Practical Report Creative Economy : (ปฏิกริยา) เศรษฐกิจสร้างสรรค์สำคัญที่การพัฒนาตลาดภายใน

โดย ตาสีตาสา

SIU เห็นข้อเขียนของท่านผู้ใช้นามปากกาว่า ตาสีตาสา ต่อบทความในชุดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีตรรกะและการอธิบายที่ทรงพลัง จึงขออนุญาตท่านผู้เขียนนำมาลงเป็นบทความต่างหากเพื่อจะได้ไม่ตกการแสดงผลจากหน้าเว็บไปในอนาคต เราตระหนักดีว่าในระยะหลังนี้ SIU มี “พยัคฆ์ซุ่ม มังกรซ่อน” จับตาบทความของเราอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งก็ถึงกับเมตตาแสดงทรรศนะและข้อเสนอแนะผ่านการเขียน comment มา เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอทรรศนะของท่านให้เกิดการแลกเปลี่ยนถกเถียงมากขึ้น เพราะในโลกยุค “พหุนิยม” ไม่อาจมีใครเป็นผู้ผูกขาดความจริงได้อีกต่อไป มีแต่การต่อยอด สนับสนุน และการติชมวิพากษ์ วิจารณ์ เท่านั้นจึงจะเป็นการเสริมสร้างสังคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างแท้จริง


หลังจากอ่านบทความที่แสนฉวัดเฉวียนแต่ค่อนข้างคลุมเครือนี้สักครู่ใหญ่ ผมก็รู้สึกว่าในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง อยากขออนุญาตแสดงความเห็นฝากไว้สักนิด

เนื่องจากผมไม่ค่อยคุ้นกับลักษณะโครงสร้างการเขียนของท่านเจ้าของบทความนัก ทำให้ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าตัวเองเข้าในประเด็นและข้อเสนอแนะหรือตรรกะที่รองรับเรื่องต่างๆชัดเจนนัก จึงขอแยกส่วนออกมาเป็นหมวดตามที่พอเข้าใจ ซึ่งถ้าผมเข้าใจประเด็นท่านผิด ก็ขออภัยไว้ตรงนี้ก่อนเลย

ในเรื่องของ Creative Infrastructure, Creative Space, สยามสแควร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ผมเห็นด้วยว่าการยกตัวอย่าง Florence มาเป็นกรณีศึกษาเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมไม่แน่ใจว่าผมอ่านบทความที่คุณเขียนเข้าใจนัก เหมือนกับคุณจะโยงบริบทของ Florence ไปหาการสร้าง Creative Space ที่บริเวณสยาม โดยมี support point ว่ามันเป็นแหล่งของ creative talent และก็มีจุฬาเป็นแหล่งสนับสนุนทางบุคลากร ซึ่งถ้าใครที่เคยทำงานทางสายงานด้านนี้มาโดยตลาด จะทราบว่านี่อาจเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปสักนิดหนึ่ง คนในวงการสร้างสรรค์ แทบไม่มีใครอยากไปเดินหรือทำมาหากินแถวสยาม ส่วนหนึ่งก็เพราะ สยามสแคว์นั้นสำหรับบางกลุ่มเป้าหมายมันอาจเป็นแหล่งที่ทันสมัยของพวกเขา แต่ในสายตาของคนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งก็มองว่า มันคือแหล่งที่ cliché ที่สุดของเมืองไทยแห่งหนึ่งเช่นกัน

ถ้าท่านผู้เขียนบทความเคยติดตามข่าวคราวทางสายงาน creative economy มาบ้าง น่าจะพอทราบว่ามีการต่อต้านมากมายแค่ไหน ตอนที่ TCDC อาจจะต้องโดนยุบแล้วย้ายไปแถวสามย่านแทน เหตุผลหนึ่งในหลายๆอย่างก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ไม่ควรจะไปอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยหนึ่งมหาวิทยาลัยใดเกินไป ส่วนเรื่องหอศิลป์ ถ้าท่านพอตามเรื่องพวกนี้มาบ้าง ก็จะทราบว่าธรรมศาสตร์เคยพยายามเสนอที่ทางให้ เพื่อให้หอศิลป์กรุงเทพไปตั้งที่ท่าพระจันทร์ ส่วนทางจุฬาก็พยายามจะให้ไปใช้สถานที่ที่จุฬา ทั้งหมดนี้ไม่ไช่เพื่อเป็นการสนับสนุนวงการใดใดทั้งสิ้น เป็นเพียงการเล่นเกมการเมืองของสองมหาอำนาจที่ต้องการแย่งอำนาจนิยามของคำว่า ศิลปะสมัยใหม่ของชาติ มาไว้ใต้ร่มเงาตัวเองเท่านั้นเอง และที่สำคัญถ้าสมมุติว่าเราจำเป็นต้องมี creative space ขึ้นมาเพิ่มอีกจริงๆ สยามก็ไม่น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะอยู่ดี เพราะบริเวณนั้นขาดซึ่งวัฒนธรรมที่มีเรื่องราวที่ดีพอที่จะใช้เป็นกองหลัง ของ creative space ของกรุงเทพได้เลย ถ้ามองในแง่ของ Culture มันเป็นเพียงแหล่งศูนย์การค้า แหล่งชอบปิ้งรอบมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเท่านั้นเอง มันไม่มีเอกลักษณ์หรือวัฒนธรรมพิเศษอะไรที่ชัดเจนพอที่จะใช้เป็นจุดศูนย์กลางspace ชนิดนี้ได้เลย ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่แค่บอกว่าจากระบบผังเมือง ชุมชน วัฒนธรรมในกรุงเทพ สยามไม่ไช่ที่ที่ควรฝากชีวิตเรื่องความคิดสร้างสรรค์ของชาติไว้เลย (แค่เรื่องนี้ก็สามารถเขียนแยกออกไปได้เป็นเล่มๆแล้ว)

อีกอย่างผู้สนับสนุนที่แท้จริงของยุคสมัยเรา ไม่ไช่กลุ่มตระกูลใดตระกูลหนึ่ง หรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง เพราะเราผ่านข้ามยุค Renaissance นั้นมานานแล้ว ผู้สนับสนุนที่แท้จริงของ Creative Talent คือประชาชนทั้งประเทศ เหมือนที่ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เขาทำกันมาได้ หากประเทศไทยไม่สามารถสร้างตลาดของความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาในประเทศได้ ไม่สามารถสร้างจุดสมดุลของ ผู้ผลิต และผู้บริโภค ได้ เราจะไปสร้าง Infrastructure ทับซ้อนกันมากไปกว่านี้ทำไม หรือจะหวังเพียงส่งออก อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นที่น้อยคนมากที่เข้าใจเรื่องตลาด Creative Industry ในระดับ Global จริงๆในบ้านเรา เราจะไปสู้ใครเขาได้ ถ้าคนในประเทศยังไม่สามารถเข้าใจและสนับสนุน Creative Industry ของตัวเองได้ บ้านไหนเมืองไหนเขาจะมาเป็นตลาดของเรา ในประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆที่พัฒนาไปถึง Creative Industry ได้ เขาต้องมีตลาดขนาดใหญ่พอในมือไว้ก่อน สิ่งนั้นต่างหากคือผู้สนับสนุนที่แท้จริงของเหล่า Creative Talents

ส่วนในเรื่องของ Creative Economy Management นั้น ศาสตร์ทางด้านนี้ก็มีมานานมากมากแล้ว ตามมหาวิทยาลัยในประเทศที่เจริญแล้ว เขาก็มีหลักสูตร Design Management เพื่อผลิตคนเข้าไปเป็นคนจัดการในโปรเจกที่ต้องอาศัยความเข้าใจทั้งทาง วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ธุรกิจ เขาก็มีอยู่แล้ว คนไทยเราที่ผ่านการเรียนเรื่องพวกนั้นที่กลับมาทำมาหากินจริงในประเทศก็พอมี ให้เห็น เรื่องนี้ไม่ไช่เรื่องใหม่อะไรเลย สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆของบ้านเมืองเราในส่วนของ Creative Talent (คำที่ท่านเจ้าของบทความเลือกมาใช้) ไม่ไช่ทรัพยากรบุคคล หรือการจัดการทรัพยากร แต่เป็นเรื่องวาระซ่อนเร้นของคนในส่วนต่างๆที่พยายามจะเข้ามากอบโกยหา ประโยชน์จากนโยบายต่างๆมากกว่า และส่วนมากที่ผ่านมาคนที่เข้ามามีอำนาจในส่วนบริหารเหล่านี้ก็หาได้น้อยมาก ที่จะมีความจริงใจในการพัฒนาบ้านเมืองจริงๆ มันไม่ไช่ปัญหาว่าเรามีคนที่เข้าใจเรื่องพวกนี้ไหม เรามีมากพออยู่แล้ว แต่คำถามคือเรามีโอกาสให้คนที่รู้จริงและตั้งใจจริงนี้เข้ามาพัฒนา อุตสาหกรรมจริงๆมากแค่ไหน ที่สำคัญคนดีดีที่เขาอยากเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องการเมืองแบบนี้มีเหลือมาก น้อยแค่ไหนต่างหาก

ตามความเห็นอันต่ำต้อยของผม สิ่งที่จะสร้าง Creative Economy ได้ที่แท้จริง ผมกลับมองว่า คือการสร้าง Demand ที่เข้าใจ Creativity มากกว่า ซึ่งตรงส่วนนี้ มันเป็นเรื่องที่แทบไม่มีการพูดถึงเลย ตรงข้ามรัฐกลับพยายามจะสร้างแรงงานราคาถูกขึ้นมาอีกเต็มไปหมดในระยะอันใกล้ นี้ ผู้เสนอตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญบางท่านถึงกับจะเสนอให้ประเทศไทยเป็นแหล่งป้อน แรงงาน out source ของ creative industry เพื่อนบ้านด้วยซ้ำ แล้วถ้าทุกคนในประเทศมีรายได้ที่น้อย ไม่ได้ทำงานในส่วนที่ได้ Create เป็นได้แค่แรงงานราคาถูกทำส่วน execution ที่ create มาจากคนอื่นอีกที ความเข้าใจก็ไม่มี เงินก็ไม่มาก แล้วจะเอากำลังตลาดภายในที่ไหนมาอุปถัมภ์ creative talents แถวสามย่านล่ะครับ

ประเทศไทยของเรามี Creative Talent มากมายมหาศาลอยู่แล้ว เหมือนเรามีเพชรดิบเต็มไปหมด แต่เราขาดตลาด ขาดคนที่ต้องการเอาเพชรดิบเหล่านั้นมาเจียรนัย เพราะทำไปก็ไม่มี demand ดังนั้นผมจึงขออนุญาตออกความเห็นที่แตกต่างว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคนที่ทำงานทางด้านนี้ อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มานาน ทั้งในระดับท้องถิ่นและสากล ถ้าเราต้องการให้เมืองไทยไปสู่ Creative Economy เราจำเป็นต้องพัฒนาทั้งสามส่วนพร้อมๆกัน ผู้ผลิต ผู้บริโภค และ ผู้จัดจำหน่าย ให้มี Creativity และ สำนึก ในระดับที่ใกล้เคียงกันให้ได้

Creative Space ที่ทางผู้เขียนอ้างถึง ผมไม่แน่ใจว่าโดยปฎิบัติจริงๆแล้ว มันต่างจาก TCDC หรืองานสัมนาแบบ Interdisciplinary อื่นๆหรือพวกกิจกรรม Pecha Kucha อย่างไร ทำไมเราต้องเสียเงินเสียงบประมาณซ้ำซ้อนเพื่อสร้าง Supply โดยที่ไม่มี Demand ทางด้านนี้ในประเทศเราอีก

Creative Space นั้น มันจะเป็นแค่สนามซ้อมบอล ถ้าเราไม่มีลีกฟุตบอล ไม่มีกองเชียร์ ต่อให้มีสนามซ้อมบอลอีกกี่แห่ง ตั้งที่ไหนก็ตาม มันก็ไม่สามารถผลิตนักกีฬาดีดีออกมาได้ เพราะการซ้อม มันไม่เหมือนการเล่นจริงๆ มันเป็นคนละระดับกัน

