“ในประวัติศาสตร์การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ผู้ที่อยู่รอดและเติบโต ไม่ใช่ผู้ที่เข้มแข็งหรือชาญฉลาด แต่คือ ผู้ที่รู้จักปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ”
คนเข้มแข็งก็อาจมีวันล้มลง คนฉลาดก็ยังมีวันผิดพลาด นี่คือ สัจธรรมที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งในห้วงวิกฤตการเมืองไทยครั้งใหญ่ ที่จวบจนบัดนี้ก็ลุล่วงเข้าปีที่ 4 แล้ว
ในภาวะปรกตินั้น การอ่านสถานการณ์เพื่อกำหนดกลยุทธ์ทำได้ไม่ยากนัก แต่ในห้วงวิกฤตที่มีความผันผวนและสับสนยิ่งนี้ มิตรก็อาจกลายเป็นศัตรู ศัตรูก็อาจกลับมาเป็นมิตร ข่าวที่ดูเหมือนจริงก็อาจกลายเป็นกลลวง แต่ข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย กลับถูกปลุกปั่นยุยงให้หลงเชื่อว่าจริงแท้แน่นอน
มองในมุมหนึ่ง “วิกฤต” ที่ยืดเยื้อยาวนานถึง 4 ปี แต่บ้านเมืองกลับมีความเสียหายไม่มากนัก แสดงว่าสุดท้ายคงมีทางออก เพียงรอเวลาสักระยะหนึ่ง แต่ในความฝันอันเลวร้ายนั้นกลับบอกว่า เหตุการณ์เมื่อยืดเยื้อมาถึง 4 ปีได้ แสดงว่าต้องไม่ธรรมดา เพราะหากมี “ทางออก” อยู่ที่ปลายอุโมงค์ ป่านนี้วิกฤตก็คงจบสิ้นไปแล้ว ไม่ยืดเยื้อยาวนานเช่นนี้
“ความคิดสร้างสรรค์” อาจฟังดูแล้วเป็นเรื่องไกลห่างจากชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งบังเอิญและเกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว แต่หากลองมองให้ลึกซึ้ง จะค้นพบว่า “ทางออก” จากวิกฤตในทุกยุคทุกสมัยนั้น ล้วนแต่เริ่มต้นที่ “ความคิดสร้างสรรค์” ใช่หรือไม่ว่า หากเราคิดแบบเดิมๆแล้วแก้ปัญหาได้ ปัญหาก็คงไม่ยืดเยื้อยาวนานเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม การค้นหา “ความคิดสร้างสรรค์” ท่ามกลางการเมืองและเศรษฐกิจที่ตีบตันนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ที่สำคัญ การเมืองและเศรษฐกิจเป็นเรื่องระดับประเทศ มีปัจจัยและผลกระทบมากมาย ดังนั้น การใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจที่กระหน่ำรุมเร้าประเทศไทย จึงไม่ง่ายดายเหมือนการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อทำงานศิลปะ หรือทำให้เพื่อนที่โกรธเกลียดเรา กลับมาคืนดีกัน
การใช้ “ความคิดสร้างสรรค์” เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจ จึงต้องมีวิธีการที่พิเศษ ซึ่งคนไทยทุกคนสามารถปฏิบัติตามได้ เพื่อให้ร่วมกันเป็นพลังในการแปรเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่
1. ความคิดสร้างสรรค์ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จาก “จิตใจที่คับแคบ”
“จิตใจที่คับแคบ” ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า จิตใจที่เห็นแก่ตัว แต่หมายถึง การมองสรรพสิ่งแบบหยุดนิ่งตายตัว เช่น นักการเมืองล้วนเห็นแก่ตัว ไม่เคยมีใครทำเพื่อประเทศชาติ หากมองเช่นนี้แต่แรกก็คงไม่ต้องพูดถึงวิธีแก้วิกฤต เพราะหากนักการเมืองทุกคนเลวร้ายแล้ว ประเทศชาติก็เตรียมตัวล่มจมได้เลย
