Practical Report Creative Economy Thailand เริ่มต้นแล้ว : รัฐบาลไทยสร้างสรรค์ “โครงการเมืองนักคิด” ตั้งวงเงิน2หมื่นล้าน

นายกฯอภิสิทธิ์คิกออฟโครงการเมืองไทย เมืองนักคิด 31 ส.ค.นี้ ปั้นคนไทยใช้ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์พัฒนาธุรกิจ ตั้งวงเงิน 2 หมื่นล้าน

วันนี้ (27ส.ค.) นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 ส.ค.นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเปิดตัวโครงการเมืองไทย เมืองนักคิด (ครีเอทีฟ ไทยแลนด์) เพื่อผลักดันให้ไทยก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ หลังจากที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 (เอสพี2) วงเงิน 20,130 ล้านบาท ให้กับอุตสาหกรรมนำร่อง 15 อุตสาหกรรม ได้แก่ หัตถกรรม การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอาหารไทย แพทย์แผนไทย ศิลปะการแสดงและทัศนศิลป์ ภาพยนตร์ สิ่งพิมพ์ ถ่ายทอดภาพและกระจายเสียง เพลง ออกแบบ แฟชั่น สถาปัตยกรรม โฆษณา และซอฟต์แวร์ สามารถจัดทำโครงการขอใช้เงินเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมให้ดียิ่งขึ้น โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ให้การสนับสนุน

สำหรับโครงการเมืองไทย เมืองนักคิดนั้น รมช.พาณิชย์ กล่าวต่อว่า จะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของประเทศที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ มีความพยายามในการปรับปรุง พัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเอง สามารถเสนอโครงการเพื่อขอใช้เงินเข้ามาได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองโครงการ และจากนั้นจะเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นผู้พิจารณาความเป็นไปได้ ก่อนที่จะเสนอให้สำนักงบประมาณ พิจารณาในรายละเอียดโครงการ จากนั้น จะเสนอให้คณะกรรมการไทยเข้มแข็ง พิจารณาอนุมัติในขั้นตอนสุดท้าย

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีโครงการเสนอขอใช้เงินเฟส แรก 17,000 ล้านบาท แต่ได้อนุมัติไปเบื้องต้น 3,800 ล้านบาท และมีโครงการที่เสนอใหม่อีก 16,000 ล้านบาท ซึ่งกำลังดูรายละเอียดของโครงการว่าสอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำหรือไม่ มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และจะเกิดประโยชน์อะไรกับภาคอุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งหากเข้าข่าย ก็พร้อมที่จะผลักดันให้ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ

ที่มา : ไทยรัฐ

……………….

ความเห็น SIU

นับเป็นเรื่องน่ายินดี ที่รัฐบาลสนใจเรื่อง Creative Economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์) ถึงกับตั้งวงเงิน 2 หมื่นล้าน เพื่อสนับสนุน

เมื่อพิจารณาจากชื่อโครงการ “เมืองไทย เมืองนักคิด” แล้วก็รู้สึกว่า Creative พอสมควรทีเดียว

แต่ก็อาจมีคนตั้งข้อสงสัยได้ว่า “นักคิด” อาจไปพ้องกับคำในภาษาอังกฤษว่า Thinker ซึ่งในบริบทของประเทศไทยแล้ว ก็หาคนแบบนี้ได้น้อยเต็มที่ คนที่พอจะเป็นแบบอย่างได้ก็คือ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์”

อย่างไรก็ตาม “เมืองไทย เมืองนักคิด” ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซึ่งจะนำพาประเทศไทยไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยใช้ Creative Economy เป็นตัวขับเคลื่อน

แต่สิ่งที่ SIU เป็นห่วงเป็นใยก็คือ โครงการนี้จะดีแต่ชื่อ สุดท้ายก็เป็นเพียงการนำเงินงบประมาณแผ่นดินมาอัดฉีดอย่างไร้ยุทธศาสตร์ ไม่เกิดการต่อยอดที่แท้จริง ซ้ำรอยโครงการ “เช็คช่วยชาติ” ที่แจกเงินคนละ 2000 บาท ซึ่งสร้างความฮือฮาในช่วงแรก แต่ในเวลาต่อมา เมื่อความจริงปรากฏขึ้นมาว่าไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้สมกับเงินที่ลงทุนไป ก็ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบกันอย่างกว้างขวาง

SIU มุ่งหวังให้รัฐบาลเป็นที่รักของประชาชน นำพาประเทศไทยฝ่าวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจที่หนักหน่วงรุนแรงครั้งนี้ไปได้ จึงไม่อยากให้ทำผิดพลาดเป็นครั้งที่สอง ซึ่งอาจไม่ได้รับการอภัยจากประชาชน เนื่องจากช่วงเวลา “ฮันนี่มูน” ได้จบลงแล้ว

อย่างที่พูดถึงไปแล้วในบทความ “Creative Economy : บทสังเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ประเทศไทย” ว่าการสร้าง Creative Economy นั้น ไม่ใช่การอัดฉีดเงินเข้าไปให้ภาคธุรกิจ แต่เป็นการสร้าง Creative Space เพื่อเป็นแหล่งดึงดูด บ่มเพาะ และพัฒนา Creative Talent ให้รวมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์ Creative Economy

ในโลกที่เงินทุนและเทคโนโลยี ไม่ได้เป็น “ปัจจัยขาดแคลน” ในการแข่งขันทางธูรกิจอีกต่อไป การแข่งขันเชิงเศรษฐกิจในระดับโลกจึงเปลี่ยนมาที่การสร้าง Creative ให้สินค้าและผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดแคลนและยังไม่ได้รับการเติมเต็ม เนื่องจาก Creative Talent มีจำนวนจำกัด และแต่ละประเทศก็แย่งตัวกัน

ยุทธศาสตร์หลักของ Creative Economy จึงต้องเน้นไปที่ การบริหารจัดการ Creative Talent เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมได้

หากรัฐบาลยังคงใช้วิธีการคิดแบบเดิมๆ (Old Paradigm) ของเศรษฐกิจแบบเก่า (Industry Economy) ก็คงไม่สามารถผลักดัน Creative Economy ที่มีรากฐานมาจากความคิดแบบใหม่ (New Paradigm) ให้เป็นจริงได้

  • http://www.nakhonsawancreative นิติชน มานิตย์

    เยี่ยม!!!!!!!! แล้วเจอกัน
    รากฐานเศรษฐกิจของเมืองไทย ควรเข้มแข็งกว่าที่เป็นอยู่เดิม ความมาตรฐานที่จะทำให้เป็นที่ยอมรับ ยังไม่มีความพร้อม ฉะนั้น โครงการที่ข้าพเจ้าจะดำเนินการเสนอหลังจากกลับไปเมืองไทย คือ ตลาดสร้างเมือง ที่พี่น้องชาวไทยจะได้มีโอกาส ทำธุรกิจของตัวเองและสามารถต่อยอดให้ตลาดนี้ สามารถเป็นส่วนหนึ่งที่นำความเจริญก้าวหน้าทางธุรกิจ ให้กระจายความเจริญไปสู่ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศได้อีกด้วย

  • http://www.thaiphum.com pranee prayotamorakul

    in my mind นึกแบบฝรั่ง ฝันแบบฝรั่ง แต่เป็นคนไทยที่คนไทยร้อยละ 99 บอกว่าทำเงินไม่ได้ creative เป็นกลยุทธของโลกาภิวัฒน์ เพราะโลกของการสื่อสาร การเดินทางแนวไร้พรหมแดน กำลังมาแรงอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ การเจริญเติบโตอย่างแรง สร้างผลกระทบทางด้านจิตใจโดยไม่มีใครรู้ตัว รากหญ้าจากเพียงพอสู่ความไม่พอเพียง แรงบันดาลการสร้างศิลปเพื่อการดำรงชีวิต ในแต่ละภูมิภาคจึงมาแรง กระแสแห่งการนำเอารากเหง้าของประเพณี วัฒนธรรม และเศรษฐกิจยุคปัจจุบันมาผสมผสานให้เกิดรสกระแสนิยม ในกระบวนการโลกาภิวัฒน์ มันคืออะไร เราคือผู้หนึ่งที่จะร่วสร้างและผลักดัน ให้กับพวกคนไทยที่ตามโลกาภิวัฒน์ไม่ทัน

