สิ่งที่ต้องยอมรับก่อนที่จะเริ่มต้นกำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนา Creative Economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์) ก็คือ ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่มีทรัพยากรทั้งเงิน เทคโนโลยี และ นักสร้างสรรค์ (Creative Talent) ที่จำกัด ดังนั้น จึงต้องรู้จักเลือกใช้ “ทรัพยากร” ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งตรงไปที่ “หัวใจ” หรือแก่นแท้ของ Creative Economy และเมื่อรากฐานได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งแล้ว ย่อมมีนักธุรกิจและนักสร้างสรรค์อีกมากมายที่พร้อมจะเข้ามาร่วมต่อยอด เมื่อถึงเวลานั้น Creative Economy ก็จะเติบโตอย่างมั่นคง
การนำเงินงบประมาณแผ่นดิน เข้าไปสนับสนุน Creative Business แต่ละรายโดยตรง จึงเท่ากับเป็น “เบี้ยหัวแตก” ซึ่งนอกจากจะทำให้ทรัพยากรที่น้อยนิดนั้นไม่เกิดการต่อยอดแล้ว ยังทำให้ Creative Infrastructure ที่เป็นรากฐานของ Creative Economy อาจต้องถูกละเลยหรือได้รับทรัพยากรสนับสนุนไม่เพียงพออีกด้วย
การสร้าง Creative Space ที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้วนั้น ถือเป็น Creative Infrastructure ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการผลักดัน Creative Economy จากความฝันให้กลายเป็นความจริงได้
เมื่อมองในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว “สยามสแควร์” น่าจะเป็นสถานที่ซึ่งเหมาะจะแปรเปลี่ยนเป็น Creative Space มากที่สุด แน่นอนว่า ราคาที่ดินในบริเวณนั้นค่อนข้างจะมีราคาสูง แต่ก็คุ้มค่า เมื่อคำนึงถึงข้อได้เปรียบด้านการเป็นแหล่งชุมนุมของ Creative Talent จากที่ต่างๆ ซึ่งเข้ามาแสวงหาแรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเลอเลิศ ตั้งแต่ย่าน Paragon ไปจนจรด Central World
ที่สำคัญ “สยามสแควร์” ยังมีชัยภูมิที่เชื่อมต่อกับ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งเป็นแหล่งรวมสุดยอด Creative Talent ในด้านต่างๆ ที่พร้อมจะเข้ามาช่วยผลักดันให้ Creative Space ที่สร้างขึ้นประสบความสำเร็จ ยิ่งกว่านั้น ยังอาจพลิกแพลงดัดแปลง โดยการขอเช่าสถานที่จาก “หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งนอกจากจะประหยัดต้นทุนแล้ว ยังเท่ากับช่วยโปรโมต “หอศิลป์ฯ” ซึ่งพึ่งก่อตั้งขึ้นมา ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น
หลังจากที่สร้าง Creative Space ในชัยภูมิอันเหมาะสมแล้ว ก็ย่อมต้องมีกิจกรรมสร้างสรรค์ลึกซึ้ง เพื่อดึงดูด Creative Talent ให้เข้ามาพบปะสังสรรค์และต่อยอดความคิด
Creative Manager ซึ่งเป็นผู้บริหาร Creative Space จึงต้องเป็นผู้ที่เปิดกว้างและรู้รอบ โดยสามารถจัดตั้งทีมงานซึ่งมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อคิดค้นกิจกรรมที่สดใหม่สร้างสรรค์ ในการดึงดูด Creative Talent จากทุกซอกทุกมุมของประเทศไทยให้บรรเจิดไฟปรารถนาที่จะเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น การเปิดโอกาสให้ “นักธุรกิจ” ที่มักจะถูกรับเชิญให้ไปพูดเรื่องเศรษฐกิจและกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลานั้น ได้สามารถ “ละทิ้ง” ตัวตน โดยการรับเชิญจาก Creative Space ให้มาพูดเรื่อง “ศิลปะ” โดยไม่ต้องยึดติดว่าจะต้องพูดถึงศิลปะที่นำไปใช้ในการบริหารธุรกิจ แต่อาจพูดถึง ความหลงใหลดื่มด่ำในศิลปะจากแง่มุมส่วนตัวของนักธุรกิจคนนั้น
ยิ่งกว่านั้น การมีผู้ฟังที่มาจากหลากหลายวงการเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยน ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศในการ “ละทิ้งตัวตน” เพื่อเปิดกว้างและเรียนรู้ร่วมกันเพิ่มขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเมื่อมี Creative Manager ที่เชี่ยวชาญมาช่วยจัดเตรียมบริบทและรูปแบบให้เกิดการผ่อนคลายยิ่งขึ้น ก็ย่อมทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ สามารถแสดงความเห็นและปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ออกมาได้มากที่สุด โดยไม่ต้องกังวลถึงความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพของตนเองอีกต่อไป
แน่นอนว่า เมื่อความคิดสร้างสรรค์ได้รับการต่อยอดจาก Creative Talent จากหลากหลายสาขาแล้ว ย่อมต้องมีผู้คนส่วนหนึ่งที่ปรารถนาจะยกระดับความคิดสร้างสรรค์ที่ตกผลึกแล้ว เข้าสู่การเป็น Creative Product แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อแต่ละคนนั้นพึ่งรู้จักกันได้ไม่นานนัก จึงเป็นหน้าที่ของ Creative Space ที่จะช่วยบริหารจัดการและอำนวยความสะดวก เพื่อให้ Creative Business ที่น่าสนใจผุดบังเกิดขึ้นมาได้
