Creative Economy : บทสังเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ประเทศไทย (ตอนที่ 2)

August 25, 2009

สิ่งที่ต้องยอมรับก่อนที่จะเริ่มต้นกำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนา Creative Economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์) ก็คือ ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่มีทรัพยากรทั้งเงิน เทคโนโลยี และ นักสร้างสรรค์ (Creative Talent) ที่จำกัด ดังนั้น จึงต้องรู้จักเลือกใช้ “ทรัพยากร” ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งตรงไปที่ “หัวใจ” หรือแก่นแท้ของ Creative Economy และเมื่อรากฐานได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งแล้ว ย่อมมีนักธุรกิจและนักสร้างสรรค์อีกมากมายที่พร้อมจะเข้ามาร่วมต่อยอด เมื่อถึงเวลานั้น Creative Economy ก็จะเติบโตอย่างมั่นคง

การนำเงินงบประมาณแผ่นดิน เข้าไปสนับสนุน Creative Business แต่ละรายโดยตรง จึงเท่ากับเป็น “เบี้ยหัวแตก” ซึ่งนอกจากจะทำให้ทรัพยากรที่น้อยนิดนั้นไม่เกิดการต่อยอดแล้ว ยังทำให้ Creative Infrastructure ที่เป็นรากฐานของ Creative Economy อาจต้องถูกละเลยหรือได้รับทรัพยากรสนับสนุนไม่เพียงพออีกด้วย

การสร้าง Creative Space ที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้วนั้น ถือเป็น Creative Infrastructure ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการผลักดัน Creative Economy จากความฝันให้กลายเป็นความจริงได้

เมื่อมองในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว “สยามสแควร์” น่าจะเป็นสถานที่ซึ่งเหมาะจะแปรเปลี่ยนเป็น Creative Space มากที่สุด แน่นอนว่า ราคาที่ดินในบริเวณนั้นค่อนข้างจะมีราคาสูง แต่ก็คุ้มค่า เมื่อคำนึงถึงข้อได้เปรียบด้านการเป็นแหล่งชุมนุมของ Creative Talent จากที่ต่างๆ ซึ่งเข้ามาแสวงหาแรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเลอเลิศ ตั้งแต่ย่าน Paragon ไปจนจรด Central World

ที่สำคัญ “สยามสแควร์” ยังมีชัยภูมิที่เชื่อมต่อกับ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งเป็นแหล่งรวมสุดยอด Creative Talent ในด้านต่างๆ ที่พร้อมจะเข้ามาช่วยผลักดันให้ Creative Space ที่สร้างขึ้นประสบความสำเร็จ ยิ่งกว่านั้น ยังอาจพลิกแพลงดัดแปลง โดยการขอเช่าสถานที่จาก “หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งนอกจากจะประหยัดต้นทุนแล้ว ยังเท่ากับช่วยโปรโมต “หอศิลป์ฯ” ซึ่งพึ่งก่อตั้งขึ้นมา ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น

หลังจากที่สร้าง Creative Space ในชัยภูมิอันเหมาะสมแล้ว ก็ย่อมต้องมีกิจกรรมสร้างสรรค์ลึกซึ้ง เพื่อดึงดูด Creative Talent ให้เข้ามาพบปะสังสรรค์และต่อยอดความคิด

Creative Manager ซึ่งเป็นผู้บริหาร Creative Space จึงต้องเป็นผู้ที่เปิดกว้างและรู้รอบ โดยสามารถจัดตั้งทีมงานซึ่งมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อคิดค้นกิจกรรมที่สดใหม่สร้างสรรค์ ในการดึงดูด Creative Talent จากทุกซอกทุกมุมของประเทศไทยให้บรรเจิดไฟปรารถนาที่จะเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเช่น การเปิดโอกาสให้ “นักธุรกิจ” ที่มักจะถูกรับเชิญให้ไปพูดเรื่องเศรษฐกิจและกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลานั้น ได้สามารถ “ละทิ้ง” ตัวตน โดยการรับเชิญจาก Creative Space ให้มาพูดเรื่อง “ศิลปะ” โดยไม่ต้องยึดติดว่าจะต้องพูดถึงศิลปะที่นำไปใช้ในการบริหารธุรกิจ แต่อาจพูดถึง ความหลงใหลดื่มด่ำในศิลปะจากแง่มุมส่วนตัวของนักธุรกิจคนนั้น

ยิ่งกว่านั้น การมีผู้ฟังที่มาจากหลากหลายวงการเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยน ก็จะช่วยสร้างบรรยากาศในการ “ละทิ้งตัวตน” เพื่อเปิดกว้างและเรียนรู้ร่วมกันเพิ่มขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเมื่อมี Creative Manager ที่เชี่ยวชาญมาช่วยจัดเตรียมบริบทและรูปแบบให้เกิดการผ่อนคลายยิ่งขึ้น ก็ย่อมทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ สามารถแสดงความเห็นและปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ออกมาได้มากที่สุด โดยไม่ต้องกังวลถึงความเชี่ยวชาญในสาขาอาชีพของตนเองอีกต่อไป

แน่นอนว่า เมื่อความคิดสร้างสรรค์ได้รับการต่อยอดจาก Creative Talent จากหลากหลายสาขาแล้ว ย่อมต้องมีผู้คนส่วนหนึ่งที่ปรารถนาจะยกระดับความคิดสร้างสรรค์ที่ตกผลึกแล้ว เข้าสู่การเป็น Creative Product แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อแต่ละคนนั้นพึ่งรู้จักกันได้ไม่นานนัก จึงเป็นหน้าที่ของ Creative Space ที่จะช่วยบริหารจัดการและอำนวยความสะดวก เพื่อให้ Creative Business ที่น่าสนใจผุดบังเกิดขึ้นมาได้

