Practical Report Creative Economy : บทสังเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ประเทศไทย (ตอนที่ 1)

เพลานี้ Creative Economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์) ได้กลายเป็นกระแสและคำฮิตติดปากไปเรียบร้อยแล้ว ใครๆก็สามารถจำนรรจาเรื่อง Creative Economy ได้อย่างคล่องปาก โดยหยิบยกตำราเล่มนั้นหนังสือเล่มนี้มาอ้างอิง หรือไม่ก็ประสบการณ์จากประเทศอังกฤษและเกาหลีใต้ แต่จะมีสักกี่คนที่มองให้ลึกซึ้งลงไปว่า Creative Economy ที่เอ่ยอ้างกันมานั้น จะนำมาใช้ในบริบทประเทศไทยได้อย่างไร โดยเฉพาะการวางยุทธศาสตร์เพื่อกำหนดนโยบายในการพัฒนา Creative Economy ให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ท่ามกลางทรัพยากรและงบประมาณที่จำกัด

ประเด็นแรก ที่ต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างชัด คือ Creative Economy มีลักษณะที่ครอบคลุมกว้างขวางกว่า Creative Industries ดังนั้น จึงไม่ใช่การนำเงินงบประมาณแผ่นดินมาใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ (Creative Business) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องมีการสร้าง Creative Infrastructure เพื่อรองรับการขยายตัวและเติบโตของระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยภาพรวมอีกด้วย

เราต้องไม่ลืมว่า ก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตมาจนถึงวันนี้นั้น สิ่งแรกที่รัฐบาลเมื่อหลายสิบปีก่อนต้องกระทำก่อนที่จะเร่งสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมทั้งหลายก็คือ การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Infrastructure) ทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และถนนหนทาง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมทั้งหลายได้อาศัยพึ่งพิงในการเจริญเติบโต

ความสำเร็จของอังกฤษและเกาหลีใต้ในการพัฒนา Creative Economy ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ หรือเพียงเพราะรัฐบาลนำเงินงบประมาณมหาศาลมาสนับสนุนให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งหลายได้เติบโต แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (Creative Infrastructure) ในการเติบโตของทั้งสองประเทศนี้ก็คือ หลักสูตร “วัฒนธรรมศึกษา” ที่มุ่งเน้นการศึกษาค้นคว้าวัฒนธรรมร่วมสมัยและวิถีชีวิตของกลุ่มคนต่างๆในสังคม ซึ่งแม้ว่าในจุดเริ่มต้นจะเป็นเพียงการวิจัยในรั้วมหาวิทยาลัย แต่สุดท้าย “รากฐานความรู้” ที่บ่มเพาะมายาวนานนับสิบปีนี้เอง ได้ถูกนำมาใช้ต่อยอดในการพัฒนา Creative Product ของธุรกิจสร้างสรรค์ทั้งหลายให้มีความโดดเด่นหลากหลายและสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคนในชาตินั้น

จากรากฐานการวิจัยค้นคว้าที่แข็งแกร่งเช่นนี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจที่ Creative Economy ในประเทศเกาหลีใต้และอังกฤษจะเจริญรุดหน้าประเทศอื่นไปหลายช่วงตัว

สำหรับประเทศไทย ได้มี “หลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา” มาหลายสิบปี แต่เนื่องจากปัญหาหลายๆประการ จึงทำให้ไม่สามารถนำมาใช้เป็น Creative Infrastructure เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ Creative Economy ได้ ครั้นจะกลับไปแก้ไขที่หลักสูตร ก็คงจะติดปัญหาวุ่นวายไม่จบสิ้น และหากทำสำเร็จก็คงจะชักช้าไม่ทันการ เนื่องจากว่า “วัฒนธรรมศึกษา” เน้นไปที่ความแม่นยำทางวิชาการและยังมีขอบเขตการศึกษาที่กว้างขวางครอบคลุมมากเกินไป จึงย่อมไม่สามารถพัฒนาให้สำเร็จได้ในช่วงเวลากระชั้นสั้น