อีกเรื่องที่อยากเสริมคือ Creative Economy ไม่ไช่ Art น่ะครับ เราต้องมีตลาด เราต้องมีกำลังการผลิต ก่อนทุกประเทศที่คิดจะกระโดดมาเล่นเกมนี้ เขาต้องมีกำลังตลาดในมือที่ชัดเจนพอสมควรแล้วครับ ต่อให้หาตลาดต่างประเทศไม่ได้ เขาต้องมีจำนวนตลาดในประเทศในมือที่มากพอ ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุหนึ่งที่จีนถึงแม้จะมีคนมาก แต่ก็ไม่สามารถไปสู่ Creative Economy ได้ เพราะคุณภาพและสำนึกของผู้ประกอบการที่ไม่แกร่งพอ เมื่อใครเริ่มลงทุนวิจัยทำอะไร ก็จะโดนก็อบกันเองเอาไปขายในราคาถูกกันเองในประเทศทันที ส่วนคนในประเทศก็ไม่ไช่ผู้บริโภคหรือผู้สนับสนุน (ผู้อุปถัมภ์) ที่ดีพอ เขาก็เลือกแต่ของที่ถูกไว้ก่อน มันจะดีไม่ดีึ creative หรือไม่ ไม่สน ทำให้จีนไม่สามารถผ่านจุดเป็นแค่โรงงานราคาถูกให้ชาวโลกไปได้ คุณภาพของผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทยเราเราอยู่ตรงจุดไหนครับ? เราต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและรูปธรรมกว่าการเอาคนฉลาดมารวมกันแล้วหวังว่า ทุกอย่างมันจะดีเอง ขนาดไอแซกอาซิมอฟ ภายหลังเมื่ออายุมากขึ้นก็ยังเขียนให้ ฮาริ เซลดอล ทำการคำนวนผิดพลาดเลย

เห็นว่าเขียนมายาวมากแล้ว ความจริงยังมีเรื่องให้เขียนถึงอีกมหาศาล แต่คิดว่าไม่น่าจะดีที่จะมาออกความเห็นยาวเกินไปในบทความของคนอื่น หวังว่าทางผู้เขียนบทความจะไม่รำคาญน่ะครับที่มีชาวบ้านอย่างผมหลงทางเข้ามา ฝากคอมเมนท์ยาวๆเอาไว้แบบนี้ แถมไม่ค่อยเป็นโครงสร้างเท่าไหร่ด้วย เพราะค่อนข้างรีบเขียนมากครับ

ด้วยความเคารพ

  • http://www.isriya.com isriya

    เป็นความคิดเห็นที่ดีมากครับ

    ปัญหาที่อยากชวนถกต่อคือ เราจะสร้าง creative demand ขึ้นมาในประเทศได้อย่างไรครับ?

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    อันนี้ยากครับ
    แต่พวกสินค้า Luxury Brand ต้องมีวิธี Educated ตลาด ในหลายๆรูปแบบ

    จริงๆผมอยากเสนอเรื่องการใช้ KM เพื่อสร้าง Creative Demand
    (เดี๋ยวจะค่อยๆเขียนออกมาครับ)

    อย่างไรก็ตาม ผมได้เกริ่นๆเรื่องนี้ไว้ในบทความ Creative Economy ที่เขียนขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เจาะจงเรียกว่า Creative Demand

    http://www.siamintelligence.com/creative-economy-and-thai-culture-2/

  • JiM

    “การสร้าง Demand ที่เข้าใจ Creativity มากกว่า”

    อันนี้ตรงกับที่ผมเคยเสนอไว้นะครับ ก่อนจะไปถึง Creative Economy ผมแนะนำว่าควรจะให้มี “Understanding Economy” เสียก่อน คือเศรษฐกิจที่มี “ความเข้าใจ” เป็นหลัก แล้วค่อยก้าวไปสู่การค้นคว้าสิ่งใหม่

    ความเข้าใจ คืออะไร?

    ถ้าให้อธิบายว่าความไม่เข้าใจคืออะไรคงง่ายกว่า ตัวอย่างของความไม่เข้าใจก็เช่น คนไทยทะลึ่งจะไป create “รถพลังงานน้ำ” โดยที่ไม่เข้าใจกฎทรงพลังงานที่เรียนตั้งแต่ตอน 15 ขวบ ถ้าขาดความเข้าใจ จะ Creative แค่ไหน ผลงานก็ออกมาไร้สาระ เรียกว่าเจ๊งทั้ง Demand และ Supply sides ผมมองว่าเราสามารถแบ่งเศรษฐกิจได้หยาบๆเป็น 3 ขั้น คือ 1. พวกมีแต่ “ความรู้” คือประเภทที่ไม่ค่อยเข้าใจเทคโนโลยีเท่าไหร่ ใช้แรงงานตามคำสั่งทุนต่างชาติที่เข้ามาสอน 2. พวกที่มีความเข้าใจ คือพวกที่ดูดเทคโนโลยีแล้วทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จนเผลอๆเข้าใจดีกว่าพวกผู้พัฒนา และผลิตสินค้า/บริการออกมาได้ถูกกว่าและคุณภาพดีกว่าคนคิดค้นซะอีก เช่น เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ 3. พวกที่พัฒนาสิ่งใหม่ ก็คือคนที่เป็นต้นแบบเทคโนโลยีทั้งหลาย ก็ยังคงเป็นยุโรปตะวันตกและอเมริกา ส่วนประเทศอย่างจีนหรือไทยอาจจะอยู่กึ่งๆสองพวกแรก และญี่ปุ่นอยู่กึ่งๆสองพวกหลัง (กล่าวคือสามารถมี incremental innovation แต่ยังไม่ถึงขั้น breakthrough)

    จากที่กล่าวมา ผมจึงมองว่าด้วยพื้นฐานของไทยตอนนี้ Creative Economy ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้เลย มันยากพอๆกับให้ไทยพัฒนาจรวดแข่งกับ NASA เสียอีก พื้นฐานการศึกษาของคนไทยนั้นไม่ส่งเสริมการคิดอย่างเป็นระบบ ดังนั้นเราจึงยังก้าวไม่ถึงขั้น Understanding แต่พวกที่ถึงขั้น Understanding มีน้อยกว่าน้อยที่จะมี Creativity (ขนาดญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ที่มี Understanding สุดยอด เหนือกว่าฝรั่งที่เป็นคนคิดคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และคอมพิวเตอร์เสียอีก ก็ยังหาคนที่มี Creativity ทำยายาก) ดังนั้นผมมองว่าการตั้งเป้าเป็น Creative Economy นี้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี การมาพูดตอนนี้จึงเป็นแค่เรื่องทางการเมืองและเพ้อเจ้อ

    จะพัฒนาความเข้าใจได้อย่างไร?

    คำตอบเบสิคที่ทุกคนรู้กันก็คือ “การศึกษา” การศึกษาของเราคือการยัดความรู้เข้าไปในหัวเด็ก และเป็นที่รู้กันว่ารากฐานการคิดของคนนั้นเกิดจากการศึกษาในวัยเด็ก โดยเฉพาะ 5 ปีแรกของมนุษย์ ดังนั้นตราบใดที่เรายังมีระบบการศึกษาเช่นนี้ ก็อย่าหวังเลยว่าจะมี Demand และ Supply ที่มี Creativity เพียงพอจนก่อให้เกิด Creativity Economy

    ความรู้นั้นเกิดจากการสงสัยและโต้แย้ง แค่การโต้แย้งว่าสิ่งของสามารถแบ่งแยกได้สิ้นสุดหรือไม่ (Discrete or Continuum) นั้นก่อให้เกิดและส่งผลกระทบต่อ เรขาคณิต ฟิสิกส์ แคลคูลัส กฎของนิวตัน แม่เหล็กไฟฟ้า รถยนต์ จรวด มือถือ และหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้! หรือแค่การโต้แย้งที่ว่าคนเราตายแล้วเกิดใหม่ไหม ก็ก่อให้เกิดศาสนา สังคมศาสตร์ และส่งผลกระทบต่อรัฐศาสตร์ กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์อย่างมหาศาล แต่ถ้าคนไทยได้ยินคำถามแรกแล้วยังรู้สึกว่า “เถียงกันทำไม ไร้สาระ” หรือถ้าเรียนจบทางด้าน Social Science พอได้ยินคำถามหลังยังถามว่า “มันเกี่ยวกันยังไง” ก็อย่าหวังว่าจะไปถึงขั้น Creative Economy อะไรได้เลยครับ

    “ประเทศไทยของเรามี Creative Talent มากมายมหาศาลอยู่แล้ว”

    ผมว่าเรายังไม่ถึงขั้นนั้น

    “ขนาดไอแซกอาซิมอฟ ภายหลังเมื่ออายุมากขึ้นก็ยังเขียนให้ ฮาริ เซลดอล ทำการคำนวนผิดพลาดเลย”

    ไม่แน่ใจว่าคุณตาสีตาสาหมายถึงตัว Mule หรือเปล่า ถ้าใช่แล้วอันนั้นไม่เชิงว่าเป็นการคำนวณผิดพลาดนะครับ ส่วนที่ใช่ก็คือว่าเขาไม่ expect ว่ามันจะเกิด แต่ส่วนที่ไม่ใช่ก็คือถ้าเกิดก็ไม่น่าจะแปลกใจ ตามเนื้อเรื่องของ Foundation คือฮาริ เซลดอล ใช้โมเดลทางสถิติทำนาย “อนาคนประวัติศาสตร์” (คล้ายๆ Factor model ที่ใช้ประเมินผลตอบแทนของหุ้น ฮาริ เซลดอน ก็ใช้ Factor ต่างๆในอดีตมาสร้างโมเดลเพื่อทำนายอนาคต) ตัว Mule ก็คือเป็นตัวละครหนึ่งที่สะท้อนในสถิติ ก็คือ Outlier คือเป็น unexpected error ถ้าเป็นในตลาดหุ้นก็คือ Market Crash เช่น Black Monday หรือถ้าเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่คาดว่าอาซิมอฟนำเค้าโครงมา ก็คือ Attila

    เนื้อเรื่องนิยายประเภทนี้ก็มาจากหนึ่งในการโต้แย้งเชิงปรัชญาคือ Freewill vs. Determinism (ถ้ามีความเข้าใจเรื่องนี้ก็จะเห็นว่าหนังฝรั่งส่วนใหญ่จะมีเค้าโครงเรื่องโต้แย้งกันในเรื่องนี้ และสุดท้ายแล้ว Freewill จะเป็นฝ่ายชนะ หนังจะมีบทสรุปว่าพระเอก/นางเอก มีสิทธิเลือกอนาคตของตัวเอง อะไรทำนองนั้น น่าจะมาจากรากฐานของฝรั่งก็ยังมาจากคริสตศาสนา ที่แอบขำก็คือ พุทธศาสนาเชื่อใน Determinism แต่คนไทยดูหนังฝรั่งแล้วดันเชื่อ Freewill อันนี้คือการขาดความเข้าใจอีกประการหนึ่งอย่างที่ผมเอ่ยถึงเบื้องต้น) ตัว Foundation นี้สร้างจากพื้นฐาน Determinism (นักวิทยาศาสตร์มีแนวโน้มเชื่อฝั่งนี้มากกว่า เช่น Newtonian Physics หรือที่ไอนสไตน์บอกว่าดูศาสนาพุทธมีเหตุผลที่สุดก็เนื่องจากอันนี้ ไอนสไตน์ไม่ได้เชื่อศาสนาพุทธแต่อย่างใด แต่ดันกลายเป็นหนังสือขายดียอดนิยมในเมืองไทยที่ชื่อว่า ไอนสไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ก็ตลกดีเหมือนกัน) Determinism ของฮาริ เซลดอล ก็คือ factors ในอดิตนั้นเป็นตัวกำหนดอนาคต ถ้าเรารู้ factors ทั้งหมด ก็สามารถคำนวณได้ว่าอนาคตจะเกิดอะไร (เสียดายที่ผมไม่มีปัญญาอ่านจนจบ จึงไม่อาจจะรู้ได้ว่า ฮาริ เซลดอล จะจบเรื่องด้วย Determinism หรือ Free Will