สิ่งที่นักธุรกิจในปัจจุบันขาดแคลน ไม่ใช่เงินทุนหรือเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กลับเป็น Creative Idea และ Creative Talent ดังนั้น การพัฒนา Creative Economy โดยเริ่มต้นจากการสนับสนุนด้านเงินทุนให้กับนักธุรกิจ จึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง แต่ควรจะนำงบประมาณที่มีจำกัด ไปลงทุนใน Creative Infrastructure เพื่อให้สามารถดึงดูด Creative Talent เข้ามาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ โดยมีนักธุรกิจและนักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์และกำลังแสวงหา “ธุรกิจแห่งอนาคต” เข้ามาเป็นเจ้าภาพร่วม

เช่นเดียวกัน Creative Talent ในปัจจุบัน ก็ไม่ได้ต้องการ “เงิน” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังปรารถนาที่จะแสวงหาความท้าทายให้ชีวิต ดังนั้น การได้เข้ามาในบรรยากาศสร้างสรรค์ของ Creative Space ที่เปรียบประดุจมหานคร Florence ในยุค Renaissance ก็ย่อมทำให้ Creative Talent สามารถพัฒนาต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ที่ถูกเก็บกดไว้จากบรรยากาศในที่ทำงานได้อย่างอิสระเสรี และเมื่อเสริมด้วยการได้แลกเปลี่ยนผลึกความคิดกับ Creative Talent จากหลากหลายแวดวงด้วยแล้ว ก็ย่อมสามารถทำลายความคับแคบในสาขาวิชาของตน เพื่อเข้าสู่สุดยอดแห่งความสร้างสรรค์ได้ เฉกเช่นเดียวกับ Creative Talent ในเมือง Florence นั่นเอง

Creative Space จึงเป็นจุดเริ่มต้นและเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยง Creative Economy โดยจะต้องมีการวางแผนออกแบบบรรยากาศและกิจกรรมที่สร้างสรรค์ลึกซึ้ง เพียงพอที่จะดึงดูด Creative Talent จากทุกแวดวงให้เข้ามาร่วมกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดความรู้สึกรักและหวงแหน ยิ่งกว่านั้น เมื่อ Creative Spaceเติบโตจนถึงจุดหนึ่งแล้ว ย่อมจะดึงดูด Creative Entrepreneur ที่ไม่ได้ขาดแคลนเงินทุน แต่ต้องการความคิดและบุคลากรสร้างสรรค์ เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสนับสนุนทางด้านการเงินได้อีกด้วย

ในท้ายที่สุด Creative Manager เจ้าหน้าที่ซึ่งรับบทบาทเป็นผู้ช่วยในการเชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนที่หลากหลาย ให้สามารถข้ามพ้นสาขาวิชาชีพของตนได้นั้น ยังอาจเป็นตัวแปรสำคัญของการประสานจัดการในการร่วมแรงร่วมใจกันสร้าง Creative Business เพื่อเป็นรากฐานให้ Creative Economy บรรลุความเติบโตอย่างยั่งยืน โดยที่รัฐบาลไม่ต้องค่อยนำงบประมาณแผ่นดินเข้ามาสนับสนุนอีกต่อไป

ที่สำคัญ Creative Space ยังเป็น Infrastructure ซึ่งพิเศษกว่า Infrastructure ประเภทอื่น เช่น ถนนหนทางที่ต้องซ่อมบำรุง ไฟฟ้าและน้ำประปาที่ใช้แล้วหมดไป แต่ Creative Space สามารถผลิตความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่จำกัด ขอเพียงมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถดึงดูด Creative Talent เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนกันได้อย่างต่อเนื่อง

ยิ่งกว่านั้น ผู้คนธรรมดาที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนในกิจกรรมของ Creative Space ก็ย่อมได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเองให้กลายเป็น Creative Talent เพื่อออกมารับใช้ Creative Economy ได้อย่างไม่สิ้นสุดอีกด้วย

Creative Space ที่ออกแบบอย่างเหมาะสม จึงไม่เพียงดึงดูด Creative Talent แต่ยังสามารถผลิตสร้าง Creative Talent ขึ้นมาอีกด้วย

ตำราเรื่อง Creative Economy ที่ให้รายละเอียดแตกต่างกันไปตั้งแต่การนิยามความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงกฏหมายทรัพย์สินทางปัญญานั้น ก็ยังสรุปออกมาตรงกันว่า Creative Talent เป็นทรัพยากรที่สำคัญและมีค่าที่สุดในการขับเคลื่อน Creative Economy ดังนั้น หากประเทศใดไม่สามารถผลิต Creative Talent ได้เพียงพอกับการใช้งาน ก็มีความจำเป็นต้องทำสงครามเพื่อแย่งชิงตัวจากประเทศอื่น โดยใช้ Creative City หรือ Creative Space เป็นปัจจัยสำคัญในการช่วงชิง

ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในการพัฒนา Creative Economy ท่ามกลางทรัพยากรอันจำกัด จึงควรมุ่งไปที่ การบริหารจัดการ “คน” ทั้งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และที่ขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์ให้เข้ามาร่วมถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน ท่ามกลางบรรยากาศและกิจกรรมที่เปิดกว้างใน Creative Space ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่รัฐบาลต้องลงทุนจัดสร้างขึ้นมา โดยจะต้องทุ่มเทพัฒนาอย่างจริงจัง เพื่อเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งให้ยุทธศาสตร์ Creative Economy ที่วางไว้บรรลุความสำเร็จ

แน่นอนว่า การสร้าง Creative Space ให้มีคุณสมบัติเลอเลิศดังที่กล่าวมา ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ดีกว่าการทุ่มเทความคิดและทรัพยากรไปยังกิจกรรมที่หลากหลาย ตามแต่ที่หนังสือ Creative Economy ของต่างประเทศจะชักนำไป โดยไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่ชัดเจนได้

“สำเร็จก็ Creative Space ล้มเหลวก็ Creative Space”

Comments

16 Responses to “Creative Economy : บทสังเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ประเทศไทย (ตอนที่ 2)”

  1. 1. ตาสีตาสา on August 25th, 2009 20:26

    หลังจากอ่านบทความที่แสนฉวัดเฉวียงแต่ค่อนข้างคลุมเคลือนี้สักครู่ใหญ่ ผมก็รู้สึกว่าในฐานะประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง อยากขออนุญาตแสดงความเห็นฝากไว้สักนิด

    เนื่องจากผมไม่ค่อยคุ้นกับลักษณะโครงสร้างการเขียนของท่านเจ้าของบทความนัก ทำให้ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าตัวเองเข้าในประเด็นและข้อเสนอแนะหรือตรรกะที่รองรับเรื่องต่างๆชัดเจนนัก จึงขอแยกส่วนออกมาเป็นหมวดตามที่พอเข้าใจ ซึ่งถ้าผมเข้าใจประเด็นท่านผิด ก็ขออภัยไว้ตรงนี้ก่อนเลย

    ในเรื่องของ Creative Infrastructure, Creative Space, สยามสแควร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น ผมเห็นด้วยว่าการยกตัวอย่าง Florence มาเป็นกรณีศึกษาเป็นเรื่องที่ดี แต่ผมไม่แน่ใจว่าผมอ่านบทความที่คุณเขียนเข้าใจนัก เหมือนกับคุณจะโยงบริบทของ Florence ไปหาการสร้าง Creative Space ที่บริเวณสยาม โดยมี support point ว่ามันเป็นแหล่งของ creative talent และก็มีจุฬาเป็นแหล่งสนับสนุนทางบุคลากร ซึ่งถ้าใครที่เคยทำงานทางสายงานด้านนี้มาโดยตลาด จะทราบว่านี่อาจเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปสักนิดหนึ่ง คนในวงการสร้างสรรค์ แทบไม่มีใครอยากไปเดินหรือทำมาหากินแถวสยาม ส่วนหนึ่งก็เพราะ สยามสแคว์นั้นสำหรับบางกลุ่มเป้าหมายมันอาจเป็นแหล่งที่ทันสมัยของพวกเขา แต่ในสายตาของคนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งก็มองว่า มันคือแหล่งที่cliché ที่สุดของเมืองไทยแห่งหนึ่งเช่นกัน

    ถ้าท่านผู้เขียนบทความเคยติดตามข่าวคราวทางสายงาน creative economy มาบ้าง น่าจะพอทราบว่ามีการต่อต้านมากมายแค่ไหน ตอนที่ TCDC อาจจะต้องโดนยุบแล้วย้ายไปแถวสามย่านแทน เหตุผลหนึ่งในหลายๆอย่างก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ไม่ควรจะไปอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยหนึ่งมหาวิทยาลัยใดเกินไป ส่วนเรื่องหอศิลป์ ถ้าท่านพอตามเรื่องพวกนี้มาบ้าง ก็จะทราบว่าธรรมศาสตร์เคยพยายามเสนอที่ทางให้ เพื่อให้หอศิลป์กรุงเทพไปตั้งที่ท่าพระจันทร์ ส่วนทางจุฬาก็พยายามจะให้ไปใช้สถานที่ที่จุฬา ทั้งหมดนี้ไม่ไช่เพื่อเป็นการสนับสนุนวงการใดใดทั้งสิ้น เป็นเพียงการเล่นเกมการเมืองของสองมหาอำนาจที่ต้องการแย่งอำนาจนิยามของคำว่า ศิลปะสมัยใหม่ของชาติ มาไว้ใต้ร่มเงาตัวเองเท่านั้นเอง และที่สำคัญถ้าสมมุติว่าเราจำเป็นต้องมี creative space ขึ้นมาเพิ่มอีกจริงๆ สยาม ก็ไม่น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะอยู่ดี เพราะบริเวณนั้นขาดซึ่งวัฒนธรรมที่มีเรื่องราวที่ดีพอที่จะใช้เป็นกองหลังของ creative space ของกรุงเทพได้เลย ถ้ามองในแง่ของ Culture มันเป็นเพียงแหล่งศูนย์การค้า แหล่งชอบปิ้งรอบมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเท่านั้นเอง มันไม่มีเอกลักษณ์หรือวัฒนธรรมพิเศษอะไรที่ชัดเจนพอที่จะใช้เป็นจุดศูนย์กลางspace ชนิดนี้ได้เลย ผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่แค่บอกว่าจากระบบผังเมือง ชุมชน วัฒนธรรมในกรุงเทพ สยาม ไม่ไช่ที่ที่ควรฝากชีวิตเรื่องความคิดสร้างสรรค์ของชาติไว้เลย (แค่เรื่องนี้ก็สามารถเขียนแยกออกไปได้เป็นเล่มๆแล้ว)