สิ่งที่นักธุรกิจในปัจจุบันขาดแคลน ไม่ใช่เงินทุนหรือเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กลับเป็น Creative Idea และ Creative Talent ดังนั้น การพัฒนา Creative Economy โดยเริ่มต้นจากการสนับสนุนด้านเงินทุนให้กับนักธุรกิจ จึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง แต่ควรจะนำงบประมาณที่มีจำกัด ไปลงทุนใน Creative Infrastructure เพื่อให้สามารถดึงดูด Creative Talent เข้ามาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ โดยมีนักธุรกิจและนักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์และกำลังแสวงหา “ธุรกิจแห่งอนาคต” เข้ามาเป็นเจ้าภาพร่วม
เช่นเดียวกัน Creative Talent ในปัจจุบัน ก็ไม่ได้ต้องการ “เงิน” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังปรารถนาที่จะแสวงหาความท้าทายให้ชีวิต ดังนั้น การได้เข้ามาในบรรยากาศสร้างสรรค์ของ Creative Space ที่เปรียบประดุจมหานคร Florence ในยุค Renaissance ก็ย่อมทำให้ Creative Talent สามารถพัฒนาต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ที่ถูกเก็บกดไว้จากบรรยากาศในที่ทำงานได้อย่างอิสระเสรี และเมื่อเสริมด้วยการได้แลกเปลี่ยนผลึกความคิดกับ Creative Talent จากหลากหลายแวดวงด้วยแล้ว ก็ย่อมสามารถทำลายความคับแคบในสาขาวิชาของตน เพื่อเข้าสู่สุดยอดแห่งความสร้างสรรค์ได้ เฉกเช่นเดียวกับ Creative Talent ในเมือง Florence นั่นเอง
Creative Space จึงเป็นจุดเริ่มต้นและเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยง Creative Economy โดยจะต้องมีการวางแผนออกแบบบรรยากาศและกิจกรรมที่สร้างสรรค์ลึกซึ้ง เพียงพอที่จะดึงดูด Creative Talent จากทุกแวดวงให้เข้ามาร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดความรู้สึกรักและหวงแหน ยิ่งกว่านั้น เมื่อ Creative Spaceเติบโตจนถึงจุดหนึ่งแล้ว ย่อมจะดึงดูด Creative Entrepreneur ที่ไม่ได้ขาดแคลนเงินทุน แต่ต้องการความคิดและบุคลากรสร้างสรรค์ เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสนับสนุนทางด้านการเงินได้อีกด้วย
ในท้ายที่สุด Creative Manager เจ้าหน้าที่ซึ่งรับบทบาทเป็นผู้ช่วยในการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนที่หลากหลาย ให้สามารถข้ามพ้นสาขาวิชาชีพของตนได้นั้น ยังอาจเป็นตัวแปรสำคัญของการประสานจัดการในการร่วมแรงร่วมใจกันสร้าง Creative Business เพื่อเป็นรากฐานให้ Creative Economy บรรลุความเติบโตอย่างยั่งยืน โดยที่รัฐบาลไม่ต้องค่อยนำงบประมาณแผ่นดินเข้ามาสนับสนุนอีกต่อไป
ที่สำคัญ Creative Space ยังเป็น Infrastructure ซึ่งพิเศษกว่า Infrastructure ประเภทอื่น เช่น ถนนหนทางที่ต้องซ่อมบำรุง ไฟฟ้าและน้ำประปาที่ใช้แล้วหมดไป แต่ Creative Space สามารถผลิตความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่จำกัด ขอเพียงมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถดึงดูด Creative Talent เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนกันได้อย่างต่อเนื่อง
ยิ่งกว่านั้น ผู้คนธรรมดาที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนในกิจกรรมของ Creative Space ก็ย่อมได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเองให้กลายเป็น Creative Talent เพื่อออกมารับใช้ Creative Economy ได้อย่างไม่สิ้นสุดอีกด้วย
Creative Space ที่ออกแบบอย่างเหมาะสม จึงไม่เพียงดึงดูด Creative Talent แต่ยังสามารถผลิตสร้าง Creative Talent ขึ้นมาอีกด้วย
ตำราเรื่อง Creative Economy ที่ให้รายละเอียดแตกต่างกันไปตั้งแต่การนิยามความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงกฏหมายทรัพย์สินทางปัญญานั้น ก็ยังสรุปออกมาตรงกันว่า Creative Talent เป็นทรัพยากรที่สำคัญและมีค่าที่สุดในการขับเคลื่อน Creative Economy ดังนั้น หากประเทศใดไม่สามารถผลิต Creative Talent ได้เพียงพอกับการใช้งาน ก็มีความจำเป็นต้องทำสงครามเพื่อแย่งชิงตัวจากประเทศอื่น โดยใช้ Creative City หรือ Creative Space เป็นปัจจัยสำคัญในการช่วงชิง
ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในการพัฒนา Creative Economy ท่ามกลางทรัพยากรอันจำกัด จึงควรมุ่งไปที่ การบริหารจัดการ “คน” ทั้งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และที่ขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์ให้เข้ามาร่วมถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน ท่ามกลางบรรยากาศและกิจกรรมที่เปิดกว้างใน Creative Space ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่รัฐบาลต้องลงทุนจัดสร้างขึ้นมา โดยจะต้องทุ่มเทพัฒนาอย่างจริงจัง เพื่อเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งให้ยุทธศาสตร์ Creative Economy ที่วางไว้บรรลุความสำเร็จ
แน่นอนว่า การสร้าง Creative Space ให้มีคุณสมบัติเลอเลิศดังที่กล่าวมา ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ดีกว่าการทุ่มเทความคิดและทรัพยากรไปยังกิจกรรมที่หลากหลาย ตามแต่ที่หนังสือ Creative Economy ของต่างประเทศจะชักนำไป โดยไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่ชัดเจนได้
“สำเร็จก็ Creative Space ล้มเหลวก็ Creative Space”