ทางออกในเชิงยุทธศาสตร์ คือ การสร้าง Creative Space สถานที่ซึ่งเปิดกว้างและดึงดูดผู้คนจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ ทั้งศิลปิน นักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ ครูอาจารย์ ดารา นักคิด ฯลฯ ให้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดความรู้ซึ่งกันและกัน ที่นอกจากจะทำให้ “ความคิดสร้างสรรค์” ได้รับการปรุงแต่งขัดเกลาจากความหลากหลายแล้ว ยังอาจต่อยอดไปสู่การสร้าง Creative Business ร่วมกันได้อีกมากมาย โดยเฉพาะเมื่อสภาพการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบันได้บีบบังคับให้นักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ทุกคนต้องดิ้นรนเสาะแสวงหา Creative Talent มาร่วมงาน ขณะเดียวกัน ศิลปิน นักคิด นักวิทยาศาสตร์ ก็ต้องการ “ผู้อุปถัมภ์” เพื่อจะสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตนได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องปากท้อง

Creative Space จึงเป็นเสมือนจุดนัดพบหรือกลไกตลาดให้กับ Creative Economy เพื่อใช้ในการจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่พึ่งเริ่มต้นนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หากพิจารณาในความหมายกว้างแล้ว Creative Space อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สามารถนับย้อนไปถึงยุคสมัย Renaissance ซึ่งในช่วงเริ่มต้นนั้นมีเมือง Florence ในอิตาลีเป็นศูนย์กลาง โดยเป็นที่รวมของ ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ นักคิด สถาปนิก และบุคคลสร้างสรรค์อีกจำนวนมาก การที่ Creative Talent มีสถานที่ซึ่งเปิดกว้างและสามารถพบปะแลกเปลี่ยนความรู้กันได้อย่างเสรีนี้เอง ได้ทำให้ชาติตะวันตกที่ก่อนหน้านี้ยังป่าเถื่อนโง่เขลาอยู่นั้น ได้ค้นพบแสงสว่างทางปัญญาเป็นครั้งแรก และความรู้นี้ได้สะสมพอกพูนขึ้นจนในที่สุดได้บรรลุเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา ที่ส่งผลให้ประเทศตะวันตกสามารถพุ่งแซงหน้าประเทศจีน ที่เป็นมหาอำนาจในขณะนั้นไปอย่างไม่เห็นฝุ่น

แต่การที่ Florence หรือ Creative Space จะบรรลุความสำเร็จได้นั้น ไม่อาจใช้เพียงแค่เงินทองหรืออำนาจเท่านั้น หากยังต้องการผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และเข้าอกเข้าใจในวิธีคิดของ Creative Talent ทั้งหลายอีกด้วย แน่นอนว่า ตระกูล Medici ผู้บริหารเมืองในช่วงเวลานั้น จะถูกโจมตีในหลายๆเรื่อง แต่สำหรับการสนับสนุนส่งเสริม Creative Talent ให้สร้างสรรค์ผลงานอันยิ่งใหญ่นั้น Medici คือ ต้นแบบที่รัฐบาลซึ่งปรารถนาจะสถาปนา Creative Economy ต้องศึกษาเรียนรู้เป็นตัวอย่าง แม้ว่ายุคสมัยนั้นจะผ่านมาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม

ประเด็นถัดมา ที่ต้องชัดเจนก็คือ Creative Economy ไม่ใช่ศิลปะหรือความคิดสร้างสรรค์ล้วนๆ จึงต้องคำนึงถึงความต้องการผู้บริโภคและแง่มุมทางธุรกิจด้วย แต่ขณะเดียวกัน Creative Economy ก็ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเศรษฐกิจเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อ Creative Talent ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน Creative Economy นั้น ไม่ได้มีแรงจูงใจเพียง “เงินและผลตอบแทน” เหมือนกับมนุษย์เงินเดือนธรรมดาทั่วไป แต่ยังมีเรื่องอารมณ์ความรู้สึก แรงบันดาลใจ ชื่อเสียงและความกระหายใคร่รู้ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ดังนั้น การบริหารจัดการ Creative Talent ที่มาจากหลากหลายวิชาชีพ ให้ร่วมมือกันเพื่อพัฒนา Creative Economy ให้เติบโตอย่างยั่งยืนนั้น จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ทั้งแรงจูงใจและแรงบันดาลใจ เพื่อให้บรรลุความสำเร็จ ไม่ล้มครืนลงเพียงเพราะความหยาบกระด้าง

Creative Economy Management จึงต้องไปพ้นวิชาบริหารจัดการที่สอนกันอยู่โดยทั่วไป ซึ่งเป็นผลผลิตของยุคอุตสาหกรรม Creative Manager จะต้องเป็นคนเปิดกว้างและรู้รอบ สามารถประสานความคิดที่แตกต่างทั้งในวงการวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ให้สามารถเรียนรู้และต่อยอดซึ่งกันและกันได้ โดยเฉพาะการทำให้ศิลปิน รู้จักความต้องการของลูกค้า เข้าใจความสำคัญของการตรงต่อเวลา เช่นเดียวกัน Creative Manager จะต้องทำให้นักวิทยาศาสตร์ วิศวกรทั้งหลาย ยอมรับว่าอารมณ์ความรู้สึกอันละเอียดอ่อนของมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและประสิทธิภาพในแบบของตน เช่นเดียวกับเครื่องยนต์กลไก

แน่นอนว่า Creative Economy มีเรื่องให้พูดถึงได้ร้อยแปดพันประการ แต่หากต้องการกำหนด “ยุทธศาสตร์” ในการพัฒนา Creative Economy ให้ประสบความสำเร็จ ท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัดนั้น จะต้องมุ่งประเด็นไปที่ “หัวใจ” หรือแก่นแท้ของ Creative Economy ซึ่งก็คือ การบริหารจัดการ “คน” อย่างสร้างสรรค์ นั่นเอง

สังคมไทยได้ถูก “เครื่องจักรและเทคโนโลยี” ควบคุมบัญชามาหลายสิบปีแล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะเดินหน้าเข้าสู่ Creative Economy ที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ โดยมีเครื่องจักรและเทคโนโลยี เป็นเพียงสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้มนุษยชาติที่หลากหลายด้วยอารมณ์ ความรู้สึก คุณค่า ความเชื่อ และวิชาชีพ ได้มาสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างสร้างสรรค์ลึกซึ้ง เพื่อนำไปสู่การผลิต Creative Product ที่ไม่ได้ให้คุณค่าทางวัตถุแต่เพียงเท่านั้น หากยังหยั่งลึกลงไปถึงจิตใจอันละเอียดอ่อนของความเป็นมนุษย์อีกด้วย

  • Anonymous

    Creative space กับ wisdom house มันตัวเดียวกันนี่น่า

  • วิริยะ สว่างโชติ

    เห็นด้วยในหลายประเด็นที่คุณเจริญชัย ได้วิเคราะห์ในเรื่องของ ยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย ในเรื่องนี้ยังมีหลายประเด็นที่เราต้อง “ก้าวข้าม”โมเดลขอ
    งต่างประเทศเพื่อหาจุดอ่อนและจุดแข็งของเราเอง

    ผมคิดว่าเราน่าจะมี ฟอรั่มคุยกันในเรื่องนี้ให้มากขึ้น

    วิริยะ

    ปล. ก่อนหน้าบทความในประชาไท ผมมีงานเขียนสั้นๆที่เกี่ยวข้องกันครับ ลิงค์ดูที่ http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=205 และ http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=159

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ขอบคุณมากๆครับ พี่วิริยะ สว่างโชติ สำหรับบทความที่น่าสนใจทั้ง 2 ชิ้น

    1. ชนชั้นสร้างสรรค์นั้นสำคัญไฉน?

    ผมชอบประเด็นที่ว่า

    “แต่สิ่งที่ไม่น่าพิสมัยนักในเรื่องนี้ก็คือ การที่รัฐคิดว่า การสร้างสรรค์และนวัตกรรมกลายเป็นเรื่องแค่เป้าหมายของทางธุรกิจและการเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งนั่นจะไม่ต่างกับนโยบายเศรษฐกิจเดิมที่ผ่านมา”

    ในมุมมองส่วนตัว “ผมไม่ปฏิเสธทุน” แต่กระนั้นก็เชื่อว่า “ทุนไทย” ต้องปรับตัว เพื่อให้อยู่รอดได้ในยุคโลกาภิวัตน์