    อีกอย่างผู้สนับสนุนที่แท้จริงของยุคสมัยเรา ไม่ไช่กลุ่มตระกูลใดตระกูลหนึ่ง หรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง เพราะเราผ่านข้ามยุคRenaissance นั้นมานานแล้ว ผู้สนับสนุนที่แท้จริงของ Creative Talent คือประชาชนทั้งประเทศ เหมือนที่ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เขาทำกันมาได้ หากประเทศไทยไม่สามารถสร้างตลาดของความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาในประเทศได้ ไม่สามารถสร้างจุดสมดุลของ ผู้ผลิต และผู้บริโภค ได้ เราจะไปสร้าง Infrastructure ทับซ้อนกันมากไปกว่านี้ทำไม หรือจะหวังเพียงส่งออก อันนี้ก็เป็นอีกประเด็นที่น้อยคนมากที่เข้าใจเรื่องตลาด Creative Industry ในระดับ Global จริงๆในบ้านเรา เราจะไปสู้ใครเขาได้ ถ้าคนในประเทศยังไม่สามารถเข้าใจและสนับสนุน Creative Industry ของตัวเองได้ บ้านไหนเมืองไหนเขาจะมาเป็นตลาดของเรา ในประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆที่พัฒนาไปถึง Creative Industry ได้ เขาต้องมีตลาดขนาดใหญ่พอในมือไว้ก่อน สิ่งนั้นต่างหากคือผู้สนับสนุนที่แท้จริงของเหล่า Creative Talents

    ส่วนในเรื่องของ Creative Economy Management นั้น ศาสตร์ทางด้านนี้ก็มีมานานมากมากแล้ว ตามมหาวิทยาลัยในประเทศที่เจริญแล้ว เขาก็มีหลักสูตร Design Management เพื่อผลิตคนเข้าไปเป็นคนจัดการในโปรเจกที่ต้องอาศัยความเข้าใจทั้งทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะ ธุรกิจ เขาก็มีอยู่แล้ว คนไทยเราที่ผ่านการเรียนเรื่องพวกนั้นที่กลับมาทำมาหากินจริงในประเทศก็พอมีให้เห็น เรื่องนี้ไม่ไช่เรื่องใหม่อะไรเลย สิ่งที่เป็นปัญหาจริงๆของบ้านเมืองเราในส่วนของ Creative Talent (คำที่ท่านเจ้าของบทความเลือกมาใช้) ไม่ไช่ทรัพยากรบุคคล หรือการจัดการทรัพยากร แต่เป็นเรื่องวาระซ่อนเร้นของคนในส่วนต่างๆที่พยายามจะเข้ามากอบโกยหาประโยชน์จากนโยบายต่างๆมากกว่า และส่วนมากที่ผ่านมาคนที่เข้ามามีอำนาจในส่วนบริหารเหล่านี้ก็หาได้น้อยมากที่จะมีความจริงใจในการพัฒนาบ้านเมืองจริงๆ มันไม่ไช่ปัญหาว่าเรามีคนที่เข้าใจเรื่องพวกนี้ไหม เรามีมากพออยู่แล้ว แต่คำถามคือเรามีโอกาสให้คนที่รู้จริงและตั้งใจจริงนี้เข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมจริงๆมากแค่ไหน ที่สำคัญคนดีดีที่เขาอยากเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องการเมืองแบบนี้มีเหลือมากน้อยแค่ไหนต่างหาก

    ตามความเห็นอันต่ำต้อยของผม สิ่งที่จะสร้าง Creative Economy ได้ที่แท้จริง ผมกลับมองว่า คือการสร้าง Demand ที่เข้าใจ Creativity มากกว่า ซึ่งตรงส่วนนี้ มันเป็นเรื่องที่แทบไม่มีการพูดถึงเลย ตรงข้ามรัฐกลับพยายามจะสร้างแรงงานราคาถูกขึ้นมาอีกเต็มไปหมดในระยะอันใกล้นี้ ผู้เสนอตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญบางท่านถึงกับจะเสนอให้ประเทศไทยเป็นแหล่งป้อนแรงงาน out source ของ creative industry เพื่อนบ้านด้วยซ้ำ แล้วถ้าทุกคนในประเทศมีรายได้ที่น้อย ไม่ได้ทำงานในส่วนที่ได้ Create เป็นได้แค่แรงงานราคาถูกทำส่วน execution ที่ create มาจากคนอื่นอีกที ความเข้าใจก็ไม่มี เงินก็ไม่มาก แล้วจะเอากำลังตลาดภายในที่ไหนมาอุปถัมภ์ creative talents แถวสามย่านล่ะครับ

    ประเทศไทยของเรามี Creative Talent มากมายมหาศาลอยู่แล้ว เหมือนเรามีเพชรดิบเต็มไปหมด แต่เราขาดตลาด ขาดคนที่ต้องการเอาเพชรดิบเหล่านั้นมาเจียรนัย เพราะทำไปก็ไม่มี demand ดังนั้นผมจึงขออนุญาติออกความเห็นที่แตกต่างว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคนที่ทำงานทางด้านนี้ อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มานาน ทั้งในระดับท้องถิ่นและสากล ถ้าเราต้องการให้เมืองไทยไปสู่ Creative Economy เราจำเป็นต้องพัฒนาทั้งสามส่วนพร้อมๆกัน ผู้ผลิต ผู้บริโภค และ ผู้จัดจำหน่าย ให้มี Creativity และ สำนึก ในระดับที่ใกล้เคียงกันให้ได้

