Creative Bangkok : พลิกโฉม “กรุงเทพ” ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์
January 14, 2010
Creative Economy ดูเหมือนจะเป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่แสนหอมหวนชวนให้ลิ้มลอง แต่หลายคนยัง “กังขา” ทั้งในด้านความรู้ความเข้าใจ ความพร้อม รวมถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการสนับสนุน
แต่ท่ามกลางความสงสัยทั้งหลายนั้น รัฐบาลได้เริ่มต้นเดินหน้าอย่างจริงจัง เพื่อปลุกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้หลุดรอดจากวงจรอุบาทว์ของ “ยุทธศาสตร์ค่าแรงราคาถูก” มาขายของแพงที่มาจากหยาดเหงื่อแห่งความคิดสร้างสรรค์
“กรุงเทพเมืองสร้างสรรค์ (Bangkok Creative City)” ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาค้นคว้าวิจัยกันอย่างลึกซึ้ง โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำการศึกษา “อัตลักษณ์” ของเอสเอ็มอีในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำความหลากหลายแตกต่างกันทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มาเชื่อมโยงและร้อยเรียงให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน
เช่นเดียวกัน คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้มองเห็นถึงความ “มั่งคั่ง” ในมรดกวัฒนธรรมของกรุงเทพ ที่สั่งสมมากว่า 220 ปี โดยสามารถนำมาต่อยอดเป็นสินค้าหรือบริการ ซึ่งเน้นไปที่การออกแบบดีไซน์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งงานช่าง งานฝีมือ และอาหารไทย เพื่อสร้างความงามที่มี “เอกลักษณ์” และยากที่จะเลียนแบบได้
หากมองในเชิง “ยุทธศาสตร์” รัฐบาลได้มาถูกทางแล้ว โดยเฉพาะการมองเห็นถึง “ความหลากหลาย” ว่าเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Product) แต่ในเชิง “ยุทธวิธี” รัฐบาลยังคงขาดแคลนเครื่องมือ (Methodology) ในการสกัดความหลากหลายที่อาจมีทั้งความเหมือนและความต่างให้สามารถหลอมรวมกันเป็นความงามที่มีคุณค่าและอัตลักษณ์ได้ เพราะหากไม่มีวิธีการที่ถูกต้องแล้วความหลากหลายที่รุ่มรวยนั้นก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นความดาษดื่นและไร้ค่าไม่ต่างจากสินค้าโหลที่มีราคาถูก
ยุทธวิธีในการแปรเปลี่ยน “ความหลากหลาย” ให้กลายเป็น “ความงามอย่างมีอัตลักษณ์ (Originality)” ยังเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำการบ้านกันอย่างหนักหน่วง
อย่างไรก็ตาม เมืองไทยยังมี “ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ” (TCDC) ที่เนรมิตขึ้นมาจากวิสัยทัศน์อัจฉริยะของปัญญาชนสยาม “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” จึงน่าจะส่งเสริมและร่วมมือกับรัฐบาลในการเติมเต็มด้านกลวิธี (Methodology) ในการแปรเปลี่ยนความหลากหลายให้เป็นความงามที่สร้างสรรค์
ถึงแม้ในวันนี้ “ปัญญาชนสยาม” จะเดินจาก TCDC ไปนานแล้ว แต่ก็มีผู้สืบทอดอย่าง ดร.อภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ผู้อำนวยการ TCDC คนปัจจุบัน ซึ่งได้แสดงภูมิปัญญาด้าน Creative Economy ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ อย่างน่าสนใจขบคิด
“เศรษฐกิจสร้างสรรค์มันเป็นวิธีคิดที่ต้องโตมาจากสังคมของการบ่มเพาะทาง ความรู้ ไม่ใช่การอยู่ดีๆ นั่งแล้วฝันว่าอันนี้มันสวย มันสร้างสรรค์ แล้วทำออกมา แต่มันต้องเกิดจากความรู้ โตจากความรู้และเติมความคิดสร้างสรรค์ไปบนฐานความรู้นั้น มันถึงจะมีความเป็นไปได้”
