Practical Report Knowledge Management: เล่นแร่แปรความรู้ เพื่อการต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

“ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” นับเป็นสุภาษิตไทยที่แสดงถึงความฉลาดล้ำลึกของบรรพบุรุษไทย โดยผู้อ่านไม่ควรตีความอย่างผิวเผินว่า ความรู้เป็นสิ่งไม่ดีหรือไม่ควรสั่งสมมากเกินไป หากทว่าย่อมเป็นความผิดพลาดของผู้มีความรู้เอง ที่ไม่สามารถจัดระเบียบ ตีความ สังเคราะห์ และเชื่อมร้อยความรู้ที่มีอยู่ท่วมตัว เพื่อให้สามารถนำมาพลิกแพลงใช้อย่างชาญฉลาดในการสร้างความสำเร็จยิ่งใหญ่ให้ชีวิต

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ย่อมเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของเศรษฐกิจข้อมูลข่าวสาร(Information Economy) และเศรษฐกิจฐานความรู้(Knowledge Economy) โดยนำข้อมูลและความรู้มาสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อผู้บริโภค ทั้งในเรื่องความบันเทิง การสร้างเอกลักษณ์ ความสุขจากการเป็นที่ยอมรับทางสังคม และการเติมเต็มทางจิตวิญญาณ ดังนั้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงไม่ใช่เพียงการผลิตและเผยแพร่ความรู้เท่านั้น แต่ยังต้องบริหารจัดการข้อมูลและความรู้ (Knowledge Management) เพื่อสร้างความพึงพอใจเชิงลึกให้กับผู้บริโภคอีกด้วย

นับจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา โลกก็ถูกครอบงำด้วยความรู้เชิงเหตุผลหรือความรู้แจ้งชัด (Explicit Knowledge) ที่ทุกอย่างต้องสามารถอธิบายผ่านภาษาและตัวเลขได้ ในขณะเดียวกันความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ที่เป็นประสบการณ์เฉพาะตัว ที่สั่งสมบ่มเพาะผ่านความสำเร็จล้มเหลวจนเป็นส่วนหนึ่งชีวิต กลับถูกเหยียบหยามมองข้ามเพียงเพราะไม่สามารถอธิบายผ่านภาษาและตัวเลขที่แน่ชัดได้

โชคดีที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ได้เปลี่ยนมุมมองของมนุษย์ไปอีกครั้งหนึ่ง โดยกลับมาเน้นความสำคัญของความรู้สึกจากภายใน ซึ่งบางครั้งเป็นประสบการณ์ซาบซึ้งเฉพาะตัว ที่ไม่อาจแสดงออกมาเป็นภาษาแห่งเหตุผลได้ ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงไม่อาจละเลยความสำคัญของความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) เหมือนดั่งเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหรือแม้กระทั่งเศรษฐกิจข้อมูลข่าวสารได้อีกต่อไป

“บางครั้งผู้บริโภคก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองต้องการอะไร จนกว่าผู้ผลิตจะสร้างสินค้าออกมาให้เห็น”

นี่คือ ถ้อยแถลงที่น่าขบคิดของ Steve Jobs ผู้สร้างสรรค์ iPod และ iPhone ที่ปฏิวัติวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แข็งกระด้างให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ทางศิลปะที่น่าหลงใหล

Steve Jobs ไม่เชื่อในการลงทุนวิจัยผลิตภัณฑ์ (R&D) นับหมื่นล้านบาท ไม่ศรัทธาในการวิจัยผู้บริโภคหลายพันล้านบาท แต่มั่นใจในความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคด้วยการส่องกระจกทุกเช้าและถามตัวเองว่า “ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต คุณต้องการจะทำอะไร”

พรสวรรค์ของ Steve Jobs คือ การเข้าไปนั่งในหัวใจผู้บริโภค โดยสวมวิญญาณของคนธรรมดาที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีแค่หางอึ่ง แล้วถามตนเองและผู้บริโภคในกระจกว่าปรารถนาสิ่งใด