การเปลี่ยน “จิตใจที่คับแคบ” ให้กลายเป็น “จิตใจที่เปิดกว้าง” นั้น ทำได้ไม่ยากนัก โดยการผ่อนคลายละทิ้งความคิดที่ชวนให้หดหู่ หรือแม้กระทั่งความสุขที่เคยยึดติดผูกผัน ล้วนเป็นสองสุดปลายที่ต้องละทิ้ง
เมื่อละทิ้งทั้งความสุขและความทุกข์ได้แล้ว จิตใจก็จะเบาสบาย และพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ
ฝึกฝนการมองสรรพสิ่งด้วยสายตาที่สดใหม่ มองหาความสดชื่ดรื่นรมย์ในทุกสิ่งที่เคยมองข้ามไป เมื่อความสุขเบิกบานเกิดขึ้นแล้ว “จิตใจ” ย่อมพร้อมที่จะมองสรรพสิ่งด้วยสายตาที่เปิดกว้าง
2. ความคิดสร้างสรรค์ เน้นที่ “คุณภาพ” ไม่เน้น “ปริมาณ”
ความใจร้อนที่จะเร่งผลิต “ความคิดสร้างสรรค์” เพื่อมาใช้แก้ไขวิกฤตชาติหรือวิกฤตส่วนตัว เป็นหลุมพรางที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์โดยไม่รู้ตัว เพราะขึ้นชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ ย่อมเป็นสิ่งที่สดใหม่ แตกต่าง ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะใช้วิธีคิดแบบ “โรงงาน” ที่เน้นการผลิตจำนวนมากๆ แต่ของทุกชิ้นออกมาเหมือนๆกัน
ความคิดสร้างสรรค์จะต้องเกิดจากการ “บ่มเพาะ” มองหาความสดใหม่ท่ามกลางสิ่งเดิมๆ การค้นหานั้นต้องทำโดยเฉพาะเจาะจงและลงรายละเอียด ดุจงานฝีมืออันประณีต มีลักษณะเฉพาะตัวที่เลียนแบบไม่ได้
หากความคิดสร้างสรรค์แบบโรงงานสามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้แล้ว ป่านนี้ประเทศชาติคงก้าวหน้าไปไกลแล้ว ดังนั้น จงละทิ้งการผลิตความคิดสร้างสรรค์แบบโรงงานที่เน้นปริมาณ เข้าสู่การผลิตความคิดสร้างสรรค์แบบงานฝีมือที่ประณีตละเอียดอ่อน
จงศรัทธาว่า “คุณภาพ” เท่านั้นที่สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ ไม่ใช่ “ปริมาณ”
3. คิดใหญ่ แต่ทำเล็ก
หากเป็น “ความคิดสร้างสรรค์” ที่ใช้ผลิตงานศิลปะ หรือใช้พลิกแพลงเอาตัวรอดแบบส่วนตัว ย่อมไม่จำเป็นต้อง “คิดใหญ่” แต่สามารถกำหนดจุดประสงค์เล็กๆ แล้วมุ่งเน้นกระทำให้สำเร็จปัญหาย่อมผ่านพ้นไปได้
แต่หากเราใช้ “คิดเล็ก” กับปัญหาบ้านเมืองนั้น ถึงแม้จะทำสำเร็จ ผลกระทบก็เกิดขึ้นอย่างจำกัด จนไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงและคลี่คลายวิกฤตได้
ในทางตรงข้าม ปัญหาการเมืองทุกวันนี้ หนักหนาเกินกว่าจะเยียวยา ยิ่งผ่านไปนานเท่าไร คนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็ใจร้อนอยากจะให้มันจบสิ้นไวๆ จึงต้องหา “กลยุทธ์” ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อขจัดปัญหาทั้งหลายให้สิ้นสุดโดยไว ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของคนในชาติ และร่วมกันพัฒนาประเทศให้เติบโตเข้มแข็งในยุคโลกาภิวัตน์อันโหดร้าย