นี่จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มวิธีการสกัดความหลากหลายให้กลายเป็น Creative Product ที่มีเสน่ห์และความงาม โดยไม่หลงในวังวนจมอยู่กับวังวนแห่งความฝัน ที่อาจทำให้ความหลากหลายกลายเป็นยาพิษที่ไม่มีลูกค้าชั้นดีคนใดต้องการจะกลืนกิน
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังเป็น “เสาหลัก” อีกต้นหนึ่งของ Creative Thailand ที่ช่วยเติมเต็มความมั่นใจในการแปรเปลี่ยน “เสน่ห์ความงาม” ที่สกัดจากความหลากหลาย ให้ขายดิบขายดี ตรงตามความต้องการของลูกค้า เพื่อผลักดันให้บรรลุเป้าหมายร้อยละ 20 ของ GDP ภายใน 3 ปี ตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้
“การคิดได้ คนไทยมีความคิดสร้างสรรค์เป็นพรสวรรค์กันอยู่แล้ว คิดได้ สร้างสรรค์ได้ เราได้คะแนนสูงมาก แต่การรู้จักตลาด เรากลับสอบตก เพราะมักคิดว่าของเรานั้นทำดีแล้ว ทำอะไรออกมาก็จับยัดใส่มือลูกค้า ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิด ก่อนทำอะไรออกมา เราต้องเข้าใจลูกค้าก่อน ว่าเขาต้องการอะไร จึงผลิต จึงลงทุน ด้านการผลิต และบริการ เรามีทรัพยากร แต่ต้องพัฒนาเรื่องมาตรฐาน การขายนอกจากความคิดสร้างสรรค์แล้ว เรื่องความปลอดภัย แหล่งที่มากระบวนการผลิตมันสำคัญ ต่างประเทศเขาดูเรื่องนี้เราจะละเลยไม่ได้ ทุกอย่างมันจึงต้องเป็นระบบ ส่วนการขายได้ก็ต้องผลักดันสู่ตลาดอย่างถูกที่ถูกจุด”
สรุปแล้ว Creative Thailand มีทรัพยากรเพียบพร้อม ทั้งด้านผู้ประกอบการ มรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งอุดมสมบูรณ์ทั้งคุณค่าและความหลากหลาย ที่สำคัญยังมีผู้นำทางความคิดทั้งในฝ่ายปฏิบัติงาน ฝ่ายออกแบบ และฝ่ายธุรกิจ จึงเหลือเพียงความร่วมมือในเชิงลึก (Symphony) ที่จะช่วยกันตกผลึกให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยเติบโตและงอกงาม
Creative Economy แท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ที่ “ความฉลาดเฉียบแหลม” ที่เป็นคุณสมบัติพิเศษของใครคนใดคนหนึ่ง แต่กลับเป็นการหยิบยืมภูมิปัญญาของคนที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อเป็น “วัตถุดิบ” ในการพัฒนาคุณค่าสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตัวเราให้เป็นเอกลักษณ์ที่งดงามซึ่งมีคุณค่าทั้งในเชิงเศรษฐกิจและจิตใจ
………………….
ขอขอบคุณ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ สำหรับบทสัมภาษณ์ผู้นำทางความคิดด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเมืองไทย
Comments
13 Responses to “Creative Bangkok : พลิกโฉม “กรุงเทพ” ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์”
Got something to say?






SME ไทยที่มีอัตลักษณ์ จะมีเหลืออีกสักเท่าไร เห็นแต่จะตายกันไปเรื่อยๆ เหลือแต่ franchise และองค์กรใหญ่ข้ามชาติ
เมื่อตอนไปญี่ปุ่น ตามแหล่งท่องเที่ยวหรือแม้แต่ที่สนามบิน จะมีขนมกล่องแบบญี่ปุ่น ขนมแป้งรูปร่างคล้ายเกี๊ยว ไส้ต่างๆ กัน ทำแพ็คเกจสวยงาม เหมาะแก่การเป็นของฝากอย่างยิ่ง หันมาดูสนามบินไทย มีแต่ของแบรนด์เนม ต่างชาติทั้งนั้น ไม่มีของฝากที่เป็นไทยๆ สำหรับให้นักท่องเที่ยวซื้อติดมือกลับไปเลย
[...] This post was mentioned on Twitter by siu_thailand, waragone s . waragone s said: Siam Intelligence Unit » Creative <font color="#cc0033">Thailand</font> : พลิกเศรษฐกิจไทยด้วย <b>…</b> http://goo.gl/fb/ILeD [...]