    Creative Space ที่ทางผู้เขียนอ้างถึง ผมไม่แน่ใจว่าโดยปฎิบัติจริงๆแล้ว มันต่างจาก TCDC หรืองานสัมนาแบบ Interdisciplinary อื่นๆหรือพวกกิจกรรม Pecha Kucha อย่างไร ทำไมเราต้องเสียเงินเสียงบประมาณซ้ำซ้อนเพื่อสร้าง Supply โดยที่ไม่มี Demand ทางด้านนี้ในประเทศเราอีก

    Creative Space นั้น มันจะเป็นแค่สนามซ้อมบอล ถ้าเราไม่มีลีกฟุตบอล ไม่มีกองเชียร์ ต่อให้มีสนามซ้อมบอลอีกกี่แห่ง ตั้งที่ไหนก็ตาม มันก็ไม่สามารถผลิตนักกีฬาดีดีออกมาได้ เพราะการซ้อม มันไม่เหมือนการเล่นจริงๆ มันเป็นคนละระดับกัน

    อีกเรื่องที่อยากเสริมคือ Creative Economy ไม่ไช่ Art น่ะครับ เราต้องมีตลาด เราต้องมีกำลังการผลิต ก่อนทุกประเทศที่คิดจะกระโดดมาเล่นเกมนี้ เขาต้องมีกำลังตลาดในมือที่ชัดเจนพอสมควรแล้วครับ ต่อให้หาตลาดต่างประเทศไม่ได้ เขาต้องมีจำนวนตลาดในประเทศในมือที่มากพอ ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุหนึ่งที่จีนถึงแม้จะมีคนมาก แต่ก็ไม่สามารถไปสู่ Creative Economy ได้ เพราะคุณภาพและสำนึกของผู้ประกอบการที่ไม่แกร่งพอ เมื่อใครเริ่มลงทุนวิจัยทำอะไร ก็จะโดนก็อบกันเองเอาไปขายในราคาถูกกันเองในประเทศทันที ส่วนคนในประเทศก็ไม่ไช่ผู้บริโภคหรือผู้สนับสนุน (ผู้อุปถัมภ์)​ที่ดีพอ เขาก็เลือกแต่ของที่ถูกไว้ก่อน มันจะดีไม่ดีึ creative หรือไม่ ไม่สน ทำให้จีนไม่สามารถผ่านจุดเป็นแค่โรงงานราคาถูกให้ชาวโลกไปได้ คุณภาพของผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทยเราเราอยู่ตรงจุดไหนครับ? เราต้องมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและรูปธรรมกว่าการเอาคนฉลาดมารวมกันแล้วหวังว่าทุกอย่างมันจะดีเอง ขนาดไอแซกอาซิมอฟ ภายหลังเมื่ออายุมากขึ้นก็ยังเขียนให้ ฮาริ เซลดอล ทำการคำนวนผิดพลาดเลย

    เห็นว่าเขียนมายาวมากแล้ว ความจริงยังมีเรื่องให้เขียนถึงอีกมหาศาล แต่คิดว่าไม่น่าจะดีที่จะมาออกความเห็นยาวเกินไปในบทความของคนอื่น หวังว่าทางผู้เขียนบทความจะไม่รำคาญน่ะครับที่มีชาวบ้านอย่างผมหลงทางเข้ามาฝากคอมเมนท์ยาวๆเอาไว้แบบนี้ แถมไม่ค่อยเป็นโครงสร้างเท่าไหร่ด้วย เพราะค่อนข้างรีบเขียนมากครับ

    ด้วยความเคารพ

  2. 2. big on August 25th, 2009 21:13

    ขอบคุณ “ตาสีตาสา” มากๆครับ
    ผมรู้สึกดีที่มีคนเข้ามาแสดงความเห็นอย่างยาวเหยียดและมีคุณภาพพอสมควรทีเดียว

    จริงๆก็มี “ความเห็น” ที่จะแลกเปลี่ยนประเด็นนี้เหมือนกัน
    โดยเฉพาะเรื่อง Demand และ Management รวมถึง ฮาริ เซลดอน

    แต่เนื่องจากช่วงนี้ยุ่งๆนิดนึง เพราะติดภารกิจมากหลาย จึงต้องขอติดไว้ก่อน

    บางทีอาจยกยอดไปเขียนถึงในบทความใหม่เลยก็ได้ครับ

    คารวะขอบคุณมากๆครับ

  3. 3. Siam Intelligence Unit » Creative Economy : (ปฏิกริยา) เศรษฐกิจสร้างสรรค์สำคัญที่การพัฒนาตลาดภายใน on August 26th, 2009 15:42

    [...] เห็นข้อเขียนของท่านผู้ใช้นามปากกาว่า ต… ต่อบทความในชุดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ [...]

