Practical Report “สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ” ไม่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี

จากไทยรัฐ: ครม.เด้งกลับตั้งองค์กรมหาชนดูเศรษฐกิจสร้างสรรค์

วันนี้ (15 ก.ย.) นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรียังไม่เห็นชอบการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ วงเงิน 5,000ล้านบาท รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติขึ้นมาใหม่โดยเป็น องค์การมหาชน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตามที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เสนอ เพราะเห็นว่ายังไม่มีรายละเอียดมากพอจึงมอบหมายให้ก.พาณิชย์นำเรื่อง กลับไปพิจารณาในรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนนำมาเสนอให้ครม.อีกครั้ง

นาย วัชระ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ทั้งพันธะสัญญาของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์และมอบหมายให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามพันธะสัญญาที่ได้รับความเห็นชอบให้ เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดเพราะถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และเห็นชอบให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศร่วมเป็นคณะกรรมการนโยบาย ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติเพิ่มเติมอีก 1 ตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เหตุผลสำคัญที่ครม.ยังไม่เห็นชอบให้จัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตามวงเงิน5,000 ล้านบาท เพราะเห็นว่าในข้อเสนอไม่มีรายละเอียดใด ๆเกี่ยวกับการดำเนินงานของกองทุน รวมถึงแหล่งที่มาของเงินของกองทุนทำให้ครม.ตั้งข้อสังเกตุกันมากและไม่เห็น ชอบจนกว่าจะมีรายละเอียดที่ชัดเจน

นอกจากนี้ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ตั้งข้อสังเกตถึงตำแหน่งกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการนโยบาย เศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ ที่ระบุให้รมช.พาณิชย์เป็นผู้ดำเนินการ เพราะตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมาทุกคณะกรรมการจะเป็นระดับอธิบดีหรือปลัด กระทรวงผู้เจ้าของโครงการ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการและเลขานุการ อีกทั้งที่ผ่านมาสศช.เป็นหน่วยงานที่ทำเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาแต่แรก แต่ถ้าหากที่ประชุมเห็นชอบจะไม่ได้ติดใจอะไร ซึ่งในเรื่องนี้นายกฯ ได้กล่าวถึงนายอลงกรณ์ที่เสนอแบบนี้ ว่าคงใช้วิธีคิดแบบครีเอทีฟ

บทวิเคราะห์ SIU

“เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ดูจะเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ของประเทศไทย และอีกหลายๆ ประเทศที่พึ่งพา “อุตสาหกรรมกลางน้ำ” เป็นหลัก ซึ่งกำลังประสบปัญหาโดนจีนและประเทศเกิดใหม่ชิงตลาดล่างไป และยังไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีหรือความรู้ขั้นสูงได้

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะเป็นที่พึ่งพิงได้จริงหรือเป็นเพียงแค่กระแสที่พัดมาแล้วจากไป ก็ต้องรอการทดสอบ ในภาวะเศรษฐกิจโลกตึงตัวอย่างเช่นปัจจุบันนี้ถือเป็นสนามสอบชั้นดีสำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ใช้พิสูจน์ตัวเอง

ประเทศไทยยึดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามอย่างอังกฤษ ซึ่งส่งออกวัฒนธรรม สื่อ งานสร้างสรรค์ ฯลฯ เป็นจำนวนมหาศาล แนวนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของอังกฤษเริ่มขึ้นในปี 1997 ใต้รัฐบาลพรรคแรงงานของนายกโทนี แบลร์ ซึ่งได้ตั้งกระทรวงวัฒนธรรม สื่อ และการกีฬา (Department of Culture Media and Sport) ขึ้นมาเป็นตัวจักรสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจสร้างสรรค์

สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน งานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่ภายใต้การดูแลของ “ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ” หรือที่รู้จักกันในนาม TCDC ซึ่งอยู่ใต้สังกัด สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) หรือ OKMD อีกชั้นหนึ่ง หน่วยงานเหล่านี้เป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี

ปัญหาของโครงสร้างหน่วยงานในปัจจุบันคือ TCDC นั้นมีพันธะกิจเพื่อการออกแบบและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในองค์รวมแล้วยังขาดส่วนประกอบอื่นๆ อีกมาย (เช่น ซอฟต์แวร์ หรือภาพยนตร์) ในขณะที่หน้าที่ของ OKMD ก็เป็นการจัดการองค์ความรู้ในภาพรวม โดยมีศูนย์ย่อยที่เชี่ยวชาญในด้านอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกหลายศูนย์

การจัดตั้ง “สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ” องค์กรแห่งใหม่เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยตรง ตามนโยบายของ รมช. อลงกรณ์ พลบุตร จึงเป็นนโยบายที่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้การสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ โดยมีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ สิ่งที่ทำให้ข้อเสนอนี้ไม่ผ่านมติ ครม. เป็นปัญหาในรายละเอียดที่นายอลงกรณ์ สามารถแก้ไขได้ โดยทำการศึกษาจุดอ่อนจุดแข็งของสภาพการณ์ของประเทศไทยอย่างรอบคอบ

รัฐบาลประชาธิปัตย์เสนอให้จัดตั้ง “องค์การเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ให้เป็น “องค์การมหาชน” มีเจตนาเพื่อลดความยุ่งยากล่าช้าของระเบียบราชการ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของภาครัฐไทยในช่วงไม่กี่ปีให้หลังนี้ ในทางทฤษฎีแล้ว แนวทางนี้ย่อมดูสมเหตุสมผล แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังคือในทางปฏิบัติแล้ว “องค์การมหาชน” เองก็ใช่ว่าจะปราศจากความล่าช้าและทำงานได้คล่องตัวเฉกเช่นหน่วยงานเอกชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ที่มารับหน้าที่บริหารและคณะกรรมการในยุคก่อตั้งองค์กรควรพึงระวังเอาไว้