อันนี้ อาจเป็นเรื่องการสร้าง Brand มากกว่าครับ
ผมเชื่อว่า “ชุมชนไทย” ยังมีอัตลักษณ์ที่สามารถรีดเร้นมาสร้าง Creative Product ได้อย่างงดงาม
ปัญหาคือ การสกัดลมหายใจของวัฒนธรรมให้ออกมาเป็นรูปธรรม
ที่สำคัญยังต้องมีกลยุทธ์ เงินทุน และการตลาดในการสร้าง Brand
ขอบคุณพี่ที่ช่วย “กระตุ้น” ทำให้ผมมองเห็นประเด็นต่างๆได้ร้อยเรียงชัดเจนยิ่งขึ้นครับ
คือ.. ไม่ได้บอกว่า SME ไทยไม่มีอัตลักษณ์นะคะ
แต่จะบอกว่า SME ไทยที่มีอัตลักษณ์ จะไปไม่รอดในเชิงธุรกิจ เพราะสภาวะตลาดที่แข่งขันรุนแรง และไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเท่าที่ควรน่ะค่ะ
ที่ยกตัวอย่างสนามบิน ก็เพราะเห็นกับตาชัดๆ ว่า สิ่งที่รัฐน่าจะสนับสนุนได้ เปิดโอกาสให้สินค้าไทยๆ เข้ามาอยู่ในโซนช็อปปิ้งของสนามบินได้ไหม ทำไมสนามบินไทยถึงมีแต่สินค้าแบรนด์เนม ที่คนเดินทางจะซื้อแต่เหล้า น้ำหอม นาฬิกา ขณะที่สนามบินญี่ปุ่น คนเดินทางสามารถซื้อของฝากที่มี “ความเป็นญี่ปุ่น” กลับไปฝากเพื่อนฝากญาติได้
เราโหยหา “ขนมครกชาววัง” รสเลิศ ที่ต้องไปซื้อที่ราชวัตร เราคิดถึง “ขนมปลากริม” ที่เดี๋ยวนี้หากินยากมากๆ แม้แต่ตลาดหัวหินที่เคยมีเสน่ห์ มีอาหารท้องถิ่นให้เดินกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เดี๋ยวนี้มีสภาพไม่ต่างจากถนนสีลมยามค่ำคืน ขายเสื้อเพ้นท์ ขายเครื่องเงิน ของฝากที่มีหน้าตาเหมือนกันไปหมดไม่ว่าจะซื้อที่สีลมหรือที่เชียงใหม่ไนท์บาซาร์ เราเคยมี SME ที่มีอัตลักษณ์ แต่เค้าค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ เห็นไหมคะ
ถ้าโยงกับบทความเรื่องยูนนาน ที่ทางการจีนกำหนด “ถนนคนเดิน” และสนับสนุนแหล่งค้าขายของท้องถิ่น ถามว่ากรุงเทพฯ เรานี่น่ะ สนับสนุนอะไรกับแหล่งค้าขายของท้องถิ่นบ้างคะ ตัวอย่างที่คุณกานต์ยกมาตอบในบทความนั้น ก็ล้วนแต่เอกชนดิ้นรนสร้างกันขึ้นมาเองทั้งนั้น ใช่หรือไม่ อยู่กันไปอย่างตามมีตามเกิด มั่วๆ ซั่วๆ มีระเบียบบ้างไม่มีระเบียบบ้าง ส่วนมากจะค่อนไปทางไม่มีระเบียบเสียมากกว่า และก็ไม่เห็นมีใครมาทำอะไรจริงจัง
ดังนั้นสิ่งที่พี่บ่นก็คือ บรรดา “เสาหลัก” ทั้งหลายน่ะ “ดีแต่พูด” ให้สวยหรู และกินงบประมาณแผ่นดินไปวันๆ เท่านั้นแหละค่ะ
“ดังนั้นสิ่งที่พี่บ่นก็คือ บรรดา “เสาหลัก” ทั้งหลายน่ะ “ดีแต่พูด” ให้สวยหรู และกินงบประมาณแผ่นดินไปวันๆ เท่านั้นแหละค่ะ”
งั้นจะให้เขาทำอะไรดีครับ ผมไม่ได้เข้าข้างเขาน่ะ โดยส่วนตัวก็ไม่ชอบพวกที่อยู่บนหอคอยงาช้าง และก็ไม่เห็นด้วยกับพวกเสาหลักพวกนั้นเลย แต่มองด้วยความเป็นกลาง ตำแหน่งพวกนั้น เอาใครมาเป็นก็เหมือนกันหมดอยู่ดี เพราะก็ทำอะไรไม่ได้มาไปกว่าพูด เพราะมันไม่ไช่ตำแหน่งที่มีอำนาจในการบริหารอะไรเลย ในเมื่อเขามีโอกาสพูด เขาก็ควรพูดออกมาในสิ่งที่เขาเชื่อ ถ้าคนอื่นไม่เห็นด้วย ก็แสดงทางออกให้ไป