    Creative Economy เป็นเรื่องใหม่ ที่ต้องมีวิธีการใหม่

    ผมคิดว่า Creative Economy แตกต่างจาก Economy อื่นๆ ตรงที่การพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่าง “ทุน รัฐและสังคม” เพื่อให้ช่วยกันผลิตและเสพ Creative Product หากแต่ละฝ่ายต่างคนต่างทำหรือกีดกัน ย่อมนำไปสู่ความล้มเหลว

    ผมเองเป็นนักเศรษฐศาสตร์ จึงไม่ชำนาญด้านศิลปะ วัฒนธรรม ต้องขอขอบคุณพี่วิริยะ ที่ช่วยทำให้ประเด็นที่ว่า “วิธีคิดแบบเก่าของทุนและรัฐ” ได้กีดขวางกระบวนการสร้างสรรค์ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของ Creative Economy

    2. เด็กโต๋ : สิทธิและเศรษฐกิจใหม่

    บทความนี้ช่วยชี้ให้เห็นแง่มุมต่างๆในการสร้าง Creative Economy ได้ดีมากๆ โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นวิธีการทำงานของหนังเรื่องนี้

    “เราจะเห็นว่าวิธีกาของทั้งคู่ไม่ได้ต่างอะไรกับวิธีการเก็บข้อมูลภาคสนามของนักมานุษยวิทยาการศึกษาด้าน Visual Anthropology”

    ผมได้ศึกษาเรื่อง Anthropology มาระดับหนึ่ง ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและน่าสนใจ แต่ก็ยังไม่คิดว่าจะโยงกับ Creative Economy ได้

    ในทางส่วนตัว ผมชื่นชมที่มีผู้กำกับซึ่งคิดจะสร้างหนังที่ “แตกต่าง” แต่กระนั้น ด้วยความที่มือสมัครเล่น หรืออาจขาดความรู้ด้าน Anthropology จึงทำให้ขาดความลึกซึ้งในการ Creative ไปบ้าง

    ผมคิดว่า Creative Product ที่ดี จะต้องเกิดจากการประสานงานระหว่างผู้คนที่แตกต่างในแวดวงที่หลากหลาย ซึ่งสำหรับหนังเรื่อง “เด็กโต๋” ก็ได้ขาดแคลน “นักมานุษยวิทยา” ซึ่งอาจจะช่วยเติมเต็มและเปลี่ยนมุมมอง(ปรัชญา) “การเล่าเรื่อง” ให้กลมกลมล้ำลึกยิ่งขึ้น

    ขอบคุณพี่วิริยะ สว่างโชติ อีกครั้ง สำหรับ 2 บทความ ที่ช่วยทะลุทะลวงแนวคิดเรื่อง Creative Economy อีกวิถีหนึ่ง

    สำหรับมุมมองเรื่อง “ฟอรั่ม” Creative Economy นั้น ก็น่าสนใจครับ ผมจะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับทีมงาน SIU เพื่อหาทางจัดงานนี้ขึ้นสักครั้ง

