“ปฏิรูปประเทศไทย” เป็นแนวคิดงดงามที่สุดในรอบหลายปีแห่งความมืดมิดของสังคมไทย แต่กระนั้น แนวคิดนี้ก็ยังถูกโจมตีประณามอย่างเผ็ดร้อนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งย่อมสะท้อนถึงความไม่เชื่อถือจากฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรก็ดูจะผิดไปเสียหมด ในขณะที่ฝ่ายเป็นกลางก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจ เนื่องจากประเมินว่าแนวคิดนี้สวยหรูเกินไป หากแต่ขาดยุทธศาสตร์และวิธีปฏิบัติการที่เหมาะสมสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วยิ่งของยุคโลกาภิวัตน์
ความเหลื่อมล้ำระหว่างชีวิตที่หรูเลิศในเมืองกับชีวิตที่ยากไร้ขาดแคลนในชนบท ได้กลายเป็นโจทย์ที่หนักหน่วงที่สุดของคณะกรรมปฏิรูปและสมัชชาปฏิรูป โดยเฉพาะเมื่อปัญหาความแตกต่างนี้ได้ฝังรากหยั่งลึกตลอดเวลา 50 ปีแห่งการพัฒนาทุนนิยมไทย ที่สำคัญก็คือ ปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ไม่อาจอัดฉีดเงิน ทรัพยากร และผู้เชี่ยวชาญเข้าไปในชนบท แล้วคาดหวังว่าปัญหาทั้งหมดจะแก้ไขได้ด้วยตัวมันเอง
การปฏิรูปประเทศไทย จึงต้องเริ่มจากการปฏิวัติวิธีคิดในการพิจารณาปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ไม่ควรกล่าวโทษนักการเมือง กล่าวหาระบบทุนนิยม และกล่าวประณามคนกรุงที่เห็นแก่ตัว แต่ควรจะมองให้เห็นถึง “โอกาสใหม่” ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่ชนบทไทยซึ่งเคยเป็นผู้พ่ายแพ้ในการปฏิวัติอุตสาหกรรม จะสามารถพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะในการปฏิวัติคลื่นเศรษฐกิจลูกใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุน เครื่องจักร เทคโนโลยี และทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลมาเป็นตัวขับเคลื่อนอีกต่อไป หากทว่า ปัจจัยการผลิตที่สำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ก็คือ “ความคิดสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ดำรงอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวชนบท ในขณะที่คนกรุงซึ่งได้ปรับตัวเข้ากับทุนนิยมตะวันตกไปอย่างเต็มตัวเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา ได้กลับกลายเป็นผู้เสียเปรียบในการเริ่มต้นยุคสมัยแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่แสนรื่นรมย์นี้
การปฏิรูปประเทศไทย โดยใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นยุทธศาสตร์เริ่มต้น จึงมีความได้เปรียบในเชิงปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากทำให้ความขาดแคลนเงินทุนและเทคโนโลยีของคนชนบทไม่ใช่ปัญหาหลักแล้ว ยังเป็นการเปลี่ยนศูนย์กลางทางเศรษฐกิจจากเมืองกรุงที่แสนวุ่นวายไร้อัตลักษณ์มาเป็นชนบทที่รุ่มรวยวัฒนธรรม ที่สำคัญ หากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชนบทเป็นศูนย์กลางได้เติบโตไปถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็ย่อมดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และคนเก่งจากเมืองกรุง ให้มุ่งหน้าสู่ชนบทที่เต็มไปด้วยโอกาสใหม่ทางธุรกิจ แทนที่จะหมกตัวอยู่ในเมืองหลวงที่ไร้สีสันและกำลังทรุดตัวจากความเสื่อมถอยของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแบบเดิม
สินทรัพย์ซ่อนเร้นของชนบทไทย คือ วัฒนธรรมที่ละเมียดละไมและเต็มไปด้วยอัตลักษณ์ (Originality) หากทว่าการขุดค้นและเจียระไนเพชรพลอยแห่งวัฒนธรรมที่หลากล้นให้เปล่งประกายเจิดจ้านี้ จะต้องกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจในธรรมชาติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างลึกซึ้ง ดังนั้น ชนบทจึงไม่สามารถริเริ่มเศรษฐกิจแห่งอนาคตนี้โดยลำพัง แต่ต้องพึ่งพาทุนรอนและการช่วยเหลือจากรัฐบาลในระยะแรก โดยเฉพาะการแปรเปลี่ยนวัฒนธรรมงดงามที่แฝงฝังอยู่ในการใช้ชีวิตของคนชนบทตั้งแต่เกิดจนตาย ให้กลายมาเป็นสินค้าและบริการที่มนุษย์จากวัฒนธรรมที่แตกต่างรู้สึกมีส่วนร่วมและดื่มด่ำในความงามนี้
การวิจัยเชิงมานุษยวิทยาและวัฒนธรรมของชนบทไทยในอดีตที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่มุ่งเน้นที่ความเข้าใจท้องถิ่นทั้งในสายตาแบบคนในที่ไปใช้ชีวิตร่วมชายคาและสายตาแบบคนกรุงที่เต็มไปด้วยการวิเคราะห์วิจารณ์ที่ลึกซึ้ง แต่ทว่ายังขาดไร้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ที่จะแปรเปลี่ยนความงามแห่งอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กลายเป็นเรื่องเล่า (Storytelling) ที่มีความเป็นสากล โดยไม่สูญเสียคุณค่าแห่งความเป็นท้องถิ่น ภารกิจนี้จึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขามาร่วมกันพลิกฝันให้กลายเป็นจริง
วิกฤตการเมืองตั้งแต่ปี 2549 พิจารณาเพียงผิวเผินก็ย่อมเป็นความขัดแย้งของคนกรุงและคนชนบท แต่หากประเมินอย่างลึกซึ้งแล้ว ปัญหาที่แท้จริงคือ ยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดของคนไทยในการรับมือกับโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะคนกรุงที่หลงใหลไปกับความเจริญรุ่งเรืองของวัฒนธรรมตะวันตก โดยมิได้ตระหนักว่า ประเทศไทยถูกใช้เป็นเพียงฐานการผลิตของห่วงโซ่ทุนนิยมที่สลับซับซ้อน ความมั่งคั่งของคนกรุงจึงวางอยู่บนค่าจ้างแรงงานราคาถูกที่แทบไม่มีการสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าใดๆเลย ซ้ำร้ายยังบีบคั้นให้คนกรุงส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนทำงานหนัก น้ำใจคนไทยที่เคยมองเห็นคนรอบข้างเป็นเพื่อนร่วมโลกจึงค่อยๆเลือนหายไป นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนกรุงและคนชนบทต้องหมางเมินใส่กัน เพราะต่างก็มีโลกทัศน์และผลประโยชน์เฉพาะตัว ที่ต้องเคลื่อนไหวไปตามกระแสโลกาภิวัตน์อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ในทำนองตรงข้าม ชนบทไทยยังสามารถรักษาอัตลักษณ์แห่งความเป็นไทยไว้อย่างเหนียวแน่น ท่ามกลางการรุกเร้าเข้ามาของโลกาภิวัตน์ โดยผ่านการสื่อสารที่แยบยลทั้งโทรทัศน์และโทรศัพท์มือถือ แต่ต้นทุนในการรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ก็กลับต้องแลกมาด้วยความอ่อนด้อยทางความรู้และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิตบนโลกสมัยใหม่ จึงทำให้ชนบทไทยต้องตกอยู่ในภาวะยากไร้ยาวนาน เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาที่สามารถปรับตัวและแสวงหาประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
หลายสิบปีที่ผ่านมา คนชนบทเริ่มเรียนรู้วิถีชีวิตของคนกรุงและซึมซับในความสะดวกสบายทั้งมวลของสังคมเมืองหลวง จึงเริ่มตั้งคำถามถึงชีวิตที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยที่คนชนบทก็ยังเข้าใจชีวิตคนกรุงเพียงผิวเผินเท่านั้น เพราะคุณภาพชีวิตในเมืองหลวงก็ไม่ได้ดีกว่าชนบทมากนัก ผู้คนยังต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ เพื่อส่งมอบผลประโยชน์ทั้งมวลที่ลำบากเหนื่อยยากมาให้เป็นของกำนัลแด่กระบวนการโลกาภิวัตน์