ยุทธศาสตร์การวิจัยผู้บริโภคและการคิดค้นผลิตภัณฑ์ในห้องทดลองล้วนแล้วแต่เป็นวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย เนื่องจากเป็นการจำกัดขอบเขตความสามารถของผู้บริโภคให้เป็นเพียงตัวแปรในการวิจัยเท่านั้น ในขณะที่ยุทธศาสตร์การส่องกระจกแล้วจำลองตนเข้าไปนั่งในหัวใจผู้บริโภค ก็เป็นเพียงการสุ่มตัวอย่างจากญาณหยั่งรู้ของมนุษย์เพียงคนเดียว ยังไม่ได้นำปฏิสัมพันธ์กับความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบผลิตภัณฑ์

การค้นหาความต้องการของผู้บริโภคเพื่อนำมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ (Creative Product) ให้ประสบความสำเร็จนั้น จึงไม่ควรฟังจากสิ่งที่ผู้บริโภคบอกเล่า เพราะนั่นเป็นเพียงความรู้แบบแจ้งชัด (Explicit Knowledge) แต่ควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในอารมณ์ความรู้สึกและสัญชาติญาณของผู้บริโภค นั่นคือ ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ที่บริษัททั้งหลายจะต้องดึงออกมาเพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ให้ได้

Jeffrey Katzenberg อดีตผู้บริหารของบริษัทสร้างสรรค์การ์ตูนชื่อดัง “วอลท์ ดิสนีย์” ได้กลายเป็นผู้ตัดสินชะตาของภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่อง Toy Story ที่สุดท้ายได้ออกฉายในปีค.ศ. 1995 โดยสร้างเสียงตอบรับและรายได้อย่างถล่มทลาย แต่ในช่วงก่อนหน้านั้น คัทเซนเบิร์กได้เป็นคนสั่งระงับการผลิตของภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ว่าบริษัทจะได้ลงทุนไปแล้วหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยเหตุผลที่เขาเองก็อธิบายไม่ได้ รู้เพียงแต่ว่าผู้บริโภคจะเบื่อหน่ายและไม่ชื่นชม หากด้วยพรสวรรค์และพลังสร้างสรรค์ของJohn Lasseter ที่ได้พยายามเสนอแนวคิดใหม่ในการปรับปรุงภาพยนตร์ทุกวิถีทาง ในที่สุดก็ได้ค้นพบจุดอ่อนสำคัญ นั่นคือ บทพูดและบุคลิกของวูดดี้ที่เป็นตัวละครเอก แต่การปรับแก้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะอาจไปทำลายความคมคายของตัวละครให้กลายเป็นความสับสนพร่าเลือน หากทว่าด้วยความสร้างสรรค์ของทีมงาน ก็ได้ฝันฝ่าวิกฤตออกไปด้วยการเพิ่มฉากใหม่เข้าไปในช่วงต้นของภาพยนตร์ โดยวางบทให้วู้ดดี้ดูเป็นคนดี ชอบช่วยเหลือของเล่นชิ้นอื่นๆ ไร้ซึ่งลักษณะของการเป็นคนเห็นแก่ตัว ทันที่ที่ผู้ชมได้มองวู้ดดี้ในแง่ดีแบบนี้ พวกเขาก็จะยอมรับกับการเปลี่ยนไปของบุคลิกวู้ดดี้ในภายหลัง ภายใต้แรงกดดันที่ต้องแข่งขันกับบัซซ์ไลต์เยียร์ ซึ่งได้โผล่มาท้าทายความเป็นผู้นำของวู้ดดี้

บทเรียนของภาพยนตร์เรื่อง Toy Story ได้ชี้ให้เห็นว่า การค้นหาความปรารถนาที่ฝังลึกในใจของผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องง่าย การตัดสินใจยุติการผลิตภาพยนตร์ชั่วคราวของ Jeffrey Katzenberg อาจเป็นความผิดพลาดก็ได้ แต่ก็กลับเป็นการกระตุ้นทีมงานของ John Lasseter ให้เพียรพยายามมากขึ้น แม้จะไม่รู้ว่าตนเองผิดพลาดที่จุดใด หากทว่าหลังจากทดลองปรับปรุงและแลกเปลี่ยนความคิดของฝ่ายต่างๆอย่างลึกซึ้งยาวนาน พวกเขาก็ได้ค้นพบสาเหตุของปัญหา นั่นคือ บทพูดและบุคลิกของตัวละครเอก แต่สุดท้ายแล้ว ก็ยังต้องพึ่งพาความละเอียดอ่อนและสร้างสรรค์ในการปรับปรุงอย่างสุดชีวิตของทีมงาน จึงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเสน่ห์ในการพัฒนาบุคลิกของตัวละคร โดยไม่เสียคุณค่าความคมคายของบทภาพยนตร์เดิมไป