  4. 4. shimadaaki on August 27th, 2009 8:18

    ขอบคุณตาสีตาสามากครับ ที่ให้มุมมองดีๆเพิ่มขึ้น
    หลายอย่างผมเห็นด้วยนะครับ เพราเป็นมุมมองที่มองจากอีกด้านหนึ่ง
    แต่เรื่องของCreative Economy ที่ท่านว่าไม่ไช่ Art และต้องมีตลาดนั้น
    ผมขอแสดงความคิดอันโง่เขลาสักนิดหนึ่งครับ
    คือผมเห็นด้วยกับเจ้าของบทความในเรื่องของแนวคิดCreative ที่ไม่ได้มุ่งหวังเงินเพียงอย่างเดียว
    ผมเชื่อว่านักวาดภาพบางคน
    ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่เงินมาตั้งแต่ต้น
    เพียงแค่อยากวาดเท่านั้น
    เพื่อ Art โดยแท้
    แต่ควาเป็น Art นี่เองที่ทำให้เงินเข้ามา
    ถามว่าตลาดจำเป็นไหม
    จำเป็นครับถ้าปลายทางของท่านคือเงินเพียงอย่างเดียว

    เจ้าของบทความเป็นบุคคลท่านหนึ่ง ที่พูดได้ว่า
    ท่านไม่ได้มีปลายทางที่เงินเพียงอย่างเดียว
    เพราะสิ่งที่ท่านเคยทำ
    และผมได้เห็นก็คือว่า
    ท่านสละประโยชน์ส่วนหนึ่งของตน
    เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
    มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
    (หากท่านตาสีตาสาได้อ่านบทสัมภาษณ์ท่านกับคุณสุรนันท์ จะเข้าใจมากขึ้น)

    ฉะนั้น สิ่งนี้เป็นArt แน่นอนครับ เพียงแต่ว่าสามารถทำเงินได้เท่านั้นเอง
    แต่จะเป็นได้แค่ไหนนั้น
    ขึ้นอยู่กับท่านเป็น

    Art ตัวพ่อเพียงไร

  5. 5. เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ on August 31st, 2009 16:12

    ไม่รู้จะดีใจหรือน่าเศร้าใจดีนะครับ
    ที่ท่านนายกฯ ได้นำคำที่ผมบัญญัติขึ้นเอง Creative Infrastructure ไปใช้
    แน่นอนว่า Creative ไม่ใช่คำใหม่ Infrastructure ก็ไม่ใช่คำใหม่ แต่โอกาสที่คนจะนำมารวมกัน และใช้ในเรื่อง Creative Economy โดยเฉพาะนั้น มีไม่มากนัก

    เท่าที่รู้ ในตำราต่างๆเกี่ยวกับ Creative Economy ก็แทบไม่มีใช้คำนี้เลย (อาจหลงหูหลงตาไปบ้าง)

    พูดง่ายๆ ผมประดิษฐ์คำนี้ขึ้นมาใช้ เพื่อตรวจสอบดูว่า “มีใครมาอ่าน SIU แล้วนำความคิดไปใช้บ้าง”
    ถ้าผมไม่บัญญัติศัพท์ใหม่ที่ชัดเจนมาเลย คนที่นำไปใช้ก็อาจดัดแปลงคำพูดบางส่วน เพื่อให้แตกต่าง เราก็ไม่อาจรู้อย่างแจ้งชัดได้ว่า “เขาได้แนวคิดไปจากเรา”

    แต่ที่น่าเศร้าใจเล็กน้อย คือ เขาไม่ยอมให้ แม้แต่ “เลขาฯ” โทรมาสอบถามสักเล็กน้อย เพื่อเราจะได้อธิบายให้กระจ่างแจ้ง

    ที่อยากอธิบายนั้น ไม่ได้ต้องการอ้างสิทธิ์อันใด คนไทยเหมือนกันก็ช่วยๆกัน แต่อยากให้เขานำแนวคิดดีๆ ไปใช้จริงๆ ไม่ใช่ “ลอกไปแต่เปลือก” แบบนี้

    ผมกลัวที่สุดคือ Creative economy จะซ้ำรอย “เช็คช่วยชาติ” ที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแผ่วเบา และคนไทยจะถูกผลาญงบประมาณชาติไปเรื่อยๆ

    ยังไงก็ขอมองโลกในแง่ดีว่า “นายกฯ” ไม่ได้ลอกไปใช้ แต่เข้าใจ Creative Infrastructure และแนวคิดอื่นๆของ Creative Economy อย่างถ่องแท้

    หากอยากรับฟัง “ยุทธศาสตร์ Creative economy” ที่ดีๆ โดยไม่คิดค่าตัว ก็ติดต่อมาได้ครับ ผมและ SIU ยินดีรับใช้ชาติโดยไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย เพื่อช่วยกันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้

    “ในวันนี้ประเทศเสียหายบอบช้ำ ทุกคนควรอุทิศหยาดเหงื่อแรงกาย เพื่อร่วมมือกันบูรณะประเทศ”

  6. 6. JiM on August 31st, 2009 17:09

    ก็ดูนายกเลือกหัวหน้าทีม Creative Economy สิครับ อุอุ

    หากนายกนำคำว่า “Creative Infrastructure” ไปใช้จริงๆ นอกจากจะเชื่อได้ว่าลอกคุณเจริญชัยไปใช้แล้ว ยังทำให้ผมสงสัยเล็กๆเรื่อง logic การใช้ภาษา

    ถ้าหากว่าเรากำลังพูดถึง Infrastructure ที่ก่อให้เกิด Creativity คำที่ถูกความหมายควรจะเป็น Creation Infrastructure ถ้าใช้คำว่า Creative Infrastructure มันจะกลายเป็นว่า Infrastructure ที่สร้างสรรค์ i.e. มันจะแปลว่าตัว Infrastructure นั้นเองที่สร้างสรรค์ ไม่ใช้ Infrastructure ที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ ยกตัวอย่างเช่น ถนนหนทางที่ดีพอ ระบบไฟฟ้า ฯลฯ อาจจะเป็น Creation Infrastructure ได้ แต่ไม่ใช่ Creative Infrastructure แน่ๆ เพราะถนนนี้มันก็ของทั่วไปไม่ได้เป็นของ Creative แต่อย่างใด