  • http://www.thaiphum.com pranee prayotamorakul

    สนใจมาก สุ้มสร้างเรือนไทยในภูเก็ตเพื่อท้าทายตลาดสากล คนไทยมีรากเหง้าแห่งมรดกของการสร้างสรร มาช่วยกันเริ่มต้น ก่อนที่จะต้องรื้อทิ้งเพราะนายทุนชั้นต่ำ ซึ่งมีธนาคารไทยใช้กฏเกณฑ์แห่งการทำลายธรรมชาติส่งเสริม มาช่วยกันสร้างระบบใหม่ของการหลีกเลี่ยงปัญหาโลกร้อนกันเถอะ เงินที่ฟุ่มเฟือยบางครั้งมันก็เป็นการทำลายล้างโดยตรง ทุกวันนี้โลกกำลังถูกทำลาย เพราะมนุยษ์เป็นนักสร้างที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็เป็นนักทำลายที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน

  • Man

    ผมว่าก่อนอื่นคนทำโครงการโดยเฉพาะหัวๆทั้งหลายนั้นต้องเป็นนักคิดนักสร้างสรรค์ที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมมาร่วมงานกันก่อน เพื่อให้เดินไปสู้เป้าหมายได้อย่างถูกต้อง โดยควรจะมาจากหลายๆวงการ

    วงการภาพยนตร์ เช่น คุณเป็นเอก รัตนเรือง
    วงการธุรกิจ เช่น คุณอิทธิพัทธ์ เถ้าแก่น้อย
    วงการดนตรี เช่น คุณบอย โกสิยพงศ์ ,คุณบัณฑิต อึ้งรังสี
    ฯลฯ

    อาจนำท่านเหล่านี้มาเป็นที่ปรึกษาก็ได้ เพราะ นอกจากท่านจะมีความรู้ ความสามารถและประสบการ์ตรงแล้ว ยังสามารถเป็นแบบอย่าง(Role Model) และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอยากที่จะทำตามอีกด้วย ซึ่งเรื่องแรงบันดาลใจนี้อาจเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดที่จะก่อให้เกิดผลงานตามมาก็ได้

    ขอเสริมบทสรุปของคุณ big
    ความคิดนั้นมาจากคน แล้วถ้านำเอาคนเก่าๆ ที่มีความคิดแบบเก่ามา มันก็จะนำมาซึ่งความคิดแบบเดิมๆ ทำไปแล้วเกิดปัญหาแบบเดิมๆ และผลลัพธ์เดิมๆ อีก แล้วมันจะสร้างสรรค์ได้อย่างไร

    ดังเช่นที่ไอสไตน์ได้กล่าวเอาไว้ว่า “คนที่โง่ที่สุด ก็คือคนที่ทำอะไรเหมือนเดิม แล้วหวังให้ผลลัพธ์เปลี่ยนแปลง”

  • http://www.thaiphum.com prance

    มีแต่คนเพ้อเจ้อ พวกเพ้อเจ้อหากินไม่เป็นหลอก คนหากินเป็นทำอะไรก็ได้เพราะ เขยิบ..ๆ เข้าไปสิ.. แล้วกระบวนการสร้างสรรเพื่อเศรษฐกิจในแนวทางสร้างและอนุรักษ์ … การอนุรักษ์มีทุกรส ถ้ามีสเน่ห์และสร้างความประทับใจเป็น เงินในกระเป๋าก็อยากซื้อใส่ไว้ในความทรงจำที่มีคุณค่า คุณค่ามาจากรสชาติแห่งประสพการณ์และความทรงจำที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งเก็บก็ยิ่งภูมิใจ เพราะตำราแพงที่สุดของมหาวิทยาลัยในโลกนี้ก็ไม่สามารถนำมาใส่ในสมองนักศึกษาได้ ภูมิของการสร้างและการหากิน จะเกิดขึ้นพร้อมกับหนทางสู่เศรษฐกิจ ของเก่าทำเงินมาตลอดถ้ารู้จักนำมาใช้ในเวลา จังหวะ และโอกาส หนทางใหม่คือ 2 อย่างผนวกกันได้ไหม จะเสียเงินทั้งที เสียเงินเพราะคุณค่า + กระแสนิยม + ไปกันได้ด้วย
    มาช่วยกันระดมบนเวธีอาเซียนก่อนก็ได้ แล้วค่อยไปตลาดโลกาภิวัฒน์