    ยังไงก็ขอเรียนเชิญ พี่วิริยะ สว่างโชติ ล่วงหน้าเลยนะครับ

  • http://www.thaiphum.com prance

    ทำอย่างไรจะส่งตัวอย่างของแนวคิด และขอติดต่อกับใครได้ เรามีสถานที่และวางแผนความคิดทุกอย่างที่จะสร้างวัฒนธรรมบันเทิง ภูมิปัญญาไทยสู่สากลเช่นเดียวกับเกาหลีหรือญี่ปุ่น คนไทยยังไม่ตื่นเพราะสาเหตุมากมาย จึงต้องตามหลังชาติอื่นๆ พวกที่รู้ทันหรือตามกระแสทัน มักไปไม่รอดเพราะยังติดอยู่กับระบบเดิมๆและขาดประสพการณ์ที่แท้จริง เวลานี้เรามีสถานที่โด่งดังมากๆอยู่ 3 แห่ง เช่น ถนนพัฒน์พงศ์ (Patpong Road) แล้วก็มาหาดพัทยา (Pattaya Beach) ตามด้วย หาดป่าตอง (Patong Brach) ดู สิ ดู อะไรที่มันขึ้นด้วย PAT มันดังเหลือเกิน ดังไปทั่วโลกเลย แต่ความคิดยังไม่มีการพัฒนา จะต้องทำหลักสูตรหากินเหมือนกันไปหมด เดินไปริมถนนก็เจอสินค้าประเภทเดียวกันทุก10 ก้าว อาหารการกินก็เช่นกัน หมอนวดก็โหยหวนริมทาง แข่งกันลดราคาอีกต่างหาก ยุคนี้ควรปรับได้แล้วกระแสโลกาภิวัฒน์นำมาใช้เถอะ ศิลปและการสร้างสรรภูมิปัญญาไทยสู่สากล โครงการไทยภูมิ-ภูมิปัญญาไทย ต้องการความช่วยเหลือจริงๆจากภาครัฐและเอกชน ตัวโครงการอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต อยู่ใจกลางของชุมชนโรงแรมต่างๆ ในหาดกะตะ นักลงทุนกำลังกระหายที่ดินแปลงนี้เพื่อจะรื้อเรือนไทยจากกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีอายูเกิน 100 ปี จำนวน 5 หลัง ออกจากพื้นที่เพื่อจะสร้างห้องแถวแทนต้นตาลและมะพร้าวออกให้หมด นี่แหละเป็นเรื่องน่าเวทธนาสำหรับระบบนายทุนและการธนาคารซื่งมีสมองเล็กมองไม่เห็นแนวทางในการพัฒนาระบบ Creative Economy พื้นฐานตรงนี้น่าจะปรับปรุงอย่างเร่งด่วน คนไทยมองไม่เห็นคุณค่าของคนไทยกันเอง

  • chaiyaporn

    creative economy กลายเป็นกระแสที่ถูกปลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วและหายไปอย่างรวดเร็ว การเป็นcreative economy ได้ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ โดยมีความรู้และภูมิปัญญาเป็นมูลฐานทางความคิด แต่ความรู้และภูมิปัญญายังไม่ถูกสร้างขึ้นมา แล้วจะสร้างความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร
    และเมื่อเปลี่ยนรมต.ศธ.แล้วไม่รู้จะมีการเอาcreative economy ไปแปรเป็นระเบียบทางการศึกษาที่จะสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจนี้ได้อย่างไร

  • http://www.watana-design.com watana-design

    สามารถติดตาม พบปะ แรกเปลี่ยนความคิดและนำเสนอความคิดได้ที่ http://www.tcdc.or.th ครับ

  • อลงกรณ์ พลบุตร

    ผมได้มุมคิดที่เป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และหวังว่าจะมีข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้การเดินหน้านโยบายกำลังคืบหน้าในหลายมิติซึ่งเราจะมี ๔ ฐานสำคัญดังนี้ครับ ๑. Creative Infrastructure ๒. Creative Education & Human resource development ๓. Creative Inspiration ๔. Creative Business development & Investment และปลายปีนี้เราจะจัดงาน World Creative Economy Forum (WCEF) โดยมี WIPO ,UNCTAD และ Asean เป็นผู้ให้การสนับสนุน เราคงต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนและถูกทิศถูกทางครับ อลงกรณ์ พลบุตร ประธานคณะอนุกรรมการบริหารนโยบายเสรษฐกิจสร้างสรรค์

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ขอบคุณมากครับที่ท่านให้ความสนใจกับ “นักสร้างสรรค์(Creative Talent)” มือสมัครเล่นอย่างผม

    ที่ผมสนใจ Creative Economy ก็เพราะคิดว่าจะเป็นทางออกและอนาคตของประเทศไทย โดยเฉพาะท่ามกลางวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจที่รุมเร้านี้

    ผมได้นำเสนอแนวคิดเชิง Creative Thailand ที่น่าจะเหมาะสมกับประเทศไทยทั้งในรูปบทความ บทสัมภาษณ์ และรายการโทรทัศน์ เพื่อเผยแพร่แนวคิดนี้ให้คนไทยได้ตระหนักรู้และร่วมกันสร้างสรรค์ไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

    หากท่านประธานคณะอนุกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มีสิ่งใดให้กระผมช่วยเหลือเพื่อประเทศไทยของเรา ผมก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ

  • ผศ. ดร. ฉันทนา ภาคบงกช

    สนใจ ทำงานและติดตามเกี่ยวกับการทำงานของสมอง ความคิด “ความคิดสร้างสรรค์” มาตลอด เชื่อกันว่าคนเราพัฒนาความสร้างสรรค์ได้สูงสุดใน 3-6 ขวบแรกของชีวิต
    และลดลงเมื่อเป็นผู้ใหญ่ แต่ Olson วิทยากรผู้อบรมเกี่ยวกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในทุกวิชาชีพนานนับ 40 ปี กล่าวว่า “ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ใหญ่สามารถส่งเสริมให้เพิ่มขึ้นได้” จึงคิดว่า Creative Economy ไม่ควรเป็นเพียงการนำแนวคิดไปสู่นโยบายเท่านั้น ยังมีเรื่องของการจัดการและกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์ และไม่ควรฝาก
    ความหวังไว้ที่กลุ่ม Creative Talent เท่านั้น ควรมีทั้งด้านเศรษฐศาสตร์และหลากหลายวิชาชีพ/อาชีพที่เกี่ยวข้อง ทุกท่านต่างมีความสร้างสรรค์อยู่ระดับหนึ่งแล้ว และสามารถเพิ่มศักยภาพที่แฝงนี้ได้ Creative Economy ทำให้เกิดศรัทธาที่จะเห็นทุกคนค้นพบ
    และมีความสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น สามาถพัฒนางานได้ดีขึ้น จัดสภาวะที่เอื้อต่อการพัฒนาความสร้างสรรค์ (บรรยากาศที่ผ่อนคลาย การยอมรับ ปฏิสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์) และ
    การฝึกคิดเล่นๆ ยามว่าง ฝึกการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ หรือฝึกคิดในชีวิตประจำวัน
    สักระยะหนึ่ง เชื่อว่าทุกฝ่ายและทุกระดับรวมทั้งผู้สนใจทั้งหลายจะมีความสร้างสรรค์
    เพิ่มขึ้น และหวังว่าท่านจะลงสู่ “กระบวนการ” มากขึ้น ขอขอบคุณในสาระต่างๆ ที่ได้
    เรียนรู้เกี่ยวกับ Creative Economy ขอเป็นกำลังใจและขอให้โชคดีในการทำงานเพื่อบ้านเมือง

  • big

    ขอบคุณอย่างยิ่งครับ ท่านอาจารย์ฉันทนา ความคิดเห็นที่มีคุณค่านี้ช่วยเพิ่มพูนความรู้และกำลังใจให้กับผมที่เป็นผู้เขียนบทความอย่างยิ่ง ผมจะมุ่งหน้าค้นคว้าเรื่อง Creative Economy ต่อไป เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทย

    หากเป็นไปได้ ก็อยากพบปะแลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่อง Creative Economy เป็นอย่างยิ่ง คิดว่าน่าจะช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับสังคมไทยได้มากมายครับ

    เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

  • Maturee

    ในอีกมุมมองหนึ่งของกระแสนิยมที่มีการพูดถึงคำว่า Creative… ค่อนข้างมาก…จากที่ได้ติดตามบทความของคุณเจริญชัย ทำให้เห็นมุมมองก็มีความเห็นว่า การจะพัฒนาคนอย่างสร้างสรรค์ น่าจะใช้กระบวนการทางสังคมศาสตร์หรือแนวคิดด้านนี้มาประยุกต์และกระตุ้นใช้   เพราะแนวคิดด้านนี้เน้นด้านการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันของมนุษย์  และความเข้าใจในความต้องการที่เหนือว่าคำว่า “ผลประโยชน์”  หากขาดการสื่อสารเชิงสังคม คงยากที่จะหา Creative talent ได้ หรือแม้แต่ผู้ที่จะสนับสนุนให้เกิด Creative product จากความคิดของ Creative Talent..

    อยากทราบค่ะ ว่าในศาสตร์ต่างๆ ที่เป็นคนไทยและถูกเรียกว่าเป็น Creavtive talent พอจะมีใครบ้างคะ…เผื่อว่าจะได้ติดตามผลงานและได้เข้าใจในแนวคิดนี้มากขึ้นค่ะ