Practical Report “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” : คนไทยยัง “ละเลย” ที่จะเรียนรู้

นาย ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทย จำนวน 400 ราย ระหว่างวันที่ 15-20 กันยายน 2552 ว่าภาคธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยวเห็นว่าสภาพคล่องของธุรกิจดีขึ้น จากที่มีปัญหา 75.8% ในเดือนมิถุนายน ลดเหลือ 55.5% เมื่อดูเป็นรายธุรกิจ พบว่าร้านอาหาร โรงแรม ทัวร์ ธุรกิจการเดินทาง ระบุว่าปัญหาสภาพคล่องลดลงจาก 70-80% เหลือ 50-60% ยกเว้นธุรกิจขายของฝากและของที่ระลึก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีปัญหาสภาพคล่องเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 46.9% สะท้อนว่าคนท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นแต่ยังระมัดระวังการใช้จ่าย

ทั้ง นี้ ภาคธุรกิจ 38.7% คาดการณ์ว่าไตรมาสแรกปี 2553 การท่องเที่ยวจะฟื้นตัว รองลงมา 19.6% เห็นว่าจะฟื้นตัวครึ่งปีหลัง 2554 และ 17.4% มองว่าจะฟื้นตัวในไตรมาส 4 ปี 2552 ซึ่งมองว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อธุรกิจ อันดับแรกคือภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ภาวะเศรษฐกิจของโลก และการระบาดของไข้หวัด 2009 ขณะที่กังวลต่อเรื่องราคาน้ำมัน การเมือง นโยบายของรัฐ และอัตราแลกเปลี่ยนในระดับปานกลาง ซึ่งภาคธุรกิจให้คะแนนการแก้ปัญหาด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาล ระดับปานกลางคือ 6 คะแนน จาก 10 คะแนน

“ผลสำรวจส่งสัญญาณให้เห็น ว่าการท่องเที่ยวดีขึ้น จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ติดลบ 20-25% ในครึ่งปีแรก เหลือติดลบ 10-15% ในไตรมาส 3 และเป็นบวก 3-7% ในไตรมาส 4 ทำให้ทั้งปี 2552 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 12-13 ล้านคน หรือลดลงจากปีก่อน 10-15% และมีรายได้ 4.2-4.5 แสนล้านบาท หรือลดลง 10% จากปีที่ผ่านมา สำหรับในปี 2553 ทั้งจำนวนและมูลค่าการท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น 10-15% หรือมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทย 14.5 ล้านคน และมูลค่า 5.3 แสนล้านบาท” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ส่วนผลสำรวจทรรศนะเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟอีโคโนมี) ซึ่งรัฐบาลวางเป้าหมายภายใน 3 ปี จะเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จากครีเอทีฟฯจาก 10% ของจีดีพี เป็น 20% หรือมูลค่า 1.8 ล้านบาท พบว่าธุรกิจ 60.5% ยังไม่รู้จัก พบว่าผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวมีความเข้าใจในเศรษฐกิจสร้างสรรค์น้อยมาก สะท้อนให้เห็นถึงการประชาสัมพันธ์ยังมีน้อยและไม่ชัดเจน เช่นเดียวกับการรู้จักคำว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการวางแผนงานและใช้ประโยชน์จากนโยบายทั้งสอง ซึ่งสิ่งที่ธุรกิจต้องการจากรัฐบาลคือ แก้ปัญหาเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ลดความขัดแย้งทางการเมือง และเร่งประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยให้มากขึ้น

ที่มา : มติชน

…………………………………….

ความเห็น SIU

โพลสำรวจครั้งนี้ มีความน่าสนใจตรงที่ “ความขัดแย้ง” ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

ในระยะสั้น ภาคเศรษฐกิจท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่ดีในการฟื้นตัว แต่ในระยะยาวกลับน่าเป็นห่วง เนื่องจากผู้ประกอบการยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)” ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ยิ่งกว่านั้น การฟื้นตัวในระยะสั้น ยังอาจสร้าง “สัญญาณลวง” ให้นักธุรกิจท่องเที่ยวคิดว่า “ไม่จำเป็นต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ธุรกิจไทยก็สามารถเติบโตต่อไปได้”

แน่นอนว่าธุรกิจท่องเที่ยวไทย ยังมีศักยภาพในการแข่งขันที่ดี แต่ในระยะยาวแล้ว การแข่งขันจากประเทศต่างๆ เพื่อแย่งชิง “ส่วนแบ่งการตลาด” จะมีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงเป็นที่แน่นอนว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)” ย่อมเป็นปัจจัยชี้ขาดในสงครามครั้งนี้

ประเทศที่สามารถยกระดับตัวเองเข้าสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” อย่างเต็มรูปแบบ ดังเช่น เกาหลีใต้ ย่อมอาศัยความได้เปรียบด้านภาพยนตร์และวงดนตรี ในการครอบงำทางวัฒนธรรม เพื่อแย่งลูกค้าในธุรกิจท่องเที่ยวไปจากประเทศไทย ซึ่งขาดไร้ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ในการสร้างเสน่ห์สีสันให้นักท่องเที่ยว

