โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
ความรุ่งเรืองเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลี ย่อมทำให้คนไทยส่วนใหญ่บังเกิดความหวังว่า คงมีสักวันหนึ่งที่ภาพยนตร์ไทยจะสามารถกลายเป็นกระแสความนิยมของโลกได้เช่นเดียวกัน
แต่หากถามถึง “สาเหตุสำคัญ” ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ในประเทศเกาหลี คงมีคนไทยไม่กี่คนที่จะตอบคำถามนี้ได้
ยังไม่นับว่า จะมีคนไทยสักกี่คนที่จะทราบว่า แนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)” ที่กำลังเป็นกระแสโลกอยู่ในขณะนี้นั้น ไม่ได้เริ่มต้นจากสหรัฐอเมริกาที่เป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก แต่กลับถือกำเนิดจากประเทศอังกฤษ ที่กำลังดิ้นรนเอาตัวรอดจากปัญหาเศรษฐกิจซบเซา
การเติบโตและความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศเกาหลีและอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือความโชคดี แต่ได้มีการเตรียมความพร้อมด้าน “วัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ” เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับการผลิตสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Product) ที่เพียบพร้อมด้วยเสน่ห์เอกลักษณ์อันโดดเด่น(Originality) และไม่อาจเลียนแบบได้ แน่นอนว่า ทุกประเทศบนโลกย่อมให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของชาติ แต่กลับมีเพียงไม่กี่ประเทศที่เข้าถึงวิธีการอันถูกต้องในการทำให้วัฒนธรรมของชาติมีลักษณะสร้างสรรค์
“วัฒนธรรมศึกษา (Cultural Studies)” เป็นหลักสูตรที่ถือกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาและความขัดแย้งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะความขัดแย้งของวัฒนธรรมกระแสหลักกับวัฒนธรรมกระแสรองของผู้ด้อยโอกาสในสังคมที่ถูกกดทับอยู่ แน่นอนว่า จุดยืนของ “วัฒนธรรมศึกษา” คือ การวิพากษ์วัฒนธรรมกระแสหลัก เพื่อเปิดที่ยืนให้กับวัฒนธรรมกระแสรองนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่จะต้องตื่นเต้นแต่อย่างใด หากทว่าสิ่งที่เป็นคุณูปการของ “วัฒนธรรมศึกษา” ก็คือ ระเบียบวิธีในการศึกษา (Methodology) ซึ่งมีความเปิดกว้างและสร้างสรรค์มากกว่าการศึกษาวัฒนธรรมที่มีมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด และความสร้างสรรค์ของหลักสูตร “วัฒนธรรมศึกษา” นี้เอง ได้ช่วยสร้างรากฐานให้ประเทศอังกฤษมีความแข็งแกร่งในการพัฒนา “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จนถึงขั้นประกาศเป็นวาระแห่งชาติ
เช่นเดียวกัน ประเทศเกาหลี ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้เป็น “ต้นตำรับ” ด้านวัฒนธรรมศึกษา แต่ก็สามารถซึมซับความสำคัญและเข้าถึงแก่นแท้ของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ได้อย่างรวดเร็ว โดยเริ่มต้นในทศวรรษที่ 1980 และเติบโตจนบรรลุวุฒิภาวะในช่วงต้นทศวรรษ 1990 แน่นอนว่า การเติบโตของ “วัฒนธรรมศึกษา” ในประเทศเกาหลีนั้น ได้รับอานิสงส์จากความเจริญมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาจนสามารถยกระดับสังคมเข้าสู่การบริโภคชั้นสูงที่ต้องการสินค้าที่ตอบสนองความละเมียดละไมทางจิตใจ แต่กระนั้น หากไม่มีวิธีการที่ถูกต้องและสร้างสรรค์ในการศึกษา “วัฒนธรรม” ก็ย่อมไม่สามารถผลิต “สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ที่โดดเด่นรุ่มรวยในการผลักดันให้ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
“เคล็ดลับ” สำคัญในหลักสูตรวัฒนธรรมศึกษาของประเทศอังกฤษในยุคหลังสงครามโลกก็คือ การให้ความสำคัญกับ “วัฒนธรรมป๊อป” หรือวัฒนธรรมสมัยนิยม โดยไม่มองอย่างคับแคบว่า “วัฒนธรรม” คือ เรื่องราวของความดีงามสูงส่งในอดีตเท่านั้น ด้วยจุดเริ่มต้นที่แตกต่างนี้เองที่ทำให้ “วัฒนธรรมศึกษา” มีลักษณะเปิดกว้าง และยอมรับว่า “วัฒนธรรม” เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีการเติบโตและไม่หยุดนิ่ง
ยิ่งกว่านั้น ยังนับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่ “วัฒนธรรมศึกษา” เริ่มต้นจากแนวคิดเชิงวิพากษ์สังคม จึงทำให้สามารถข้ามพ้นกับดักของวัฒนธรรมศึกษาในอีกด้านหนึ่ง คือ การศึกษาแต่เพียงว่า “วัฒนธรรมสมัยนิยม” เป็นอย่างไร โดยไม่สนใจศึกษาให้ลึกซึ้งไปอีกว่า “วัฒนธรรมสมัยนิยม” ถูกสร้างและผลิตขึ้นมาอย่างไร ผู้คนที่แตกต่างหลากหลยในสังคมมีวิธีการรับรู้ต่อวัฒนธรรมสมัยนิยมเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ฯลฯ