ไม่งั้นนักเขียน นักวิชาการ นักแต่งเพลง เขาจะมีบทบาททางสังคมในประเทศที่เจริญแล้วหรือครับ
ขนมไทย มันเอามาขายตามสนามบินยาก เพราะวัฒนธรรมอาหารของไทย มันต้องกินตรงนั้นเลย มันไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้เป็นของฝาก มันมีส่วนผสมของกระทิ และ อีกหลายอย่างที่เก็บไว้นานมากไม่ได้ ไม่เหมือนของญี่ปุ่น กรณีนี้ผมไม่ได้จะบอกว่า 100% ของขนมไทยไม่สามารถนำไปขายได้น่ะครับ แต่มันเทียบกันไม่ได้กับวัฒนธรรมการถนอมอาหารที่เอาไว้กินยามลำบากยามสงคราม ของญี่ปุ่นเขา
หรือวัฒนธรรมเหล้าของเรา ก็เคยโดนทางการทำลายทิ้่งไปหมดแล้ว โดยไปเข้าข้างบริษัทสุราขนาดใหญ่ในการออกกฎหมายว่าชาวบ้านที่ต้มเหล้าเอง ถือว่าเป็นเหล้าเถื่อน (ซึ่งสมัยนั้น มันก็ดันมีเหล้าเถื่อนที่อันตรายจริงออกมาด้วย)
ที่สำคัญ สำนึกของคนไทยส่วนมาก ขาดความเคารพตัวเองมานานมากแล้ว ของไทยที่มีคุณภาพจริงๆ ก็หายากมากมาก พวกนักธุรกิจก็พยายามหลอกใช้ช่างฝีมือให้มาเป็นเพียงแรงงาน เอาเด็กจบใหม่มาเป็นนาย มาสั่ง มาออกแบบ มาล้างสมองช่างฝีมือว่าพวกนั้นเป็นได้เพียงช่าง คิดไม่เป็น แล้วปล่อยให้เด็กเมื่อวานซืนเปิดตำราฝรั่ง ญี่ปุ่น ลอกงานมาให้ช่างไทยทำตาม แล้วบอกว่านี่คือการพัฒนา เอาเปลือกของวัสดุไทยไปห่อ แต่กลิ่นและแก่นของมันไม่เหลืออะไรที่มันเป็นไทยมานานแล้ว
พวกสปา พวก รีสอร์ท ก็ออกแบบมาเพื่อทำให้ฝรั่งชอบ แต่ไมไ่ด้ทำให้คนไทยชอบ รอให้ฝรั่งชอบก่อน แล้วพวกคนหัวสูงชาวไทยก็จะเลียนแบบและหันมาชอบเอง ในเมื่อแค่ต้นตอของความคิด มันก็คือการสร้างสรรค์เพื่อบูชาคนนอก แล้วเอาเปลือกตัวเองมาห่ออีกทีตั้งแต่แรก ระยะยาวมันจะไปเติบโตได้อย่างไร โครงสร้างของทั้งประเทศมันหลวม และ เปราะมานานมากแล้ว เอาเทวดาที่ไหนมาเป็นเสาหลัก มันก็ค้ำไม่อยู่ ถ้าประชาชนไม่ช่วยกันหันมาขัดเกลาตัวเอง สำรวจตัวเอง และเริ่มที่ตัวเอง
ต่อให้สักวันนึงความเป็นไทยมันฮิตขึ้นมา มันก็จะเป็นเพียงความฮิตเพราะฝรั่งชอบ เกาหลีชอบ คนไทยเลยชอบบ้าง แต่ไม่ไช่เพราะเราอยู่กับมันจริงๆ ไม่ไช่เพราะเราโตไปกับมันจริงๆ
อย่างเฟอร์นิเจอร์ที่อิตาลี่ คนเขาใช้มันจริงๆ เดินไปหัวมุมถนนก็เจอของนักออกแบบท้องถิ่นวางขายอยู่ แล้วนักออกแบบท้องถิ่นพวกนั้นก้มีฝีมือพอที่จะดังในระดับโลกได้ แต่คนไทยต้องรอให้นักออกแบบดังก่อน ค่อยไปตามซื้อมาสะสม ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดีคืออะไร ต้องมาเล่นกันที่ยี่ฮ้อ ราคา ทำยังกับเล่นพระเครื่อง แทนที่จะฝึกตัวเองว่าอะไรดีไม่ดี จนมองออกว่า ลุงข้างบ้านที่สานหวายเก่ง ป้าข้างบ้านที่ปั้นหม้อเขาเก่ง แล้วก็สนับสนุนกันให้ชุมชนตัวเองมั่นคงก่อนที่จะออกไประดับชาติ ระดับโลก