การแก้วิกฤตการเมืองโดยเริ่มจากปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนในเมืองและชนบท จึงเป็นการประเมินปัญหาเพียงด้านเดียว แต่รากเหง้าปัญหาที่ลึกลงไปก็คือ การเผชิญหน้ากับโลกาภิวัตน์ที่เต็มไปด้วยวิกฤตและโอกาส คนกรุงต้องเลิกหลอกตัวเองว่าได้ปรับตัวเข้ากับโลกาภิวัตน์อย่างชาญฉลาดแล้ว ทั้งที่ตนเองเป็นเพียงแค่ห่วงโซ่ที่ต้อยต่ำของระบบทุนนิยมโลก ในขณะที่คนชนบทก็ต้องเลิกนโยบายโดดเดี่ยวตนเองจากโลกาภิวัตน์ เพราะถึงที่สุดแล้วมนุษย์ก็คือ สัตว์สังคม ดังนั้น เทคโนโลยี ความรู้ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตย่อมเกิดการแลกเปลี่ยนซึมซับกันอยู่เสมอ
กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการรับมือกับโลกาภิวัตน์จึงไม่ใช่การเดินตามอย่างคนตาบอดหรือปิดตัวเองอย่างคนหูหนวก แต่คือ การศึกษาวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งรอบด้าน ทั้งความจริงและความลวง ทั้งถ้อยคำจากฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้าน ทั้งส่วนที่เปิดเผยและส่วนที่ซ่อนเร้น เพื่อการประยุกต์โลกาภิวัตน์ให้กลายเป็นเครื่องมือรับใช้ประชาชนไทย ไม่ใช่ทำให้คนไทยต้องกลายเป็นทาสรับใช้ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ย่อมเป็นสมรภูมิใหม่แห่งยุคโลกาภิวัตน์ท่ามกลางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแบบเดิมที่กำลังเสื่อมสลายลง ประเทศไทยจึงมีทางเลือกเพียง 2 ทางคือ การจมปลักกับวิธีคิดแบบเดิมที่ประเทศมหาอำนาจชั้นนำกำลังทอดทิ้ง หรือ เรียนรู้อย่างลึกซึ้งถึงภูมิปัญญาแบบใหม่ที่กำลังจะเป็นอนาคตของประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย แน่นอนว่า การก้าวเดินในเส้นทางใหม่ย่อมเต็มไปด้วยความเสี่ยงมหาศาล แต่หากคนไทยทุกภาคส่วนได้ระดมสมองร่วมกันอย่างไม่แบ่งเขาแบ่งเรา ก็ย่อมค้นพบภูมิปัญญาใหม่ในการสลายวงล้อมแห่งวิกฤตเหมือนดั่งที่บรรพบุรุษชนชาติไทยได้กระทำให้เห็นเป็นแบบอย่างครั้งแล้วครั้งเล่า
คนชนบทและคนกรุงได้ถือครองกุญแจสำคัญแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ไว้คนละ 1 ดอก นั่นคือ วัฒนธรรมรุ่มรวยที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าสร้างสรรค์ได้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด และความเชี่ยวชาญในการแปรเปลี่ยนวัตถุดิบให้กลายเป็นสินค้าที่มีความเป็นสากลซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลก โดยหากพลังทั้งสองนี้ยังเกี่ยงงอนไม่ร่วมมือกัน ประเทศไทยก็จะจมดิ่งอยู่ในห้วงหุบเหวที่มืดมิดที่สุด เพราะหากเศรษฐกิจแบบเก่าทรุดพังทลายลง ก็จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ทางการเมืองให้เลวร้ายลงอย่างถึงที่สุด การจราจลแย่งชิงอำนาจทางการเมืองจะเสริมทับด้วยการรบราเพื่อแย่งชิงเสบียงอาหาร ประเทศไทยจะมุ่งหน้าสู่กลียุคอย่างแท้จริง
แต่หากคนชนบทและคนกรุงได้ประสานความชำนาญที่แตกต่างนี้เข้าด้วยกัน ประเทศไทยก็จะสามารถปลุกปั้นวัตถุดิบทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้าสร้างสรรค์ที่ทุกมุมโลกให้การยอมรับชื่นชม ความยากไร้ของทั้งคนชนบทและคนกรุงก็จะบรรเทาเบาบางลง ความเหลื่อมล้ำก็จะไม่ใช่ปัญหาสำคัญ ความรักและรอยยิ้มก็จะคืนกลับมา
ที่มา creativethailand
…………………………..
หมายเหตุ บทความนี้ ตีพิมพ์ครั้งแรกในเว็บไซต์ www.creativethailand.org โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)