แต่การ “คิดใหญ่” โดยลืมสภาพภววิสัยที่ยุ่งยากซับซ้อน และต้องใช้ทรัพยากรมากมายเกินกว่าที่คนๆเดียว หรือองค์กรเดียวจะสามารถทำได้ สุดท้ายเมื่อเข้าสู่การปฏิบัติแล้ว ความฝันทั้งหลายก็ย่อมล่มสลายลง
“คิดใหญ่ ทำเล็ก” คือ กลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะการคิดใหญ่นั้น ทำให้เราเปิดกว้าง มองเห็นปัจจัยอันสลับซับซ้อนที่มีผลกระทบต่อสถานการณ์ ในขณะที่ “ทำเล็ก” นั้น ได้ช่วยตัดทอนปัจจัยที่ไม่แน่นอนออกไป ทำให้สามารถกำหนด “กลยุทธ์” ที่เป็นจริงได้ ภายใต้ทรัพยากรอันจำกัด
บางที “คนรับใช้” ในบ้านผู้นำการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง สส.และ สว. หรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี ก็อาจสามารถเปลี่ยนแปลง “ประวัติศาสตร์ไทย” ได้ โดยการทำตัวยิ้มแย้มและสร้างความรู้สึกเบิกบานให้กับเจ้านาย ผลกระทบขั้นต่ำคือ ทำให้ “ผู้นำการเมือง” ที่มีบทบาทต่อการกำหนดอนาคตประเทศ มีความรู้สึกผ่อนคลายและสามารถคิดสร้างสรรค์เพื่อหาทางออกให้กับการเมืองได้ในบางเรื่อง และหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยๆ “ผู้นำการเมือง” ก็อาจนำปมปัญหามาสนทนาปรับทุกข์กับ “คนรับใช้” จนทำให้คนรับใช้มีโอกาสใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อช่วยเหลือนายในการกำหนดทิศทางประเทศ
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้ใกล้ชิดผู้นำทางการเมืองเหมือนคนรับใช้ในบ้าน ที่สำคัญ ผู้นำการเมืองก็อาจจะยุ่งเกินกว่าที่จะสนใจว่า “คนรับใช้” จะยิ้มแย้มหรือไม่ แต่อย่างน้อยตัวอย่างนี้ก็น่าจะชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ “คนรับใช้” ที่ดูจะไม่มีบทบาทสำคัญอะไรในสังคมเลย ก็อาจสามารถใช้ “ความคิดสร้างสรรค์” เพื่อช่วยเหลือประเทศได้ หากมีวิธีการที่ถูกต้อง แต่วิธีการที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่รู้จักคิดสร้างสรรค์ ไปพ้นจากความคิดเดิมๆ ที่คอยแต่จะกีดขวางเส้นแบ่ง และทำให้จำกัดตัวเองอยู่กับแนวทางเดิมๆ
ที่จริงแล้ว การฝึกฝน “ความคิดสร้างสรรค์” เพื่อแก้ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งเรื่องส่วนตัว อาจจะมีวิธีการที่ง่ายและแยบยลกว่าที่ยกตัวอย่างมา 3 ข้อข้างต้น ดังนั้น ทุกคนในสังคมไทย จึงไม่ควรจำกัดความคิดตนเองอยู่กับ “ความคิดคับแคบ” ในบทความนี้
จุดมุ่งหมายอันแท้จริงของบทความนี้ มีความต่ำต้อยอย่างยิ่ง นั่นคือ การ “สะกิด” เพียงแผ่วเบา ให้คนไทยทุกคนมองเห็นความสำคัญของ “ความคิดสร้างสรรค์” ที่อาจช่วยแก้ปัญหาที่หดหู่หนักอึ้งซึ่งทับถมประเทศมากว่า 4 ปี โดยที่ความคิดแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ ซับซ้อน เรียบง่าย หรือเลิศหรูเพียงใด ก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาได้
“ผู้สร้างสรรค์เท่านั้นที่อยู่รอด”