เมืองไทยเราหลงทางเรื่องกลยุทธ์การสร้างแบรนด์แบบไร้แก่นมานานมากแล้ว มากจนคนไม่รู้แล้วว่าอะไรดีไม่ดี ต้องรอเทรนด์เซทเตอร์มาบอก ต้องดูยี่ฮ้อ ต้องดูกันที่ราคา รสนิยมก็ไม่มี เน้นของดัง ของแพงไว้ก่อน ถ้าแก่นของคนไทยส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น ในไม่ช้าของไทยของท้องถิ่นที่ดี(แต่ไม่ดัง) ก็จะสูญหายไปเรื่อยๆ ก็จะมีแต่ของปลอมที่เอาความเป็นไทยมาฉาบ ออกมาขายสร้างแบรนด์ไปเรื่อย
ลองมองกลับไปที่ญี่ปุ่นอีกที คนเขาเข้าใจและฮาร์ดคอร์มากกับสิ่งที่เขาเลือกใช้ กับชีวิตการกิน การอยู่ เขาดูออกว่าของงาม อร่อย ดี เป็นอย่างไร ทุกอาชีพเคารพงานตัวเอง มันก็ไม่ยากที่นำเอาความเป็นญี่ปุ่นที่มีคุณภาพออกมาขาย
แต่ถ้าลองว่าพื้นฐานคนในชาติยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ดี งาม อร่อย เป็นอย่างไร เน้นแต่การสร้างอัตลักษณ์ แบรนด์ เน้นแต่เปลือกของการตลาด ต่อให้มีพื้นที่ขายขนมไทย หรือของไทยในสนามบิน มันก็ไม่ไช่ของที่ยั่งยืนที่จะสนับสนุนสังคมสร้างสรรค์ของวัฒนธรรมไทยได้อยู่ดีน่ะครับ
แต่คำถามที่ผมว่าน่าสนใจกว่าคือ มันจำเป็นด้วยหรือ ที่เราต้องเอาความเป็นไทย มาผูกกับความสร้างสรรค์ของคนไทย โทรศัพท์โนเกีย นี่มันมีความเป็นฟินแลนด์ตรงไหน ซัมซุงนี่ นอกจากชื่อยี่ฮ้อ กับความก้าวร้าวทางการตลาดแล้ว มันมีความเป็นเกาหลีตรงไหน ในขณะที่ เลอโนโว่ บางรุ่นพยายามเอาความเป็นจีนไปใส่ ด้วยลายจีน ผลออกมาเลยกลายเป็นเรื่องตลกไป เพราะคอมพิวเตอร์มันก็ไม่ได้มีความเป็นจีนแต่แรกแล้ว
หรือเอาง่ายๆแอปเปิล นี่มันมีความเป็นอเมริกันตรงไหน มันมีความสัมพันธ์อะไรกับจอร์จ วอชิงตันไหม ไม่มีเลย แต่มันมาจากสปิริตของคนอเมริกันฝั่งตะวันตกที่มีลักษณะของการมองโลกในอนาคตในแง่ดี การพยายามสร้างมายาของเลือดนักสู้ ตรงนั้นต่างหากที่อยู่ในรากของแอปเปิล
ด้วยความเห็นส่วนตัวที่คิดว่าถ่อมตัวพอสมควรแล้ว ผมรู้สึกว่าบ้านเรากำลังหลงทางกันใหญ่แล้วกับเศรฐกิจสร้างสรรค์
เพิ่งเห็นว่าตัวเองเขียนยาวเฟื้อยเลย
แหม ถ้าจะบอกว่าขนมไทยเอามาขายสนามบินยาก คงต้องแย้งนิดนึงค่ะ ขนมไทยหรืออาหารไทยที่มีการถนอมอาหารเราก็มีเหมือนกัน ว่างๆ ลองไปเดินตลาดดอนหวาย ไปทีไรซื้อขนม-ของกินกลับมาคราวละหลายๆ พัน เก็บไว้กินได้นาน เพียงแต่ packaging ไม่ค่อยสวย
แต่อันนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะบอกกับผู้เขียนบทความหรอกค่ะ อันที่จริงพอเรามานั่งนึกดู เราคงเขียนไปไม่ชัดเองแหละ ที่จริงแล้วพออ่านจบแล้วรู้สึกหงุดหงิดจนต้องเขียนออกมา (ทั้งที่ตามปกติจะซุ่มอ่าน) เพราะอ่านบทความนี้แล้วให้ความรู้สึกถึงการชื่นชมยกย่องจนเกินพอดี อยากใช้คำว่า “เชลียร์” ด้วยซ้ำไป