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ผมดีใจมากๆครับ ที่เว็บ SIU เป็นตัวกลางสำหรับการถกเถียงเรื่อง Creative Economy เพราะมีแต่สร้างเวทีแบบนี้เยอะๆเท่านั้น Creative Economy จึงเกิดได้

    อย่างไรก็ตาม การแลกเปลี่ยนในเว็บมีข้อจำกัดหลายประการ ดังนั้น การสร้าง Creative Space เพื่อรองรับการถกเถียงตรงนี้ จะช่วยได้มาก

    สิ่งที่คุณ Jim กล่าวถึงนั้น ผมเห็นด้วยระดับหนึ่งว่าคนไทยขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะในเรื่องวิทยาศาสตร์

    แต่ผมคิดว่า Creative ในเชิงศิลปะ ความงาม ความบันเทิง คนไทยมีความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ไม่แพ้ฝรั่ง

    แน่นอนว่า “ศิลปะ สถาปัตยกรรม” ของคนไทย อาจงดงามและสร้างสรรค์ไม่เท่ากับยุโรปและจีน แต่ก็ถือว่ามีเอกลักษณ์และน่าสนใจระดับหนึ่ง

    สำหรับเรื่องปรัชญานั้น แน่นอนว่า คนไทยไม่ถนัดการคิดที่ลึกซึ้ง แต่ผมก็เชื่อว่ามีคนไทยหลายๆคนที่มีความเข้าใจเรื่องปรัชญาเป็นอย่างดี แม้จะมีปริมาณและคุณภาพน้อยกว่าฝรั่งที่พัฒนามาหลายร้อยปีก็ตาม

    เพียงแต่คนเหล่านี้ไม่มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถ

    วงการภาพยนตร์อเมริกา อาจต้องจ้างนักปรัชญา หรือคนที่เข้าใจปรัชญามาช่วยเขียนบท ในบางเรื่องที่เน้นความลึกซึ้งทางความคิด แต่สำหรับหนังไทยนั้น อย่าหวังไปเลย

    อาจมีนักสร้างหนังที่ลึกซึ้งอยู่บ้าง แต่คนเหล่านี้ก็เป็นเพียงกระแสรอง แทบไม่มีบทบาท
    แน่นอนว่า Demand อาจไม่มากนัก แต่ผมเชื่อว่าอยู่ได้ สิ่งที่ทำให้คนพวกนี้ถูกกด น่าจะมาจากพวกเจ้าของโรงหนัง สื่อมวลชน ฯลฯ ไม่ให้การสนับสนุน ไม่ช่วยโปรโมต ไม่ให้โรงฉาย แค่นี้ก็จบเกมแล้วครับ

    ถ้าใครอ่านตำราด้าน Creative Economy จะเข้าใจตรงนี้ว่า แตกต่างจากอุตสาหกรรมธรรมดา ตรงที่ต้องไปพึ่งพากับสังคม และธุรกิจอื่นค่อนข้างมาก

    ดังนั้น ผมจึงเสนอว่าให้สร้าง Creative Space ที่เปิดโอกาสให้ Creative Talent ที่แม้จะมีน้อยทั้งปริมาณและคุณภาพในเมืองไทย ให้เข้าร่วมถกเถียงแลกเปลี่ยนอย่างเสรี โดยมี Creative Manager คอยบริหารจัดการ

    แน่นอนว่า ในระยะสั้น คงมีแต่ Cost ไม่เกิด Product แต่ก็เหมือนการลงทุนในเครื่องจักร ที่ดิน ซึ่งตอนแรกก็ต้องขาดทุนไปก่อน

    แต่เมื่อเครื่องจักร Creative Space ดำเนินต่อไป คนที่มีความรู้ความสามารถแบบ Jim ตาสีตาสา shimadaaki จะได้มาเจอกันเพื่อแลกเปลี่ยน ถกเถียง และนำไปสู่การสร้าง Creative Idea เพื่อนำไปสู่ Creative Product

    ผมเห็นด้วยกับ Jim ที่บอกว่า Creative Economy เป็นเพียงนโยบายหาเสียง แต่ก็ขอแสดงความคิดด้านบวกว่า ถ้าหากรัฐบาลสร้าง Creative Space ของแท้ คือ เปิดให้คนได้ถกเถียงกันอย่างเสรี ในประเด็นต่างๆแล้ว

    ผมคิดว่า Creative Economy ก็จะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และสามารถเป็นจริงได้ในเวลา 10 ปี

  • Anonymous

    cliché คืออะไรค่ะ รบกวนอธิบายให้ด้วย อ่านแล้ว งง ๆ ไม่รู้ที่มาที่ไป รู้สึกว่าจะมีแต่นามธรรม มากมายเหลือเกิน ยกตัวอย่าง ง่าย ๆ ได้มั๊ย ที่แบบชาวบ้าน ๆ เค้าเข้าใจได้ เอาแบบไม่ต้อง ลุ่มลึก แต่ทรงคุณค่า

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    มันเป็น “สิ่งใหม่” ย่อมยากจะมีรูปธรรมมากพอ เหมือนกับ “อุตสาหกรรม” เมื่อ 300 ปีที่แล้ว ก็รู้ในวงจำกัด แต่คนที่รู้ก็รวย

    IT ในยุคบิล เกตส์ ก็ถูกหาว่าเพ้อเจ้อ เพราะเป็นสิ่งใหม่ สุดท้ายคนรู้ก็รวย

    เจ้ารัฐอู๋ เคยบอกว่า “ตำราพิชัยสงครามซุนวู” มีแต่นามธรรม เพื่อต้องการรูปธรรมก็ต้องให้ทดลองดู

    ถ้าต้องการรูปธรรม ก็ต้องมีโครงการหรือ Case ให้พวกเราทดลอง
    อาจเริ่มจากโครงการเล็กๆ เพราะยังไม่เชื่อใจ ถ้าผิดก็จะไม่เสียหาย แต่อย่างน้อยก็รู้ว่า พวกเราไมใช่ตัวจริง

    ถ้าถูกต้องใช้ได้ ก็จะได้ประโยชน์มหาศาล ดุจดังเจ้ารัฐอู๋ได้ซุนวูมาช่วยงาน ดุจดั่งเล่าปี่ได้ขงเบ้ง

    อย่างไรก็ตาม ถ้าผมได้มีโอกาสเข้าไปในทีมงานเพื่อวิจัยและสร้างสรรค์ CE ผมก็จะมี “รูปธรรม” ที่มากพอมาอธิบายให้ฟัง เช่นเดียวกับ ซุนวู

    ตอนนี้รูปธรรมส่วนใหญ่เป็น Case ต่างประเทศ ถ้ายกมาก็อาจไม่มีประโยชน์มากนัก เพราะไทยยังขาดพื้นฐานหลายด้าน ต้องมียุทธศาสตร์เฉพาะเพื่อลดความเสียเปรียบนั้น

    ส่วนใหญ่แล้ว “รูปธรรม” จะต้องเป็น Case ที่มีคนมาจ้างวิจัย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า คนจ้าง จะใจดีให้เปิดเผยได้แค่ไหนอีกนั่นเอง

    อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า Creative Economy ที่เสนอมาทั้งหมดนั้น มีรูปธรรมเพียงพอ สำหรับให้รัฐบาล นักธุรกิจ นักลงทุน ตัดสินใจที่จะเรียกมาพูดคุย เพื่อให้เงินมาศึกษาเชิงลึก ผลิต Proposal ได้แล้ว

    หลังจากได้ Proposal ก็จะดูอีกทีว่า “รูปธรรม” ที่ชัดขึ้นนี้ ใช้ได้หรือไม่

    จึงนำไปสู่ Process การจ้างวิจัย

    สรุปก็คือ ท่ามกลางทรัพยากรที่ขาดแคลน แรงงานฟรีเช่นนี้ เราก็ทำได้เท่านี้ แต่เราหวังกันว่าจะได้รับใช้ชาติ สร้างผลงานยิ่งใหญ่ และนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ร่วมรับรู้ โดยไม่ต้องเสียเงิน

    นี่คือ อุดมการณ์ของพวกเราครับ

  • meeicr ณ สนามหลวง

    ชอบใจประโยคสุดท้ายครับ
    แต่คงไม่จำกัดวงแคบอยู่แค่ท่านรนนักคิดในนี้เพียงเท่านั้น
    ผมว่านอกจากเรื่อง Creative Economy แล้ว
    นักคิดท่านอื่นๆที่กำลังช่วยกันคิด
    ในยามบ้านเมือง มีปัญหาก็เป็นสิ่งที่ดีงาม
    และอาจเป็นช่องทางให้ประเทศพ้นวิกฤตได้เช่นกัน
    หวังว่าอุดมการณ์ของพวกท่านจะเป็นแรงผลักดันให้
    เกิดมูลค่าเพิ่มเชิงคุณค่าอยางแท้จริง
    เป็นกำลังใจให้ครับ

  • JiM

    ก่อนอื่นเลยขอเกริ่นก่อนว่าผมมักจะมีปัญหาเวลาว่าคำว่า “มี” หรือ “ไม่มี” เวลาคุยกับคน สมมตินะครับว่าผมพูดกับคนไทยคนหนึ่งว่า “คนไทยยังไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์พอ” คำตอบที่ผมคาดการณ์ได้ล่วงหน้าเลยก็คือ “คนไทยเก่งๆมีอยู่มากมาย ได้รับเหรียญทองโอลิมปิคเยอะแยะ แต่ไม่ได้รับการส่งเสริม” หรือถ้าบอกว่า “คนไทยจน” ก็จะได้ยินคำตอบล่วงหน้าเลยว่า “คนไทยรวยๆมีเยอะแยะ เช่น xxx, yyy, zzz” ซึ่งคล้ายกันหมดตั้งแต่คนจบป.4 ยันปริญญาเอก แต่เมื่อผมได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศตะวันตก ผมรู้สึกประหลาดใจมากว่าแทบไม่เจอคำตอบประเภทนี้เลย แม้แต่จากคนขับรถเมล์ จากรปภ. นี้แหละผมถึงเริ่มเข้าใจว่าการศึกษาตั้งแต่เล็กๆนี้มีผลกระทบใหญ่หลวงต่อการนึกคิด, ความเข้าใจ, Innovation, และ “Creative Economy” มากมายเพียงใด

    ขอยกตัวอย่างใกล้ตัวนะครับเพื่อจะได้เห็นภาพ อย่างกรณีแผงลอยบนฟุตบาธ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าก็มักจะอ้างว่า “จน” หรือไม่ก็ “ยังเหลือที่เดินอีกตั้งเยอะ” การอ้างเหตุผลเช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลยในประเทศตะวันตก เช่นถ้าอ้างว่าจนแล้วก็ คนที่สมควรได้ตั้งแผงลอยก็ต้องคัดมาจากคนที่จนที่สุดในประเทศ จริงๆแล้วที่จะยุติธรรมก็คือต้องประมูลที่ตรงนั้น แล้วนำเงิน abnormal profit จากตรงนั้นก็ต้องเก็บเข้าส่วนกลาง เพื่อนำมาจัดสรรอย่างเป็นธรรม การอ้างเหตุผลว่าจนจึงใช้ไม่ได้ในประเทศที่คนมีตรรกกะดีพอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่อ้างว่า “ยังเหลือที่เดินอีกตั้งเยอะ” เพราะฟุตบาธสร้างมาเดิน ถ้าที่มันเหลือจริงๆก็ควรจะคืนที่คนถูกเวรคืนเค้าไป (ส่วนมากก็คือบ้านตรงนั้นน่ะแหละ) ไม่ใช่เอามาให้คนไม่เกี่ยวข้องมายึดไปฟรีๆ แต่โลจิกเช่นนี้ใช้ได้เสมอในประเทศไทยเรา

    คำว่า “มี” หรือ “ไม่มี” ของผมนั้นสามารถละไว้ในฐานที่เข้าใจได้ว่าหมายถึง มีมากพอ หรือไม่มีมากพอ นั้นเอง ในกรณีนี้ที่ผมบอกว่าคนไทยหากจะทำ Creative Economy นั้นยังเป็นเรื่องเพ้อฝัน เพราะยังขาดคนที่เข้าใจ คำว่าขาดนั้นคือขาดปริมาณที่มากพอ (statistically significant) ที่จะบรรลุถึง Critical Mass ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

    Critical Mass คือแค่ไหน?

    ขออธิบายโดยการยกตัวอย่างแบบ Extreme Case นะครับ สมมติว่าไอคิวของคนนี้มีการกระจายอย่างปกติ (ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้น) และสามารถวัดได้ว่าคนที่มีไอคิวเทียบเท่าหรือมากกว่าไอนสไตน์มีแค่ 1 ใน ล้าน (โดยคร่าวๆ) แสดงว่าประเทศอย่างอูกานดาหรือเอธิโอเปียอย่างน้อยต้องมีไอนสไตน์ 40-50 คน หรือยิ่งอินเดียคงต้องมีอย่างรามานุจานเป็นพันๆ และจากการสำรวจ IQ ของคนทั่วโลกที่มีกันบ่อยๆ IQ ของฝรั่งกับคนแอฟริกันก็ไม่ได้ต่างกันมากมายด้วยซ้ำ ดังนั้นคนที่มีไอคิวมากเกินไอนสไตน์ที่มาจากอูกานดา เอธิโอเปีย หรืออินเดีย รวมกันจึงต้องมีมากกว่าฝรั่งที่มีไอคิวเกินไอนสไตน์อย่างแน่นอน! ฟังดูแล้วอาจจะขัดต่อความรู้สึกว่าคนอูกานดานี้จะฉลาดกว่าไอนสไตน์เชียวหรอ แต่ตามสถิติแล้วด้วปริมาณเป็นล้านๆเรื่องนี้จึงเป็นไปได้อย่างแน่นอน

    เห็นได้ว่าปริมาณคนฉลาด (IQ > 180) จากบรรดาประเทศด้อยพัฒนารวมๆกันแล้วมีมากกว่าจากตะวันตกเสียอีก แต่ก็ไม่สามารถทำอย่างไรได้ “ไอนสไตน์” ที่อยู่ในอูกานดาอย่างมากคิดค้นทฤษฎีการแช่แข็งกล้วยส่งออก แต่ไม่มีทางข้ามขั้นไปคิดสัมพัทธภาพได้เลย ในเมื่อคนในประเทศนั้นหาคนเข้าใจฟิสิกส์มีน้อยกว่าน้อย “ไอนสไตน์” ผู้นี้นอกจากไม่สามารถเจออาจารย์ที่เข้าใจฟิสิกส์มาปูทาง ไม่สามารถเจอเพื่อนที่เข้าใจฟิสิกส์มาถกเถียง และต่อให้มีการค้นพบทางฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ก็ไม่มีใครยอมรับ (ไม่มีแม้แต่จะเข้าใจหรือสนใจ)

    ด้วยเหตุนี้ผมจึงมองว่าการจะทำ Creative Economy ตอนนี้จึงค่อนข้างเพ้อฝัน ต่อให้มีคนสร้าง Breakthrough ทางฟิสิกส์ได้ แต่หาคนเข้าใจไม่มีแล้วจะมีประโยชน์อะไร

    ขอยกตัวอย่างที่ประสบด้วยตนเองนะครับ เมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนผมเรียนปี1 ตอนนั้นเพิ่งจะเริ่มๆขับรถอย่างจริงจังจึงมีความสนใจเรื่องรถยนต์มาก ปัญหาของรถอย่างนึงก็คือการเปลี่ยนเกียร์นี้ การเปลี่ยนเกียร์นอกจากจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานไม่ต่อเนื่อง ความเร็วรอบก็ไม่ต่อเนื่อง (Discrete) ทำให้สูญเสียพลังงานไปฟรีๆ แถมยังเร่งได้ช้าลง มีอยู่วันนึงจึงปิ๊งไอเดียว่า ตรงกันข้ามกับ Discrete ก็คือ Continuum นี้เอง หากทำเกียร์เป็นรูปกรวยแล้วเลื่อนโซ่เข้าออกตามรัศมีกรวย (แทนที่การเปลี่ยนเกียร์เป็น 1-2-3-4) ก็จะทำให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง คืนนั้นผมรู้สึกตื่นเต้นกับไอเดียนี้จนนอนไม่หลับ เพ้อฝันไปถึงว่าจะเอาไปจดสิทธิบัตร แต่เมื่อตื่นเช้ามาเล่าให้ใครฟังกลับไม่มีใครเข้าใจว่ามันต่างกันอย่างไร ส่วนที่พอจะเข้าใจก็บอกว่า “ถ้ามันทำได้จริง บริษัทรถยนต์เค้าทำกันไปนานแล้วมิง” (สหายท่านนี้เพิ่งจบจาก MIT อุอุ)

    ไม่กี่ปีถัดมา ได้ยินข่าวว่ามิตซูบิชิออกแลนเซอร์รุ่นใหม่ที่มีเกียร์แบบ CVT (Continuously variable transmission) โดยนำลอกไอเดียมาจากบริษัทรถยนต์ยุโรปรายหนึ่ง ผมถึงกับขนลุกเกรียว แน่นอนว่าผมไม่ใช่คนแรกที่มีไอเดียระบบเกียร์แบบนี้ แต่นี่พิสูจน์ว่าไอเดียของผมนั้นมีคุณค่าจริงๆ และผมคิดด้วยตนเองซึ่งอย่างน้อยยังเหนือกว่าบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นที่ลอกไอเดียเขามาอีกทีนึง

    จากตัวอย่างเรื่องนี้ทำให้ผมคิดได้ว่า ขนาด innovation เล็กๆแค่เกียร์อันนี้ยังไม่มีใครคิดสนใจ แล้วบรรดาอัจฉริยะ “ไอนสไตน์” ที่อยู่ในเมืองไทยบ้าง อูกานดาบ้าง อินเดียบ้าง จะมีโชคดีที่ถูก เข้าใจ และ ค้นพบ แบบรามานุจานซักกี่คน? ดังนั้นบทสรุปของผมคือต้องพัฒนารากฐานการศึกษาให้ดีเสียก่อน ให้มีคนที่มีความเข้าใจในศาสตร์นั้นๆอย่างถ่องแท้มีปริมาณถึง Critical Mass (อย่างน้อยพอๆกับสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน) แล้วค่อยมาว่ากันเรื่อง Creative Economy

    ไอเดียของคุณเจริญชัยนั้นถือว่าเดินถูกมาครึ่งทาง ครึ่งทางที่ถูกก็คือการรวมคนที่มีความเข้าใจนั้นสามารถสร้าง Critical Mass แบบหนึ่งได้ ซึ่งอันที่จริงมันก็เหมือนที่ตะวันตกมี “จำนวน” อัจฉริยะน้อยกว่า แต่มี % มากกว่า จึงก่อให้เกิด Creativity ได้ แต่ปัญหาที่ผมเห็นแต่แรกก็คือ ใครๆก็คิดว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ (self-attribution bias) ดังนั้นคนที่เข้าร่วมทีมงานของคุณเจริญชัย สุดท้ายมีอัจฉริยะจริงซักคนหรือเปล่าก็ไม่รู้ โดย % ก็ยังไม่ถึงขั้น Critical Mass อยู่ดี หนำซ้ำผู้ที่จะมานำทีมสร้างสรรค์นี้ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นคนที่เข้าใจและมีความสร้างสรรค์ และดูคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ออก เร็วๆนี้มีผู้เขียนหนังสือขายดีเกี่ยวกับการศึกษาคนที่เป็นอัจฉริยะ กลับกลายเป็นว่าตัวคุณเธอเองก็เป็นอัจฉริยะกะเขาด้วยเหมือนกัน หนำซ้ำยังเหนือกว่าไอนสไตน์ (ที่เป็นอัจฉริยะแค่ด้านเดียว) เพราะคุณเธอเป็นอัจฉริยะซะ 7-8 ด้าน (ดูเธอจะแยกไม่ออกระหว่างคนที่ศึกษาเรื่องคนอัจฉริยะกับคนที่เป็นอัจฉริยะ คนที่ศึกษาเรื่องคนอ้วนก็ไม่จำเป็นว่าต้องอ้วน หรือคนที่ศึกษาเรื่องแมวก็หาใช่แมวไม่) และล่าสุด ปชป. เลือกคุณหล่อเป็นหัวหน้าทีม Creative Economy ….. ถ้าเป็นเช่นนี้ผมมองว่า Creative Economy สิ้นหวังตั้งแต่ริเริ่มแล้วล่ะครับ

    สุดท้ายแล้วผมจึงมองว่าบ่มเพาะที่การศึกษาโดยรวม แล้วมันจะเกิด Creative Economy เองโดยธรรมชาติ จะได้ผลดีกว่า การมาเร่งๆจะตั้งกลุ่มนี้อย่างมากเรารู้จักคนไม่กี่ร้อยกี่พัน การจะหา 1 ใน ล้าน ผู้นั้นยากเย็นยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร แต่หากมีคนที่มีความเข้าใจถึงระดับ Critical Mass อัจฉริยะก็จะเปล่งประกายออกมาเอง

    แม้แต่ไอนสไตน์ดังก็เพราะถูกยกย่องโดยนักฟิสิกส์อื่น

  • Tinuviel

    ประทับใจความเห็นของคุณ Jim จริงๆ ค่ะ

  • Sheradia

    ไม่เคยจะคิดจะมาเขียนคอมเมนต์ในบทความนี้เลยค่ะ จนมาได้อ่านความคิดเห็นของคุณ JiM นี่ถ้าที่นี่มีระบบให้คะแนนคอมเมนต์ ขอให้ดาวห้าดวงเลย อันที่จริงแอบติดตามความคิดเห็นคุณ JiM มาตลอด อยากจะบอกว่า โดนใจทุกอัน เป็น fc คอมเมนต์คุณ JiM โดยเฉพาะเลย เพราะว่า บางบทความของคุณเจริญชัยเนี่ย ถ้ายุ่ง ไม่อ่านเลย เลือกอ่านแต่คอนเมนต์ของ JiM เลยน่ะเออ ฮา -lol-

    คอมเมนต์ของคุณ JiM อธิบาย fallacy ของการใช้ลอจิกของคนไทยบางกลุ่มได้เห็นภาพมาก ๆ ยกตัวอย่างได้ดี นั่นแหละมันใช่เลย และอันที่จริง fallacy แบบนี้ เชื่อไหมว่า พบได้ทุกกลุ่มคนในสังคมไทย ไม่เว้นแม้แต่พวกมีการศึกษาสูงแค่ไหน อย่างที่คุณ JiM ยกตัวอย่างมา จะเห็นมีตั้งแต่แม่ค้ายันจบป. โทจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศ (ที่ส่วนตัว ยังแอบสงสัยอยู่เสมอว่า “ผู้เชีั่ยวชาญ” อย่างเธอ เข้าใจคำว่า genius ดีขนาดไหน? genius นี่ มันสร้างกันได้ด้วยหรอ? ความฉลาด ความเก่ง สร้างง่าย ๆ ด้วยการดื่มน้ำดำ ๆ อะไรไม่รู้ แค่นั้นหรอ?)

