“เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)” : สร้างสรรค์อย่างไรจึงไม่หลงทาง
July 9, 2009
โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
ความรุ่งเรืองเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลี ย่อมทำให้คนไทยส่วนใหญ่บังเกิดความหวังว่า คงมีสักวันหนึ่งที่ภาพยนตร์ไทยจะสามารถกลายเป็นกระแสความนิยมของโลกได้เช่นเดียวกัน
แต่หากถามถึง “สาเหตุสำคัญ” ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในประเทศเกาหลี คงมีคนไทยไม่กี่คนที่จะตอบคำถามนี้ได้
ยังไม่นับว่า จะมีคนไทยสักกี่คนที่จะทราบว่า แนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)” ที่กำลังเป็นกระแสโลกอยู่ในขณะนี้นั้น ไม่ได้เริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกาที่เป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก แต่กลับถือกำเนิดจากประเทศอังกฤษ ที่กำลังดิ้นรนเอาตัวรอดจากปัญหาเศรษฐกิจซบเซา
การเติบโตและความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศเกาหลีและอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือความโชคดี แต่ได้มีการเตรียมความพร้อมด้าน “วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ” เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับการผลิตสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Product) ที่เพียบพร้อมด้วยเสน่ห์เอกลักษณ์อันโดดเด่น(Originality) และไม่อาจเลียนแบบได้ แน่นอนว่า ทุกประเทศบนโลกย่อมให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของชาติ แต่กลับมีเพียงไม่กี่ประเทศที่เข้าถึงวิธีการอันถูกต้องในการทำให้วัฒนธรรมของชาติมีลักษณะสร้างสรรค์
“วัฒนธรรมศึกษา (Cultural Studies)” เป็นหลักสูตรที่ถือกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาและความขัดแย้งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะความขัดแย้งของวัฒนธรรมกระแสหลักกับวัฒนธรรมกระแสรองของผู้ด้อยโอกาสในสังคมที่ถูกกดทับอยู่ แน่นอนว่า จุดยืนของ “วัฒนธรรมศึกษา” คือ การวิพากษ์วัฒนธรรมกระแสหลัก เพื่อเปิดที่ยืนให้กับวัฒนธรรมกระแสรองนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่จะต้องตื่นเต้นแต่อย่างใด หากทว่าสิ่งที่เป็นคุณูปการของ “วัฒนธรรมศึกษา” ก็คือ ระเบียบวิธีในการศึกษา (Methodology) ซึ่งมีความเปิดกว้างและสร้างสรรค์มากกว่าการศึกษาวัฒนธรรมที่มีมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด และความสร้างสรรค์ของหลักสูตร “วัฒนธรรมศึกษา” นี้เอง ได้ช่วยสร้างรากฐานให้ประเทศอังกฤษมีความแข็งแกร่งในการพัฒนา “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จนถึงขั้นประกาศเป็นวาระแห่งชาติ
เช่นเดียวกัน ประเทศเกาหลี ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้เป็น “ต้นตำรับ” ด้านวัฒนธรรมศึกษา แต่ก็สามารถซึมซับความสำคัญและเข้าถึงแก่นแท้ของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ได้อย่างรวดเร็ว โดยเริ่มต้นในทศวรรษที่ 1980 และเติบโตจนบรรลุวุฒิภาวะในช่วงต้นทศวรรษ 1990 แน่นอนว่า การเติบโตของ “วัฒนธรรมศึกษา” ในประเทศเกาหลีนั้น ได้รับอานิสงส์จากความเจริญมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาจนสามารถยกระดับสังคมเข้าสู่การบริโภคชั้นสูงที่ต้องการสินค้าที่ตอบสนองความละเมียดละไมทางจิตใจ แต่กระนั้น หากไม่มีวิธีการที่ถูกต้องและสร้างสรรค์ในการศึกษา “วัฒนธรรม” ก็ย่อมไม่สามารถผลิต “สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ที่โดดเด่นรุ่มรวยในการผลักดันให้ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
