Practical Report Creative Economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์) ในมุมมองของ “คนชายขอบ”

คนจำนวนมาก มีความเชื่อว่า “ความคิดสร้างสรรค์” เป็นพรสวรรค์ส่วนบุคคล หรือเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยามที่เราอยู่คนเดียวเท่านั้น

แต่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังความคิดสร้างสรรค์ของอัจฉริยะทั้งหลายนั้น ล้วนแต่ผ่านการแลกเปลี่ยนถกเถียงมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งจากคนในแวดวงเดียวกันและจากคนที่มาจากต่างสาขาอาชีพกัน

เบื้องหลังความสำเร็จของโลกตะวันตกในการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่มีรากฐานจากการปฏิวัติภูมิปัญญาในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการที่ในประวัติศาสตร์เรียกว่า Renaissance

ศูนย์กลางของการปฏิวัติภูมิปัญญานี้ในช่วงเริ่มต้นเกิดขึ้นที่เมือง Florence ซึ่งเป็นเมืองที่เปิดกว้างให้ผู้คนจากหลากหลายอาชีพ ทั้งศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักธุรกิจ นักการเมือง สถาปนิก นักปรัชญา ได้ร่วมถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน

มีนักปราชญ์เกิดขึ้นมากมายในยุคนี้ ตัวอย่างเช่น Leonardo da Vinci ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะอันดับต้นๆของโลก

โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรง สินค้าและบริการขั้นพื้นฐานได้รับการตอบสนองไปหมดสิ้นแล้ว เทคโนโลยีก็มีแต่ราคาถูกลงทุกวัน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่โลกในยุคนี้ดูจะให้ความสำคัญกับ “ความคิดสร้างสรรค์” ยิ่งกว่ายุคใดๆที่ผ่านมา

“ความคิดสร้างสรรค์” กำลังจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะเมื่อทุกรัฐบาลทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลไทยที่พึ่งประกาศนโยบาย “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” หรือ “Creative Economy” ไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552

แต่เมื่อประเมินดูแล้ว ผมคิดว่ารัฐบาลกำลังนำ “วิธีคิด” ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมมาใช้กับ Creative Economy ที่มีรูปแบบการผลิตสินค้า การตลาด และการบริโภคที่ต่างออกไป ซึ่งน่าจะต้องมีวิธีการสนับสนุนที่ต่างออกไป

ผมไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลได้ แต่ผมสามารถนำแนวคิดเกี่ยวกับ “การบริหารจัดการและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์” มาเผยแพร่เพื่อให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้ได้รับประโยชน์กลับไปใช้ในชีวิตประจำวัน

ในสมัยก่อน ผมก็เป็นเหมือนคนหนุ่มสาวทั่วไป ที่เชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อว่าตนเองนั้นดีเลิศยอดเยี่ยมที่สุด แต่ประสบการณ์อันเจ็บปวดได้สอนผมว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า”

เหนือคนเก่งยังมีคนที่เก่งกว่า เหนือคนที่เก่งกว่ายังมีอัจฉริยะ

แต่เหนือกว่าอัจฉริยะก็คือ คนที่สามารถรวบรวมคนเก่งๆมาร่วมมือกันสร้างฝันให้เป็นจริง เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่อาจเกิดได้จากน้ำมือของคนเพียงคนเดียวได้

คนที่มีความสามารถธรรมดา จึงไม่จำเป็นต้องท้อแท้ ส่วนคนที่เป็นอัจฉริยะก็ควรตระหนักถึงการสร้างทีมงานเพื่อร่วมกันสร้างฝันให้เป็นความจริง โดยมีความอัจฉริยะของตนเป็นทุนรอนที่ทำให้ได้เปรียบเหนือกลุ่มอื่น แต่ก็ควรระมัดระวังไม่ใช้ความอัจฉริยะของตนมาข่มคนอื่น จนทำให้สูญเสียความได้เปรียบของการทำงานเป็นทีม

การแลกเปลี่ยนถกเถียงเพื่อร่วมมือกันผลิตและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ต้องพึ่งพา “ความไว้วางใจ” ซึ่งกันและกัน จึงจะเกิดบรรยากาศแห่งเสรีภาพทางความคิด ทำให้ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นของตนออกมาอย่างเต็มที่ พร้อมจะผสมผสานทุกความคิด เพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จ

ความสำเร็จของเมือง Florence ในการผลิตผลงานสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่นั้น ล้วนแต่มาจากการที่คนหลากหลายอาชีพได้มีโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนกัน ดังนั้น การสร้างทีมงานเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์นั้น จึงต้องระดมยอดฝีมือมาจากสาขาที่หลากหลาย