    อันนี้เลยอยากถามคุณ JiM ถึงบทสรุปที่ว่า สังคมต้องมีการให้การศึกษา แล้ว Creative Economy มันจะตามมาเอง คำถามคือ การศึกษาที่ว่ามันคือการศึกษาในรูปแบบไหน? แล้วจะทำอย่างไรในเชิงปฏิบัติจริง? เพราะ formal education แบบทุกวันนี้ที่เห็น ปริญญาโท ปริญญาเอก เดินกันเกลื่อนเมือง ก็ยังไม่ได้ทำให้เกิดสังคมที่เปิดกว้างทางความคิดและส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ หรือต่อให้ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ ได้ไปมีโอกาสไปอยู่ในสังคมที่เปิดกว้างทางความคิด แต่พอกลับมาสู่สังคมไทย วิธีการคิดและการกระทำกลับเหมือนไม่ได้ซึมซับอะไรกลับมาเลย

    อันที่จริง คุยเรื่องทำนองนี้ กับคุณเจริญชัยมาหลายครั้งเหมือนกัน แต่ก็ยังหาข้อสรุปที่เป็นภาพในเชิงปฏิบัติไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรดี เลยอยากฟังแนวคิดคุณ JiM ค่ะ

  • Anonymous

    เมื่อไหร่ SIU จะมีการแสดงความคิดเห็น โดยการที่สามารถ อัพโหลดไฟล์เสียง ขึ้นบน web นี้ได้ แทนที่จะมี การสัมภาษณ์ ที่มี ไฟล์เสียงอย่างเดียว อ่านแต่ตัวหนังสือ น่าเบื่อจะตาย ถึงแม้ว่ามันจะกลั่นกรองมาจากการพูด ก็เถอะ แต่ต้องการให้มีหลากหลาย สื่อสารได้หลายรูปแบบ

  • Tinuviel

    เกรงว่าการศึกษารูปแบบใหม่ที่ผิดไปจาก formal education (ดังคำของคุณ Sheradia) จะไม่มีวันเกิดขึ้น เพราะนี่คือ “ผลิตผลที่เกิดขึ้นจากสังคม” ที่เราอยู่กันนี้เอง สังคมเป็นอย่างไร ผลผลิตก็เป็นอย่างนั้น ฟังดูออกจะน่าหดหู่ เรื่องนี้เคยถกเถียงกันคุณกานต์เมื่อนานหลายปีมาแล้ว (ดูที่นี่ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=hanzo&date=27-01-2006&group=3&gblog=9) เราบอกได้หรือไม่ว่า ระดับค่าเฉลี่ยของผลผลิตบัณฑิตโดยรวมในปัจจุบัน กับในอดีต มีความแตกต่างกันในด้านใด เป็นขนาดเท่าใด? ถ้าว่าด้วยความรู้สึกส่วนตัวของฉันเอง บัณฑิตใหม่ในปัจจุบันมีความรู้น้อยกว่าบัณฑิตใหม่ในอดีต (ยังไม่พูดถึงความอดทนและความรับผิดชอบที่แย่ลงเรื่อยๆ) ซึ่งทำให้สงสัยต่อไปว่าแล้วระบบการศึกษาในปัจจุบันที่ปรับปรุงขึ้นมาจากอดีตนั้นช่วยให้ดีขึ้นหรือว่าด้อยลงกันแน่ หรือว่าที่แท้แล้วมีปัจจัยอื่นๆ อีกนอกเหนือจากระบบการศึกษา?

    (สำหรับส่วนที่ใช้ความรู้สึกส่วนตัววัดพื้นความรู้ของบัณฑิตใหม่ ขอออกตัวเสียก่อนว่า ดิฉันทำงานมาเกือบยี่สิบปีในตำแหน่งบริหารระดับสูง ทดสอบและสัมภาษณ์คนมามากหลายร้อยหลายพันคน ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่พอจะใช้ประเมินค่าออกมาได้ระดับหนึ่ง มิได้มีความตั้งใจจะเหมารวมแต่ประการใด)

  • Tinuviel

    วุ้ยตกใจ -_-” rep 12 โผล่มาจากไหนกันเนี่ย อุตส่าห์ไปแอบเขียนเงียบๆ แล้วนะ

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    มีคนแอบกระซิบให้มาตอบตั้งแต่ตอนบ่าย แต่ไม่ว่างครับ วันเสาร์ยังต้องทำงาน อิอิ

    ตอนนี้ก็ยังต้องทำงาน และเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน จึงขอเลื่อนการตอบไปก่อน

    แต่สิ่งที่อยากจะบอก คือ ปลื้มใจจริงๆ

    ที่มี Comment ยอดเยี่ยมจากทั้งคุณ Jim Sheradia Tinuviel

    นับว่า SIU มีวาสนาไม่น้อยเลย

    พูดตรงๆว่า ทั้งสามท่านนี้ มีความคิดดีๆมากมาย แต่ด้วยโครงสร้าง “การเมืองไทย” ที่อ่อนแอเช่นนี้ คงยากที่จะทำอะไรดีๆได้

    แต่อย่างน้อย หากรัฐบาลแลเห็นสักนิด ก็น่าจะมาเชิญทั้งสามท่านไปร่วมทำโครงการอะไรก็ได้สัก 1 โครงการ งบประมาณไม่ต้องมาก ผมคิดว่าคงเกิดประโยชน์มากหลาย

    จากก้นบึ้งของจิตใจ ที่รักและห่วงใยบ้านเมือง

  • Tinuviel

    ถ้าอย่างนั้นอาจเป็นความผิดของเราเองก็ได้ค่ะ คุณเจริญชัย เพราะเคยมีอาจารย์ที่นับถือพยายามจะพาเราเข้าไปช่วยงานในราชการ 2-3 แห่ง พาเข้าไปประชุม ไปให้ดูว่าโอเคไหม แต่หลังจากเห็นวิธีการและผลการประชุมแล้ว เราแอนตี้หน่วยงานราชการไปเลยอ่ะ ทุกวันนี้แม้แต่งานที่บริษัทก็ยังไม่รับงานของราชการเลยค่ะ เราทำใจไม่ได้จริงๆ ออกจะเห็นแก่ตัวเนอะ (คุณกานต์คงจะมาซ้ำเติมว่า – แล้วจะมาบ่นทำไมว่าสังคมไม่ดี อิอิอิ)

  • Tinuviel

    ไม่รู้จะแตกประเด็นเกินไปหรือเปล่านะคะ ^^” แต่เห็นว่าน่าคิดเหมือนกัน เลยเอามาฝาก http://www.pantip.com/cafe/silom/topic/B8257560/B8257560.html#30

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    อันนี้เป็นปรากฎการณ์ปกติในเมืองไทยครับ

    แต่กระนั้น ผมก็ได้รู้จักวัยรุ่นไทย ที่ทำงานตั้งแต่อยู่ในมหาวิทยาลัย จำนวนไม่น้อยเลย

    ในฐานะนักกลยุทธ์ ผมไม่ค่อยให้ความสำคัญกับพวกเกาะติดพ่อแม่

    แต่ให้ความสำคัญกับ “วัยรุ่นไฟแรง” เพราะพวกนี้จะมาเป็นคู่แข่งของผมในอนาคต อิอิ

    อย่างไรก็ตาม ผมขอนำข้อมูลตรงนี้ ไปพูดให้นิสิตคณะบัญชี จุฬาฯ ได้รับฟัง ในโอกาสที่ผมได้รับเชิญไปพูดในวันที่ 2 กันยายน 2552 นี้ครับ

  • กานต์

    อ่านความเห็นในลิงก์ที่คุณ Tinuviel เอาจาก pantip มาโพสต์แล้ว บางความเห็นผมว่าก็น่ารักดีนะครับ พ่อแม่ดูแลลูกๆน่ารักดี แต่ถ้ามันสามสิบกว่าแล้วนี่ผมว่าชักจะแปลกๆแล้วนะครับ (ความจริงเข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็เริ่มแปลกแล้ว)

    ส่วนเหตุผลประเภทว่าสังคมสมัยนี้อันตรายขึ้นกว่าก่อนนี่ หึหึ ไม่แน่ใจว่าเอาเงื่อนไขหรือสถิติอะไรมาวัดน่ะครับ

    ยิ่งอ่านยิ่งหงุดหงิด สงสัยเอามาโพสต์ยุแหงมๆ

  • ตาสีตาสา

    รู้สึกแปลกใจที่คุณเจ้าของเวบเลื่อนเอาความเห็นของผมมาเป็นบทความ เนื่องจากมันเป็นเพียงความเห็นที่สะท้อนจากบทความเดิมของท่าน พอมาเป็นบทความโดดๆโดยไม่มีที่มาของโครงของเนื้อหาเดิมมันเลยดูเบาและโหวงเหวงมากมาก แถมอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในเนื้อหาที่ผมจะเสนอไปได้เช่นกัน จึงขอเข้ามาขยายทำความเข้าใจเพิ่มเติมในบางส่วน(เท่านั้น)

    “สิ่งที่จะสร้าง Creative Economy ได้ที่แท้จริง ผมกลับมองว่า คือการสร้าง Demand ที่เข้าใจ Creativity มากกว่า”

    กรณีนี้ผมไม่ได้หมายความแค่ว่าประชาชนคนไทยเรานั้นมันงี่เง่าเต่าตุ่นไร้การศึกษาไม่เข้าใจความสร้างสรรค์ความสูงส่งของอัจฉริยะบุคคลปัญญาชนทั้งหลายเท่านั้นน่ะครับ ผมหมายความว่าสังคมไทยนั้นไม่พยายามทำความเข้าใจและสนับสนุน Creativity ที่เกิดจากชุดความคิดที่แตกต่างกับตนครับ เช่นคนนอกเมืองเขาก็ไม่เข้าใจความสร้างสรรค์ในแบบคนเมือง คนในเมืองก็ไม่เข้าใจความสร้างสรรค์ในแบบคนต่างจังหวัด และเราก็เห็นได้บ่อยครั้งที่สังคมไทยเราพอมีใครใช้วิธีคิดหรือชุดความคิดในแบบที่ต่างกัน ก็มักจะทึกทักเอาว่าในเมื่อข้าเรียนเก่งกว่า ข้าเรียนสูงกว่า ข้าจบนอก คนที่ไม่เข้าใจข้า มันไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ความ ทั้งที่มองจากมุมนอก คนที่คิดแบบนี้ก็กำลังแสดงออกถึงความใจแคบและไม่พยายามเข้าใจชุดความคิดในโลกคู่ขนานของเขาเช่นกัน หนักๆหน่อยก็เอาแพะมาชนกับแกะด้วยศัพท์แสงต่างๆนาๆ เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชุดความคิดตัวเอง จนหารู้ไม่ว่ามันเป็นการทำลายโอกาสการเจริญเติบโตของความสร้างสรรค์ในแบบท้องถิ่น ในแบบที่เราก็ไม่สามารถจินตนาการได้ว่ามันจะเป็นอะไรได้บ้าง

    สังคมไทยเราถูกแบ่งแยกกันจนไม่เข้าใจใน Creativity ของกันและกันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหาที่สิบห้าแล้ว ชนชั้นสูงไม่ยอมรับความสร้างสรรค์ของพวกไพร่ พวกไพร่บางส่วนก็ไม่ยอมรับตัวเอง พยายามดิ้นรนจะเข้าไปเป็นขุนนาง ไปเป็นพวกคนชั้นเกือบสูงกึ่งสุกกึ่งดิบ เพื่อจะได้ทำตัวใกล้เคียงกับชนชั้นสูง แล้วก็ดูถูกพวกเดียวกันเอง ดูถูกกำพืดตัวเอง ส่วนพวกชนชั้นสูงเอาเข้าจริงๆ ก็พยายามดิ้นรนไปเลียนแบบความชาวต่างชาติ วัฒนธรรมบูชาคนต่างชาติจากคนชั้นเกือบสูงนั้นก็มีมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงแตกครั้งแรกอีก ส่วนชาวบ้านก็ต่อต้านที่จะเรียนรู้และเข้าใจความสร้างสรรค์ของชนชั้นอื่น อาจเพราะชาวไทยเรามีจุดขายเรื่องความขี้เกียจ มักง่าย มาแต่ไหนแต่ไร แค่ต้องหาอาหารมาเลี้ยงเจ้าแดงลูกชายนี่ก็ยากพอแล้ว จะเสียเวลาไปปรับจริตตัวเองให้ดูเป็นคนชั้นสูงซื้อมือถือรุ่นใหม่กับเขามันก็ไม่ได้ช่วยให้ควายมันไถนาเร็วขึ้น เอาไว้รอรัฐเขาสั่งมาแล้วกันว่า ตกลงวัฒนธรรมประเพณีของเรา ที่เราควรจะจำ ควรจะทำ มันคืออะไร ง่ายดี สิ่งเหล่านี้มันบ่มมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว มันทำให้ทุกวันนี้ เราไม่สามารถที่จะเข้าใจ Creativity ของกันและกันได้เหมือนหลายๆชาติอื่นเขา ที่มีโอกาสได้บ่มให้ไพร่มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็งมาตั้งแต่สมัยไหนแล้ว ไม่ไช่เอาอำนาจที่จะมี Creativity ไปไว้ที่มือพวกชนชั้นสูงเท่านั้น ซึ่งในขั้นสุดท้ายคนพวกนี้ก็แค่อยากจะทัดเทียมอยากมีอยากเหมือนต่างประเทศเขาเท่านั้นเอง

    การจะสร้าง Demand ที่เข้าใจ Creativity นั้นได้ อย่างน้อยคนในสังคมควรจะเปิดใจทำความเข้าใจกันบ้าง ไม่ควรจะแย่งกันครอบครองอำนาจด้วยวาทกรรมแล้วก็เก็บนิยามของความ Creativity กันไว้แค่ในพวกพ้องชนชั้นหรือวิชาชีพของตนเท่านั้น แล้วเลยเถิดไปเหยียดคนที่อยู่ในสถานะและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน มีโอกาสที่ไม่เท่ากัน มีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน ว่าเป็นปัญหาของประเทศกันง่ายๆเลย ผมว่าวิธีคิดแบบยกตนข่มท่าน เหยียดคนที่มีโอกาสน้อยกว่า จนลืมที่จะมองหาความสร้างสรรค์ในแบบของคนอื่นนี่แหล่ะที่จะเป็นการทำลายความหวังของ Creative Economy ในบ้านเราได้เร็วที่สุด

    นี่คือสาเหตุที่ผมเขียนว่าเรามี Creative Talent มากมายอยู่แล้ว เพราะCreative Talent ในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงแค่พวกคนฉลาดเรียนสูงครับ

    ส่วนเรื่อง ฮาริ เซลดอน นั้นผมไม่ได้หมายถึง Mule ครับ ผมหมายถึงเจ้าหุ่นนั่นแหล่ะครับ

  • JiM

    :) ขอเล่าเรื่องอะไรให้ฟังเรื่องนึงนะครับ

    เมื่อหลายปีก่อนผมได้พบกับนักเรียนคนเสฉวนซึ่งทำ PhD ทางด้านปรัชญาผู้หนึ่ง หลังจากนักเรียนผู้นี้ตั้งข้อวิจารณ์ปรัชญาคนนั้นคนนี้เป็นเวลาพักใหญ่ ผมก็เลยยิงคำถามไปตรงๆว่า “แล้วคุณเชื่อว่ายังไง?” คำตอบก็คือ

    “ผมเชื่อในความจริง”

    หลายๆคนในวงนั้นพยักหน้าหงึกๆ ผมกลับนึกในใจว่า ก็ที่เถียงกันมา 2 พันกว่าปีก็คือเรื่องที่ว่าอะไรมันคือ “ความจริง” นี่แหละ ถ้ารู้ว่าอะไรคือ “ความจริง” ก็คงไม่ต้องเถียงกันแล้ว

    ขอกลับไปที่คำแนะนำของคุณตาสีตาสานะครับ “คนในสังคมควรจะเปิดใจทำความเข้าใจกันบ้าง” คำแนะนำนี้สวยหรูเหมือนคำสอนท่านขงจื๊อ แต่หากทุกคนแค่เปิดใจก็ “เข้าใจ” กันได้ง่ายๆเช่นนี้ โลกนี้คง Creative กันหมดแล้วครับ ดังนั้นจึงกลับมาที่บทสรุปของผมก็คือ ต้องสร้างที่การศึกษา หากระบบการศึกษาของเรายังไม่สอนให้คนเข้าใจ จะ “สนับสนุน Creativity ที่เกิดจากชุดความคิดที่แตกต่างกับตน” ให้ตายอย่างไรสุดท้ายกลับกลายเป็นไร้สาระ ยกตัวอย่างที่เห็นในสังคมเราคือ ชาวพุทธเปิดใจยอมรับทั้งผี ทั้งพระเจ้า ฯลฯ ทั้งที่ logic ของแต่ละความเชื่อนั้นขัดแย้งกันในตัวเอง เช่นนี้คือการ “เปิดใจยอมรับความเชื่อที่แตกต่าง” โดยไม่คำนึงถึงเหตุผล ในทางตรงข้าม ปราชญ์อย่าง Newton หรือ Descartes ใช้ความเข้าใจใน “พระเจ้า” อธิบายความมีตัวตนของ “พระเจ้า” ได้อย่างมีเหตุมีผลลุ่มลึก ผมกลับเคารพนับถือจนหมดใจ ทั้งๆที่ตัวผมเองก็ไม่ได้เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าแต่อย่างใด

    ต่อด้วยที่ว่า “กรณีนี้ผมไม่ได้หมายความแค่ว่าประชาชนคนไทยเรานั้นมันงี่เง่าเต่าตุ่นไร้การศึกษาไม่เข้าใจความสร้างสรรค์ความสูงส่งของอัจฉริยะบุคคลปัญญาชนทั้งหลายเท่านั้นน่ะครับ ผมหมายความว่าสังคมไทยนั้นไม่พยายามทำความเข้าใจและสนับสนุน Creativity ที่เกิดจากชุดความคิดที่แตกต่างกับตนครับ”

    ผมกลับมองว่าแนวคิดที่ขาดความเข้าใจนั้นมักปกป้องตัวเองด้วยการอ้าง “ชุดความคิดที่แตกต่าง” อยู่เสมอๆ ไสยศาสตร์อ้าง “ชุดความคิดที่แตกต่าง” เพื่อป้องกันการพิสูจน์อย่างมีเหตุมีผล หากเรายอมรับ “ชุดความคิดที่แตกต่าง” เราคงต้องยอมรับให้ประเทศไทยจดทะเบียนหมอดู และผลิต “รถพลังงานน้ำ” ที่ออกรายการทีวีเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เป็นที่แรกของโลก

    ในความเห็นของผม ผมกลับมองว่าบรรดาคนที่ไม่เข้าใจเหตุผลก็มักจะหลีกเลี่ยงการโต้แย้งด้วยเหตุผล แล้วหาว่าผู้อื่นเหยียดหยามบ้าง ถือว่าตัวเองเรียนสูงบ้าง หรือว่า “เราใช้ความคิดคนละชุดกัน” บ้าง ฯลฯ ซึ่งล้วนไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นแต่อย่างใด ความเชื่อเช่นนี้ต่างหากที่เป็นอันตรายต่อ Creativity อย่างร้ายแรง เพราะ Creativity นั้นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจเป็นอันดับแรก

    การพูดว่า “เมืองไทยมี Creative Talent มากมาย” นั้นค่อนข้างจะเป็นคำพูดลอยๆและขาดหลักฐานสนับสนุน คำว่า “มาก” หรือ “น้อย” นั้นเป็นคำเชิงสัมพัทธ ถ้าเมืองไทยมีมาก แล้วประเทศอย่างญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา จะเรียกว่าอย่างไร? (ด้วยเหตุผลแล้ว ถ้าเรามีมาก ย่อมแปลว่าเรามีมากกว่าเขา คำว่า “มาก” ไม่สามารถใช้ลอยๆได้) หากเรา “เปิดใจยอมรับชุดความคิดที่แตกต่าง” แล้วบอกว่าประเทศไทยมี Creative Talent มากมาย แล้วเหตุใดจึงยังพัฒนาสู้เขาไม่ได้? ถ้าอธิบายด้วยเหตุผลของคุณตาสีตาสาก็คือ “คนไทยไม่เปิดรับความคิดที่แตกต่าง” เช่นนี้แล้วไม่แปลว่า จริงๆคนไทยฉลาดกว่าฝรั่ง แต่เหตุแก่ตัวกว่าฝรั่ง? ซึ่งดูออกจะยิ่งสวนทางกับความเป็นจริงเข้าไปใหญ่

  • JiM

    ต่อนะครับ ..

    “คนนอกเมืองเขาก็ไม่เข้าใจความสร้างสรรค์ในแบบคนเมือง คนในเมืองก็ไม่เข้าใจความสร้างสรรค์ในแบบคนต่างจังหวัด”

    “ชนชั้นสูงไม่ยอมรับความสร้างสรรค์ของพวกไพร่ พวกไพร่บางส่วนก็ไม่ยอมรับตัวเอง พยายามดิ้นรนจะเข้าไปเป็นขุนนาง ไปเป็นพวกคนชั้นเกือบสูงกึ่งสุกกึ่งดิบ เพื่อจะได้ทำตัวใกล้เคียงกับชนชั้นสูง แล้วก็ดูถูกพวกเดียวกันเอง ดูถูกกำพืดตัวเอง”

    ในขณะที่คุณตาสีตาสีพูดเช่นด้านบนนั้น คุณตาสีตาสีกลับกำลังกระทำการ “กล่าวหา” ว่าคนทั้งหลายล้วนไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ และดูถูกบุคคลอื่น โดยไม่มีแม้กระทั่งหลักฐานสนับสนุนความคิดเหล่านั้นด้วยนะครับ

    คุณตาสีตาสาใช้หลักฐานอะไรถึงได้ “กล่าวหา” บุคคลทั้งชั้นสูงชั้นเตี้ย ทั้งคนเรียนนอกเรียนใน เรียนสูงเรียนต่ำ ว่าทั้งหมดล้วนไม่เข้าใจ? และนี่ใยมิใช่แปลว่าตัวผู้พูดเองนั้นมีความเข้าใจดีที่สุด (ถึงได้รู้ว่าผู้อื่นไม่เข้าใจ)? แล้วที่กล่าวว่า “ความคิดคนละชุด” (น่าแปลกที่ว่าไอเดีย “different mindset” นี้ก็มาจากตะวันตก) แสดงว่าผู้พูดกำลังกล่าวว่ามีความเข้าใจ “ความคิด” ทั้ง 2 ชุด ในขณะที่เจ้าของแนวคิดทั้ง 2 ชุดนั้นไม่ได้เข้าใจอีกฝ่ายเลย .. เช่นนี้ไม่เท่ากับว่าผู้พูด “ทึกทักเอาว่าข้าเข้าใจอยู่คนเดียว”? …. การให้เหตุผลประเภทอาจเข้าข่าย Circular Reasoning ครับ

    เช่นนี้ผมจึงขอวกกลับมาที่ประเด็นที่คุณ Sherdia ถามถึงครับ

    การศึกษาที่ผมคิดว่าน่าจะสำคัญที่สุดคือการศึกษาขั้นเริ่มต้น ประเด็นที่ผมเห็นก็คือการศึกษาไทยนั้นกลับหัวกลับหาง กล่าวคือ “การศึกษา” นั้นควรจะต้องเริ่มจากความสงสัย (คำถาม) ผ่านกระบวนการหาคำตอบ แล้วค่อยถึงคำตอบ เช่น Thales สงสัยว่าอะไรเป็นส่วนประกอบของของทั้งหมด นักวิทยาศาสตร์อีกสองสามพันปีต่อมาก็ใช้กระบวนการหาคำตอบต่างๆกันมากมายจนเกิดความรู้และ innovation มหาศาล แม้จะยังไม่ได้คำตอบ แต่ผลของมันคือฟิสิกส์นิวตันยัน E=mc2 ของไอนสไตน์ แต่สิ่งที่ระบบการศึกษาบ้านเราสอนกันกลับรวบรัดข้ามไปที่ “คำตอบ” กล่าวคือ 1 โมลเท่ากับเท่าไหร่ อะตอมมีนิวตรอน โปรตรอน มีอิเล็กตรอนวิ่งรอบๆ ฯลฯ

    เล่นมาเฉลยคำตอบกันหมดแบบนี้ Creativity จึงหายไปหมดสิ้น ตะวันตกยังสงสัยกันต่อไปว่าอะไรประกอบกันเป็นควาก แต่ตะวันออกท่องจำและเข้าใจว่าควากมีคุณสมบัติอย่างไร มีที่มาอย่างไร แล้วก็ได้เหรียญทองโอลิมปิค (ตามมาด้วยการยกย่องตัวเองว่า เรามีเด็กเก่งมากมาย เรามี Creative Talent มากมาย แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน)