การละเลยที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้เข้าสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ยังไม่อาจกล่าวโทษไปที่ภาคเอกชนไทยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาให้ลึกไปถึง “ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาลไทย” ที่ยังขาดทิศทางที่ชัดเจน จึงทำให้ภาคเอกชนไทยมองไม่เห็น “อนาคตที่รุ่งโรจน์” ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่จะเข้ามาแทนที่เศรษฐกิจแบบเดิมได้

การประกาศนโยบาย “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ยังมีความจำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แต่กระนั้นรัฐบาลก็ควรที่จะเร่งค้นคว้าวิจัย เพื่อสังเคราะห์ “ยุทธศาสตร์” ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย (Transform Thailand) เพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง 2555″ ก็อาจช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เพียงช่วงสั้นๆ ดังเช่นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย แต่สุดท้ายก็อาจนำไปสู่ “สัญญาณลวง” ที่ทำให้ภาคเอกชนไทย “ชะล่าใจ” และละเลยที่จะปรับตัวเองเข้าสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”

สัญญาณการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จึงอาจเป็น “ยาพิษ” ให้กับเศรษฐกิจไทยในการปรับตัวเพื่ออยู่รอดในอนาคต

  • AI

    “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” นโยบายนี้ต่างจาก Otop และ sme ตรงใหนครับ ในความเข้าใจคิดว่าเป็นแค่คำสวยหรู กล่าวให้ดูดีเท่านั้นเอง ถ้าบอกว่า คนไทยยัง “ละเลย” ที่จะเรียนรู้
    ก็เป็นอย่างนี้มานานแล้วครับ ผมคิดว่าปัญหาอยู่ที่ การสื่อสารหรือการถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีให้กับประชาชนในท้องถิ่นครับ รัฐทำงานหรือขับเคลื่อนอะไรก็ตามเห็นมีแต่โครงการเอาหน้า ต้องเป็นข่าวต้องมีชื่อเสียง จัดงานตามสถานที่ใหญ่โต ประชาสัมพันธ์มากๆ ให้คนมาดูมาซื้อหาสินค้าเยอะ ๆ แบบนี้คือการประชาสัมพันธ์ผลงานครับ งานด้านการพัฒนา การจัดหา จัดการ ส่งเสริมความรู้ความสามารถ ยังน้อย ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่กระจายในวงกว้าง (เอาแต่ส่วนที่ดี ๆ ประสบความสำเร็จมาออกรายการ แต่ส่วนใหญ่ไม่เป็นผล คุ้มค่ากับงบประมาณที่ทุ่มเทลงไป) ถ้าสร้างสรรค์จริงต้องปรับเปลี่ยนระดับโครงสร้าง และค่านิยมของสังคมกันเลยหละ ไม่ง่ายครับ แต่ผมว่าตอนนี้เอาแค่จัดการกับปัญหาพื้นฐานทีมีก็แย่แล้ว อิ อิ

  • http://www.ssmwiki.org wuddy

    ผมเห็นว่าเราจะไปถึง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” หรือไม่เพียงไร คงต้องมองพื้นฐานที่รองรับอยู่ เรามีอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ วัตถุดิบที่จะมารองรับมีเพียงพอไหม เรามีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สามารถนำมาต่อยอด องค์ความรู้ที่มีอยู่ที่จะนำวัตถุดิบมานำเสนอได้อย่างเป็นสากลหรือนำเสนอในรูปแบบที่อนุรักษ์ บางคนคิดว่าเรามีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมมากมาย แต่จริงหรือไม่? วัฒนธรรม ประเพณี และพิธีกรรมต่างๆ ที่มีอยู่ก็มักเป็นของชนกลุ่มน้อย(บางกลุ่มก็ยังไมมีสัญชาติไทย) หรือ ของมอญ ของพราหมณ์ ของพุทธ แล้วเราจะขายอะไรที่เป็นไทยแท้ที่ไม่มีในประเทศชาติอื่น?
    มองด้านกระบวนการซึ่งต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการทำงานเป็นทีมที่จะต้องช่วยกันคิด เราจะทำอย่างไรในสภาวะความแตกแยกที่ยังคงแพร่กระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง การบิดเบือนองค์ความรู้ต่างๆ เราเห็นมีอยู่มากมายและนำมาขยายเป็นจุดขายของสื่อมวลชน เพราะสังคมไทยยังไม่ได้ก้าวข้ามกระบวนการคิดที่ใช้ความเชื่อมากกว่าการใช้ความรู้ที่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ และปรากฏการณ์ที่เป็นจริงตามธรรมชาติ
    ดังนั้นการก้าวสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” จึงควรช่วยกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้าสู่ “เศรษฐกิจฐานความรู้” เพื่อสร้างพื้นฐานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการยอมรับผู้อื่น ซึ่งจะนำไปสู่การทำงานเป็นทีม การสั่งสมความรู้ภายในองค์กร ขยายไปถึงองค์ความรู้ของประเทศ เป็นฐานที่แข็งแกร่งในการเข้าสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่เราจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่และยั่งยืน