รัฐบาลน่ะมีโครงการสวยหรูออกมาตลอดแหละ ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยผ่านมา แต่พอลงมือทำจริงๆ ก็ “เจ๊งไม่เป็นท่า” ผลาญงบประมาณไปเล่นๆ ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ไม่อยากยกตัวอย่างละ เดี๋ยวจะกลายเป็นไปพุ่งประเด็นปลีกย่อยทีละอย่าง อยากให้ดูภาพรวมๆ ว่า รัฐบาล “ตั้งใจจริง” ที่จะส่งเสริม SME จริงหรือเปล่า ไม่ว่าจะเรื่อง Creative หรือไม่ก็เถอะ ในทุกๆ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการล้วนแต่ต้อง “ปากกัดตีนถีบ” เอาตัวรอดกันเองทั้งนั้น เพื่อสุดท้ายแล้วหน่วยงานรัฐก็โผล่ออกมาเอาหน้า ว่าเป็นผลงาน ส่งออกเพิ่ม บริษัทไทยไประดับโลก บลาๆๆ มันน่าหงุดหงิดที่เราต้องสู้ด้วยตัวเอง รัฐไม่เคยมาช่วย แต่ดันมาเอาหน้าเสียอีก
เรายกตัวอย่างไปนิดๆ หน่อยๆ ถึงการทำธุรกิจแบบตามมีตามเกิด อย่างข้างบนนั่นละ อดไม่ได้ต้องยกตัวอย่างอีกแล้ว ลองอ่านกระทู้นี้ http://www.pantip.com/cafe/silom/topic/B8677734/B8677734.html โดยเน้นที่ ความคิดเห็นที่ 66 ย่อหน้าสุดท้าย ภาพนั้นเราจะไม่ได้เห็นในประเทศไทย เพราะรัฐไม่เคยออกกฎป้องกันดิสเคาน์สโตร์ เวลาเราเดินไปสถานีรถไฟฟ้า ถ้าเป็นในญี่ปุ่น จะมีร้านเล็กๆ ตลอดทาง หนาวมากก็แวะเข้าไปหาอากาศอุ่นๆ แกล้งถามทางแล้วไปต่อ (ขออภัยที่ยกตัวอย่างญี่ปุ่น แต่คุณจะเปลี่ยนตัวอย่างเป็นประเทศอื่นก็ได้ เช่นเดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ หรือนิวซีแลนด์ ก็จะได้ภาพแบบเดียวกัน) แต่ในเมืองไทยไม่มี เดินๆ ไปมีแต่ตึกสูง ห้างใหญ่ๆ อาคารโตๆ ลองกลับไปอ่านกระทู้ยูนนานอีกที http://www.siamintelligence.com/yunans-real-estate-development/ น่าจะเห็นภาพว่าเมืองไทยน่ะ ผู้ประกอบการต้องต่อสู้ด้วยตัวเองแบบตามมีตามเกิดขนาดไหน
อีกประเด็นหนึ่งคือ หน่วยงานรัฐแต่ละแห่งมักจะแยกกันทำงาน ไม่ค่อยยอมทำงานร่วมกัน ตั้งงบประมาณแยกกัน ใช้งบประมาณแยกกัน ทำเรื่องหลายๆ เรื่องซ้ำๆ กัน เรียกว่าไม่มีการคุมเกมในภาพรวม เมื่อเป็นอย่างนี้ ถึงแม้ว่าจะมีคนที่ตั้งใจทำงานจริงๆ อยู่ในบางหน่วยงาน ผลที่ได้ก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย งบ 100 หน่วยแทนที่จะทุ่มเททำอะไรอย่างหนึ่งให้เต็มที่ กลับต้องถูกแบ่งเป็น 5 ส่วนๆ ละ 20 ซึ่งอาจมีหน่วยงานที่ทำได้สำเร็จเพียงหน่วยงานเดียว และได้ผลงานไม่ถึง 20 หน่วยอีกด้วย
ดังนั้นการที่ SIU ซึ่งเป็นสื่อที่เราให้ความเชื่อถือมากที่สุด (ในเวลานี้) เขียนถึงประเด็นนี้อย่างผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง สภาวะแท้จริงของตลาด สิ่งที่เป็นอุปสรรคและปัญหาพื้นฐานที่สุดของสังคมไทย นี่ทำให้ออกจะน่าผิดหวัง
