โดย ตาสีตาสา
SIU เห็นข้อเขียนของท่านผู้ใช้นามปากกาว่า ตาสีตาสา ต่อบทความในชุดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีตรรกะและการอธิบายที่ทรงพลัง จึงขออนุญาตท่านผู้เขียนนำมาลงเป็นบทความต่างหากเพื่อจะได้ไม่ตกการแสดงผลจากหน้าเว็บไปในอนาคต เราตระหนักดีว่าในระยะหลังนี้ SIU มี “พยัคฆ์ซุ่ม มังกรซ่อน” จับตาบทความของเราอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งก็ถึงกับเมตตาแสดงทรรศนะและข้อเสนอแนะผ่านการเขียน comment มา เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอทรรศนะของท่านให้เกิดการแลกเปลี่ยนถกเถียงมากขึ้น เพราะในโลกยุค “พหุนิยม” ไม่อาจมีใครเป็นผู้ผูกขาดความจริงได้อีกต่อไป มีแต่การต่อยอด สนับสนุน และการติชมวิพากษ์ วิจารณ์ เท่านั้นจึงจะเป็นการเสริมสร้างสังคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างแท้จริง
หลังจากอ่านบทความที่แสนฉวัดเฉวียนแต่ค่อนข้างคลุมเครือนี้สักครู่ใหญ่ ผมก็รู้สึกว่าในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง อยากขออนุญาตแสดงความเห็นฝากไว้สักนิด
เนื่องจากผมไม่ค่อยคุ้นกับลักษณะโครงสร้างการเขียนของท่านเจ้าของบทความนัก ทำให้ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าตัวเองเข้าในประเด็นและข้อเสนอแนะหรือตรรกะที่รองรับเรื่องต่างๆชัดเจนนัก จึงขอแยกส่วนออกมาเป็นหมวดตามที่พอเข้าใจ ซึ่งถ้าผมเข้าใจประเด็นท่านผิด ก็ขออภัยไว้ตรงนี้ก่อนเลย
ในเรื่องของ Creative Infrastructure, Creative Space, สยามสแควร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ผมเห็นด้วยว่าการยกตัวอย่าง Florence มาเป็นกรณีศึกษาเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมไม่แน่ใจว่าผมอ่านบทความที่คุณเขียนเข้าใจนัก เหมือนกับคุณจะโยงบริบทของ Florence ไปหาการสร้าง Creative Space ที่บริเวณสยาม โดยมี support point ว่ามันเป็นแหล่งของ creative talent และก็มีจุฬาเป็นแหล่งสนับสนุนทางบุคลากร ซึ่งถ้าใครที่เคยทำงานทางสายงานด้านนี้มาโดยตลาด จะทราบว่านี่อาจเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปสักนิดหนึ่ง คนในวงการสร้างสรรค์ แทบไม่มีใครอยากไปเดินหรือทำมาหากินแถวสยาม ส่วนหนึ่งก็เพราะ สยามสแคว์นั้นสำหรับบางกลุ่มเป้าหมายมันอาจเป็นแหล่งที่ทันสมัยของพวกเขา แต่ในสายตาของคนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งก็มองว่า มันคือแหล่งที่ cliché ที่สุดของเมืองไทยแห่งหนึ่งเช่นกัน
ถ้าท่านผู้เขียนบทความเคยติดตามข่าวคราวทางสายงาน creative economy มาบ้าง น่าจะพอทราบว่ามีการต่อต้านมากมายแค่ไหน ตอนที่ TCDC อาจจะต้องโดนยุบแล้วย้ายไปแถวสามย่านแทน เหตุผลหนึ่งในหลายๆอย่างก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ไม่ควรจะไปอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยหนึ่งมหาวิทยาลัยใดเกินไป ส่วนเรื่องหอศิลป์ ถ้าท่านพอตามเรื่องพวกนี้มาบ้าง ก็จะทราบว่าธรรมศาสตร์เคยพยายามเสนอที่ทางให้ เพื่อให้หอศิลป์กรุงเทพไปตั้งที่ท่าพระจันทร์ ส่วนทางจุฬาก็พยายามจะให้ไปใช้สถานที่ที่จุฬา ทั้งหมดนี้ไม่ไช่เพื่อเป็นการสนับสนุนวงการใดใดทั้งสิ้น เป็นเพียงการเล่นเกมการเมืองของสองมหาอำนาจที่ต้องการแย่งอำนาจนิยามของคำว่า ศิลปะสมัยใหม่ของชาติ มาไว้ใต้ร่มเงาตัวเองเท่านั้นเอง และที่สำคัญถ้าสมมุติว่าเราจำเป็นต้องมี creative space ขึ้นมาเพิ่มอีกจริงๆ สยามก็ไม่น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะอยู่ดี เพราะบริเวณนั้นขาดซึ่งวัฒนธรรมที่มีเรื่องราวที่ดีพอที่จะใช้เป็นกองหลัง ของ creative space ของกรุงเทพได้เลย ถ้ามองในแง่ของ Culture มันเป็นเพียงแหล่งศูนย์การค้า แหล่งชอบปิ้งรอบมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเท่านั้นเอง มันไม่มีเอกลักษณ์หรือวัฒนธรรมพิเศษอะไรที่ชัดเจนพอที่จะใช้เป็นจุดศูนย์กลางspace ชนิดนี้ได้เลย ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่แค่บอกว่าจากระบบผังเมือง ชุมชน วัฒนธรรมในกรุงเทพ สยามไม่ไช่ที่ที่ควรฝากชีวิตเรื่องความคิดสร้างสรรค์ของชาติไว้เลย (แค่เรื่องนี้ก็สามารถเขียนแยกออกไปได้เป็นเล่มๆแล้ว)
อีกอย่างผู้สนับสนุนที่แท้จริงของยุคสมัยเรา ไม่ไช่กลุ่มตระกูลใดตระกูลหนึ่ง หรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง เพราะเราผ่านข้ามยุค Renaissance นั้นมานานแล้ว ผู้สนับสนุนที่แท้จริงของ Creative Talent คือประชาชนทั้งประเทศ เหมือนที่ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เขาทำกันมาได้ หากประเทศไทยไม่สามารถสร้างตลาดของความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาในประเทศได้ ไม่สามารถสร้างจุดสมดุลของ ผู้ผลิต และผู้บริโภค ได้ เราจะไปสร้าง Infrastructure ทับซ้อนกันมากไปกว่านี้ทำไม หรือจะหวังเพียงส่งออก อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นที่น้อยคนมากที่เข้าใจเรื่องตลาด Creative Industry ในระดับ Global จริงๆในบ้านเรา เราจะไปสู้ใครเขาได้ ถ้าคนในประเทศยังไม่สามารถเข้าใจและสนับสนุน Creative Industry ของตัวเองได้ บ้านไหนเมืองไหนเขาจะมาเป็นตลาดของเรา ในประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆที่พัฒนาไปถึง Creative Industry ได้ เขาต้องมีตลาดขนาดใหญ่พอในมือไว้ก่อน สิ่งนั้นต่างหากคือผู้สนับสนุนที่แท้จริงของเหล่า Creative Talents
ส่วนในเรื่องของ Creative Economy Management นั้น ศาสตร์ทางด้านนี้ก็มีมานานมากมากแล้ว ตามมหาวิทยาลัยในประเทศที่เจริญแล้ว เขาก็มีหลักสูตร Design Management เพื่อผลิตคนเข้าไปเป็นคนจัดการในโปรเจกที่ต้องอาศัยความเข้าใจทั้งทาง วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ธุรกิจ เขาก็มีอยู่แล้ว คนไทยเราที่ผ่านการเรียนเรื่องพวกนั้นที่กลับมาทำมาหากินจริงในประเทศก็พอมี ให้เห็น เรื่องนี้ไม่ไช่เรื่องใหม่อะไรเลย สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆของบ้านเมืองเราในส่วนของ Creative Talent (คำที่ท่านเจ้าของบทความเลือกมาใช้) ไม่ไช่ทรัพยากรบุคคล หรือการจัดการทรัพยากร แต่เป็นเรื่องวาระซ่อนเร้นของคนในส่วนต่างๆที่พยายามจะเข้ามากอบโกยหา ประโยชน์จากนโยบายต่างๆมากกว่า และส่วนมากที่ผ่านมาคนที่เข้ามามีอำนาจในส่วนบริหารเหล่านี้ก็หาได้น้อยมาก ที่จะมีความจริงใจในการพัฒนาบ้านเมืองจริงๆ มันไม่ไช่ปัญหาว่าเรามีคนที่เข้าใจเรื่องพวกนี้ไหม เรามีมากพออยู่แล้ว แต่คำถามคือเรามีโอกาสให้คนที่รู้จริงและตั้งใจจริงนี้เข้ามาพัฒนา อุตสาหกรรมจริงๆมากแค่ไหน ที่สำคัญคนดีดีที่เขาอยากเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องการเมืองแบบนี้มีเหลือมาก น้อยแค่ไหนต่างหาก