“เคล็ดลับ” สำคัญในหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษาของประเทศอังกฤษในยุคหลังสงครามโลกก็คือ การให้ความสำคัญกับ “วัฒนธรรมป๊อป” หรือวัฒนธรรมสมัยนิยม โดยไม่มองอย่างคับแคบว่า “วัฒนธรรม” คือ เรื่องราวของความดีงามสูงส่งในอดีตเท่านั้น ด้วยจุดเริ่มต้นที่แตกต่างนี้เองที่ทำให้ “วัฒนธรรมศึกษา” มีลักษณะเปิดกว้าง และยอมรับว่า “วัฒนธรรม” เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีการเติบโตและไม่หยุดนิ่ง
ยิ่งกว่านั้น ยังนับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่ “วัฒนธรรมศึกษา” เริ่มต้นจากแนวคิดเชิงวิพากษ์สังคม จึงทำให้สามารถข้ามพ้นกับดักของวัฒนธรรมศึกษาในอีกด้านหนึ่ง คือ การศึกษาแต่เพียงว่า “วัฒนธรรมสมัยนิยม” เป็นอย่างไร โดยไม่สนใจศึกษาให้ลึกซึ้งไปอีกว่า “วัฒนธรรมสมัยนิยม” ถูกสร้างและผลิตขึ้นมาอย่างไร ผู้คนที่แตกต่างหลากหลยในสังคมมีวิธีการรับรู้ต่อวัฒนธรรมสมัยนิยมเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ฯลฯ
การชำแหละแยกแยะวัฒนธรรมอย่างถึงแก่นเช่นนี้เอง จึงทำให้ “วัฒนธรรมศึกษา” ในประเทศอังกฤษ “งดงามและมีพลัง” ในการให้คำอธิบายต่อปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมต่างๆ รวมไปถึงการเปิดที่ว่างให้วัฒนธรรมย่อยอันหลากหลายของแต่ละกลุ่มคนในสังคมได้สามารถแสดงตัวออกมา ได้ช่วยทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อวัฒนธรรมของคนในชาติ และเป็นวัตถุดิบทางวัฒนธรรมอันอุดมสมบูรณ์ที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนไปสู่การพัฒนาสินค้าสร้างสรรค์ที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมรองรับ
“วัฒนธรรมศึกษา” จึงไม่ใช่การทำลายความดีงามของวัฒนธรรม แต่เป็นการละลายความแข็งทื่อของวัฒนธรรมที่ถูกแช่แข็งไว้ด้วยอุดมคติอันสูงส่งให้มีความนุ่มละมุนและยอมรับความหลากหลาย เพื่อนำไปสู่กระบวนการหลอมรวมและสร้างสรรค์วัฒนธรรมให้มีความสดชื่นและรุ่มรวยอยู่ตลอดเวลา
Creative Economy ย่อมไม่ใช่การผลิตสินค้าเพื่อนำมาเร่ขายอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากทำเช่นนั้น ก็ย่อมทำให้ Creative Product มีลักษณะด้อยคุณค่าและแทบไม่มีความตื่นเต้นในการได้ครอบครอง ดังนั้น Creative Economy จึงต้องเริ่มจากรากฐานทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์และแตกต่างกันในแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม การสกัดค้นหาความโดดเด่นแตกต่างของวัฒนธรรมเพื่อเติมเต็มเข้าไปในสินค้าสร้างสรรค์นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องมีวิธีการที่เหมาะสม และหนึ่งในนั้นก็คือ “วัฒนธรรมศึกษา”
อย่างไรก็ตาม หลักสูตร “วัฒนธรรมศึกษา” ในประเทศไทย ก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์มากมายว่าไม่สามารถเข้าถึง “ระเบียบวิธี (Methodology)” ที่แท้จริงของวัฒนธรรมศึกษา จึงทำให้ตกอยู่ในกับดักของการศึกษาวัฒนธรรมอย่างผิวเผิน ไม่สามารถเข้าไปถึงการวิพากษ์แยกแยะวัฒนธรรม เพื่อสังเคราะห์สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่รุ่มรวยและลึกซึ้ง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศเกาหลีสามารถพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นำหน้าประเทศไทยไปได้หลายช่วงตัว