    อย่างไรก็ตาม คำพวกนี้แม้แต่ฝรั่งก็มั่วๆปนๆกันบ่อยๆ หากเป็นฝรั่งทั่วๆไปใช้ก็ไม่น่าแปลกใจ แต่ถ้าระดับจบ Eton กับ Oxford มันก็น่าแปลกใจอยู่

    ขอออกตัวก่อนว่าผมอาจจะเข้าใจผิดก็ได้นะ (อันนี้ไม่มั่นใจอย่างแรง)

  7. 7. Tinuviel on August 31st, 2009 19:12

    Creative Infrastructure แปลว่า โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างสรรค์ แน่นอนค่ะ :D

  8. 8. Anonymous on August 31st, 2009 20:59

    โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างสรรค์ สร้างยากมากในเมืองไทย ก็คือ โครงสร้างสาธารณูปโภค
    ไฟฟ้า น้ำประปา โรงพยาบาล การโทรคมนาคม การสัญจร …… สร้างสรรค์ ก็คือ ทำให้เหนือกว่านี้ นั่นก็หมายความว่า ต้องครบวงจร มีการเชื่อมโยงทุกระบบ คิดได้เท่านี้แหละ เข้าใจว่ายังนี้นะไม่รู้ว่าเข้าใจได้กี่เปอร์เซ็นต์ ของคนที่ต้องการจะสื่อให้รู้ แต่ Creative Infrastructure บางส่วนถูกผูกขาดไปแล้ว จะทำยังไง ผูกขาด แล้วสร้างสรรค์ได้หรือ

  9. 9. Sheradia on September 1st, 2009 6:33

    ขอแย้งเรื่องความหมายของคำว่า creative หน่อย

    creative มีสองความหมายได้น่ะค่ะ ไม่จำเป็นต้องหมายถึง inventive หรือสร้างสรรค์อย่างเดียว แต่มีอีกความหมายหนึ่งซึ่งสัมพันธ์กับกิริยา create โดยตรง นั่นคือ having the ability to create ดังนั้น creative infrastructure ไม่จำเป็นต้องหมายถึง infracstructure ที่สร้างสรรค์ เท่านั้น แต่สามารถมีความหมายในนัยนะที่สองได้ที่ว่ามาได้

  10. 10. JiM on September 2nd, 2009 16:38

    อื่มม คุณ Sheradia ช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้ไหมเอ่ย ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีครับ

    เท่าที่ผมเข้าใจ อย่าง Innovation Management นั้นจะหมายถึงการจัดการเพื่อทำให้เกิด Innovation ส่วน Innovative Management จะหมายถึงการจัดการแบบที่มี Innovation (เช่นวิธีการบริหารธุรกิจแบบใหม่ทันสมัย)

    Creative Infrastructure นี้ชวนให้ผมนึกถึงอย่างหลังนี้มากกมาย

  11. 11. แจมด้วยคน on September 14th, 2009 14:04

    ชอบใจความเห็นที่ 1 จริงๆ เลยต้องมาขอแจมด้วยคน

    ไม่เชี่ยวชาญภาษาปะกิต เท่าไหร่

    แต่มั่นใจว่า ความคิดสร้างสรรค์นี่ต้องมีความรู้ เป็นพื้นฐานสำคัญ
    และต้องเป็นความรู้ที่หลากหลาย ความรู้ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ตัวเอง ความรู้เทคโนโลยี รู้บริบทต่างๆของโลก โอยสารพัดจะรู้

    ประมาณว่า ก่อนสร้างสรรค์ต้องมีความรู้กันเยอะๆก่อน
    อันนี้ว่าทั้งคน(ที่อยาก)ทำงานสร้างสรรค์และคน(ที่จะต้อง)บริโภคงานสร้างสรรค์นะครับ
    ต้องทำให้สังคมในสองส่วนนี้ดำเนินไปพร้อมๆกัน ทั้ง demand และ supply

    ดังนั้นจึงเห็นว่าก่อนจะเป็น Creatxxxx Infrastructure (เรียกอะไรก็ไม่รู้) น่าต้องปรับปรุง Knowledge Infrastructure  ที่มีอยู่แล้วให้เอื้อต่อการ เติม ทุนทางปัญญาให้กับคนในประเทศให้ได้อย่างจริงจัง อย่างที่มันควรจะเป็น เป็นวาระแห่งชาติเลยยิ่งดี

    ห้องสมุดดีีดี พิพิธภัณฑ์ดีดี หอศิลป์ดีดี ที่แสดงดนตรีดีดี มีให้เยอะๆ สร้างวัฒนธรรมการเสพความรู้ ดูความงาม(ทางศิลปะ)

    สร้างคน สร้างบรรยากาศสังคมความรู้อย่างจริงจัง + Creaxxxx Infrastructure อื่นๆที่จะทำก็ทำไป