ตามความเห็นอันต่ำต้อยของผม สิ่งที่จะสร้าง Creative Economy ได้ที่แท้จริง ผมกลับมองว่า คือการสร้าง Demand ที่เข้าใจ Creativity มากกว่า ซึ่งตรงส่วนนี้ มันเป็นเรื่องที่แทบไม่มีการพูดถึงเลย ตรงข้ามรัฐกลับพยายามจะสร้างแรงงานราคาถูกขึ้นมาอีกเต็มไปหมดในระยะอันใกล้ นี้ ผู้เสนอตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญบางท่านถึงกับจะเสนอให้ประเทศไทยเป็นแหล่งป้อน แรงงาน out source ของ creative industry เพื่อนบ้านด้วยซ้ำ แล้วถ้าทุกคนในประเทศมีรายได้ที่น้อย ไม่ได้ทำงานในส่วนที่ได้ Create เป็นได้แค่แรงงานราคาถูกทำส่วน execution ที่ create มาจากคนอื่นอีกที ความเข้าใจก็ไม่มี เงินก็ไม่มาก แล้วจะเอากำลังตลาดภายในที่ไหนมาอุปถัมภ์ creative talents แถวสามย่านล่ะครับ
ประเทศไทยของเรามี Creative Talent มากมายมหาศาลอยู่แล้ว เหมือนเรามีเพชรดิบเต็มไปหมด แต่เราขาดตลาด ขาดคนที่ต้องการเอาเพชรดิบเหล่านั้นมาเจียรนัย เพราะทำไปก็ไม่มี demand ดังนั้นผมจึงขออนุญาตออกความเห็นที่แตกต่างว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคนที่ทำงานทางด้านนี้ อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มานาน ทั้งในระดับท้องถิ่นและสากล ถ้าเราต้องการให้เมืองไทยไปสู่ Creative Economy เราจำเป็นต้องพัฒนาทั้งสามส่วนพร้อมๆกัน ผู้ผลิต ผู้บริโภค และ ผู้จัดจำหน่าย ให้มี Creativity และ สำนึก ในระดับที่ใกล้เคียงกันให้ได้
Creative Space ที่ทางผู้เขียนอ้างถึง ผมไม่แน่ใจว่าโดยปฎิบัติจริงๆแล้ว มันต่างจาก TCDC หรืองานสัมนาแบบ Interdisciplinary อื่นๆหรือพวกกิจกรรม Pecha Kucha อย่างไร ทำไมเราต้องเสียเงินเสียงบประมาณซ้ำซ้อนเพื่อสร้าง Supply โดยที่ไม่มี Demand ทางด้านนี้ในประเทศเราอีก
Creative Space นั้น มันจะเป็นแค่สนามซ้อมบอล ถ้าเราไม่มีลีกฟุตบอล ไม่มีกองเชียร์ ต่อให้มีสนามซ้อมบอลอีกกี่แห่ง ตั้งที่ไหนก็ตาม มันก็ไม่สามารถผลิตนักกีฬาดีดีออกมาได้ เพราะการซ้อม มันไม่เหมือนการเล่นจริงๆ มันเป็นคนละระดับกัน
อีกเรื่องที่อยากเสริมคือ Creative Economy ไม่ไช่ Art น่ะครับ เราต้องมีตลาด เราต้องมีกำลังการผลิต ก่อนทุกประเทศที่คิดจะกระโดดมาเล่นเกมนี้ เขาต้องมีกำลังตลาดในมือที่ชัดเจนพอสมควรแล้วครับ ต่อให้หาตลาดต่างประเทศไม่ได้ เขาต้องมีจำนวนตลาดในประเทศในมือที่มากพอ ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุหนึ่งที่จีนถึงแม้จะมีคนมาก แต่ก็ไม่สามารถไปสู่ Creative Economy ได้ เพราะคุณภาพและสำนึกของผู้ประกอบการที่ไม่แกร่งพอ เมื่อใครเริ่มลงทุนวิจัยทำอะไร ก็จะโดนก็อบกันเองเอาไปขายในราคาถูกกันเองในประเทศทันที ส่วนคนในประเทศก็ไม่ไช่ผู้บริโภคหรือผู้สนับสนุน (ผู้อุปถัมภ์) ที่ดีพอ เขาก็เลือกแต่ของที่ถูกไว้ก่อน มันจะดีไม่ดีึ creative หรือไม่ ไม่สน ทำให้จีนไม่สามารถผ่านจุดเป็นแค่โรงงานราคาถูกให้ชาวโลกไปได้ คุณภาพของผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทยเราเราอยู่ตรงจุดไหนครับ? เราต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและรูปธรรมกว่าการเอาคนฉลาดมารวมกันแล้วหวังว่า ทุกอย่างมันจะดีเอง ขนาดไอแซกอาซิมอฟ ภายหลังเมื่ออายุมากขึ้นก็ยังเขียนให้ ฮาริ เซลดอล ทำการคำนวนผิดพลาดเลย
เห็นว่าเขียนมายาวมากแล้ว ความจริงยังมีเรื่องให้เขียนถึงอีกมหาศาล แต่คิดว่าไม่น่าจะดีที่จะมาออกความเห็นยาวเกินไปในบทความของคนอื่น หวังว่าทางผู้เขียนบทความจะไม่รำคาญน่ะครับที่มีชาวบ้านอย่างผมหลงทางเข้ามา ฝากคอมเมนท์ยาวๆเอาไว้แบบนี้ แถมไม่ค่อยเป็นโครงสร้างเท่าไหร่ด้วย เพราะค่อนข้างรีบเขียนมากครับ
ด้วยความเคารพ