    Creativity นั้นก็เริ่มจากความสงสัย (เช่น สตีฟ จอบส์ สงสัยว่าทำอย่างไรดีถึงจะสร้างคอมพิวเตอร์ที่คนธรรมดาๆใช้กันได้ ไม่ต้องจำโค๊ด) กระบวนการหาคำตอบ (มนุษย์ทั่วไปจำโค๊ดไม่ได้ จะทำอย่างไรดีผู้ใช้คอมจึงจะไม่ต้องจำโค๊ด c:// … ) คำตอบ (ใช้เป็นรูป แล้วเอาเม้าส์คลิก ฯลฯ)

    ผมมองว่ารากฐานของ Creativity นั้นมาจากอย่างนี้ แต่หากท่านใดมีความเห็นต่างก็กรุณาชี้แจงเหตุผลอันสูงส่งด้วยครับ ข้อสรุปประเภทว่า “คุณน่ะไม่เข้าใจความคิดคนละชุด” ออกจะไม่มีที่มาที่ไป และบังคับผู้คนให้เลิกกระบวนการคิดเกินไปครับ

  • shimadaaki

    โดนครับคุณจิม ชอบตรงแนวคิดบ้านเรายังบังคับให้ท่องจำกันอยู่เลยไม่ไปถึงไหน
    ผมนึกถึงตอนที่นิวตันนั่งใต้ต้นไม้แล้วมีแอปเปิ้ลตกลงมา
    แล้วสงสัยว่าทำไมมันถึงไม่ลอยไปกลายเป็นกฎแรงโน้มถ่วงขึ้นมา
    คนไทยก็คงมีลูกอะไรสักอย่างตกเช่นกัน
    และก็ได้ผลว่า ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น 555

  • Sheradia

    คุณ shimadaaki มุขสุดยอดมากค่ะ เกือบสำลักแอปเปิ้ลติดคอตาย 555+

  • sam

    อืม…ไม่ทราบว่าทั้งหมดในนี้ที่แสดงความคิดเห็นกัน อยู่ในระบบการศึกษาไทยหรือเปล่า? แล้วที่แสดงความคิดเห็น ความสร้างสรรค์นั้นเกิดขึ้นตอนไหน? มีเราคนเดียวเท่านั้นหรือที่คิดสร้างสรรค์ได้(เทียบกับเพื่อนร่วมชั้น)

    ความคิดสร้างสรรค์ทั้งหลายนั้นย่อมไม่เหมือนความคิดทั้วไป ถูกคัดค้าน ถูกไม่เห็นด้วยมาก่อน แต่ผู้คิดไม่ลดละเลิกความตั้งใจ ทำต่อไปจนพิสูจน์ว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์(อาจมีคนเห็นด้วยและให้โอกาส เวลาที่เหมาะสม) และยังมีอีกจำนวนมากที่คิดว่าสร้างสรรค์แต่แล้วก็ล้มเหลว

    บิลเกตส์ก็ไม่ได้เขียนดอสเองแต่ซื้อมาต่อยอด สตีฟจ็อบส์ก็ไม่ได้คิดGUIขึ้นมาแต่ไปเห็นของคนอื่นมา ไอสไตน์บอกว่าจินตนาการเหนือกว่าความคิด แต่หลังจากที่คิดทฤษฎีสัมพัทธภาพแล้วไม่สามารถคิดทฤษฎีรวมแรงได้สำเร็จเพราะกลับมาใช้ความคิดมากกว่าจินตนาการ จูนเวิร์นเขียนแปดสิบวันรอบโลกแต่ไม่เคยไปเลย พี่น้องตระกูลไรต์ที่สร้างเครื่องบินแต่เป็นคนพูดเองว่าไม่มีเครื่องบินลำไหนบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้ และอื่น ๆ

    เร่งสร้างเร่งพิสูจน์ความคิดสร้างสรรค์ของตนเองให้ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับของคนอื่นเถิดครับ

    การแข่งขันโอลิมปิกทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ไทยคิดหรือสร้างขึ้นมาแข่งกันเอง ใครที่ได้รางวัลย่อมไม่ธรรมดาแน่ แต่จะคิดสร้างสรรค์หรือเปล่าคนละเรื่องครับ ไม่ควรนำมาปนกัน

  • JiM

    คุณ Sam ต้องการบอกอะไรครับ? ความเห็นมีการเริ่มต้นที่ดี มีเนื้อหายกตัวอย่างน่าอ่าน แต่แล้วเหมือนไม่มีบทสรุป ไม่มี point หรือ main idea ของบทความ

    ผมกำลังชี้ให้เห็นถึงกระบวนการที่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ไหงเรื่องกลับนอกลู่นอกทางกลายเป็นว่า “มีเราคนเดียวเท่านั้นหรือที่คิดสร้างสรรค์ได้” เราไม่ได้คุยกันเรื่องว่าตัวบุคคลไหนมีความคิดสร้างสรรค์หรือไม่นะครับ หลงประเด็นแล้วครับ

    “ความคิดสร้างสรรค์ทั้งหลายนั้นย่อมไม่เหมือนความคิดทั้วไป ถูกคัดค้าน” — แล้วยังไงครับ?

    “บิลเกตส์ก็ไม่ได้เขียนดอสเองแต่ซื้อมาต่อยอด สตีฟจ็อบส์ก็ไม่ได้คิดGUIขึ้นมาแต่ไปเห็นของคนอื่นมา ไอสไตน์บอกว่าจินตนาการเหนือกว่าความคิด แต่หลังจากที่คิดทฤษฎีสัมพัทธภาพแล้วไม่สามารถคิดทฤษฎีรวมแรงได้สำเร็จเพราะกลับมาใช้ความคิดมากกว่าจินตนาการ จูนเวิร์นเขียนแปดสิบวันรอบโลกแต่ไม่เคยไปเลย พี่น้องตระกูลไรต์ที่สร้างเครื่องบินแต่เป็นคนพูดเองว่าไม่มีเครื่องบินลำไหนบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้ และอื่น ๆ” — แล้วยังไงครับ?

    “เร่งสร้างเร่งพิสูจน์ความคิดสร้างสรรค์ของตนเองให้ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับของคนอื่นเถิดครับ” — ???

    “การแข่งขันโอลิมปิกทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ไทยคิดหรือสร้างขึ้นมาแข่งกันเอง ใครที่ได้รางวัลย่อมไม่ธรรมดาแน่ แต่จะคิดสร้างสรรค์หรือเปล่าคนละเรื่องครับ ไม่ควรนำมาปนกัน” — บอกทำไมครับ?

  • shimadaaki

    sam
    “ไม่ทราบว่าทั้งหมดในนี้ที่แสดงความคิดเห็นกัน อยู่ในระบบการศึกษาไทยหรือเปล่า? “อยู่ครับ
    JiM
    “ตะวันออกท่องจำและเข้าใจว่าควากมีคุณสมบัติอย่างไร มีที่มาอย่างไร แล้วก็ได้เหรียญทองโอลิมปิค (ตามมาด้วยการยกย่องตัวเองว่า เรามีเด็กเก่งมากมาย เรามี Creative Talent มากมาย แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน)”
    sam
    “การแข่งขันโอลิมปิกทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ไทยคิดหรือสร้างขึ้นมาแข่งกันเอง ใครที่ได้รางวัลย่อมไม่ธรรมดาแน่ แต่จะคิดสร้างสรรค์หรือเปล่าคนละเรื่องครับ ไม่ควรนำมาปนกัน”

    เราคุยกันบนประเด็นที่ว่าสร้างสรรค์กับไม่สร้างสรรค์นะครับไม่ใช่เก่งหรือไม่เก่ง,ธรรมดาหรือไม่ธรรมดา

    การที่ใครสักคนวาดภาพโมนาลิซ่าได้เหมือนหรือสวยกว่าต้นแบบเขานั้นอาจจะไม่ธรรมดาหรือเก่ง
    แต่สำหรับคะแนนความสร้างสรรค์นั้นได้ ศูนย์ ครับ
    เด็กโอลิมปิกก็เช่นกัน
    เพียงแต่ว่าบางคนที่ได้รางวัล Best Solution ตรงนี้ครับถือเป็นความสร้างสรรค์ ไม่ใช่คนที่ได้เหรียญทอง

  • JiM

    อ่านแล้วสะดุดอันนี้นะครับ

    “ไอสไตน์บอกว่าจินตนาการเหนือกว่าความคิด แต่หลังจากที่คิดทฤษฎีสัมพัทธภาพแล้วไม่สามารถคิดทฤษฎีรวมแรงได้สำเร็จเพราะกลับมาใช้ความคิดมากกว่าจินตนาการ”

    - คุณรู้ได้อย่างไรครับว่าไอนสไตน์ไม่สามารถรวมแรงได้เพราะเขาใช้ความคิดมากกว่าจินตนาการ? มีเหตุผลพิสูจน์ตรงนี้หรือเปล่าครับ หรือว่าเป็นความเชื่อลอยๆ?

    - ไอนสไตน์บอกว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” นะครับ ไม่ใช่ “ความคิด” คนละเรื่องเลยครับ

    ซึ่งผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับประโยคนี้ของไอนสไตน์เอาซะเลย คำกล่าวนี้เหมือนกับเป็นการมองข้ามความรู้ที่นักฟิสิกส์รุ่นก่อนคิดค้น รวมไปถึงมนุษยชาติสะสมมานับพันๆปี แล้วยกย่อง “จินตนาการ” (ซึ่งจะเป็นจินตนาการของใครไปได้ล่ะ?) ให้เหนือกว่าทั้งหมด ซึ่งความจริง มากกว่า 99% ของทฤษฎีสัมพัทภาพของไอนสไตน์นั้นมิได้มาจากการต่อยอดความรู้ของ Newton, Maxwell … ซึ่งจะว่าไปนับย้อนได้ถึงสมัยกรีก โรมันหรอกหรือ?

    ตรงกันข้าม ความถ่อมตนของ Newton กลับเป็นที่น่ายกย่องมากกว่า นิวตันบอกว่าเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลย เขาแค่ “stands of the sholders of giants” … ฟังแล้วขนลุกเลยครับที่บุคคลยิ่งใหญ่ขนาดนี้กลับถ่อมตัวเช่นนี้

    ปล. จากที่ผมบอกว่า “สตีฟ จอบส์ สงสัยว่าทำอย่างไรดีถึงจะสร้างคอมพิวเตอร์ที่คนธรรมดาๆใช้กันได้ ไม่ต้องจำโค๊ด) กระบวนการหาคำตอบ (มนุษย์ทั่วไปจำโค๊ดไม่ได้ จะทำอย่างไรดีผู้ใช้คอมจึงจะไม่ต้องจำโค๊ด c:// … ) คำตอบ (ใช้เป็นรูป แล้วเอาเม้าส์คลิก ฯลฯ)” ดังนั้นใครเป็นคนเขียน GUI ขึ้นคนแรกคงไม่ใช่ประเด็นแล้วครับ Creativity นั้นคือ “The Macintosh, released in 1984, was the first commercially successful product to use a GUI” นี้ต่างหากคือ creativity ของ สตีฟ จอบส์

    เห็นได้ว่า สุดท้ายแล้วอุปสรรคที่สำคัญของ Creativity ไม่ใช่ “การยอมรับความคิดคนละชุด” หรือการเร่งสร้างโดยขาดความเข้าใจยิ่งไม่ใช่คำตอบ