การค้นหาความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ทั้งในตัวผู้บริโภค ลูกน้อง ผู้บริหาร และเครือข่ายทางธุรกิจ จึงเป็นภารกิจสำคัญของการเพิ่มมูลค่าในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการแปรเปลี่ยนความรู้ฝังลึกให้กลายเป็นความรู้แจ้งชัด (Explicit Knowledge) เพื่อนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่สะกดลูกค้าให้หลงใหลไปชั่วกาลนาน

บางทีความแตกต่างในความสำเร็จของยอดศิลปิน Picasso และ Van Gogh อาจไม่ได้อยู่ที่ฝีมือในการสร้างสรรค์ศิลปะภาพวาดที่เป็นความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) หากทว่ากลับเป็นความรู้แจ้งชัด (Explicit Knowledge) ในการอธิบายผลงานตนเองออกมาให้ลูกค้าและทุกคนที่เกี่ยวข้องในวงการศิลปะได้ซึมซับเข้าใจถึงความงามที่สุดยอดนี้

สุดท้ายแล้ว ความสุดยอดในผลงานของ Van Gogh ก็ได้ค่อยๆอธิบายตัวมันเอง โดยผ่านนักวิจารณ์ที่มีรสนิยมทางศิลปะ แล้วจึงกระจายไปยังคนธรรมดาทั่วไปที่เริ่มเข้าใจยกย่อง แต่นั่นก็สายเกินไปสำหรับการเหนี่ยวรั้งชีวิตของยอดศิลปินกลับมา Van Gogh ที่ยิ่งใหญ่ได้สิ้นล้มหายใจก่อนที่จะพบความสำเร็จในชีวิต แต่จะโทษใครไม่ได้นอกจากตัวศิลปินเอง ที่ใช้ชีวิตตามใจตนเองอย่างสุดขั้ว โดยไม่ใส่ใจในการปรับตัวเข้ากับความต้องการของสังคมแม้แต่น้อย หากเพียง Van Gogh รู้จักศิลปะในการประชาสัมพันธ์ผลงานตัวเองได้สักครึ่งหนึ่งของ Picasso โลกก็คงไม่ต้องหลั่งน้ำตาให้กับความทุกข์ระทมสาหัสของศิลปินผู้ไม่มีใครเหลียวแล ตลอดชีวิตที่แสนสั้น

นี่คือ ตัวอย่างการประชาสัมพันธ์ของ Picasso ที่ไม่ใช่การยกยอตัวเองอย่างโจ่งแจ้ง หากทว่าเป็นศิลปะการชมเชยที่เสียดเย้ยอย่างมีรสนิยม ซึ่งทุกคนในระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) พึงตระหนักรู้

“ผมไม่คิดว่าตัวเองเขียนภาพเพื่อความสุขชั่วครั้งชั่วคราว แต่รู้สึกเสมอว่าภาพเขียนต้องปลุกบางสิ่งบางอย่างในตัวผู้ชมให้ตื่นขึ้น ผู้คนที่มิใช่เพียงแค่มองดูภาพเขียนเฉยๆ เช่นเดียวกับโมลิเยร์ผู้เป็นนักประพันธ์ มีอยู่เสมอที่งานของนักเขียนผู้นี้ทำให้คนโง่หัวเราะออกมาได้เท่าๆกับคนฉลาด เชกสเปียร์ก็ไม่ต่างกัน บ่อยครั้งงานของเขาใช้ถ้อยคำเหน็บแนมและสามหาว ผมสามารถเข้าถึงทุกคนได้ด้วยวิธีการอย่างเดียวกันนี้ ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าผมจะหมอบราบอยู่เบื้องหน้าสาธารณชน แต่ผมอยากเสนออะไรบางอย่างสำหรับคนทุกระดับความคิด”

หมายเหตุ ขอบคุณสำนวนแปลของ “อัคนี มูลเมฆ” ในหนังสือชีวประวัติเรื่อง “ปีกัสโซ อัจฉริยภาพและสัญชาตญาณมืด”

ที่มา creativethailand
…………………………..

บทความนี้ ตีพิมพ์ครั้งแรกในเว็บไซต์ www.creativethailand.org โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)