“ดังนั้นการที่ SIU ซึ่งเป็นสื่อที่เราให้ความเชื่อถือมากที่สุด (ในเวลานี้) เขียนถึงประเด็นนี้อย่างผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง สภาวะแท้จริงของตลาด สิ่งที่เป็นอุปสรรคและปัญหาพื้นฐานที่สุดของสังคมไทย นี่ทำให้ออกจะน่าผิดหวัง”
เห็นด้วยครับ เมื่ออ่านบทความของ SIU ที่เกี่ยวกับ Creative Thailand ทีไรแล้วอดมองโลกในร้่ายไม่ได้ว่าเขาพยายามทำตัวให้เข้าตาคนมีอำนาจในเรื่องนี้อยู่ยังไงไม่รู้
จริงๆ แล้ว เราเชื่อและเข้าใจเรื่องอัตลักษณ์ของเรามากน้อยเพียงใด
คือผมไม่รู้เรื่องการตลาด ก็เลยไม่ทราบว่าสินค้าตัวใด แบบไหน เมื่อทำเชิงแสดงอัตลักษณ์ออกมาแล้วมันขายได้ จริงๆ
สำหรับผมนั้น Creative Economy สิ้นหวังแต่แรกแล้ว ทั้งในเรื่องแนวคิดและการปฏิบัติ โดยเฉพาะความขัดแย้งของหน่วยงานต่างๆ
เรื่องการไม่ประสานของหน่วยงาน ผมพอจะยอมรับได้ เพราะเป็นความผิดพลาดระดับยุทธวิธี แต่ในเชิงแนวคิดนั้นจะต้องถูกต้อง เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ใหญ่ให้แหลมคม
ในตอนแรก ผมได้ยินข่าวมาว่า CE เป็นเพียงการอัดฉีดเงินให้ภาคธุรกิจ นำไปบริหารจัดการกันเอง ผมก็ผิดหวัง แต่เมื่อเห็นรัฐบาลได้เริ่มต้นบางโครงการที่น่าสนใจกว่าเดิม ก็เหมือนเห็นโอเอซิสในทะเลทราย แม้จะบ่อเล็กๆ แต่ก็ชุ่มฉ่ำใจท่ามกลางความร้อนแล้งอันยากไร้
ผมไม่คิดว่า “อัตลักษณ์ SMEs” จะได้ผลเป็นรูปธรรมมากนัก แต่ในเชิงสัญลักษณ์ถือเป็นการเริ่มต้นเชื่อมต่อ “ความคิดสร้างสรรค์” เข้ากับภาคธุรกิจ
วันที่ 18 มกราคม 2553 ผมก็ได้รับเชิญไปพูดที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร จึงเสริมเพิ่มเติมว่า เราจะมุ่งเน้นแต่ SMEs ไม่ได้ต้องมีธุรกิจใหญ่ควบคู่ไปด้วย เพราะต่างเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน ที่สำคัญอัตลักษณ์ SMEs ที่มีมากมายจะทำให้เกิดความหลากหลายมากเกินไป จนลูกค้าสับสน
“อัตลักษณ์” ที่ขายได้จะต้องมาจากการวิจัย มีการระดมชาวต่างชาติมาร่วมด้วย เพื่อเพิ่มความหลากหลาย เพื่อปรับอัตลักษณ์ให้สอดรับกับรสนิยมของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ
“อัตลักษณ์” ที่หยุดนิ่ง ที่มุ่งสู่ความบริสุทธิ์สมบูรณ์ย่อมเป็นไปไม่ได้
ตัวอย่างที่ชัดที่สุด คือ ศาสนาพุทธของจีน เรามักรู้สึกว่ามีความเป็นจีน โดยหารู้ไม่ว่ามันมาจากอินเดีย แต่ตอนนี้มันได้หลอมกลืนกลายเป็นอัตลักษณ์จีนไปแล้ว
ที่สำคัญยังทำให้ขงจื้อและเต๋ามีความสมบุรณ์มากขึ้นจากการดูดซับข้อดีของพุทธเข้าไป
เช่นเดียวกัน นิกาย Zen ที่พัฒนาโดยจีนนั้น ได้ถูกนำไปต่อยอดให้ละมุนละไมยิ่งขึ้นโดยญี่ปุ่น และหลายคนก็ลืมเลือนไปว่ามันมีต้นกำเนิดมาจากจีน
ผมจึงไม่เห็นด้วยและไม่คิดว่า “อัตลักษณ์ SMEs” จะสำเร็จในทันที แต่ผมสนับสนุนเพราะมันเป็นก้าวแรกในการสร้าง “อัตลักษณ์” ในขั้นพื้นฐาน หลังจากนั้นจึงนำส่วนผสมจากภาคส่วนอื่นในสังคมเข้าไปผสม รวมถึงส่วนผสมจากต่างประเทศ ซึ่งจะตกผลึกเป็น “อัตลักษณ์” ที่งามพร้อมเพียงพอต่อการสร้างผลกำไร
[...] …ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย(และน่าหงุดหงิด)ที่ผู้เขียนบทความและนักวิชาการของไทยชอบเขียนแบบมักง่ายและไม่มีความตั้งใจที่จะไปค้นคว้าศึกษาหาต้นตอและการใช้ของคำนิยามเหล่านี้มาก่อน (ซึ่งก็อาจเป็นภาพสะท้อนถึงคุณภาพของระบบวิชาการของไทยด้วย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล) ที่แย่กว่านั้นคือ มีนักวิชาการและนักคิดหลายคนพูดถึงเรื่อง Creative Economy/City แบบ“ผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง” จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าพวกเค้า “พยายามทำตัวให้เข้าตาคนมีอำนาจในเรื่องนี้” เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วม มีโอกาสสร้างชื่อให้กับตนเองหรือเปล่า?? (จากcommentที่7,8) [...]
[...] เป็นที่น่าเสียดาย(และน่าหงุดหงิด)ที่ผู้เขียนบทความและนักวิชาการของไทยชอบเขียนแบบมักง่ายและไม่มีความตั้งใจที่จะไปค้นคว้าศึกษาหาต้นตอและการใช้ของคำนิยามเหล่านี้มาก่อน (ซึ่งก็อาจเป็นภาพสะท้อนถึงคุณภาพของระบบวิชาการของไทยด้วย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล) ที่แย่กว่านั้นคือ มีนักวิชาการและนักคิดหลายคนพูดถึงเรื่อง Creative Economy/City แบบ“ผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง” จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าพวกเค้า “พยายามทำตัวให้เข้าตาคนมีอำนาจในเรื่องนี้” เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วม มีโอกาสสร้างชื่อให้กับตนเองหรือเปล่า?? (จากcommentที่7,8) [...]
[...] เป็นที่น่าเสียดาย(และน่าหงุดหงิด)ที่ผู้เขียนบทความและนักวิชาการของไทยชอบเขียนแบบมักง่ายและไม่มีความตั้งใจที่จะไปค้นคว้าศึกษาหาต้นตอและการใช้ของคำนิยามเหล่านี้มาก่อน(ซึ่งก็อาจเป็นภาพสะท้อนถึงคุณภาพของระบบวิชาการของไทยด้วย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล) ที่แย่กว่านั้นคือ มีนักวิชาการและนักคิดหลายคนพูดถึงเรื่อง Creative Economy/City แบบ“ผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง” จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าพวกเค้า “พยายามทำตัวให้เข้าตาคนมีอำนาจในเรื่องนี้” เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วม มีโอกาสสร้างชื่อให้กับตนเองหรือเปล่า??(จากcommentที่7,8) [...]