    เดี๋ยวเดียว คนพวกนี้ก็จะเป็นคนมาช่วยกันสร้าง Creative Business กันเอง

    รัฐบาลก็จะไม่โดนครหาว่า ละทิ้งคนส่วนใหญ่ สนใจแต่คนส่วนน้อย

  12. 12. BizPSec on November 2nd, 2009 13:53

    ด้วยความเคารพต่อผู้เขียนและผู้ฝาก comment ทุกท่าน

    ด้วยปัญญาอันตื้นเขิน แต่ด้วยความตั้งในที่อย่างให้ประเทศพัฒนาไปไนทางสร้างสรรค์ จึงขอมีส่วนร่วมในการเสวนานี้ ตนมีความเห็นเดียวกันทั้ง คุณบิ๊ก และ คุณตาสีตาสา เพราะมองว่าการพัฒนาประเทศได้นั้นต้องมองที่องค์รวมของการจัดการ เริ่มจาก
    1. ผู้ป้อนข้อมูล ผู้ผลิตผลึกความคิด ผู้ส่งต่อความคิด : ทรัพยาการ ของ Creative Economy
    2. ผู้บริโภคข้อมูล : ผู้ผลิตที่ทำการสร้างนวัตกรรมต่างให้สอดคล้องกับผลึกความคิด
    3. ผู้บริโภคสินค้านวัตกรรมต่าง ๆ : ตลาดที่จะบริโภคสินค้าที่ผลิตออกมา
    ทุกองค์ประกอบมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดกลไกลการขับเครื่องก็ไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างมั่นคง และเท่าทีเข้าใจกลไกของผู้ที่มีความตั้งใจดีในการดำเนินการเพื่อความก้าวหน้านั้นมีอยู่ แต่ไม่มีการผูกไว้เป็นโครงสร้างที่ครอบคลุม นี้อาจเป็นบทบาทหนึ่งที่ภาครัฐจะเข้ามาช่วยเหลือ

    ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นการเข้ามามีบทบาทของภาครัฐ คือ การปลูกจิตใต้สำนึกของประชาชนผ่านโครงการสังคมสีขาว (White Society) เป็นหนึ่งในโครงสร้างทางความคิดพื้นฐานที่ได้มีการจัดทำขึ้น เพื่อปรับแนวคิดการมีส่วนร่วมค่อสังคมแบบยั่งยืน เพื่อประโยชน์ในระยะยาวต่อการขยายผลไปสู่ Creative Economy ในอนาคต

    ท้ายนี้ ต้องขออภัยมา ณ. ที่นี้ด้วยถ้าความเห็นที่ได้แสดงนี้ไม่ถูกต้อง หรือ ไม่เหมาะสมแต่ประการใด

    ด้วยความเคารพ

  13. 13. Zark on December 1st, 2009 4:47

    ผมอยากทราบว่า พื้นที่อื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร สามารถพัฒนาหรือส่งเสริมให้เป็น Creative Economy ได้มากน้อยเพียงไร เช่นที่ ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพราะผมกำลังศึกษาพื้นที่นี้อยู่

    ขอบคุณครับ

  14. 14. orna on December 19th, 2009 23:33

    ฉันในฐานะนิสิตที่เรียนในสาขาที่หยิบยกเรื่องนี้มาพูดมากจนกระทั่งนำออกข้อสอบ จากการที่ได้อ่านหลายบทความ แต่ไม่สามารถหาคำตอบให้กับคำถามที่ สภาวะแวดล้อมของไทย เหมาะสมกับเศษฐกิจสร้างสรรค์ มากน้อยเพียใด ขอคำชี้แนะด้วยค่ะ

  15. 15. แนวทางของการเขียนที่ตั้งใจไว้ « ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจและเมืองสร้างสรรค์ของไทย on April 28th, 2010 1:10

    [...] เวลาที่ผมอ่านสิ่งที่พวกเค้าเขียน/พูดส่วนใหญ่ผมก็ชอบขำ(ไม่ออก) …ขอยกตัวอย่างของนักวิชาการไทยคนนึงที่ทะลึ่งออกมาบอกว่า “ท่านนายกฯ ได้นำคำที่(เค้า)บัญญัติขึ้นเอง…ไปใช้…แต่ที่น่าเศร้าใจเล็กน้อย คือ (ท่านนายกฯ)ไม่ยอมให้ แม้แต่ “เลขาฯ” โทรมาสอบถามสักเล็กน้อย เพื่อ(เค้า)จะได้อธิบายให้กระจ่างแจ้ง”(commentที่5; แอบงงว่าเลขาฯของนายกคือใคร ทำไมเค้าต้องใส่ “-” ตรงคำว่าเลขาฯด้วย?) [...]

  16. 16. แนวทางของการเขียนที่ตั้งใจไว้ « ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจและเมืองสร้างสรรค์ของไทย on April 28th, 2010 1:32

    [...] ส่วนใหญ่เวลาที่ผมอ่านสิ่งที่พวกเค้าเขียน/พูด ผมก็จะขำ(ไม่ออก) …ขอยกตัวอย่างของนักวิชาการไทยคนนึงที่ทะลึ่งออกมาบอกว่า “ท่านนายกฯ ได้นำคำที่(เค้า)บัญญัติขึ้นเอง…ไปใช้…แต่ที่น่าเศร้าใจเล็กน้อย คือ (ท่านนายกฯ)ไม่ยอมให้ แม้แต่ “เลขาฯ” โทรมาสอบถามสักเล็กน้อย เพื่อ(เค้า)จะได้อธิบายให้กระจ่างแจ้ง”(commentที่5; แอบงงว่าเลขาฯของนายกคือใคร ทำไมเค้าต้องใส่ “-” ตรงคำว่าเลขาฯด้วย?) [...]

Got something to say?






;