หากทว่า วิกฤตเศรษฐกิจไทยที่กำลังรุมเร้าอยู่ในขณะนี้ คงไม่สามารถรอให้ “วัฒนธรรมศึกษา” ของมหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศไทย ได้ปรับปรุงหลักสูตรเพื่อนำมาใช้เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่รัฐบาล นักธุรกิจ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายที่ปรารถนาจะเห็น “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” สามารถเติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน เพื่อใช้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สิ่งที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วนก็คือ การจัดตั้ง “โครงการวัฒนธรรมศึกษา” ระดับชาติขึ้นมา เพื่อสกัดค้นหาความโดดเด่นแตกต่างของวัฒนธรรมไทย โดยที่จะต้องไม่ซ้ำรอยที่ผ่านมา แต่เข้าใจถึงจิตวิญญาณของวัฒนธรรมศึกษา ที่แม้จะเริ่มต้นที่การวิพากษ์ แต่กลับจบลงที่การสร้างสรรค์
แน่นอนว่า นักวัฒนธรรมศึกษาแบบอังกฤษขนานแท้ คงรู้สึกเจ็บใจที่แนวคิดเชิงวิพากษ์ของตนเอง ได้กลับกลายเป็นรากฐานในการพัฒนา “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับถึงความใจกว้างของรัฐบาลอังกฤษในช่วงนั้น ที่เปิดโอกาสให้ “วัฒนธรรมศึกษา” ได้มีที่ยืนในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งใครจะคาดคิดว่าในอีกหลายสิบปีให้หลัง ความใจกว้างนี้ได้กลับย้อนมาตอบแทนประเทศอังกฤษอย่างคุ้มค่ายิ่งนัก
ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการศึกษาวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้งถึงแก่น ไม่ใช่เพื่อกลับไปสู่คืนวันเก่าๆ หรือรักษาอุดมคติอันดีงามไว้ ไม่ใช่แม้กระทั่งการวิพากษ์เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างที่นักวัฒนธรรมศึกษารุ่นบุกเบิกในประเทศอังกฤษคาดหวังไว้ แต่เพื่อความอยู่รอดของสังคมไทย ที่กำลังอับจนปัญญาในการสร้างความมั่งคั่งใหม่ๆ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกและโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกราก
Comments
5 Responses to ““เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)” : สร้างสรรค์อย่างไรจึงไม่หลงทาง”
Got something to say?






ความรู้สึกหลังอ่านจบคือ
ดูไกลตัว จับต้องไม่ได้ครับ
(คำพูดสวยๆ มากมาย)
หรืออาจจะต้องเฉพาะคนใน “วงการ” ถึงจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้?
ใช่ครับ เพราะผมกลัวบทความจะยาวเกินไป
เขียนสำหรับคนที่สนใจเชิงลึกด้าน Creative Economy จะได้ลงไปค้นคว้าเรื่องวัฒนธรรมศึกษา
เผื่อจะเห็นประโยชน์
แต่ต้องขอย้ำตรงนี้ว่า นี่เป็นสมมติฐานของผมเอง สำหรับนักวิชาการด้านนี้ คงนึกไม่ถึงว่า “วัฒนธรรมศึกษา” จะกลายมาเป็นรากฐานของ Creative Economy
มันเกิดจากความสงสัยของผมว่า ทำไมอังกฤษและเกาหลีใต้ จึงได้ร้อนแรงเรื่อง Creative Economy เหลือเกิน
เห็นด้วยกับ บิ๊ก นะ
การแข่งขันฟุตบอลระหว่างเมืองเล็กๆ สองเมือง ในอังกฤษ
ทำให้ เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ หายรถติดได้
เพราะความจงรักภักดีใน ตราสินค้า ที่ีออกมาในรูป สโมสรฟุตบอล
ผมว่า ไม่เป็นเรื่องไกลตัวไปหรอก
อะไรที่เป็นไทย ๆ
อาหารไทย
นวดไทย
สมุนไพรไทย
ผู้หญิงไทย (ฮา)
เป็นอะไรที่ เอาไป ทำให้คนต่างชาติ “เสพติด” ได้เหมือนกัน
แต่ของไทยปล่อยให้เป็นธรรมชาติมากเกินไป
ยกตัวอย่าง “เกอิชา” ของญี่ปุ่น
เขามีการอบรมอย่างเข้มงวด ต้องเชี่ยวชาญในศิลปะ
ผมเห็นคนพูดเรื่อง Creative Economy เยอะมาก
ปัญหาคือ ทุกอย่างสร้างสรรค์หมด แต่ทรัพยากรมีจำกัด จะทำอะไรดี
เราต้องเน้นการค้นหา “รากเหง้าวัฒนธรรมไทย” ที่วิวัฒนาการเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน
ผ่านแนวคิด “วัฒนธรรมศึกษา”
หลักสูตรในบ้านเราเน้นค้นหา “รากเหง้าผ่านอดีต” ซึ่งก็ดี แต่ควรจะผูกโยงกับปัจจุบันด้วย
เรื่องอาหารไทยนั้น ได้ข่าวว่า “สิงคโปร์” ได้นำไปใช้ขายทั่วโลก โดยทำรสชาติให้เป็นสากล นี่แหละเรื่องสำคัญ
“รากเหง้าวัฒนธรรมไทยที่มีความเป็นปัจจุบันและมีความเป็นสากล”
[...] Creative Economy ของรัฐบาลต่างๆทั่วโลก [...]