  • sam

    1.ก่อนอื่นขอโทษที่จำผิดเรื่อง”ความรู้”ที่คุณจิมแก้ไข เป็นตัวอย่างของการเขียนโดยไม่ตรวจสอบให้ถูกต้องเอง ไอสไตน์คงต้องการบอกความสำคัญของจินตนาการแก่นักวิชาการ แต่ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไปทุกเวลา(คือไม่ใช่ fact) แต่สำคัญ ดังเช่น น้ำขึ้นให้รีบตัก ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม ใช้ให้ถูกกาลเทศะ
    2.สตีพ จ็อบส์ไม่ได้สร้างสรรค์แต่เห็นความคิดคนอื่นแล้วมาต่อยอดครับแล้วประสบความสำเร็จ ส่วนคนที่คิดได้นั้นแต่ไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จคนเลยไม่รู้จัก (ประเด็นคือเรื่อง creativity ที่ยกตัวอย่างนี้ขึ้นมา-ที่ต้องการจะบอกคือ อาจไม่ได้คิดเองแต่สามารถนำมาประยุกต์ได้เกิดความสำเร็จ)
    3.ตัวอย่างที่ยกมานั้นจะบอกว่าคน ๆ เดียวกันแต่ต่างกรรมต่างวาระแล้ว ความรู้ความเข้าใจอาจพัฒนาขึ้นหรืออาจจะแป็ก การที่เรามีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาต่อคือโอกาส ส่วนการที่มีคนให้โอกาสนั้นยิ่งดี แต่ถ้าไม่มีใครหยิบยื่นให้ก็ต้องสร้างโอกาสเอง เบื้องหลังความสำเร็จและล้มเหลวนั้นมีเรื่องราวมากมาย และสิ่งที่รู้หรือเห็นนั้นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด (whole truth) ย้อนกลับไปที่ไอสไตน์พูดนั้น ความจริงสิ่งที่ไอสไตน์คิดพฤษฎีสัมพัทธภาพได้นั้นเพราะมาจากความฝัน(จินตนาการ)แล้วตื่นขึ้นมาจดสูตรและทำการพิสูจน์สูตรนั้นว่าจริงมั้ย-นี่อาจเป็นจินตนาการล้วน ๆ ของผมเอง
    4.ส่วนคำพูดของนิวตันนั้นอาจจะถ่อมตนหรือซ่อนความนัยไว้ก็ได้ เพราะคำที่ใช้ว่า giant นั้นแหละ ใช่ยกย่องหรือลบหลู่ในที? และลองมองอีกแบบก็คือเหยียบหัวเพื่อนขึ้นไป(เข้าใจครับว่าจะหมายถึงเพื่อนให้ขี่คอยกส่งขึ้นที่สูง) ทั้งหมดนี้เป็นการวิพากษ์ ไมได้บอกว่าใครผิดใครถูกแต่จะทำให้มองเห็นต่างมุมหรือความคิดเห็นคนละชุด-comment และ point of view ไม่ใช่ความคิด
    5.ที่เรากำลังวิพากษ์กันเรื่อง creativity น่ะ ผมจึงเสนอให้เพื่อน ๆ เร่งสร้างผลงานออกมาเพื่อที่จะได้เกิดงานสร้างสรรค์ขึ้นและมาบอกเบื้องหลังที่แท้จริงให้รับรู้กันครับ สำหรับคุณจิมผมยินดีและดีใจที่รู้ว่ามีคนเก่งคนหนึ่งในเมืองไทยและคิดว่าคุณไม่ธรรมดาเช่นกัน และจริง ๆ แล้วคุณอาจมีงานสร้างสรรค์มากมายอยู่แล้วก็ได้ และอาจเอามาเผยแพร่ให้รับรู้กัน ถ้ายัง อาจจะกำลัง on the way ก็หวังว่าให้สำเร็จครับ

  • JiM

    2. ในมุมมองของผม Steve Jobs ยังคงถือเป็นนักสร้างสรรค์นะครับ ผมขออนุญาตนำข้อมูลจาก wikipedia มาแปะนะครับ

    - The precursor to GUIs was invented by researchers at the Stanford Research Institute, led by Douglas Engelbart. They developed the use of text-based hyperlinks manipulated with a mouse for the On-Line System.

    - The concept of hyperlinks was further refined and extended to graphics by researchers at Xerox PARC

    - Following PARC the first GUI-centric computer operating model was the Xerox 8010 Star Information System in 1981

    - The Macintosh, released in 1984, was the first commercially successful product to use a GUI.

    ผมมองว่าจุดเปลี่ยนมันอยู่ตรง Macintosh นี้แหละครับ ในขณะที่ผู้พัฒนาก่อนหน้านั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Xerox) ไม่ได้มองเห็นเลยว่า GUI นี้จะมีประโยชน์ขนาดไหน Steve Jobs กลับเป็นคนแรกๆที่เข้าใจถึงความต้องการมนุษย์ และนำเทคโนโลยีตรงนั้นมาพัฒนาต่อในเชิงธุรกิจ หากจะเปรียบไป บุคคลก่อนหน้า Steve Jobs นั้นเหมือนนักวิทยาศาสตร์ กล่าวคือพัฒนาเทคโนโลยีไปโดยไม่ได้มองเห็นคุณประโยชน์ในทาง Practical แต่ Steve Jobs นั้นเป็น Innovator และ Engineer และสิ่งที่ตอกย้ำถึงความเป็น Innovator ของ Steve Jobs ก็คือผลงานต่อๆมาเช่นสินค้าตระกูล i ทั้งหลาย ผมจึงมองว่า Steve Jobs เป็น Innovator ที่เข้าใจความต้องการของมนุษย์ แล้วนำเทคโนโลยี (แน่นอนว่าไม่ได้คิดค้นเอง ไม่ได้เขียนโปรแกรมเอง เพราะไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์) ที่ตอบสนองความต้องการนั้นมาขาย สิ่งนี้ของ Steve Jobs ต่างกับ Bill Gates กล่าวคือ Gates มองเห็นแล้วว่า GUI นี้ขายได้ มองเห็นแล้วว่าเครื่องเล่น Play station ขายได้ มองเห็นแล้วว่า Netscape ขายได้, Lotus note, Hotmail, ฯลฯ แล้วแย่งชิงมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมทางธุรกิจ Gates จึงไม่นับว่าเป็น Innovator

    4. คำพูดของนิวตันนั้นแสดงถึงความถ่อมตนครับ ซึ่งอาจจะเป็นถ่อมตนจริงๆ หรือเสแสร้งว่าถ่อมตน (ถ้าเป็นประการหลังถือว่านิวตันทำได้ยอดเยี่ยมกว่าไอนสไตน์มาก) ความหมายของมันก็คือ “One who develops future intellectual pursuits by understanding the research and works created by notable thinkers of the past” ส่วนสำนวนว่าเหยียบหัวเพื่อนขึ้นไปน่าจะมาจากสำนวนไทยครับ (ซึ่งอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากจีน)

    ตรงนี้เองผมถึงบอกว่า ความเข้าใจ นี้สำคัญมากๆใน Creativity เช่นตรงนี้ จริงๆเป็นเรื่องของความเข้าใจด้านภาษา (ซึ่งผมอาจจะผิดหรือถูกก็ได้ ไม่ว่ากัน) แต่หากเราเข้าใจเรื่อง Logic แล้วล่ะก็ เราไม่สามารถตีความได้ 2 อย่างโดยสรุปว่าเพราะเรา “มีความคิดคนละชุด” ได้เลย จากที่ว่า “a single form can’t be at multiple places at the same time” นิวตันก็ไม่สามารถกล่าวคำพูดประโยคเดียวโดยมีจิตเจตนาทั้งถ่อมตนและยกตนในเวลาเดียวกัน ผลก็คือ มีความคิดชุดเดียวเท่านั้นที่ถูก (หรือไม่ก็ผิดหมด) แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่ “ความคิดคนละชุด” จะถูกทั้งคู่

    5. ขอบคุณครับ ข้อเสนอด้าน Creative Economy ของผมก็คือ เรื่องนี้มันงานช้างซะยิ่งกว่าสร้างเขื่อนซักอันเสียอีก กล่าวคือต้องพัฒนาที่การศึกษา (รวมไปถึงเศรษฐกิจ) โดยองค์รวม คือ

    - สร้างคนที่มีศักยภาพจะสร้าง Innovation
    - สร้างคนที่มีศักยภาพจะเข้าใจ Innovation นั้น
    - และสร้างคนที่มีศักยภาพจะได้ประโยชน์จาก Innovation นั้นๆ

    สรุปก็คือต้องพัฒนาการศึกษาทั้งประเทศ ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่องใหญ่มากๆ ตัวอย่างเช่นที่ผมกล่าวไว้ (อีกแล้ว) ก็คือไอนสไตน์ที่อยู่ในอูกานดา อย่างมากได้แค่ปลูกกล้วยเลี้ยงชีวิต หรือต่อให้มีคนอูกานดาที่เข้าใจฟิสิกส์ของไอนสไตน์ เขาเหล่านั้นก็คงจะไม่มีศักยภาพจะพัฒนาเป็นระเบิดนิวเคลียร์ไปขาย กับรัฐบาลๆเดียวการจะมาทุ่มทุนหมื่นสองหมืนล้านเพื่อสร้าง Creative Economy จึงเป็นเรื่องเหลวไหล การจะสร้าง Creative Economy ต้องใช้เวลานับสิบๆปี หากจะทำ ที่ทำได้คือสร้างทีมเพื่อศึกษาการสร้าง Creative Economy (ไม่ใช่ทีมเพื่อสร้าง แต่เป็นทีมเพื่อศึกษาว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างได้) เช่นต้องปรับปรุงการศึกษาที่ระดับไหน (เช่น Strategic plan อันนึงที่ผมมองว่าสำคัญมากคือการศึกษาระดับเริ่มๆเช่นประถมมัธยม)

    ยกตัวอย่างเรื่อง อะตอม นะครับ ผมถูกสอนมาว่า “เดโมคริตุสเสนอว่ามีสิ่งที่เล็กที่สุดที่แบ่งแยกไม่ได้แล้วคือ อะตอม แต่เดโมคริตุสก็ผิด เพราะอะตอมประกอบด้วยโปรตรอน นิวตรอน อิเล็คตรอน” ผมเชื่อว่าหลายๆท่านก็เรียนมาอย่างนี้ ความคิดของเรามันเลยตันเพราะมาถึงข้อสรุปเสียแล้ว แต่อันที่จริง ชาวกรีกเริ่มจากคำถามว่าที่ว่าสิ่งทั้งหลายในโลกนั้นเกิดจากอะไรบ้าง จะมีอะไรที่เป็นอนุภาคพื้นฐานของสสารทั้งมวล ที่เป็นสิ่งที่เล็กที่สุดและแบ่งแยกไม่ได้อีกแล้ว ไหม? เดโมคริตุสเรียกสิ่งนั้นว่าอะตอม (แบ่งแยกไม่ได้) ฉะนั้นที่ผิดคือนักวิทยาศาสตร์ภายหลังที่ใช้คำว่าอะตอมเรียก “อะตอม” หาใช่เดโมคริตุสไม่ (เพราะอะตอมมันยังแบ่งแยกได้ “อะตอม” จึงไม่ใช่อะตอมของเดโมคริตุส) และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครทราบว่าเดโมคริตุสถูกหรือผิด ความเข้าใจตรงนี้ ทำให้เกิดความกระหายใครรู้ว่าหลังจากอะตอมจะมีอะไรอีก นิวตรอนประกอบด้วยอะไรอีกนะ จะสร้างการทดลองแบบไหนถึงจะหาคำตอบได้ เทคนิคทางคอมพิวเตอร์ โมเดลทางคณิตศาสตร์ ฯลฯ ล้วนเริ่มต้นจากความสงสัยและกระบวนการในการหาคำตอบเหล่านี้ นี้เองจึงเป็นการสร้าง creativity แบบธรรมชาติ ไม่ใช่มาท่องจำว่าอะตอมมีนิวตรอนโปรตรอนแล้วก็จบ

  • big

    สาธุ ไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบ ไม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

    ความเห็นของ Jim มีคุณค่าที่สามารถนำไปประยุกต์ต่อยอดได้

    ที่สำคัญ ยังช่วยจุดประเด็นในการถกเถียง เพื่อพัฒนาภูมิปัญญาได้มากมาย โดยเฉพาะการดึงดูดให้ ตาสีตาสา Sheradia shimadaaki sam Tinuviel ฯลน เข้ามาร่วมสนทนาสร้างสรรค์ด้วย

    ขอบคุณทุกท่าน ขอบคุณสำหรับ Dialogue อันมีคุณค่า

    แต่ถ้าถามว่าผมสนุกสนานซาบซ่านกับความเห็นใดมากที่สุดก็ต้องบอกว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” นั่นเอง

    คิดได้ไงนี่ คุณ shimadaaki 555