Practical Report เติมเต็ม “ความคิดสร้างสรรค์” เพื่อชุบชีวิต “เศรษฐกิจโลก”

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

แน่นอนว่า “วิกฤตเศรษฐกิจโลก” ในครั้งนี้ ย่อมเป็นวิกฤตทางปัญญา อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ผมยังคงเห็นต่างจากอดีตนายก โทนี่ แบลร์ และ ดร. ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะในมุมมองเรื่อง Creative Economy ผมคิดว่า ต้นกำเนิดของ “ความคิดสร้างสรรค์” นั้น ไม่อาจตั้งอยู่บนฐานของธุรกิจหรือเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มต้นจาก “จิตใจ”

ปัญหาของทั้งผู้สนับสนุนและต่อต้าน “ระบบทุนนิยม” ก็คือ การขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อความต้องการของมนุษยชาติ

ผมเคยเห็นด้วยกับ Marxism ที่เน้นการวิพากษ์ทุนนิยมและการกดขี่ขูดรีดนานัปการ จนมาวันหนึ่งผมค้นพบว่า “ทุนนิยม” ได้สร้างความสุขยิ่งใหญ่ให้กับมนุษยชาติอย่างมากมาย แม้ว่าจะมีข้อเสียมาก แต่ฝ่ายที่วิจารณ์นั้น มุ่งประเด็นโจมตีแต่ด้านที่ไม่ดี ในที่สุด ผมจึงเลิกเป็นฝ่ายซ้าย และอำลาวงการนี้ไปอย่างไม่คิดจะหวนกลับ

แต่แล้ว เมื่อผมเข้าสู่โลกทุนนิยม ผมคาดหวังว่าจะใช้ “ความคิดสร้างสรรค์” ของผม ในการรับใช้มนุษยชาติและสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้ตนเอง แต่สุดท้ายผมกลับค้นพบความจริงที่ซับซ้อนกว่านั้น

ผมเคยเชื่อมั่นใน “ภูมิปัญญา” ของตนเอง และคิดว่ามีเพียง “คนส่วนน้อย” เท่านั้นที่เข้าถึง “ความคิดอันสูงส่ง” ของผม แต่เมื่อได้เรียนรู้ในระบบทุนนิยมเพิ่มขึ้น ผมกลับค้นพบว่าความเชื่อมั่นของผมนั้น มีทั้งส่วนที่ถูกและผิด

ในขณะที่ผมปรับปรุง “งานเขียน” ให้อ่านง่ายขึ้น เรียบเรียงความคิดให้กระชับ ตัดเล็มสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องทิ้งไป ตอนแรกเพียงเพื่อที่จะทำให้ “ตลาด” ตอบรับงานเขียนของผม แต่สุดท้ายกลับค้นพบว่า ผมสามารถคิดได้ลึกซึ้งขึ้น ผ่านการสื่อสารที่เรียบง่ายนี้ ดังนั้น การที่ตลาดเริ่มตอบรับงานเขียนของผม ส่วนหนึ่งย่อมเพราะอ่านง่ายขึ้น แต่อีกส่วนหนึ่งย่อมมาจาก “คุณภาพ” ที่เพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น ความคิดสร้างสรรค์ (creativity) ของมนุษย์ จึงไม่ควรแยกขาดจากมนุษย์คนอื่น การที่ผลงานของเราไม่เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ แปลว่า มันอาจยังมีจุดบกพร่องผิดพลาด ความคิดและอัตวิสัยของตัวเรา(Subjectivity) ยังไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นความสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์ (Originality) ได้ ยังตกอยู่เพียงแค่ความหลงตัวเอง เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผลงานของผม ก็ยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่การยอมรับในวงกว้างได้ ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเรื่องของการตลาดและการสร้างแบรนด์ แต่ผมก็คิดว่า อาจเพราะผลงานของผมยังไม่ตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ ดังนั้น ผมจึงพยายามปรับปรุงผลงานให้ใกล้เคียงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น ผมกลับยิ่งพบว่า การปรับตัวเข้าหาตลาดนั้น ไม่ยากอย่างที่คิด และทำให้ผลงานของผมเปิดกว้างและลุ่มลึกขึ้น หากทว่า มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผมประสบความสำเร็จได้

ในช่วงเวลาที่ทั้งสับสนและเจ็บปวดในความมืดมนนี้ ผมกลับค้นพบ “ความสว่างวาบ” แท้จริงแล้ว ปัญหาของผม ก็คงไม่ต่างจากปัญหาของนักธุรกิจในทุกวันนี้ นั่นคือ ทางเลือกระหว่าง การเอาใจตลาดหรือการตามใจตัวเอง

ในมุมมองของฝ่ายซ้ายนั้น เลือกที่จะเอาใจตัวเอง โดยคิดค้น “สูตรสำเร็จทางคุณธรรม” ขึ้นมาชุดหนึ่ง และเที่ยวยัดเยียด “ความเลวร้าย” ให้กับระบบทุนนิยม กล่าวหาว่ากดขี่ขูดรีดประชาชนต่างๆนานา แต่หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว ระบบทุนนิยมนั้น ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างเต็มที่ จึงทำให้โลกเราเจริญรุดหน้ามาจนถึงทุกวันนี้

ระบบทุนนิยม สามารถเอาชนะการตามใจตนเองของระบบการผลิตในอดีต แต่เลือกที่จะผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของคนอื่น ซึ่งทำให้ในที่สุด ทุนนิยมต้องพยายามพัฒนาศักยภาพการผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ เพื่อให้คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับ

อย่างไรก็ตาม การมุ่งตามใจคนอื่นอย่างผิวเผินนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งย่อมมีความตีบตัน เพราะความต้องการของมนุษย์นั้นซับซ้อนยิ่งขึ้น จนทำให้นักธุรกิจในระบบทุนนิยม ไม่สามารถสร้างสรรค์สินค้าใหม่ หรือนวัตกรรมที่มากพอจะตอบสนองความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษยชาติได้ และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2552 นี้ก็ได้สะท้อนความจริงนี้

ผมนึกถึงคำพูดอมตะของ Steve Jobs ที่ว่า “ผู้บริโภคจะไม่มีวันรู้ถึงความต้องการของตนเอง จนกว่าเราจะแสดงให้เห็น” ทำให้ผมเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การที่เราตามใจผู้บริโภคอย่างไม่ลืมหูลืมตานั้น เป็นความผิดพลาด เพราะมนุษย์มีความซับซ้อนกว่าสิ่งตาเห็น บางครั้งความต้องการของผู้บริโภคอยู่ลึกลงไปข้างใน แต่ผู้ผลิตกลับสัมผัสได้แค่เพียงเปลือกนอก จึงเชื่อว่าสินค้าของตนนั้นจะตอบสนองความต้องการได้ กว่าจะรู้ว่าผิดพลาดก็ย่อมสายเกินไป

แน่นอนว่า Steve Jobs ก็ยังมีความผิดพลาดในการคาดเดาความต้องการของตลาด แต่กระนั้น แนวทางของ Steve Jobs ที่ใช้การหยั่งรู้จากภายใน และความคิดสร้างสรรค์ส่วนตัว ก็ยังมีความน่าสนใจในระดับหนึ่ง

ปัญหาของ “ความคิดสร้างสรรค์” จึงเป็นปัญหาที่จะต้องขบให้แตก ก่อนที่จะสามารถแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ได้

ผมค้นพบความจริงข้อหนึ่งว่า ในโลกยุคข้อมูลข่าวสารนี้ ได้ทำให้มนุษย์สามารถเข้าถึงข้อมูลความต้องการของมนุษย์ด้วยกันเองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงทำให้การคิดค้นนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย แต่กระนั้น ลำพังเพียงข้อมูลมหาศาลนี้ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ได้ แต่มนุษย์จะต้องพัฒนา “จิตใจ” หรือการหยั่งรู้ (Intuition) เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงความต้องการของมนุษยชาติได้

หากทว่า ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขในระดับหนึ่ง จากบริษัทชั้นนำทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น Google ซึ่งได้ออกแบบสถานที่ทำงานให้เอื้อต่อความสุขและการคิดสร้างสรรค์ ที่สำคัญ ยังให้เวลาจำนวนมากในการทำงานอย่างอิสระ ไม่ต้องอิงกับหน้าที่ประจำ แต่กระนั้นก็ยังมีคนเก่งจำนวนมากได้ลาออกไป

บริษัทระดับ Google ยังมีน้อย และหากสามารถพัฒนาให้เพิ่มขึ้นได้ ย่อมเชื่อแน่ว่า วิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้จะฟื้นตัว แต่กระนั้น ปัญหาทั้งหมดยังไม่ได้ถูกแก้ไขให้หมดไปได้ เพราะการที่ยังมีคนพอสมควรที่ลาออกจากบริษัท Google นั่นย่อมหมายถึง Google ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน

แน่นอนว่า ทุกสิ่งย่อมมีความไม่สมบูรณ์ การผิดพลาดล้มเหลวของ Steve Jobs และ Google ย่อมไม่อาจเทียบกับ ความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่พวกเขาได้ทำไว้ แต่ความผิดพลาดนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความผิดพลาดของมนุษย์ แต่ยังสะท้อนถึงความผิดพลาดของระบบทุนนิยม ที่ควรต้องมีการแก้ไข

ระบบทุนนิยม คือ ระบบที่ตอบสนอง “ความสุข” ให้กับสังคมได้ดีกว่า ระบบสังคมนิยม หรือระบบอื่นใด เนื่องจากสามารถเข้าถึงความต้องการของคนอื่นได้ดีที่สุด โดยอาศัยกลไกตลาดที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบการวางแผนจากส่วนกลาง แต่เมื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้เกือบหมดแล้ว ระบบทุนนิยมก็เริ่มมีปัญหาในการตอบสนองความต้องการที่สูงยิ่งขึ้น

ตลาดหุ้น นับเป็นกลไกอย่างหนึ่งในระบบทุนนิยมที่ช่วยให้ธุรกิจสามารระดมเงินทุนในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ได้อย่างไม่เคยมีระบบใดทำได้มาก่อน สำหรับเรื่องการเก็งกำไรจนเกิดภาวะฟองสบู่นั้น กลับไม่ใช่ปัญหาสำคัญ เพราะสุดท้าย ระบบก็สามารถปรับสมดุลและกลับมามั่งคั่งกว่าเดิมได้ในทุกครั้ง แต่ปัญหาสำคัญของตลาดหุ้นในปัจจุบันนี้ก็คือ การเน้นแต่ผลกำไรมากเกินไป ซึ่งในอดีตอาจเป็นเรื่องดี เพราะการทำธุรกิจโดยไม่มีกำไรเป็นที่ตั้งนั้น อาจทำให้ผลิตสินค้าที่ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้นของมนุษย์ ดังนั้น การผลิตสินค้าในปัจจุบันจึงต้องใช้ “ความคิดสร้างสรรค์” มากขึ้น การเน้นแต่กำไรมากเกินไปนั้น บางครั้งอาจกลายเป็นความกดดันที่ทำให้พนักงานไม่สามารถผลิตความคิดสร้างสรรค์ได้ดีพอ นี่คือ ปัญหาที่น่ากลัวยิ่งกว่าการเกิดฟองสบู่ และหากแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ ระบบทุนนิยมก็จะเดินทางไปถึงทางตัน

ทำอย่างไร จึงจะทำให้บริษัททั้งหลายทั้งที่อยู่ในตลาดหุ้นและไม่อยู่ในตลาดหุ้น สามารถสร้างระบบบริหารที่ทำให้พนักงานมีความสุข และนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถทำกำไรได้

บริษัทอาจตั้งเกณฑ์ขั้นต่ำของกำไรซึ่งมากพอจะจูงใจผู้ถือหุ้น (เช่น 30% ต่อปี) ขณะเดียวกัน ได้เผื่อช่องว่างไว้ให้กับความสุขและอิสระในการสร้างสรรค์ผลงาน ที่ไม่หลุดลอยจากความจริงของตลาด วิธีการเช่นนี้อาจให้ผลการดำเนินงานที่ดีกว่า บริษัทที่มุ่งเน้นแต่กำไรสูงสุดก็เป็นได้ เนื่องจากยุทธศาสตร์กำไรสูงสุดนั้น อาจไปบั่นทอนจิตใจแห่งการสร้างสรรค์ของพนักงานได้

แน่นอนว่า การจะใช้แนวทางใหม่นี้ได้ บริษัทจะต้องไว้วางใจพนักงาน ดังนั้น บริษัทจึงต้องพัฒนาระบบคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพซึ่งไมได้มุ่งเน้นแต่เฉพาะผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว หากยังคำนึงถึงความสุขและการสร้างสรรค์ในการทำงานให้กับบริษัทอีกด้วย

ในเมื่อโลกได้เดินทางมาถึงจุดที่ความสุขพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนองเกือบทั้งหมดแล้ว การสร้างผลกำไรในระบบทุนนิยม จึงต้องก้าวเข้าสู่การตอบสนองความต้องการที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงต้องมุ่งไปที่การคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น แต่ทว่าการคิดสร้างสรรค์ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากภาวะกดดันเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพึ่งพาการให้อิสรภาพ การให้ข้อมูลที่จำเป็น การถกเถียงแลกเปลี่ยน และอาจรวมถึง “ความสุข” จึงถึงเวลาแล้วที่บริษัททั่วโลกจะต้องปฏิวัติแนวคิดในการทำธุรกิจเพื่อเอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม เคล็ดลับสำคัญในการผลิตความคิดสร้างสรรค์นั้น ยังมีรายละเอียดที่ต้องค้นคว้าอีกมาก และไม่ควรด่วนสรุป โดยเฉพาะเมื่อการให้อิสรภาพแก่พนักงานนั้น อาจนำไปสู่การคิดสร้างสรรค์แบบเข้าข้างตนเอง และไม่ตอบสนองความต้องการของตลาด แต่ในขณะเดียวกัน การมุ่งเน้นแต่การตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างผิวเผิน โดยลืมประเมินให้ลึกถึงจิตใจและความต้องการอันซับซ้อนของมนุษยชาติ ก็อาจทำให้บริษัทนั้นล้มเหลว หากทว่าการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เริ่มจากญาณหยั่งรู้ภายใน (Intuition) ซึ่งสามารถผสมอย่างลงตัวกับกับสภาพความจริงภายนอก จะกลายเป็น “ความคิดสร้างสรรค์” อันยอดเยี่ยม ที่สามารถตอบสนองความต้องการสูงสุดของมนุษยชาติได้

