องช่วยกันหลายฝ่าย อย่างท่านว่าเเหละครับ