การชำแหละแยกแยะวัฒนธรรมอย่างถึงแก่นเช่นนี้เอง จึงทำให้ “วัฒนธรรมศึกษา” ในประเทศอังกฤษ “งดงามและมีพลัง” ในการให้คำอธิบายต่อปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมต่างๆ รวมไปถึงการเปิดที่ว่างให้วัฒนธรรมย่อยอันหลากหลายของแต่ละกลุ่มคนในสังคมได้สามารถแสดงตัวออกมา ได้ช่วยทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อวัฒนธรรมของคนในชาติ และเป็นวัตถุดิบทางวัฒนธรรมอันอุดมสมบูรณ์ที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนไปสู่การพัฒนาสินค้าสร้างสรรค์ที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมรองรับ
“วัฒนธรรมศึกษา” จึงไม่ใช่การทำลายความดีงามของวัฒนธรรม แต่เป็นการละลายความแข็งทื่อของวัฒนธรรมที่ถูกแช่แข็งไว้ด้วยอุดมคติอันสูงส่งให้มีความนุ่มละมุนและยอมรับความหลากหลาย เพื่อนำไปสู่กระบวนการหลอมรวมและสร้างสรรค์วัฒนธรรมให้มีความสดชื่นและรุ่มรวยอยู่ตลอดเวลา
Creative Economy ย่อมไม่ใช่การผลิตสินค้าเพื่อนำมาเร่ขายอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากทำเช่นนั้น ก็ย่อมทำให้ Creative Product มีลักษณะด้อยคุณค่าและแทบไม่มีความตื่นเต้นในการได้ครอบครอง ดังนั้น Creative Economy จึงต้องเริ่มจากรากฐานทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์และแตกต่างกันในแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม การสกัดค้นหาความโดดเด่นแตกต่างของวัฒนธรรมเพื่อเติมเต็มเข้าไปในสินค้าสร้างสรรค์นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องมีวิธีการที่เหมาะสม และหนึ่งในนั้นก็คือ “วัฒนธรรมศึกษา”
อย่างไรก็ตาม หลักสูตร “วัฒนธรรมศึกษา” ในประเทศไทย ก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์มากมายว่าไม่สามารถเข้าถึง “ระเบียบวิธี (Methodology)” ที่แท้จริงของวัฒนธรรมศึกษา จึงทำให้ตกอยู่ในกับดักของการศึกษาวัฒนธรรมอย่างผิวเผิน ไม่สามารถเข้าไปถึงการวิพากษ์แยกแยะวัฒนธรรม เพื่อสังเคราะห์สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่รุ่มรวยและลึกซึ้ง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศเกาหลีสามารถพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นำหน้าประเทศไทยไปได้หลายช่วงตัว
หากทว่า วิกฤตเศรษฐกิจไทยที่กำลังรุมเร้าอยู่ในขณะนี้ คงไม่สามารถรอให้ “วัฒนธรรมศึกษา” ของมหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศไทย ได้ปรับปรุงหลักสูตรเพื่อนำมาใช้เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่รัฐบาล นักธุรกิจ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายที่ปรารถนาจะเห็น “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” สามารถเติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน เพื่อใช้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สิ่งที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วนก็คือ การจัดตั้ง “โครงการวัฒนธรรมศึกษา” ระดับชาติขึ้นมา เพื่อสกัดค้นหาความโดดเด่นแตกต่างของวัฒนธรรมไทย โดยที่จะต้องไม่ซ้ำรอยที่ผ่านมา แต่เข้าใจถึงจิตวิญญาณของวัฒนธรรมศึกษา ที่แม้จะเริ่มต้นที่การวิพากษ์ แต่กลับจบลงที่การสร้างสรรค์
แน่นอนว่า นักวัฒนธรรมศึกษาแบบอังกฤษขนานแท้ คงรู้สึกเจ็บใจที่แนวคิดเชิงวิพากษ์ของตนเอง ได้กลับกลายเป็นรากฐานในการพัฒนา “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับถึงความใจกว้างของรัฐบาลอังกฤษในช่วงนั้น ที่เปิดโอกาสให้ “วัฒนธรรมศึกษา” ได้มีที่ยืนในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งใครจะคาดคิดว่าในอีกหลายสิบปีให้หลัง ความใจกว้างนี้ได้กลับย้อนมาตอบแทนประเทศอังกฤษอย่างคุ้มค่ายิ่งนัก
ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการศึกษาวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้งถึงแก่น ไม่ใช่เพื่อกลับไปสู่คืนวันเก่าๆ หรือรักษาอุดมคติอันดีงามไว้ ไม่ใช่แม้กระทั่งการวิพากษ์เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างที่นักวัฒนธรรมศึกษารุ่นบุกเบิกในประเทศอังกฤษคาดหวังไว้ แต่เพื่อความอยู่รอดของสังคมไทย ที่กำลังอับจนปัญญาในการสร้างความมั่งคั่งใหม่ๆ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกและโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกราก
