<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:itunes="http://www.itunes.com/dtds/podcast-1.0.dtd"
xmlns:rawvoice="http://www.rawvoice.com/rawvoiceRssModule/"
	>
<channel>
	<title>Comments on: Creative Bangkok : พลิกโฉม &#8220;กรุงเทพ&#8221; ให้เป็นเมืองสร้างสรรค์</title>
	<atom:link href="http://www.siamintelligence.com/creative-thailand/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.siamintelligence.com/creative-thailand/</link>
	<description>Dare to Think</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Feb 2012 15:56:00 +0000</lastBuildDate>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
	<item>
		<title>By: แนวทางของการเขียนที่ตั้งใจไว้ &#171; ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจและเมืองสร้างสรรค์ของไทย</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/creative-thailand/comment-page-1/#comment-4344</link>
		<dc:creator>แนวทางของการเขียนที่ตั้งใจไว้ &#171; ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจและเมืองสร้างสรรค์ของไทย</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Apr 2010 18:58:43 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5195#comment-4344</guid>
		<description>[...] เป็นที่น่าเสียดาย(และน่าหงุดหงิด)ที่ผู้เขียนบทความและนักวิชาการของไทยชอบเขียนแบบมักง่ายและไม่มีความตั้งใจที่จะไปค้นคว้าศึกษาหาต้นตอและการใช้ของคำนิยามเหล่านี้มาก่อน(ซึ่งก็อาจเป็นภาพสะท้อนถึงคุณภาพของระบบวิชาการของไทยด้วย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล) ที่แย่กว่านั้นคือ มีนักวิชาการและนักคิดหลายคนพูดถึงเรื่อง Creative Economy/City แบบ“ผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง” จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าพวกเค้า “พยายามทำตัวให้เข้าตาคนมีอำนาจในเรื่องนี้” เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วม มีโอกาสสร้างชื่อให้กับตนเองหรือเปล่า??(จากcommentที่7,8) [...]</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>[...] เป็นที่น่าเสียดาย(และน่าหงุดหงิด)ที่ผู้เขียนบทความและนักวิชาการของไทยชอบเขียนแบบมักง่ายและไม่มีความตั้งใจที่จะไปค้นคว้าศึกษาหาต้นตอและการใช้ของคำนิยามเหล่านี้มาก่อน(ซึ่งก็อาจเป็นภาพสะท้อนถึงคุณภาพของระบบวิชาการของไทยด้วย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล) ที่แย่กว่านั้นคือ มีนักวิชาการและนักคิดหลายคนพูดถึงเรื่อง Creative Economy/City แบบ“ผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง” จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าพวกเค้า “พยายามทำตัวให้เข้าตาคนมีอำนาจในเรื่องนี้” เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วม มีโอกาสสร้างชื่อให้กับตนเองหรือเปล่า??(จากcommentที่7,8) [...]</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: แนวทางของการเขียนที่ตั้งใจไว้ &#171; ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจและเมืองสร้างสรรค์ของไทย</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/creative-thailand/comment-page-1/#comment-4343</link>
		<dc:creator>แนวทางของการเขียนที่ตั้งใจไว้ &#171; ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจและเมืองสร้างสรรค์ของไทย</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Apr 2010 18:46:39 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5195#comment-4343</guid>
		<description>[...] เป็นที่น่าเสียดาย(และน่าหงุดหงิด)ที่ผู้เขียนบทความและนักวิชาการของไทยชอบเขียนแบบมักง่ายและไม่มีความตั้งใจที่จะไปค้นคว้าศึกษาหาต้นตอและการใช้ของคำนิยามเหล่านี้มาก่อน (ซึ่งก็อาจเป็นภาพสะท้อนถึงคุณภาพของระบบวิชาการของไทยด้วย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล) ที่แย่กว่านั้นคือ มีนักวิชาการและนักคิดหลายคนพูดถึงเรื่อง Creative Economy/City แบบ“ผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง” จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าพวกเค้า “พยายามทำตัวให้เข้าตาคนมีอำนาจในเรื่องนี้” เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วม มีโอกาสสร้างชื่อให้กับตนเองหรือเปล่า?? (จากcommentที่7,8) [...]</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>[...] เป็นที่น่าเสียดาย(และน่าหงุดหงิด)ที่ผู้เขียนบทความและนักวิชาการของไทยชอบเขียนแบบมักง่ายและไม่มีความตั้งใจที่จะไปค้นคว้าศึกษาหาต้นตอและการใช้ของคำนิยามเหล่านี้มาก่อน (ซึ่งก็อาจเป็นภาพสะท้อนถึงคุณภาพของระบบวิชาการของไทยด้วย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล) ที่แย่กว่านั้นคือ มีนักวิชาการและนักคิดหลายคนพูดถึงเรื่อง Creative Economy/City แบบ“ผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง” จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าพวกเค้า “พยายามทำตัวให้เข้าตาคนมีอำนาจในเรื่องนี้” เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วม มีโอกาสสร้างชื่อให้กับตนเองหรือเปล่า?? (จากcommentที่7,8) [...]</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: แนวทางของการเขียนที่ตั้งใจไว้ &#171; ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจและเมืองสร้างสรรค์ของไทย</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/creative-thailand/comment-page-1/#comment-4340</link>
		<dc:creator>แนวทางของการเขียนที่ตั้งใจไว้ &#171; ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจและเมืองสร้างสรรค์ของไทย</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Apr 2010 18:31:52 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5195#comment-4340</guid>
		<description>[...] …ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย(และน่าหงุดหงิด)ที่ผู้เขียนบทความและนักวิชาการของไทยชอบเขียนแบบมักง่ายและไม่มีความตั้งใจที่จะไปค้นคว้าศึกษาหาต้นตอและการใช้ของคำนิยามเหล่านี้มาก่อน (ซึ่งก็อาจเป็นภาพสะท้อนถึงคุณภาพของระบบวิชาการของไทยด้วย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล) ที่แย่กว่านั้นคือ มีนักวิชาการและนักคิดหลายคนพูดถึงเรื่อง Creative Economy/City แบบ“ผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง” จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าพวกเค้า “พยายามทำตัวให้เข้าตาคนมีอำนาจในเรื่องนี้” เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วม มีโอกาสสร้างชื่อให้กับตนเองหรือเปล่า?? (จากcommentที่7,8) [...]</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>[...] …ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย(และน่าหงุดหงิด)ที่ผู้เขียนบทความและนักวิชาการของไทยชอบเขียนแบบมักง่ายและไม่มีความตั้งใจที่จะไปค้นคว้าศึกษาหาต้นตอและการใช้ของคำนิยามเหล่านี้มาก่อน (ซึ่งก็อาจเป็นภาพสะท้อนถึงคุณภาพของระบบวิชาการของไทยด้วย ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล) ที่แย่กว่านั้นคือ มีนักวิชาการและนักคิดหลายคนพูดถึงเรื่อง Creative Economy/City แบบ“ผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง” จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าพวกเค้า “พยายามทำตัวให้เข้าตาคนมีอำนาจในเรื่องนี้” เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วม มีโอกาสสร้างชื่อให้กับตนเองหรือเปล่า?? (จากcommentที่7,8) [...]</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/creative-thailand/comment-page-1/#comment-3677</link>
		<dc:creator>เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์</dc:creator>
		<pubDate>Wed, 20 Jan 2010 10:13:23 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5195#comment-3677</guid>
		<description>สำหรับผมนั้น Creative Economy สิ้นหวังแต่แรกแล้ว ทั้งในเรื่องแนวคิดและการปฏิบัติ โดยเฉพาะความขัดแย้งของหน่วยงานต่างๆ

เรื่องการไม่ประสานของหน่วยงาน ผมพอจะยอมรับได้ เพราะเป็นความผิดพลาดระดับยุทธวิธี แต่ในเชิงแนวคิดนั้นจะต้องถูกต้อง เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ใหญ่ให้แหลมคม

ในตอนแรก ผมได้ยินข่าวมาว่า CE เป็นเพียงการอัดฉีดเงินให้ภาคธุรกิจ นำไปบริหารจัดการกันเอง ผมก็ผิดหวัง แต่เมื่อเห็นรัฐบาลได้เริ่มต้นบางโครงการที่น่าสนใจกว่าเดิม ก็เหมือนเห็นโอเอซิสในทะเลทราย แม้จะบ่อเล็กๆ แต่ก็ชุ่มฉ่ำใจท่ามกลางความร้อนแล้งอันยากไร้

ผมไม่คิดว่า &quot;อัตลักษณ์ SMEs&quot; จะได้ผลเป็นรูปธรรมมากนัก แต่ในเชิงสัญลักษณ์ถือเป็นการเริ่มต้นเชื่อมต่อ &quot;ความคิดสร้างสรรค์&quot; เข้ากับภาคธุรกิจ

วันที่ 18 มกราคม 2553 ผมก็ได้รับเชิญไปพูดที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร จึงเสริมเพิ่มเติมว่า เราจะมุ่งเน้นแต่ SMEs ไม่ได้ต้องมีธุรกิจใหญ่ควบคู่ไปด้วย เพราะต่างเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน ที่สำคัญอัตลักษณ์ SMEs ที่มีมากมายจะทำให้เกิดความหลากหลายมากเกินไป จนลูกค้าสับสน

&quot;อัตลักษณ์&quot; ที่ขายได้จะต้องมาจากการวิจัย มีการระดมชาวต่างชาติมาร่วมด้วย เพื่อเพิ่มความหลากหลาย เพื่อปรับอัตลักษณ์ให้สอดรับกับรสนิยมของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ

&quot;อัตลักษณ์&quot; ที่หยุดนิ่ง ที่มุ่งสู่ความบริสุทธิ์สมบูรณ์ย่อมเป็นไปไม่ได้

ตัวอย่างที่ชัดที่สุด คือ ศาสนาพุทธของจีน เรามักรู้สึกว่ามีความเป็นจีน โดยหารู้ไม่ว่ามันมาจากอินเดีย แต่ตอนนี้มันได้หลอมกลืนกลายเป็นอัตลักษณ์จีนไปแล้ว

ที่สำคัญยังทำให้ขงจื้อและเต๋ามีความสมบุรณ์มากขึ้นจากการดูดซับข้อดีของพุทธเข้าไป

เช่นเดียวกัน นิกาย Zen ที่พัฒนาโดยจีนนั้น ได้ถูกนำไปต่อยอดให้ละมุนละไมยิ่งขึ้นโดยญี่ปุ่น และหลายคนก็ลืมเลือนไปว่ามันมีต้นกำเนิดมาจากจีน

ผมจึงไม่เห็นด้วยและไม่คิดว่า &quot;อัตลักษณ์ SMEs&quot; จะสำเร็จในทันที แต่ผมสนับสนุนเพราะมันเป็นก้าวแรกในการสร้าง &quot;อัตลักษณ์&quot; ในขั้นพื้นฐาน หลังจากนั้นจึงนำส่วนผสมจากภาคส่วนอื่นในสังคมเข้าไปผสม รวมถึงส่วนผสมจากต่างประเทศ ซึ่งจะตกผลึกเป็น &quot;อัตลักษณ์&quot; ที่งามพร้อมเพียงพอต่อการสร้างผลกำไร</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับผมนั้น Creative Economy สิ้นหวังแต่แรกแล้ว ทั้งในเรื่องแนวคิดและการปฏิบัติ โดยเฉพาะความขัดแย้งของหน่วยงานต่างๆ</p>
<p>เรื่องการไม่ประสานของหน่วยงาน ผมพอจะยอมรับได้ เพราะเป็นความผิดพลาดระดับยุทธวิธี แต่ในเชิงแนวคิดนั้นจะต้องถูกต้อง เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ใหญ่ให้แหลมคม</p>
<p>ในตอนแรก ผมได้ยินข่าวมาว่า CE เป็นเพียงการอัดฉีดเงินให้ภาคธุรกิจ นำไปบริหารจัดการกันเอง ผมก็ผิดหวัง แต่เมื่อเห็นรัฐบาลได้เริ่มต้นบางโครงการที่น่าสนใจกว่าเดิม ก็เหมือนเห็นโอเอซิสในทะเลทราย แม้จะบ่อเล็กๆ แต่ก็ชุ่มฉ่ำใจท่ามกลางความร้อนแล้งอันยากไร้</p>
<p>ผมไม่คิดว่า &#8220;อัตลักษณ์ SMEs&#8221; จะได้ผลเป็นรูปธรรมมากนัก แต่ในเชิงสัญลักษณ์ถือเป็นการเริ่มต้นเชื่อมต่อ &#8220;ความคิดสร้างสรรค์&#8221; เข้ากับภาคธุรกิจ</p>
<p>วันที่ 18 มกราคม 2553 ผมก็ได้รับเชิญไปพูดที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร จึงเสริมเพิ่มเติมว่า เราจะมุ่งเน้นแต่ SMEs ไม่ได้ต้องมีธุรกิจใหญ่ควบคู่ไปด้วย เพราะต่างเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน ที่สำคัญอัตลักษณ์ SMEs ที่มีมากมายจะทำให้เกิดความหลากหลายมากเกินไป จนลูกค้าสับสน</p>
<p>&#8220;อัตลักษณ์&#8221; ที่ขายได้จะต้องมาจากการวิจัย มีการระดมชาวต่างชาติมาร่วมด้วย เพื่อเพิ่มความหลากหลาย เพื่อปรับอัตลักษณ์ให้สอดรับกับรสนิยมของลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ</p>
<p>&#8220;อัตลักษณ์&#8221; ที่หยุดนิ่ง ที่มุ่งสู่ความบริสุทธิ์สมบูรณ์ย่อมเป็นไปไม่ได้</p>
<p>ตัวอย่างที่ชัดที่สุด คือ ศาสนาพุทธของจีน เรามักรู้สึกว่ามีความเป็นจีน โดยหารู้ไม่ว่ามันมาจากอินเดีย แต่ตอนนี้มันได้หลอมกลืนกลายเป็นอัตลักษณ์จีนไปแล้ว</p>
<p>ที่สำคัญยังทำให้ขงจื้อและเต๋ามีความสมบุรณ์มากขึ้นจากการดูดซับข้อดีของพุทธเข้าไป</p>
<p>เช่นเดียวกัน นิกาย Zen ที่พัฒนาโดยจีนนั้น ได้ถูกนำไปต่อยอดให้ละมุนละไมยิ่งขึ้นโดยญี่ปุ่น และหลายคนก็ลืมเลือนไปว่ามันมีต้นกำเนิดมาจากจีน</p>
<p>ผมจึงไม่เห็นด้วยและไม่คิดว่า &#8220;อัตลักษณ์ SMEs&#8221; จะสำเร็จในทันที แต่ผมสนับสนุนเพราะมันเป็นก้าวแรกในการสร้าง &#8220;อัตลักษณ์&#8221; ในขั้นพื้นฐาน หลังจากนั้นจึงนำส่วนผสมจากภาคส่วนอื่นในสังคมเข้าไปผสม รวมถึงส่วนผสมจากต่างประเทศ ซึ่งจะตกผลึกเป็น &#8220;อัตลักษณ์&#8221; ที่งามพร้อมเพียงพอต่อการสร้างผลกำไร</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: จิน</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/creative-thailand/comment-page-1/#comment-3668</link>
		<dc:creator>จิน</dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Jan 2010 05:13:03 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5195#comment-3668</guid>
		<description>จริงๆ แล้ว เราเชื่อและเข้าใจเรื่องอัตลักษณ์ของเรามากน้อยเพียงใด
คือผมไม่รู้เรื่องการตลาด ก็เลยไม่ทราบว่าสินค้าตัวใด แบบไหน เมื่อทำเชิงแสดงอัตลักษณ์ออกมาแล้วมันขายได้ จริงๆ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>จริงๆ แล้ว เราเชื่อและเข้าใจเรื่องอัตลักษณ์ของเรามากน้อยเพียงใด<br />
คือผมไม่รู้เรื่องการตลาด ก็เลยไม่ทราบว่าสินค้าตัวใด แบบไหน เมื่อทำเชิงแสดงอัตลักษณ์ออกมาแล้วมันขายได้ จริงๆ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: นคร</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/creative-thailand/comment-page-1/#comment-3664</link>
		<dc:creator>นคร</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Jan 2010 09:42:10 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5195#comment-3664</guid>
		<description>&quot;ดังนั้นการที่ SIU ซึ่งเป็นสื่อที่เราให้ความเชื่อถือมากที่สุด (ในเวลานี้) เขียนถึงประเด็นนี้อย่างผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง สภาวะแท้จริงของตลาด สิ่งที่เป็นอุปสรรคและปัญหาพื้นฐานที่สุดของสังคมไทย นี่ทำให้ออกจะน่าผิดหวัง&quot;

เห็นด้วยครับ เมื่ออ่านบทความของ SIU ที่เกี่ยวกับ Creative Thailand ทีไรแล้วอดมองโลกในร้่ายไม่ได้ว่าเขาพยายามทำตัวให้เข้าตาคนมีอำนาจในเรื่องนี้อยู่ยังไงไม่รู้</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;ดังนั้นการที่ SIU ซึ่งเป็นสื่อที่เราให้ความเชื่อถือมากที่สุด (ในเวลานี้) เขียนถึงประเด็นนี้อย่างผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง สภาวะแท้จริงของตลาด สิ่งที่เป็นอุปสรรคและปัญหาพื้นฐานที่สุดของสังคมไทย นี่ทำให้ออกจะน่าผิดหวัง&#8221;</p>
<p>เห็นด้วยครับ เมื่ออ่านบทความของ SIU ที่เกี่ยวกับ Creative Thailand ทีไรแล้วอดมองโลกในร้่ายไม่ได้ว่าเขาพยายามทำตัวให้เข้าตาคนมีอำนาจในเรื่องนี้อยู่ยังไงไม่รู้</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: Tinuviel</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/creative-thailand/comment-page-1/#comment-3661</link>
		<dc:creator>Tinuviel</dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Jan 2010 05:10:08 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5195#comment-3661</guid>
		<description>แหม ถ้าจะบอกว่าขนมไทยเอามาขายสนามบินยาก คงต้องแย้งนิดนึงค่ะ ขนมไทยหรืออาหารไทยที่มีการถนอมอาหารเราก็มีเหมือนกัน ว่างๆ ลองไปเดินตลาดดอนหวาย ไปทีไรซื้อขนม-ของกินกลับมาคราวละหลายๆ พัน เก็บไว้กินได้นาน เพียงแต่ packaging ไม่ค่อยสวย


แต่อันนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะบอกกับผู้เขียนบทความหรอกค่ะ อันที่จริงพอเรามานั่งนึกดู เราคงเขียนไปไม่ชัดเองแหละ ที่จริงแล้วพออ่านจบแล้วรู้สึกหงุดหงิดจนต้องเขียนออกมา (ทั้งที่ตามปกติจะซุ่มอ่าน) เพราะอ่านบทความนี้แล้วให้ความรู้สึกถึงการชื่นชมยกย่องจนเกินพอดี อยากใช้คำว่า &quot;เชลียร์&quot; ด้วยซ้ำไป 


รัฐบาลน่ะมีโครงการสวยหรูออกมาตลอดแหละ ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยผ่านมา แต่พอลงมือทำจริงๆ ก็ &quot;เจ๊งไม่เป็นท่า&quot; ผลาญงบประมาณไปเล่นๆ ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ไม่อยากยกตัวอย่างละ เดี๋ยวจะกลายเป็นไปพุ่งประเด็นปลีกย่อยทีละอย่าง อยากให้ดูภาพรวมๆ ว่า รัฐบาล &quot;ตั้งใจจริง&quot; ที่จะส่งเสริม SME จริงหรือเปล่า ไม่ว่าจะเรื่อง Creative หรือไม่ก็เถอะ ในทุกๆ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการล้วนแต่ต้อง &quot;ปากกัดตีนถีบ&quot; เอาตัวรอดกันเองทั้งนั้น เพื่อสุดท้ายแล้วหน่วยงานรัฐก็โผล่ออกมาเอาหน้า ว่าเป็นผลงาน ส่งออกเพิ่ม บริษัทไทยไประดับโลก บลาๆๆ มันน่าหงุดหงิดที่เราต้องสู้ด้วยตัวเอง รัฐไม่เคยมาช่วย แต่ดันมาเอาหน้าเสียอีก


เรายกตัวอย่างไปนิดๆ หน่อยๆ ถึงการทำธุรกิจแบบตามมีตามเกิด อย่างข้างบนนั่นละ อดไม่ได้ต้องยกตัวอย่างอีกแล้ว ลองอ่านกระทู้นี้ http://www.pantip.com/cafe/silom/topic/B8677734/B8677734.html โดยเน้นที่ ความคิดเห็นที่ 66 ย่อหน้าสุดท้าย ภาพนั้นเราจะไม่ได้เห็นในประเทศไทย เพราะรัฐไม่เคยออกกฎป้องกันดิสเคาน์สโตร์ เวลาเราเดินไปสถานีรถไฟฟ้า ถ้าเป็นในญี่ปุ่น จะมีร้านเล็กๆ ตลอดทาง หนาวมากก็แวะเข้าไปหาอากาศอุ่นๆ แกล้งถามทางแล้วไปต่อ (ขออภัยที่ยกตัวอย่างญี่ปุ่น แต่คุณจะเปลี่ยนตัวอย่างเป็นประเทศอื่นก็ได้ เช่นเดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ หรือนิวซีแลนด์ ก็จะได้ภาพแบบเดียวกัน) แต่ในเมืองไทยไม่มี เดินๆ ไปมีแต่ตึกสูง ห้างใหญ่ๆ อาคารโตๆ ลองกลับไปอ่านกระทู้ยูนนานอีกที http://www.siamintelligence.com/yunans-real-estate-development/ น่าจะเห็นภาพว่าเมืองไทยน่ะ ผู้ประกอบการต้องต่อสู้ด้วยตัวเองแบบตามมีตามเกิดขนาดไหน


อีกประเด็นหนึ่งคือ หน่วยงานรัฐแต่ละแห่งมักจะแยกกันทำงาน ไม่ค่อยยอมทำงานร่วมกัน ตั้งงบประมาณแยกกัน ใช้งบประมาณแยกกัน ทำเรื่องหลายๆ เรื่องซ้ำๆ กัน เรียกว่าไม่มีการคุมเกมในภาพรวม เมื่อเป็นอย่างนี้ ถึงแม้ว่าจะมีคนที่ตั้งใจทำงานจริงๆ อยู่ในบางหน่วยงาน ผลที่ได้ก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย งบ 100 หน่วยแทนที่จะทุ่มเททำอะไรอย่างหนึ่งให้เต็มที่ กลับต้องถูกแบ่งเป็น 5 ส่วนๆ ละ 20 ซึ่งอาจมีหน่วยงานที่ทำได้สำเร็จเพียงหน่วยงานเดียว และได้ผลงานไม่ถึง 20 หน่วยอีกด้วย


ดังนั้นการที่ SIU ซึ่งเป็นสื่อที่เราให้ความเชื่อถือมากที่สุด (ในเวลานี้) เขียนถึงประเด็นนี้อย่างผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง สภาวะแท้จริงของตลาด สิ่งที่เป็นอุปสรรคและปัญหาพื้นฐานที่สุดของสังคมไทย นี่ทำให้ออกจะน่าผิดหวัง</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>แหม ถ้าจะบอกว่าขนมไทยเอามาขายสนามบินยาก คงต้องแย้งนิดนึงค่ะ ขนมไทยหรืออาหารไทยที่มีการถนอมอาหารเราก็มีเหมือนกัน ว่างๆ ลองไปเดินตลาดดอนหวาย ไปทีไรซื้อขนม-ของกินกลับมาคราวละหลายๆ พัน เก็บไว้กินได้นาน เพียงแต่ packaging ไม่ค่อยสวย</p>
<p>แต่อันนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะบอกกับผู้เขียนบทความหรอกค่ะ อันที่จริงพอเรามานั่งนึกดู เราคงเขียนไปไม่ชัดเองแหละ ที่จริงแล้วพออ่านจบแล้วรู้สึกหงุดหงิดจนต้องเขียนออกมา (ทั้งที่ตามปกติจะซุ่มอ่าน) เพราะอ่านบทความนี้แล้วให้ความรู้สึกถึงการชื่นชมยกย่องจนเกินพอดี อยากใช้คำว่า &#8220;เชลียร์&#8221; ด้วยซ้ำไป </p>
<p>รัฐบาลน่ะมีโครงการสวยหรูออกมาตลอดแหละ ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยผ่านมา แต่พอลงมือทำจริงๆ ก็ &#8220;เจ๊งไม่เป็นท่า&#8221; ผลาญงบประมาณไปเล่นๆ ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ไม่อยากยกตัวอย่างละ เดี๋ยวจะกลายเป็นไปพุ่งประเด็นปลีกย่อยทีละอย่าง อยากให้ดูภาพรวมๆ ว่า รัฐบาล &#8220;ตั้งใจจริง&#8221; ที่จะส่งเสริม SME จริงหรือเปล่า ไม่ว่าจะเรื่อง Creative หรือไม่ก็เถอะ ในทุกๆ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการล้วนแต่ต้อง &#8220;ปากกัดตีนถีบ&#8221; เอาตัวรอดกันเองทั้งนั้น เพื่อสุดท้ายแล้วหน่วยงานรัฐก็โผล่ออกมาเอาหน้า ว่าเป็นผลงาน ส่งออกเพิ่ม บริษัทไทยไประดับโลก บลาๆๆ มันน่าหงุดหงิดที่เราต้องสู้ด้วยตัวเอง รัฐไม่เคยมาช่วย แต่ดันมาเอาหน้าเสียอีก</p>
<p>เรายกตัวอย่างไปนิดๆ หน่อยๆ ถึงการทำธุรกิจแบบตามมีตามเกิด อย่างข้างบนนั่นละ อดไม่ได้ต้องยกตัวอย่างอีกแล้ว ลองอ่านกระทู้นี้ <a href="http://www.pantip.com/cafe/silom/topic/B8677734/B8677734.html" rel="nofollow">http://www.pantip.com/cafe/silom/topic/B8677734/B8677734.html</a> โดยเน้นที่ ความคิดเห็นที่ 66 ย่อหน้าสุดท้าย ภาพนั้นเราจะไม่ได้เห็นในประเทศไทย เพราะรัฐไม่เคยออกกฎป้องกันดิสเคาน์สโตร์ เวลาเราเดินไปสถานีรถไฟฟ้า ถ้าเป็นในญี่ปุ่น จะมีร้านเล็กๆ ตลอดทาง หนาวมากก็แวะเข้าไปหาอากาศอุ่นๆ แกล้งถามทางแล้วไปต่อ (ขออภัยที่ยกตัวอย่างญี่ปุ่น แต่คุณจะเปลี่ยนตัวอย่างเป็นประเทศอื่นก็ได้ เช่นเดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ หรือนิวซีแลนด์ ก็จะได้ภาพแบบเดียวกัน) แต่ในเมืองไทยไม่มี เดินๆ ไปมีแต่ตึกสูง ห้างใหญ่ๆ อาคารโตๆ ลองกลับไปอ่านกระทู้ยูนนานอีกที <a href="http://www.siamintelligence.com/yunans-real-estate-development/" rel="nofollow">http://www.siamintelligence.com/yunans-real-estate-development/</a> น่าจะเห็นภาพว่าเมืองไทยน่ะ ผู้ประกอบการต้องต่อสู้ด้วยตัวเองแบบตามมีตามเกิดขนาดไหน</p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งคือ หน่วยงานรัฐแต่ละแห่งมักจะแยกกันทำงาน ไม่ค่อยยอมทำงานร่วมกัน ตั้งงบประมาณแยกกัน ใช้งบประมาณแยกกัน ทำเรื่องหลายๆ เรื่องซ้ำๆ กัน เรียกว่าไม่มีการคุมเกมในภาพรวม เมื่อเป็นอย่างนี้ ถึงแม้ว่าจะมีคนที่ตั้งใจทำงานจริงๆ อยู่ในบางหน่วยงาน ผลที่ได้ก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย งบ 100 หน่วยแทนที่จะทุ่มเททำอะไรอย่างหนึ่งให้เต็มที่ กลับต้องถูกแบ่งเป็น 5 ส่วนๆ ละ 20 ซึ่งอาจมีหน่วยงานที่ทำได้สำเร็จเพียงหน่วยงานเดียว และได้ผลงานไม่ถึง 20 หน่วยอีกด้วย</p>
<p>ดังนั้นการที่ SIU ซึ่งเป็นสื่อที่เราให้ความเชื่อถือมากที่สุด (ในเวลานี้) เขียนถึงประเด็นนี้อย่างผิวเผิน เลื่อนลอย โคตรนามธรรม จับต้องไม่ได้ เชลียร์คนใหญ่คนโต โดยไม่เจาะลึกลงไปถึงรากของปัญหาที่แท้จริง สภาวะแท้จริงของตลาด สิ่งที่เป็นอุปสรรคและปัญหาพื้นฐานที่สุดของสังคมไทย นี่ทำให้ออกจะน่าผิดหวัง</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: นคร</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/creative-thailand/comment-page-1/#comment-3650</link>
		<dc:creator>นคร</dc:creator>
		<pubDate>Sat, 16 Jan 2010 10:47:04 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5195#comment-3650</guid>
		<description>เพิ่งเห็นว่าตัวเองเขียนยาวเฟื้อยเลย</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>เพิ่งเห็นว่าตัวเองเขียนยาวเฟื้อยเลย</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: นคร</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/creative-thailand/comment-page-1/#comment-3649</link>
		<dc:creator>นคร</dc:creator>
		<pubDate>Sat, 16 Jan 2010 10:46:25 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5195#comment-3649</guid>
		<description>&quot;ดังนั้นสิ่งที่พี่บ่นก็คือ บรรดา “เสาหลัก” ทั้งหลายน่ะ “ดีแต่พูด” ให้สวยหรู และกินงบประมาณแผ่นดินไปวันๆ เท่านั้นแหละค่ะ&quot;

งั้นจะให้เขาทำอะไรดีครับ ผมไม่ได้เข้าข้างเขาน่ะ โดยส่วนตัวก็ไม่ชอบพวกที่อยู่บนหอคอยงาช้าง และก็ไม่เห็นด้วยกับพวกเสาหลักพวกนั้นเลย แต่มองด้วยความเป็นกลาง ตำแหน่งพวกนั้น เอาใครมาเป็นก็เหมือนกันหมดอยู่ดี เพราะก็ทำอะไรไม่ได้มาไปกว่าพูด เพราะมันไม่ไช่ตำแหน่งที่มีอำนาจในการบริหารอะไรเลย ในเมื่อเขามีโอกาสพูด เขาก็ควรพูดออกมาในสิ่งที่เขาเชื่อ ถ้าคนอื่นไม่เห็นด้วย ก็แสดงทางออกให้ไป

ไม่งั้นนักเขียน นักวิชาการ นักแต่งเพลง เขาจะมีบทบาททางสังคมในประเทศที่เจริญแล้วหรือครับ

ขนมไทย มันเอามาขายตามสนามบินยาก เพราะวัฒนธรรมอาหารของไทย มันต้องกินตรงนั้นเลย มันไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้เป็นของฝาก มันมีส่วนผสมของกระทิ และ อีกหลายอย่างที่เก็บไว้นานมากไม่ได้ ไม่เหมือนของญี่ปุ่น กรณีนี้ผมไม่ได้จะบอกว่า 100% ของขนมไทยไม่สามารถนำไปขายได้น่ะครับ แต่มันเทียบกันไม่ได้กับวัฒนธรรมการถนอมอาหารที่เอาไว้กินยามลำบากยามสงคราม ของญี่ปุ่นเขา 

หรือวัฒนธรรมเหล้าของเรา ก็เคยโดนทางการทำลายทิ้่งไปหมดแล้ว โดยไปเข้าข้างบริษัทสุราขนาดใหญ่ในการออกกฎหมายว่าชาวบ้านที่ต้มเหล้าเอง ถือว่าเป็นเหล้าเถื่อน (ซึ่งสมัยนั้น มันก็ดันมีเหล้าเถื่อนที่อันตรายจริงออกมาด้วย) 

ที่สำคัญ สำนึกของคนไทยส่วนมาก ขาดความเคารพตัวเองมานานมากแล้ว ของไทยที่มีคุณภาพจริงๆ ก็หายากมากมาก พวกนักธุรกิจก็พยายามหลอกใช้ช่างฝีมือให้มาเป็นเพียงแรงงาน เอาเด็กจบใหม่มาเป็นนาย มาสั่ง มาออกแบบ มาล้างสมองช่างฝีมือว่าพวกนั้นเป็นได้เพียงช่าง คิดไม่เป็น แล้วปล่อยให้เด็กเมื่อวานซืนเปิดตำราฝรั่ง ญี่ปุ่น ลอกงานมาให้ช่างไทยทำตาม แล้วบอกว่านี่คือการพัฒนา เอาเปลือกของวัสดุไทยไปห่อ แต่กลิ่นและแก่นของมันไม่เหลืออะไรที่มันเป็นไทยมานานแล้ว 

พวกสปา พวก รีสอร์ท ก็ออกแบบมาเพื่อทำให้ฝรั่งชอบ แต่ไมไ่ด้ทำให้คนไทยชอบ รอให้ฝรั่งชอบก่อน แล้วพวกคนหัวสูงชาวไทยก็จะเลียนแบบและหันมาชอบเอง ในเมื่อแค่ต้นตอของความคิด มันก็คือการสร้างสรรค์เพื่อบูชาคนนอก แล้วเอาเปลือกตัวเองมาห่ออีกทีตั้งแต่แรก ระยะยาวมันจะไปเติบโตได้อย่างไร โครงสร้างของทั้งประเทศมันหลวม และ เปราะมานานมากแล้ว เอาเทวดาที่ไหนมาเป็นเสาหลัก มันก็ค้ำไม่อยู่ ถ้าประชาชนไม่ช่วยกันหันมาขัดเกลาตัวเอง สำรวจตัวเอง และเริ่มที่ตัวเอง 

ต่อให้สักวันนึงความเป็นไทยมันฮิตขึ้นมา มันก็จะเป็นเพียงความฮิตเพราะฝรั่งชอบ เกาหลีชอบ คนไทยเลยชอบบ้าง แต่ไม่ไช่เพราะเราอยู่กับมันจริงๆ ไม่ไช่เพราะเราโตไปกับมันจริงๆ 

อย่างเฟอร์นิเจอร์ที่อิตาลี่ คนเขาใช้มันจริงๆ เดินไปหัวมุมถนนก็เจอของนักออกแบบท้องถิ่นวางขายอยู่ แล้วนักออกแบบท้องถิ่นพวกนั้นก้มีฝีมือพอที่จะดังในระดับโลกได้ แต่คนไทยต้องรอให้นักออกแบบดังก่อน ค่อยไปตามซื้อมาสะสม ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดีคืออะไร ต้องมาเล่นกันที่ยี่ฮ้อ ราคา ทำยังกับเล่นพระเครื่อง แทนที่จะฝึกตัวเองว่าอะไรดีไม่ดี จนมองออกว่า ลุงข้างบ้านที่สานหวายเก่ง ป้าข้างบ้านที่ปั้นหม้อเขาเก่ง แล้วก็สนับสนุนกันให้ชุมชนตัวเองมั่นคงก่อนที่จะออกไประดับชาติ ระดับโลก 

เมืองไทยเราหลงทางเรื่องกลยุทธ์การสร้างแบรนด์แบบไร้แก่นมานานมากแล้ว มากจนคนไม่รู้แล้วว่าอะไรดีไม่ดี ต้องรอเทรนด์เซทเตอร์มาบอก ต้องดูยี่ฮ้อ ต้องดูกันที่ราคา รสนิยมก็ไม่มี เน้นของดัง ของแพงไว้ก่อน ถ้าแก่นของคนไทยส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น ในไม่ช้าของไทยของท้องถิ่นที่ดี(แต่ไม่ดัง) ก็จะสูญหายไปเรื่อยๆ ก็จะมีแต่ของปลอมที่เอาความเป็นไทยมาฉาบ ออกมาขายสร้างแบรนด์ไปเรื่อย 

ลองมองกลับไปที่ญี่ปุ่นอีกที คนเขาเข้าใจและฮาร์ดคอร์มากกับสิ่งที่เขาเลือกใช้ กับชีวิตการกิน การอยู่ เขาดูออกว่าของงาม อร่อย ดี เป็นอย่างไร ทุกอาชีพเคารพงานตัวเอง มันก็ไม่ยากที่นำเอาความเป็นญี่ปุ่นที่มีคุณภาพออกมาขาย

แต่ถ้าลองว่าพื้นฐานคนในชาติยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ดี งาม อร่อย เป็นอย่างไร เน้นแต่การสร้างอัตลักษณ์ แบรนด์ เน้นแต่เปลือกของการตลาด ต่อให้มีพื้นที่ขายขนมไทย หรือของไทยในสนามบิน มันก็ไม่ไช่ของที่ยั่งยืนที่จะสนับสนุนสังคมสร้างสรรค์ของวัฒนธรรมไทยได้อยู่ดีน่ะครับ

แต่คำถามที่ผมว่าน่าสนใจกว่าคือ มันจำเป็นด้วยหรือ ที่เราต้องเอาความเป็นไทย มาผูกกับความสร้างสรรค์ของคนไทย  โทรศัพท์โนเกีย นี่มันมีความเป็นฟินแลนด์ตรงไหน ซัมซุงนี่ นอกจากชื่อยี่ฮ้อ กับความก้าวร้าวทางการตลาดแล้ว มันมีความเป็นเกาหลีตรงไหน ในขณะที่ เลอโนโว่ บางรุ่นพยายามเอาความเป็นจีนไปใส่ ด้วยลายจีน ผลออกมาเลยกลายเป็นเรื่องตลกไป เพราะคอมพิวเตอร์มันก็ไม่ได้มีความเป็นจีนแต่แรกแล้ว 

หรือเอาง่ายๆแอปเปิล นี่มันมีความเป็นอเมริกันตรงไหน มันมีความสัมพันธ์อะไรกับจอร์จ วอชิงตันไหม ไม่มีเลย แต่มันมาจากสปิริตของคนอเมริกันฝั่งตะวันตกที่มีลักษณะของการมองโลกในอนาคตในแง่ดี การพยายามสร้างมายาของเลือดนักสู้ ตรงนั้นต่างหากที่อยู่ในรากของแอปเปิล 

ด้วยความเห็นส่วนตัวที่คิดว่าถ่อมตัวพอสมควรแล้ว ผมรู้สึกว่าบ้านเรากำลังหลงทางกันใหญ่แล้วกับเศรฐกิจสร้างสรรค์</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;ดังนั้นสิ่งที่พี่บ่นก็คือ บรรดา “เสาหลัก” ทั้งหลายน่ะ “ดีแต่พูด” ให้สวยหรู และกินงบประมาณแผ่นดินไปวันๆ เท่านั้นแหละค่ะ&#8221;</p>
<p>งั้นจะให้เขาทำอะไรดีครับ ผมไม่ได้เข้าข้างเขาน่ะ โดยส่วนตัวก็ไม่ชอบพวกที่อยู่บนหอคอยงาช้าง และก็ไม่เห็นด้วยกับพวกเสาหลักพวกนั้นเลย แต่มองด้วยความเป็นกลาง ตำแหน่งพวกนั้น เอาใครมาเป็นก็เหมือนกันหมดอยู่ดี เพราะก็ทำอะไรไม่ได้มาไปกว่าพูด เพราะมันไม่ไช่ตำแหน่งที่มีอำนาจในการบริหารอะไรเลย ในเมื่อเขามีโอกาสพูด เขาก็ควรพูดออกมาในสิ่งที่เขาเชื่อ ถ้าคนอื่นไม่เห็นด้วย ก็แสดงทางออกให้ไป</p>
<p>ไม่งั้นนักเขียน นักวิชาการ นักแต่งเพลง เขาจะมีบทบาททางสังคมในประเทศที่เจริญแล้วหรือครับ</p>
<p>ขนมไทย มันเอามาขายตามสนามบินยาก เพราะวัฒนธรรมอาหารของไทย มันต้องกินตรงนั้นเลย มันไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้เป็นของฝาก มันมีส่วนผสมของกระทิ และ อีกหลายอย่างที่เก็บไว้นานมากไม่ได้ ไม่เหมือนของญี่ปุ่น กรณีนี้ผมไม่ได้จะบอกว่า 100% ของขนมไทยไม่สามารถนำไปขายได้น่ะครับ แต่มันเทียบกันไม่ได้กับวัฒนธรรมการถนอมอาหารที่เอาไว้กินยามลำบากยามสงคราม ของญี่ปุ่นเขา </p>
<p>หรือวัฒนธรรมเหล้าของเรา ก็เคยโดนทางการทำลายทิ้่งไปหมดแล้ว โดยไปเข้าข้างบริษัทสุราขนาดใหญ่ในการออกกฎหมายว่าชาวบ้านที่ต้มเหล้าเอง ถือว่าเป็นเหล้าเถื่อน (ซึ่งสมัยนั้น มันก็ดันมีเหล้าเถื่อนที่อันตรายจริงออกมาด้วย) </p>
<p>ที่สำคัญ สำนึกของคนไทยส่วนมาก ขาดความเคารพตัวเองมานานมากแล้ว ของไทยที่มีคุณภาพจริงๆ ก็หายากมากมาก พวกนักธุรกิจก็พยายามหลอกใช้ช่างฝีมือให้มาเป็นเพียงแรงงาน เอาเด็กจบใหม่มาเป็นนาย มาสั่ง มาออกแบบ มาล้างสมองช่างฝีมือว่าพวกนั้นเป็นได้เพียงช่าง คิดไม่เป็น แล้วปล่อยให้เด็กเมื่อวานซืนเปิดตำราฝรั่ง ญี่ปุ่น ลอกงานมาให้ช่างไทยทำตาม แล้วบอกว่านี่คือการพัฒนา เอาเปลือกของวัสดุไทยไปห่อ แต่กลิ่นและแก่นของมันไม่เหลืออะไรที่มันเป็นไทยมานานแล้ว </p>
<p>พวกสปา พวก รีสอร์ท ก็ออกแบบมาเพื่อทำให้ฝรั่งชอบ แต่ไมไ่ด้ทำให้คนไทยชอบ รอให้ฝรั่งชอบก่อน แล้วพวกคนหัวสูงชาวไทยก็จะเลียนแบบและหันมาชอบเอง ในเมื่อแค่ต้นตอของความคิด มันก็คือการสร้างสรรค์เพื่อบูชาคนนอก แล้วเอาเปลือกตัวเองมาห่ออีกทีตั้งแต่แรก ระยะยาวมันจะไปเติบโตได้อย่างไร โครงสร้างของทั้งประเทศมันหลวม และ เปราะมานานมากแล้ว เอาเทวดาที่ไหนมาเป็นเสาหลัก มันก็ค้ำไม่อยู่ ถ้าประชาชนไม่ช่วยกันหันมาขัดเกลาตัวเอง สำรวจตัวเอง และเริ่มที่ตัวเอง </p>
<p>ต่อให้สักวันนึงความเป็นไทยมันฮิตขึ้นมา มันก็จะเป็นเพียงความฮิตเพราะฝรั่งชอบ เกาหลีชอบ คนไทยเลยชอบบ้าง แต่ไม่ไช่เพราะเราอยู่กับมันจริงๆ ไม่ไช่เพราะเราโตไปกับมันจริงๆ </p>
<p>อย่างเฟอร์นิเจอร์ที่อิตาลี่ คนเขาใช้มันจริงๆ เดินไปหัวมุมถนนก็เจอของนักออกแบบท้องถิ่นวางขายอยู่ แล้วนักออกแบบท้องถิ่นพวกนั้นก้มีฝีมือพอที่จะดังในระดับโลกได้ แต่คนไทยต้องรอให้นักออกแบบดังก่อน ค่อยไปตามซื้อมาสะสม ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าดีคืออะไร ต้องมาเล่นกันที่ยี่ฮ้อ ราคา ทำยังกับเล่นพระเครื่อง แทนที่จะฝึกตัวเองว่าอะไรดีไม่ดี จนมองออกว่า ลุงข้างบ้านที่สานหวายเก่ง ป้าข้างบ้านที่ปั้นหม้อเขาเก่ง แล้วก็สนับสนุนกันให้ชุมชนตัวเองมั่นคงก่อนที่จะออกไประดับชาติ ระดับโลก </p>
<p>เมืองไทยเราหลงทางเรื่องกลยุทธ์การสร้างแบรนด์แบบไร้แก่นมานานมากแล้ว มากจนคนไม่รู้แล้วว่าอะไรดีไม่ดี ต้องรอเทรนด์เซทเตอร์มาบอก ต้องดูยี่ฮ้อ ต้องดูกันที่ราคา รสนิยมก็ไม่มี เน้นของดัง ของแพงไว้ก่อน ถ้าแก่นของคนไทยส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น ในไม่ช้าของไทยของท้องถิ่นที่ดี(แต่ไม่ดัง) ก็จะสูญหายไปเรื่อยๆ ก็จะมีแต่ของปลอมที่เอาความเป็นไทยมาฉาบ ออกมาขายสร้างแบรนด์ไปเรื่อย </p>
<p>ลองมองกลับไปที่ญี่ปุ่นอีกที คนเขาเข้าใจและฮาร์ดคอร์มากกับสิ่งที่เขาเลือกใช้ กับชีวิตการกิน การอยู่ เขาดูออกว่าของงาม อร่อย ดี เป็นอย่างไร ทุกอาชีพเคารพงานตัวเอง มันก็ไม่ยากที่นำเอาความเป็นญี่ปุ่นที่มีคุณภาพออกมาขาย</p>
<p>แต่ถ้าลองว่าพื้นฐานคนในชาติยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ดี งาม อร่อย เป็นอย่างไร เน้นแต่การสร้างอัตลักษณ์ แบรนด์ เน้นแต่เปลือกของการตลาด ต่อให้มีพื้นที่ขายขนมไทย หรือของไทยในสนามบิน มันก็ไม่ไช่ของที่ยั่งยืนที่จะสนับสนุนสังคมสร้างสรรค์ของวัฒนธรรมไทยได้อยู่ดีน่ะครับ</p>
<p>แต่คำถามที่ผมว่าน่าสนใจกว่าคือ มันจำเป็นด้วยหรือ ที่เราต้องเอาความเป็นไทย มาผูกกับความสร้างสรรค์ของคนไทย  โทรศัพท์โนเกีย นี่มันมีความเป็นฟินแลนด์ตรงไหน ซัมซุงนี่ นอกจากชื่อยี่ฮ้อ กับความก้าวร้าวทางการตลาดแล้ว มันมีความเป็นเกาหลีตรงไหน ในขณะที่ เลอโนโว่ บางรุ่นพยายามเอาความเป็นจีนไปใส่ ด้วยลายจีน ผลออกมาเลยกลายเป็นเรื่องตลกไป เพราะคอมพิวเตอร์มันก็ไม่ได้มีความเป็นจีนแต่แรกแล้ว </p>
<p>หรือเอาง่ายๆแอปเปิล นี่มันมีความเป็นอเมริกันตรงไหน มันมีความสัมพันธ์อะไรกับจอร์จ วอชิงตันไหม ไม่มีเลย แต่มันมาจากสปิริตของคนอเมริกันฝั่งตะวันตกที่มีลักษณะของการมองโลกในอนาคตในแง่ดี การพยายามสร้างมายาของเลือดนักสู้ ตรงนั้นต่างหากที่อยู่ในรากของแอปเปิล </p>
<p>ด้วยความเห็นส่วนตัวที่คิดว่าถ่อมตัวพอสมควรแล้ว ผมรู้สึกว่าบ้านเรากำลังหลงทางกันใหญ่แล้วกับเศรฐกิจสร้างสรรค์</p>
]]></content:encoded>
	</item>
	<item>
		<title>By: Tinuviel</title>
		<link>http://www.siamintelligence.com/creative-thailand/comment-page-1/#comment-3647</link>
		<dc:creator>Tinuviel</dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Jan 2010 13:02:36 +0000</pubDate>
		<guid isPermaLink="false">http://www.siamintelligence.com/?p=5195#comment-3647</guid>
		<description>คือ.. ไม่ได้บอกว่า SME ไทยไม่มีอัตลักษณ์นะคะ


แต่จะบอกว่า SME ไทยที่มีอัตลักษณ์ จะไปไม่รอดในเชิงธุรกิจ เพราะสภาวะตลาดที่แข่งขันรุนแรง และไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเท่าที่ควรน่ะค่ะ


ที่ยกตัวอย่างสนามบิน ก็เพราะเห็นกับตาชัดๆ ว่า สิ่งที่รัฐน่าจะสนับสนุนได้ เปิดโอกาสให้สินค้าไทยๆ เข้ามาอยู่ในโซนช็อปปิ้งของสนามบินได้ไหม ทำไมสนามบินไทยถึงมีแต่สินค้าแบรนด์เนม ที่คนเดินทางจะซื้อแต่เหล้า น้ำหอม นาฬิกา ขณะที่สนามบินญี่ปุ่น คนเดินทางสามารถซื้อของฝากที่มี &quot;ความเป็นญี่ปุ่น&quot; กลับไปฝากเพื่อนฝากญาติได้


เราโหยหา &quot;ขนมครกชาววัง&quot; รสเลิศ ที่ต้องไปซื้อที่ราชวัตร เราคิดถึง &quot;ขนมปลากริม&quot; ที่เดี๋ยวนี้หากินยากมากๆ แม้แต่ตลาดหัวหินที่เคยมีเสน่ห์ มีอาหารท้องถิ่นให้เดินกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เดี๋ยวนี้มีสภาพไม่ต่างจากถนนสีลมยามค่ำคืน ขายเสื้อเพ้นท์ ขายเครื่องเงิน ของฝากที่มีหน้าตาเหมือนกันไปหมดไม่ว่าจะซื้อที่สีลมหรือที่เชียงใหม่ไนท์บาซาร์ เราเคยมี SME ที่มีอัตลักษณ์ แต่เค้าค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ เห็นไหมคะ


ถ้าโยงกับบทความเรื่องยูนนาน ที่ทางการจีนกำหนด &quot;ถนนคนเดิน&quot; และสนับสนุนแหล่งค้าขายของท้องถิ่น ถามว่ากรุงเทพฯ เรานี่น่ะ สนับสนุนอะไรกับแหล่งค้าขายของท้องถิ่นบ้างคะ ตัวอย่างที่คุณกานต์ยกมาตอบในบทความนั้น ก็ล้วนแต่เอกชนดิ้นรนสร้างกันขึ้นมาเองทั้งนั้น ใช่หรือไม่ อยู่กันไปอย่างตามมีตามเกิด มั่วๆ ซั่วๆ มีระเบียบบ้างไม่มีระเบียบบ้าง ส่วนมากจะค่อนไปทางไม่มีระเบียบเสียมากกว่า และก็ไม่เห็นมีใครมาทำอะไรจริงจัง


ดังนั้นสิ่งที่พี่บ่นก็คือ บรรดา &quot;เสาหลัก&quot; ทั้งหลายน่ะ &quot;ดีแต่พูด&quot; ให้สวยหรู และกินงบประมาณแผ่นดินไปวันๆ เท่านั้นแหละค่ะ</description>
		<content:encoded><![CDATA[<p>คือ.. ไม่ได้บอกว่า SME ไทยไม่มีอัตลักษณ์นะคะ</p>
<p>แต่จะบอกว่า SME ไทยที่มีอัตลักษณ์ จะไปไม่รอดในเชิงธุรกิจ เพราะสภาวะตลาดที่แข่งขันรุนแรง และไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเท่าที่ควรน่ะค่ะ</p>
<p>ที่ยกตัวอย่างสนามบิน ก็เพราะเห็นกับตาชัดๆ ว่า สิ่งที่รัฐน่าจะสนับสนุนได้ เปิดโอกาสให้สินค้าไทยๆ เข้ามาอยู่ในโซนช็อปปิ้งของสนามบินได้ไหม ทำไมสนามบินไทยถึงมีแต่สินค้าแบรนด์เนม ที่คนเดินทางจะซื้อแต่เหล้า น้ำหอม นาฬิกา ขณะที่สนามบินญี่ปุ่น คนเดินทางสามารถซื้อของฝากที่มี &#8220;ความเป็นญี่ปุ่น&#8221; กลับไปฝากเพื่อนฝากญาติได้</p>
<p>เราโหยหา &#8220;ขนมครกชาววัง&#8221; รสเลิศ ที่ต้องไปซื้อที่ราชวัตร เราคิดถึง &#8220;ขนมปลากริม&#8221; ที่เดี๋ยวนี้หากินยากมากๆ แม้แต่ตลาดหัวหินที่เคยมีเสน่ห์ มีอาหารท้องถิ่นให้เดินกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เดี๋ยวนี้มีสภาพไม่ต่างจากถนนสีลมยามค่ำคืน ขายเสื้อเพ้นท์ ขายเครื่องเงิน ของฝากที่มีหน้าตาเหมือนกันไปหมดไม่ว่าจะซื้อที่สีลมหรือที่เชียงใหม่ไนท์บาซาร์ เราเคยมี SME ที่มีอัตลักษณ์ แต่เค้าค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ เห็นไหมคะ</p>
<p>ถ้าโยงกับบทความเรื่องยูนนาน ที่ทางการจีนกำหนด &#8220;ถนนคนเดิน&#8221; และสนับสนุนแหล่งค้าขายของท้องถิ่น ถามว่ากรุงเทพฯ เรานี่น่ะ สนับสนุนอะไรกับแหล่งค้าขายของท้องถิ่นบ้างคะ ตัวอย่างที่คุณกานต์ยกมาตอบในบทความนั้น ก็ล้วนแต่เอกชนดิ้นรนสร้างกันขึ้นมาเองทั้งนั้น ใช่หรือไม่ อยู่กันไปอย่างตามมีตามเกิด มั่วๆ ซั่วๆ มีระเบียบบ้างไม่มีระเบียบบ้าง ส่วนมากจะค่อนไปทางไม่มีระเบียบเสียมากกว่า และก็ไม่เห็นมีใครมาทำอะไรจริงจัง</p>
<p>ดังนั้นสิ่งที่พี่บ่นก็คือ บรรดา &#8220;เสาหลัก&#8221; ทั้งหลายน่ะ &#8220;ดีแต่พูด&#8221; ให้สวยหรู และกินงบประมาณแผ่นดินไปวันๆ เท่านั้นแหละค่ะ</p>
]]></content:encoded>
	</item>
</channel>
</rss>