บริษัทที่ยอดเยี่ยมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการมีวิศวกรที่อัจฉริยะ นักการตลาดที่ล้ำเลิศ หรือนักการเงินที่เฉียบแหลม หากแต่เกิดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในส่วนของตนเองได้ประสานสอดคล้องกับของเพื่อนร่วมงาน จนนำไปสู่การสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ

Marc Jacobs ผู้อำนวยการสร้างสรรค์ที่เก่งที่สุด ซึ่งอยู่เบื้องหลังความหรูเลิศของ Louis Vuitton ที่แม้จะมีอัจฉริยภาพในการอ่าน Trend แฟชั่นได้อย่างแม่นยำ ก็ยังสารภาพว่าตนเองต้องพึ่งพาความคิดดีๆจากการระดมสมองของทีมงาน

แน่นอนว่า บริษัทเสื้อผ้าหรือร้านกระเป๋าเล็กๆ อาจไม่มีเงินจ้าง Marc Jacobs หรือแม้กระทั่งทีมงานออกแบบเพื่อมาช่วยสนับสนุน แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ เกิดจากการระดมบุคคลที่มีความคิดแตกต่างหลากหลายในทุกสาขาอาชีพเพื่อนำความแตกต่างนั้นมาหลอมรวมกันเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่เฉียบคมไม่แพ้กัน

ดังนั้น สำหรับบริษัทเล็กๆแล้ว “การออกแบบผลิตภัณฑ์” อาจไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะแต่เกิดจาก “การร่วมมือสร้างสรรค์” ของทุกคนในบริษัท

แน่นอนว่า ในบริษัทเล็กๆนั้น ความแตกต่างหลากหลายทางความคิดที่จะนำไปสู่ “ภาวะสร้างสรรค์” อาจมีไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องระดมความคิดจาก “เครือข่ายและพันธมิตร” ภายนอกบริษัท ดังนั้น ทุกคนจึงต้องเร่งสร้าง “ความสัมพันธ์ที่ดี” กับบุคคลที่หลากหลายในทุกวงการอาชีพ เพื่อจะได้สามารถดึงตัวมาช่วยเหลือได้ในยามที่จำเป็น

แต่โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี การสร้างความสัมพันธ์ไม่ว่าใหญ่ว่าเล็ก ก็ล้วนแต่มีต้นทุน ดังนั้น จึงต้องฝึกฝน “กลยุทธ์และศิลปะในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคน” ตั้งแต่ในวัยหนุ่มสาว เพื่อสะสมเป็นทุนรอนในการสร้างความฝันในวันข้างหน้า ที่สำคัญ เมื่อชำนาญเชี่ยวชาญแล้ว ก็ย่อมสามารถทำได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ แต่มีคุณภาพสูงยิ่ง

“ความคิดสร้างสรรค์” ไม่ใช่สินค้าสำเร็จรูป ที่สามารถ “นำเข้า” มาได้เหมือนเครื่องจักรและเทคโนโลยี หากต้องรู้จักบริหารจัดการ “คนที่เหมาะสม” เพื่อให้ร่วมมือกันแปรเปลี่ยน “ความธรรมดาสามัญ” ให้กลายเป็น “ความสดใหม่เปล่งประกาย” ซึ่งเป็นกระบวนการที่เติบโตไม่สิ้นสุด

  • AI

    อ่านแล้วรู้สึกดีครับ และขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มากมาย อันที่จริง ในเวปนี้ มี key word มากมายที่ตรงใจผมอย่างแรง เช่น thai think tank (ผมคิดว่ามีอยู่จริงและสั่งสม กันมาเป็นเวลานานนับร้อยปี ….ไม่รู้จะบอกอย่างไร ออกแนวเรื่องลี้ลับหน่อยนะครับ)คำอื่น ๆ ก็เช่น วัฒนธรรมเครือข่าย,และอีกมากครับ

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ จะพยายามปรับปรุงให้ดียิ่งๆขึ้น

    Thai Think Tank และ วัฒนธรรมเครือข่าย ขอบคุณที่ชอบครับ จะพยายามคิดคำเด็ดๆ วลีคมๆมาสนองครับ

    AI หายไปนานเหมือนกันนะครับ น่าจะเป็นแฟนตั้งแต่รายการ “เศรษฐศาสตร์ตลาดสด” ใช่ไหมครับ

  • http://www.ssmwiki.org wuddy

    น่าสนใจมากครับ นับเป็นคลังความรู้ที่ดีนะครับ ผมกำลังพัฒนา web แนวจัดการความรู้ภายในองค์อยู่ ถ้าจะขอ link มาที่ web นี้ หรือการนำวลี/ประโยคของท่านไปอ้างอิงบ้าง จะได้ไหมครับ ถ้าต้องการเยี่ยมชม web ที่พัฒนาขึ้นได้ตามที่แจ้งไว้ แต่ผมกำลังย้าย Host ตอนนี้จึงยังไม่สมบูรณ์
    ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้