บางทีนักธุรกิจอาจต้องให้ความสำคัญกับ ปรัชญา ศาสนา และศิลปะ เพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหาคือ วิชาปรัชญาที่เริ่มต้นจากการต้องการค้นหาความหมายของชีวิตมนุษย์ ค้นหาวิธีการเข้าถึงความสุขที่แท้จริง เอาเข้าจริงได้ถูกโลกของนักวิชาการครอบงำ จนกลายเป็นการคิดเชิงนามธรรมอันซับซ้อน และหลุดลอยจากโลกความเป็นจริง ในขณะเดียวกัน ศาสนาที่มีความเป็นรูปธรรมมากกว่า ก็กลับถูกทำให้ไปเน้นที่การเคารพบูชาวัตถุ มากกว่าการฝึกฝนตัวเองเพื่อให้เข้าใจถึงความหมายชีวิต ผ่านทางสติ สมาธิ ปัญญา สำหรับวิชาศิลปะนั้น อาจจะดูดีกว่าแขนงอื่น เพราะมีศิลปินที่สามารถสร้างผลงานอันเลอเลิศมากมาย แต่สุดท้ายก็จมปลักในโลกส่วนตัวมากไป ไม่เปิดกว้างต่อความต้องการของสังคม

อย่างไรก็ตาม ปรมาจารย์ด้านปรัชญา ศาสนา และศิลปะ ที่ลึกซึ้งก็ยังมีอีกมาก ดังนั้น นักธุรกิจที่ชาญฉลาดจึงต้องเข้าให้ถึงแก่นแท้ของสิ่งเหล่านี้ เพื่อนำมาปรับใช้ในโลกธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อความต้องการของผู้บริโภคมีความลึกซึ้งเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ

แน่นอนว่า The Beatles คือ วงดนตรีที่ผลิตบทเพลงเพื่อผลกำไร แต่กระนั้น The Beatles ก็เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ที่มองแบบผิวเผินเหมือนเป็นการเอาใจตลาดอย่างขาดรสนิยม แต่สำหรับปัญญาชนที่ลุ่มลึกแล้วก็ยังชอบฟังเพลงของ The Beatles จึงน่าจะสะท้อนว่าความลุ่มลึกทางปัญญาได้ในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับ Starbucks ที่ไม่ใช่เพียงร้านกาแฟเลิศหรูโดยทั่วไป แต่ยังหมายถึงความคิดสร้างสรรค์ที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาสามารถสัมผัสรับรู้ได้ ขณะที่ร้านกาแฟเลิศหรูอื่น ไม่สามารถเทียบชั้นได้ แม้ว่าจะพยายามเอาใจตลาดเพียงใดก็ตาม

ทั้งหมดได้สะท้อนว่า การผนวกความต้องการของประชาชนเข้ากับการหยั่งรู้ส่วนตัว จะสามารถผลิตผลงานที่สร้างสรรค์ได้มากกว่าการมุ่งเน้นทางใดทางหนึ่งมากเกินไป

เช่นเดียวกัน การคิดเรื่องกำไรขาดทุน การคิดนโยบายเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งการแก้ไขภาวะตกงาน ทั้งหมดก็ยังเป็นการคิดในกรอบของเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงปัญหาใจกลางของวิกฤตได้ นั่นคือ การขาดแคลนปัญญาและการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งการจะสัมผัสสิ่งนี้ได้ จะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงธรรมชาติของมนุษย์ ทั้งความรัก ความโกรธ ความหลง และอารมณ์อันเปราะบางนานัปการ ที่บางครั้งลำพังตัวเราอาจเข้าใจได้ไม่กระจ่างชัด จึงต้องมีการปฏิสัมพันธ์และสุนทรียสนทนากับผู้อื่น เพื่อแลกเปลี่ยนและเติมเต็มความรู้ความเข้าใจให้บรรลุถึงจุดสูงสุด

เมื่อเข้าใจอย่างแท้จริง ย่อมสามารถปล่อยวางอารมณ์ทั้งหมดได้ และเมื่อปล่อยวางทั้งหมดได้ จึงจะนับว่าเข้าใจอย่างแท้จริง ที่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่

ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจโลก ปัญหาเศรษฐกิจไทย และจนกระทั่ง ปัญหาทางการเมืองไทย อาจทำให้ทุกคนท้อแท้และหมกมุ่นในปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไป โดยลืมมองให้ลึกซึ้งถึง “ความคิดสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญ ในการแก้ไขวิกฤตทั้งมวล ที่สำคัญ คือ หากยังยึดติดกับสถานการณ์เฉพาะหน้า ที่นำไปสู่ความกลัว ความโกรธ และการหมกมุ่นในตัวเอง ย่อมไม่อาจบรรลุปัญญาที่แท้จริงในการแก้ปัญหาได้

แน่นอนว่า ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ควรหลุดลอยจากบริบทและปัญหาสังคม แต่กระนั้น ความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นจากการหมกมุ่นในสิ่งที่ตาเห็น จนทำให้เกิดความร้อนรนและไม่สามารถเข้าถึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเราและมนุษยชาติทุกคน

ดังนั้น การที่มนุษย์จะบรรลุถึงศักยภาพการสร้างสรรค์สูงสุดของตนเองได้ จะต้องสามารถลืมเลือนข้อจำกัดที่เกิดขึ้นตรงหน้าไปให้ได้ ทั้งความทุกข์ยาก ลำบาก และอุปสรรคนานัปการ รวมถึงความเป็นไปของโลกภายนอกทั้งมวล เพื่อหยั่งรู้ไปถึงภายในจิตใจอันซับซ้อนของตัวเราว่าต้องการจะสร้างสรรค์สิ่งใดให้โลกใบนี้ และด้วยจิตใจที่ตื่นรู้นี้เท่านั้น จึงจะสามารถรับรู้ความจริงภายนอกได้อย่างถูกต้อง ไม่ถูกบิดเบือนด้วยอคติส่วนตัวอีกต่อไป และเมื่อเชื่อมต่อข้อมูลภายนอกเข้ากับการหยั่งรู้จากภายในนี้แล้ว มนุษย์คนนั้นจึงจะสามารถมอบสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเองให้กับโลกใบนี้ได้

การจะสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่เพื่อมอบความสุขให้กับคนทั้งโลกนั้น จึงต้องเริ่มต้นจากการสร้างความสุขให้ตนเองเสียก่อน แต่ความสุขท่ามกลางวิกฤตที่รุมเร้านั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องอาศัยความเข้าใจโลกอย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งสามารถปล่อยวางได้ เมื่อปล่อยวางแล้ว ความสุข การสร้างสรรค์ และผลงานที่ยิ่งใหญ่จึงจะสามารถบังเกิดขึ้นได้

“ภาวะปล่อยวางที่นำไปสู่การสร้างสรรค์นั้น ย่อมไม่ใช่การหลบหนีจากโลกและความจริงอันโหดร้าย แต่เป็นการรับรู้และเข้าใจโลกและชีวิตอย่างถึงที่สุด”

หนังสือและบทความเพิ่มเติม

1. The Big Secret : เคล็ดลับแห่งชัยชนะ
2. วิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตเศรษฐกิจไทย : ปัญหาและทางออก ทางรอดและทางรวย

  • http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=tentty Tentty

    ยังอ่านไม่จบนะครับ บทความชิ้นนี้น่าสนใจดี เดี๋ยวกลับมาอ่านอีกรอบตอนค่ำๆครับ

    แต่เห็นพี่บอกว่า เคยเห็นด้วยกับ Marxism ผมก็เคยเห็นด้วยอยู่ช่วงนึง ช่วงนั้นมีแต่คำถามต่อสังคมว่า ทำไม? ทำไม? ทำไม? เต็มไปหมด แต่พอศึกษาเข้าไปลึกๆแล้วก็พบว่า มันก็มีข้อเสียอย่างใหญ่หลวงเหมือนกัน ซึ่งถ้าผมอยู่ในระบบนั้นก็คงรับไม่ได้

    “ภาวะปล่อยวางที่นำไปสู่การสร้างสรรค์นั้น ย่อมไม่ใช่การหลบหนีจากโลกและความจริงอันโหดร้าย แต่เป็นการรับรู้และเข้าใจโลกและชีวิตอย่างถึงที่สุด” — ผมเห็นด้วยนะ เป็นหนึ่งในphilosophy ที่ผมพยายามฝึกให้คุ้นเคยอยู่ ” รับรู้ แต่ไม่ยึดติด .. รู้ และเลือก ”

    คนธรรมดาสามัญมักจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนคนฉลาดมักจะถามว่า ทำไมไม่เอาทั้งสองอย่างเลยหละ — จะมาร์ซ หรือ ทุน ต่างก็สุดโต่งด้วยกันทั้งคู่ (ที่จริงมาร์ซก็อิงกับทุนนี่หว่า?) แต่ถ้ารวมกันได้ใช้จุดดี ทิ้งจุดด้อยของแต่ละแนวคิด โลกคงน่าอยู่ขึ้นอีกแยะ

  • เจริญชัย

    ตอนนี้ไม่ได้สนใจเลยว่าจะเป็นทุนนิยม สังคมนิยม หรืออะไรก็ตามแต่

    ขอให้ชีวิตนี้ได้ “สร้างสรรค์” ก็พอแล้ว

    สมัยก่อนพี่เป็นคน “กลัวตาย”
    แต่ตอนนี้เริ่ม “ปล่อยวาง” ได้ระดับหนึ่ง

    ทว่าคำถามสำคัญที่ยังคาใจอยู่เสมอ คือ

    “หากวินาทีนี้เราต้องหายจากโลกนี้ไป เราได้ทิ้งอะไรไว้ให้จักรวาลบ้าง”

    พอนึกถึงประโยคนี้ทีไร ก็ต้องกระเด้งขึ้นมาทำงานสร้างสรรค์ทุกที

    เมื่อผลงานได้รับการยอมรับ เช่น พิมพ์หนังสือ 2 เล่ม บทความตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 4 ครั้ง 10 ตอน

    ก็เริ่มรู้สึกโล่งใจขึ้น อย่างน้องก็พอมีชื่อจารึกบ้าง

    หากทว่านักปราชญ์ท่านสอนว่า

    “ผลงานที่ดีที่สุดของชีวิต คือ ผลงานที่ยังไม่ได้ทำ”

  • nutjubjub

    บทความนี้ ออกแนวปรัชญา
    หลังๆผมจะวางปรัชญาลง และคิดเรื่องระยะยาวน้อยลง
    และมองในระยะสั้นและกลางมากขึ้น
    เพราะคนใกล้ตัวมักจะบอกว่าผมเริ่มจะฝันมากไปแล้ว
    ส่วนตัวคุณเจริญชัย มีความคิดด้านบวกและสร้างสรรค์ดีมากครับ

    ถ้าคนอย่างคุณเจริญชัยหรือคนคิดแบบคุณ ได้เป็นผู้มีบทบาทในสังคมหรือเศรษฐกิจเรา
    ประเทศคงดูดีกว่านี้
    คนที่มีบทบาทในสังคมและเศรษฐกิจไทย มักคิดแต่ผลประโยชน์ตัวเองมากๆและก็เน้นผูกขาด
    และในความจริงคนที่มีธรรมชาติและคิดแบบสร้างสรรค์ มักไม่อยากไปจมกับเกมเก่าๆ
    เหมือนในตอนนี้สังคมเรา ยังไม่สามารถคิดแต่ด้านสร้างสรรค์ได้เพียงอย่างเดียว
    หรือเปล่าไม่รู้

  • big

    จริงๆ ไมใช่แนวปรัชญานะครับ
    แต่อาจพูดถึง “เศรษฐกิจภาพรวม” มากกว่า “การประยุกต์ใช้ส่วนตัว” จึงดูเหมือนปรัชญา เพราะไปแตะในระดับโครงสร้างรากฐาน

    จริงๆแล้ว “ความคิดสร้างสรรค์” ที่ต้องการนำเสนอในบทความนี้นั้น
    ไม่ได้เน้นระยะยาวเพียงอย่างเดียว
    ในระยะสั้น และกลาง ก็ต้องเป็นอย่างนั้นนะครับ

    อย่าลืมว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ไม่ใช่การ “สะสม” แต่เป็นการ “หยั่งรู้แบบฉับพลัน”
    ดังนั้น จึงไม่มีคำว่า ระยะยาว สำหรับการสร้างสรรค์ และเมื่อเป็นเช่นนี้ “ความคิดสร้างสรรค์”
    จึงไม่สามารถรีดออกมาได้ในทันที ไม่สามารถคาดคั้นบีบเค้นได้
    แต่ต้องสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย รื่นรมย์ และกดดันอย่างมียุทธศาสตร์ (Selective Pressure) เพื่อเฝ้ารอให้ “ความคิดสร้างสรรค์” โผล่ปรากฏออกมา

    หลายครั้ง ผมพบว่า ในการเจรจาต่อรอง หรือสร้างความประทับใจให้ลูกค้านั้น
    เราหมกมุ่นแต่การนำเสนอเนื้อหาและประเด็นของเรามากไป
    แต่เราไม่ได้ “ฟัง” อย่างสร้างสรรค์เพียงพอ

    เราจึงพูด กระทำ และวางบุคลิกที่สร้างสรรค์และมีเสน่ห์น้อยเกินไป

    ผมค้นพบว่า “การซื้อสินค้า” ของลูกค้านั้น หลายครั้งไม่ได้เกิดจากคุณภาพของสินค้า แต่กลับเกิดขึ้นจาก “ความประทับใจ” ในคนขายสินค้า ประทับใจในศิลปะและความสร้างสรรค์ของ “หีบห่อ”

    ที่ำสำคัญ ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้เกี่ยวกับความดี ความเลว ไม่ได้เกี่ยวกับ ความฉลาด ความโง่ แต่เป็น “ภาวะ” แบบหนึ่งที่ยังหาคำอธิบายได้ยาก

    แต่หากใครสามารถแปรภาวะนี้ออกมาเป็น “สินค้า” ได้ ผมเชื่อแน่ว่า จะรวยไม่รู้เรื่อง

    ขอบคุณ คุณนัทมากๆ ที่ติดตามพวกเรามาตลอด

    ผมชอบที่คุณนัท วิจารณ์วันนั้นมากเลย
    ทำให้ผมต้องกลับไปคิดทบทวนการทำงานของ SIU
    แต่ส่วนที่ผมทำได้ในทันที คือ การปรับปรุงบทความให้มีลักษณะ “ริิเริ่มใหม่” มากขึ้น

    ที่สำคัญ ยังทำให้ผม “ตกผลึก” เรื่อง “การเมือง” และธุรกิจมากขึ้น

    ผมพบว่า “การเมือง” ดำรงอยู่ในทุกสัดส่วนของธุรกิจ หากขาดซึ่งการเมืองแล้ว ธุรกิจย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

    แต่การเมืองในความหมายผมนั้น ไม่ได้หมายถึง การเลือกตั้ง หรือระบบรัฐสภา

    แต่หมายถึง ศิลปะในการควบคุมและบริหารจัดการคน ที่เชื่อมต่อตั้งแต่พนักงาน ฝ่ายบริหาร เครือข่ายพันธมิตร เจ้าของเงินทุน และเลยไปถึง “ลูกค้า”

  • JiM

    เมื่อพูดถึง Tony Blair และ ทุนนิยม ก็อดไม่ได้ที่จะต้องขอเข้ามาโฆษณาสก็อตแลนด์อีกรอบล่ะครับ 555 แต่ขอเริ่มแบบเนียนๆละกันนะ

    Creative Economy นี้ไม่ใช่จะเริ่มอย่างง่ายๆเลย ในทาง Education Science การจะบ่มเพาะให้คนมี Creativity นั้นต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็กมากๆโดยเฉพาะช่วงก่อน 5 ขวบ (คุ้นๆไม๊คุณบิ๊ก – อ.เกียรติวรรณไง 55)

    การศึกษาวัยเด็กของไทยเราเริ่มกิจวัตรประจำวันคือ ตอนเช้า ร้องเพลงชาติ สวดมนต์ ท่องคำปฎิญาณ และจบด้วย เคารพธงชาติ สวดมนต์ ท่องคำปฎิญาณ ก่อนกลับบ้าน หน้าที่สิบอย่างของนักเรียนคือ นับถือศาสนา เชื่อฟังพ่อแม่ ครู อาจารย์ ยึดมั่นกตัญญู

    สรุป เด็กที่ดีคือ รับฟัง –> เชื่อ –> ปฎิบัติตาม

    มาลองคิดแล้วก็ขนหัวลุกว่า ระบบการศึกษาที่ล้างสมองเช่นนี้ เกิดจากความจงใจของใครบางคนจงใจหรือเปล่า แต่ช่างมันเหอะบทความนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่ที่แน่ๆก็คือ ราคาที่จ่ายไปสำหรับ “ความว่านอนสอนง่าย” ของผู้ถูกปกครอง ก็คือความคิดสร้างสรรค์ ความกล้าคิดต่าง (ซึ่งจะเป็นภัยต่อผู้ปกครอง) นักวิชาการหลายๆท่านโดนผลักดันให้ใส่เสื้อแดงก็เพราะเหตุนี้กระมัง

    ลองมาเทียบกับระบบการศึกษาแบบฝรั่ง เราได้ยินมาจนเบื่อกับคำพูดที่ว่าฝรั่งสอนให้คิด ไอ่คำว่าสอนให้คิดนี้คือยังไงหนอ – ขอยกตัวอย่างครับ วิทยาศาสตร์ม.3 ของเราสอนว่า อะตอมแปลว่าแบ่งแยกไม่ได้ คนคิดเรื่องนี้คือดิโมคริตุส (ใช่ป่าวหว่า?) ข้อสอบก็จะถามว่าอะตอมแปลว่าอะไร บลาๆๆ ในทางตรงข้าม ครูฝรั่งจะเริ่มสอนจากการถามนักเรียนว่า ถ้ามีของอันหนึ่งแบ่งครึ่งไปเรื่อยๆจนเล็กมากๆ สุดท้ายจะแบ่งได้อีกหรือไม่ นักเรียนก็จะแบ่งเป็นสองฝ่าย และครูก็จะนำเสนอแนวคิดจากนักปราชญ์ทั้งสองทาง เด็กก็จะเกิดจินตนาการกลับไปคิดต่อ

    ในทางตรงข้าม ผมเคยถามคำถามทำนองนี้กับนักเรียนวิทยาศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย คำตอบที่ได้รับคือ “เถียงกันไปทำไม น่าเบื่อ” “รู้ไปแล้วได้อะไร ไร้สาระ” ซึ่งอันที่จริงการถกเถียงเรื่องพวกนี้เองที่ทำให้เกิดวิชา แคลคูลัส (ของไทยเราก็ท่องหัวโตอย่างเดียวว่า lim –> 0 หรือ lim –> infinity ซึ่งหารู้ไม่ว่าก็คือความ “ไร้สาระ” ที่บ่นๆกันนั่นแล) เรขาคณิต สถิติ ฟิสิกส์ และวิศวกรรมศาสตร์ ที่พวกเอ็งใช้หากินอยู่นี่แหละ!

    คุณูปการของระบบการศึกษาแบบฝรั่งนี้เอง ก่อให้เกิดการพัฒนาความคิดแบบ breakthrough หรือ think outside the box แบบที่ชนชาวเอเชียไม่เคยทำได้เลย เริ่มจากแนวคิด the invisible hand ของอดัม สมิธ นักเศรษฐศาสตร์ชาวสก็อต จนถึง relativity theory ของ ไอน์สไตน์ บางคนอาจจะแย้งว่าทางฝั่งเอเชียเราก็มีญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง มีการจดสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก แต่ข้อเท็จจริงที่น่าเศร้าก็คือ “ความคิดสร้างสรรค์” ของญี่ปุ่นยังไม่เคยสูงถึงขั้นจะเป็น breakthrough ได้เลย ถ้ามองลึกๆแล้วกลับเป็นแต่เพียงการนำ breakthrough technology ของฝรั่งมาต่อยอดมากกว่า ผู้นำของโลกทั้งเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ แม้กระทั่งเทคโนโลยีเกม จนกระทั่งเทคโนโลยีชีวภาพ นั้นเป็นฝรั่งมาโดยตลอด (ญี่ปุ่นเป็นที่ยอมรับในเทคโนโลยีเกมมาโดยตลอด แต่ Innovation เรื่องเกมเกิดจาก pacman ของฝรั่ง และที่น่าสนใจก็คือ 3-D Game ถูกพัฒนาขึ้นในสก็อตแลนด์)

    ขอยกตัวอย่างเรื่อง *โถส้วม* ให้เห็นภาพแล้วกันครับ ส้วมของญี่ปุ่นได้รับการกล่าวถึงบ่อยมากว่ามีเทคโนโลยีเหนือชั้นมาก มีทั้งที่ดูด ที่เป่า ที่หนีบ โอยย สารพัดด้วยเทคโนโลยีแปลกประหลาด แต่อันที่จริง breakthrough technology ของโถส้วมนั้นคือ *คอห่าน* ครับ (เพิ่งดูจาก History channel หลายวันก่อน) bottleneck ของเทคโนโลยีโถส้วมที่เป็นปัญหามานับร้อยๆปีก็คือ จะทำอย่างไรไม่ให้กลิ่นขึ้นมาได้ ที่สุดของที่สุดแล้วก็เป็นชาวอเมริกันผู้หนึ่งที่คิดระบบที่ดูแล้วโคตรจะง่าย (ถ้าคิดออก) แต่แก้ปัญหาโลกแตกนี้ได้อย่างง่ายดาย ก็คือคอห่าน นี่แหละคือความคิดต่างอย่างแท้จริง

    ตบท้ายหน่อยว่า Tony Blair เกิดที่ Edinburgh, Scotland ตระกูล Blair นี้เป็นตระกูลเก่าแก่ของสก็อตสืบเชื้อสายไปกว่า 800 ปีเลยทีเดียว

  • เจริญชัย

    มีคนพูดเรื่องนี้เยอะมาก โดยเฉพาะ Creativity ต้องเริ่มต้นจากเด็ก ระบบการศึกษาเราผิดพลาดมาตลอด

    ที่พูดเรื่อง “ญี่ปุ่น” ก็น่าสนใจนะครับ แต่ไม่ทราบมีหลักฐาน หรือหนังสือประกอบที่พิสูจน์ว่า ญี่ปุ่นไม่ breakthrough

    ผมว่าญี่ปุ่นนี่เป็นชาติที่ประหลาด ถึงแม้มีกฏระเบียบที่เคร่งครัดกว่าไทยและอีกหลายประเทศ แต่คนกลับมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า

    ถึงแม้จะมีคนมองว่าไม่ Breakthrough แต่ก็น่าศึกษาว่า ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยระเบียบ และห้ามคนคิดต่างนั้น ญี่ปุ่นทำได้อย่างไรที่จะให้คนคิดสร้างสรรค์

  • JiM

    ญี่ปุ่นอาจเรียกได้ว่าแหวกแนว แต่มิอาจถึงขั้นที่เรียกว่าสร้างสรรค์ได้นะครับ คนญี่ปุ่นเป็นพวกที่โดนแรงกดดันสูง ทำงานหนัก จึงระเบิดความคิดออกมาในรูปแบบประหลาด แต่สำหรับด้านคุณค่านั้นยังน่าสงสัยอยู่ อย่างไรก็ตามก็ถือได้ว่าเป็นชาติที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งในโลก สำหรับหลักฐานที่พิสูจน์เรื่องความไม่ Breakthrough ของญี่ปุ่น ขอสารภาพว่าจำ source ไม่ได้ แต่สามารถประมวลคร่าวๆได้ดังนี้

    เราๆท่านๆที่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์มา อาจจะจำกราฟ Productivity กันได้บ้าง ในช่วงก่อน 1,500 ปีที่แล้ว Productivity ของโลกแทบจะเป็นเส้นตรง กล่าวคือในยุคพระเยซู กับยุคหลังจากนั้นอีกพันปี ผลผลิตของชาวโลกนี้แทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่ที่น่าสนใจก็คือ Productivity ในช่วง 300 ปีล่าสุดของมนุษยชาติกลับสูงชันจนต้องเปลี่ยนเอากราฟ semi-log มาใช้แสดงแทน สิ่งที่อธิบายปรากฎการณ์ประหลาดอันนี้ได้ก็คือ การก้าวเข้ามามีบทบาทของชาวตะวันตก (ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงพวกฮวนล้าหลัง ในสายตาชาวโรมันและจีน) กับ Breakthrough Innovation ซี่งในทางเศรษฐศาสตร์ได้กล่าวไว้ว่า In the long run, สิ่งเดียวที่จะผลักดัน GDP ให้เติบโตได้ ไม่ใช่นโยบายการเงิน การคลัง หรือทฤษฏีใดๆทั้งนั้น แต่คือเทคโนโลยี

    Breakthough Innovation มีอะไรบ้าง?

    Breakthough Innovation ที่ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อชาวโลกอันแรก เป็นฝีมือของนักประดิษฐ์ชาวสก็อตนี้เอง ก็คือ Steam Engine ของเจมส์ วัตต์ ผลงานของเจมส์ วัตต์ ทำให้ผลผลิตของโลกเพิ่มขึ้นเป็นระดับยกกำลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (ตอนแรกรัฐบาล UK พยายามจะเก็บไว้เป็นความลับ แต่ไม่สำเร็จ) และส่งผลให้สหราชอาณาจักรขึ้นชั้นเป็นประเทศผู้นำโลก และต่อยอดเป็นเทคโนโลยียานยนต์ เรือ ฯลฯ ญี่ปุ่นอาจจะมีความคิดแหวกแนวเกี่ยวกับเครื่องจักรเครื่องยนต์มากมาย แต่ไม่เคยมีผลงานระดับ Breakthrough Innovation เช่นนี้มาก่อนเลย

    Breakthrough Innovation อันถัดมาคือเทคโนโลยีด้านไฟฟ้าและอิเล็คโทรนิคส์ อันนี้คุณบิ๊กน่าจะรู้ดีกว่าผม ไฟฟ้านี้ทำให้ผลผลิตของโลกเพิ่มขึ้นแบบยกกำลังเป็นครั้งที่สอง แต่ในประวัติการพัฒนาด้านไฟฟ้ากลับไม่มีชื่อของชาวเอเชียหรือญี่ปุ่นจารึกอยู่เลย ญี่ปุ่นทำได้เพียงผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งก็คือการต่อยอดจาก Breakthrough Innovation ของฝรั่ง

    Breakthrough Innovation อันที่ 3 ก็คือคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้ผลผลิตเพิ่มแบบยกกำลังเป็นครั้งที่สาม ความคิดระดับ Breakthrough เกิดจากหลายๆคน ตั้งแต่ Charles Babbage, John von Neumann** (คนนี้ผมชอบมาก เดี๋ยวต้องขอเล่าให้ความเห็นถัดไป) ฯลฯ แต่ที่เช่นเคยก็คือ Innovation ระดับนี้ไม่เคยมีมาจากฝั่งตะวันออกเลย สิ่งที่ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จก็คือการเอา Innovation ไปต่อยอด เช่นการเอาแนวคิดแบบ Pacman ไปเลียนแบบแล้วต่อยอดเป็นเกมคอมพิวเตอร์ หรือเอา Artifitial Intelligence ที่ฝรั่งเป็นผู้ริเริ่ม ไปใส่ตาหูจมูกปากแล้วกลายเป็นหุ่นอาซิโม่ แต่เนื้อแท้แล้วก็ยังเป็นการตามหลัง Innovation ที่ฝรั่งเป็นผู้เริ่มต้น ส่วนเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ก็เช่นกัน ในขณะที่ Intel เป็นผู้นำวงการพัฒนา Breakthrough Innovation มาเรื่อยๆ สิ่งที่ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือ Toshiba สามารถผลิต Ram ได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า (ซึ่ง Innovation เรื่อง Ram ก็มาจากฝรั่งอีกอยู่ดี)

    Breakthrough Innovation อันต่อมาก็คือ Internet อันนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากเลย สิ่งที่ญี่ปุ่นทำได้ก็คือทำเวบไซท์แปลกๆหลุดโลก แต่ไม่เคยมีไอเดียระดับ Breakthrough เลย

    Breakthrough Innovation ที่คาดหมายว่าจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ผลผลิตโลกเพิ่มขึ้นระดับยกกำลัง (โดยเฉพาะเกษตรกรรม อาหาร) อันต่อมาก็คือ Biotechnology ที่ ฮวน เอนริเก้ อาจารย์ที่ Harvard เขียนไว้ใน As the future catches you ก้าวสำคัญอันหนึ่งก็คือการที่มนุษย์สามารถทำการโคลนนิ่งสัตว์ได้ แต่ก็เช่นเดิม ไม่มีชาวเอเชียหรือญี่ปุ่นร่วมอยู่ด้วยในความเปลี่ยนเปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้เลย และ again, “Innovation” แบบเดิมๆของชาวเอเชียก็คือ การเอา Breakthrough Innovation มาทำโคลนนิ่งหมา แมว วัว หมู ฯลฯ และประกาศว่าเป็น หมา แมว วัว หมู โคลนนิ่งตัวแรกของโลก

    หรือว่ามี Breakthrough Technology ที่กำเนิดจากญี่ปุ่น ที่ผมมองข้ามไปบ้างไหมครับ?

  • http://www.palawat.com kan

    มีครับ อุตสาหกรรม AV กับ มังหงะ ครับ ฮา

    ปล. พูดเล่นครับ ผมเชื่อว่าอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จะเป็น Breakthrough Tech. ของญี่ปุ่นในลำดับถัดไป แต่ญี่ปุ่นจะต้องแก้ปัญหาการเมืองภายใน และสภาพการจมหล่มปลักทางเศรษฐกิจอันยาวนานให้สะเด็ดน้ำให้ได้ (ซึ่งสำหรับคอการเมืองอย่างผมแล้ว ผมไม่เคยมองในแง่ดีเลยว่าการแก้ปัญหาพรรณนี้จะเปลี่ยนผ่านโดนสันติได้เลยสักครั้ง)

  • สารวัตรอาเคจิ

    ผมพอมีประสบการกับญี่ปุ่นอยู่เล็กน้อย
    คือได้ไปเรียนเรื่องไคเซ้น ที่นั่น
    ไคเซ็นคือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
    มีCase Study อันหนี่งที่น่าสนใจ
    คือเรื่องส้วมที่คุณจิมว่ามา
    แต่เป็นยุคหลังจากมีคอห่าน
    ถ้าอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นในปัจจุบัน
    จะพบว่า
    ส้วมที่ใช้นอกจากจะเป็นชักโครกแล้ว
    ส่วนใหญ่ก็ยังใช้แบบนั่งยองๆอยู่
    มีปัญหาให้คิดว่า
    ทำอย่างไรถึงจะทำให้ไม่เลอะเทอะ
    ก็ระดมทีมวิจัยกันมา
    จนสุดท้าย
    พบว่า
    ส้วมที่ดีที่สุด
    คือมีฐานและที่ให้วางเท้าได้พอดี
    อันเดียวกับส้วมที่บ้านเราใช้
    มากว่า30-40ปี
    แสดงว่าญี่ปุ่นไม่ได้เก่งกว่าเราไปทุกเรื่อง
    จริงแมะ
    หรืออย่างเช่นที่โซนี่ก็ยังยึกหลักอาวุโส
    เชื่อฟังหัวหน้าเป็นหลัก
    มาก่อนอยู่หัวแถวมาทีหลังก็ต่อๆกันไป
    แต่เขาก็ยังทีงานพัฒนา วิจัย
    ที่โลกยอมรับได้เช่นกัน
    ผมว่าอาจารย์อย่างโอนิซูกะ เอคิจิ
    ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในด้านความคิดสร้างสรรค์ครับ
    คนไทยก็อาจเก่งได้ครับ
    เพราะว่าคนไทยที่ผมรู้จักในนี้หลายๆคน
    ก็เก่งกว่าฝรั่ง ใช่บ่
    แต่ถ้าเก่งจริงต้อง สก็อตแลนด์ครับ
    เพราะที่ปราชญ์ของโลกสถิตย์อยู่มากมาย

  • JiM

    555 จริงๆแล้วเคสหนัง AV ก็เป็นกรณีน่าสนใจอันนึงนะครับแต่ตอนแรกผมไม่กล้าพูด แต่ไหนๆคุณกานต์เปิดมาแล้วผมก็ขอแชร์ความคิดด้วยเลยละกัน อิอิ เรื่องหนัง AV ก็เป็นเคสที่คล้ายๆกับหุ่นยนต์ นั่นคือคนมักจะมองว่าญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่ม Innovation แต่จริงๆแล้วที่ผมเข้าใจก็คืออย่างหุ่นยนต์นี้ Innovation ที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีคือ AI มาจากนักคณิตศาสตร์ฝั่งตะวันตกหมดเลย (รู้สึกจะเริ่มจาก MIT) นอกจากนี้ แนวคิดริเริ่มเชิงปรัชญาเกี่ยวกับ AI ก็ยังมาจากฝรั่งเช่นเคย (อาซิมอฟ ฯลฯ)

    กรณีหนัง AV ก็เช่นกันครับ มองเผินๆแล้วเหมือนฝั่งญี่ปุ่นจะมีนวัตกรรมใหม่ๆมากมาย อุปกรณ์พิสดารมหัศจรรย์พรรลึก แต่ถ้าลองคิดให้ดี ไอเดีย Breakthrough ที่มองออกว่าการเอาคนมาแก้ผ้าถ่ายเป็นหนังนี้สามรถขายได้ (ก่อนที่จะมี Bittorrent :P ) ก็คือฝรั่งครับ ฝั่งญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นการเอาความริเริ่มจากฝรั่งมาต่อยอดอยู่เช่นเคย แต่ด้วยความที่ญี่ปุ่นมีความอุตสาหะอย่างมหัศจรรย์จึงนำมาต่อยอดจนหลุดโลกไปขนาดนั้น (คนเอเชียเราได้เปรียบตรงความขยัน พวกญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน ชอบด่าฝรั่งว่าขี้เกียจ)

  • JiM

    ก๊ากก เพิ่งเห็นบรรทัดสุดท้ายของท่านสารวัตร (ขอตะเบ๊ะให้หนึ่งที) ถูกต้องที่สุดเลยค๊าบบ :D

  • สารวัตรอาเคจิ

    ข้อจำกัดของญี่ปุ่นก็คือหลังสงคราม
    ไม่ต้องพูดถึงทรัพยากรที่หลงเหลือหลังสงคราม
    ขนาดคนยังต้องช่วยกันผลิต ยุค Baby boom ประมาณปี 1946
    อาจารย์ของผมท่านหนึ่ง เกิดในยุคที่ว่า
    เป็นความยากลำบาก
    จึงต้องดิ้นรน ญี่ปุ่นมีคนอยู่ 127 ล้านคนแต่พื้นที่กลับเล็กกว่าของเราและส่วนหนึ่งแทบไม่สามารถใช้เพาะปลูกได้ ในเกาะ ฮอกไกโด
    ดังนั้นทางออกคือต้องทุ่มเท
    พลังที่มีอยู่ไปกับการพัฒนาทุกๆด้าน
    ทุกคนมีหน้าที่คือทำงาน
    จึงไม่มีคำพูดว่าขยัยหรือขี้เกียจ
    หากแต่เป็นหน้าที่
    ผมจำได้ว่าคนญุ่ปุ่นที่รู้จักมีอยู่คนเดียว
    ที่น่าจะถือได้ว่า ขี้เกียจ
    หมอนี่ชื่อ โนบิ โนบิตะ
    แต่เป็นความขี้เกียจที่เกิดจากความขยัน
    ขยันคิดของ ฟูจิโอะ ฟูจิโกะ
    เรื่อง AV ผมว่าที่ญี่ปุ่นก็มีบันทึกเรื่องที่ว่ามานานตั้งแต่สมัย เอโดะ
    เพียงแต่ไมสามารถถ่ายทอดเป็นหนังเท่านั้น
    แต่ผมว่าเขาสามารถนำมาต่อยอดได้ดีกว่าฝรั่งนะ
    อาจเป็นพลังจากความคิดสร้างสรรค์
    ขั้นสูงทีเดียว

  • Jim

    สมัยเอโดะน่าจะเป็นภาพวาด รึเปล่า?

    ว่าจะพูดถึง John von Neumann ก็ดันลืม มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเป็นอัจฉริยะ Neumann ก็คือ ครั้งนึง โดนนักคณิตศาสตร์ลองภูมิ Neumann ด้วยปัญหาเชาว์ว่า

    “2 trains are 100 miles apart traveling towards each other on the same track. Each train tavels at 10 miles per hour. A fly leaves the first train heading towards the second train the instant they are 100 miles apart. The fly travels at 30 miles per hour (relative to the ground not relative to the train he left). When the fly reaches the second train, it turns and heads back to the first train at 30 miles per hour (assume that the change in direction takes zero time). when the fly reaches the first train, he turns again. this process continues with the fly zipping back and forth between the trains as they come ever closer, until the two trains colide.

    The question: How far does the fly travel until he is crushed?”

    แปลเป็นไทยก็คือ มีรถไฟ 2 ลำวิ่งเข้าหากันด้วยความเร็วคันละ 10 ไมล์ต่อชั่วโมง รถไฟอยู่ห่างกัน 20 ไมล์ และมีแมลงวันตัวนึงวิ่งไป-มา ระหว่างรถไฟ 2 ลำนี้ด้วยความเร็ว 15 ไมล์ต่อชั่วโมง แมลงวันจะบินไปทั้งหมดเป็นระยะทางเท่าไหร่ก่อนจะโดนรถไฟชนตาย

    ลองคิดดูเล่นๆนะครับ อย่าเพิ่งดูเฉลย

    เรื่องเล่าว่า Neumann ตอบเกือบจะในทันทีเลยว่า 15 (ผมลองคิดดูเล่นๆ ใช้เวลาประมาณนาทีกว่าๆ แอบเผลอคิดไปว่าเราก็น้องๆ Neumann อิอิ ถ้าคุณบิ๊กเซียนปัญหาเชาว์น่าจะทำได้เร็วกว่านี้)

    “Interesting,” said the mathematician. “Most people try to sum the infinite series.”

    นักคณิตศาสตร์เข้าใจว่า Neumann รู้ทริกก็เลยบอกว่า: “เจ๋งไปเลย คุณรู้ไม๊ว่าคนส่วนใหญ่พยายามจะหาผลรวมของอนุกรมเข้าสู่ศูนย์อันนี้”

    “What do you mean?” von Neumann replied. “That’s how I did it.”

    Neumann: “หมายความว่ายังไง ผมก็ทำอย่างนั้นน่ะแหละ”

    ครับ จริงๆโจทย์ข้อนี้สามารถคิดในใจได้ง่ายๆก็คือ รถไฟวิ่งเข้าหากันด้วยความเร็ว 20 ไมล์ต่อชั่วโมง ห่างกัน 20 ไมล์ก็ใช้เวลา 1 ชม.ถึงจะชนกัน ใน 1 ชม. แมลงวันก็จะบินได้ 15 ไมล์

    แต่ที่ Neumann คิดในใจก็คืออนุกรมไม่รู้จบตามนี้ …

    (1) Let Df = the distance the fly travels on the first leg = 15*t where t = some time.
    (2) Let Dt = the distance each train travels on the first leg = 10*t where t = the same time. Since
    (3) Df+Dt = 20, it follows (divide (1) by (2) and use (3)) that
    (4) Df/(20-Df) = 15/10. After some manipulation, this implies that
    (5) Df = (3/5)*20.

    It can be seen that we now have a new, similar problem. The distance has been reduced to

    ………|———————————|……….

    Using (3) and (5) it can be seen that
    (6) Df-Dt = (1/5)*20.
    Thus, the distance has been “shrunk” by a factor of 1/5. Applying this reasoning repeatedly, the total distance traveled by the fly is
    (7) Dftotal = (3/5)*20*(1+(1/5)+(1/5)^2+(1/5)^3+ …)
    This is a “geometric series.” When r<1, 1+r+r^2+r^3+ … = 1/(1-r). (If you aren’t familiar with this fact, multiply both sides by (1-r) and you’ll get 1=1.) Thus,
    (8) Dftotal = (3/5)*20*(1/(1-1/5)) = (3/5)*20*(5/4) = 15

    น่าขนลุกทีเดียว .. เค้าคิดอนุกรมไม่รู้จบในใจครับ …

  • JiM

    แวะไปเยี่ยมชม MIT Opencourseware มา เจอวิดีโอเลคเชอร์อันนึงตรงกับเรื่องที่ผมพูดพอดี

    How to Develop “Breakthrough” Products and Services

    ลองดูนะครับสนุกดี มีพูดถึง Breakthrough Innovations vs. Incremental Innovations ไว้ด้วย (แล้วจะเข้าใจข้อแตกต่างระหว่าง innovations แบบตะวันออกกับตะวันตก)

    http://ocw.mit.edu/OcwWeb/Sloan-School-of-Management/15-356Spring2004/CourseHome/index.htm

  • เจริญชัย

    ขอบคุณมากๆครับ