โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
แน่นอนว่า “วิกฤตเศรษฐกิจโลก” ในครั้งนี้ ย่อมเป็นวิกฤตทางปัญญา อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ผมยังคงเห็นต่างจากอดีตนายก โทนี่ แบลร์ และ ดร. ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะในมุมมองเรื่อง Creative Economy ผมคิดว่า ต้นกำเนิดของ “ความคิดสร้างสรรค์” นั้น ไม่อาจตั้งอยู่บนฐานของธุรกิจหรือเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มต้นจาก “จิตใจ”
ปัญหาของทั้งผู้สนับสนุนและต่อต้าน “ระบบทุนนิยม” ก็คือ การขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อความต้องการของมนุษยชาติ
ผมเคยเห็นด้วยกับ Marxism ที่เน้นการวิพากษ์ทุนนิยมและการกดขี่ขูดรีดนานัปการ จนมาวันหนึ่งผมค้นพบว่า “ทุนนิยม” ได้สร้างความสุขยิ่งใหญ่ให้กับมนุษยชาติอย่างมากมาย แม้ว่าจะมีข้อเสียมาก แต่ฝ่ายที่วิจารณ์นั้น มุ่งประเด็นโจมตีแต่ด้านที่ไม่ดี ในที่สุด ผมจึงเลิกเป็นฝ่ายซ้าย และอำลาวงการนี้ไปอย่างไม่คิดจะหวนกลับ
แต่แล้ว เมื่อผมเข้าสู่โลกทุนนิยม ผมคาดหวังว่าจะใช้ “ความคิดสร้างสรรค์” ของผม ในการรับใช้มนุษยชาติและสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้ตนเอง แต่สุดท้ายผมกลับค้นพบความจริงที่ซับซ้อนกว่านั้น
ผมเคยเชื่อมั่นใน “ภูมิปัญญา” ของตนเอง และคิดว่ามีเพียง “คนส่วนน้อย” เท่านั้นที่เข้าถึง “ความคิดอันสูงส่ง” ของผม แต่เมื่อได้เรียนรู้ในระบบทุนนิยมเพิ่มขึ้น ผมกลับค้นพบว่าความเชื่อมั่นของผมนั้น มีทั้งส่วนที่ถูกและผิด
ในขณะที่ผมปรับปรุง “งานเขียน” ให้อ่านง่ายขึ้น เรียบเรียงความคิดให้กระชับ ตัดเล็มสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องทิ้งไป ตอนแรกเพียงเพื่อที่จะทำให้ “ตลาด” ตอบรับงานเขียนของผม แต่สุดท้ายกลับค้นพบว่า ผมสามารถคิดได้ลึกซึ้งขึ้น ผ่านการสื่อสารที่เรียบง่ายนี้ ดังนั้น การที่ตลาดเริ่มตอบรับงานเขียนของผม ส่วนหนึ่งย่อมเพราะอ่านง่ายขึ้น แต่อีกส่วนหนึ่งย่อมมาจาก “คุณภาพ” ที่เพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น ความคิดสร้างสรรค์ (creativity) ของมนุษย์ จึงไม่ควรแยกขาดจากมนุษย์คนอื่น การที่ผลงานของเราไม่เป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ แปลว่า มันอาจยังมีจุดบกพร่องผิดพลาด ความคิดและอัตวิสัยของตัวเรา(Subjectivity) ยังไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นความสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์ (Originality) ได้ ยังตกอยู่เพียงแค่ความหลงตัวเอง เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผลงานของผม ก็ยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่การยอมรับในวงกว้างได้ ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเรื่องของการตลาดและการสร้างแบรนด์ แต่ผมก็คิดว่า อาจเพราะผลงานของผมยังไม่ตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ ดังนั้น ผมจึงพยายามปรับปรุงผลงานให้ใกล้เคียงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น ผมกลับยิ่งพบว่า การปรับตัวเข้าหาตลาดนั้น ไม่ยากอย่างที่คิด และทำให้ผลงานของผมเปิดกว้างและลุ่มลึกขึ้น หากทว่า มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผมประสบความสำเร็จได้
ในช่วงเวลาที่ทั้งสับสนและเจ็บปวดในความมืดมนนี้ ผมกลับค้นพบ “ความสว่างวาบ” แท้จริงแล้ว ปัญหาของผม ก็คงไม่ต่างจากปัญหาของนักธุรกิจในทุกวันนี้ นั่นคือ ทางเลือกระหว่าง การเอาใจตลาดหรือการตามใจตัวเอง
ในมุมมองของฝ่ายซ้ายนั้น เลือกที่จะเอาใจตัวเอง โดยคิดค้น “สูตรสำเร็จทางคุณธรรม” ขึ้นมาชุดหนึ่ง และเที่ยวยัดเยียด “ความเลวร้าย” ให้กับระบบทุนนิยม กล่าวหาว่ากดขี่ขูดรีดประชาชนต่างๆนานา แต่หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว ระบบทุนนิยมนั้น ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างเต็มที่ จึงทำให้โลกเราเจริญรุดหน้ามาจนถึงทุกวันนี้
ระบบทุนนิยม สามารถเอาชนะการตามใจตนเองของระบบการผลิตในอดีต แต่เลือกที่จะผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของคนอื่น ซึ่งทำให้ในที่สุด ทุนนิยมต้องพยายามพัฒนาศักยภาพการผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ เพื่อให้คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับ
อย่างไรก็ตาม การมุ่งตามใจคนอื่นอย่างผิวเผินนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งย่อมมีความตีบตัน เพราะความต้องการของมนุษย์นั้นซับซ้อนยิ่งขึ้น จนทำให้นักธุรกิจในระบบทุนนิยม ไม่สามารถสร้างสรรค์สินค้าใหม่ หรือนวัตกรรมที่มากพอจะตอบสนองความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษยชาติได้ และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2552 นี้ก็ได้สะท้อนความจริงนี้
ผมนึกถึงคำพูดอมตะของ Steve Jobs ที่ว่า “ผู้บริโภคจะไม่มีวันรู้ถึงความต้องการของตนเอง จนกว่าเราจะแสดงให้เห็น” ทำให้ผมเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การที่เราตามใจผู้บริโภคอย่างไม่ลืมหูลืมตานั้น เป็นความผิดพลาด เพราะมนุษย์มีความซับซ้อนกว่าสิ่งตาเห็น บางครั้งความต้องการของผู้บริโภคอยู่ลึกลงไปข้างใน แต่ผู้ผลิตกลับสัมผัสได้แค่เพียงเปลือกนอก จึงเชื่อว่าสินค้าของตนนั้นจะตอบสนองความต้องการได้ กว่าจะรู้ว่าผิดพลาดก็ย่อมสายเกินไป
แน่นอนว่า Steve Jobs ก็ยังมีความผิดพลาดในการคาดเดาความต้องการของตลาด แต่กระนั้น แนวทางของ Steve Jobs ที่ใช้การหยั่งรู้จากภายใน และความคิดสร้างสรรค์ส่วนตัว ก็ยังมีความน่าสนใจในระดับหนึ่ง
ปัญหาของ “ความคิดสร้างสรรค์” จึงเป็นปัญหาที่จะต้องขบให้แตก ก่อนที่จะสามารถแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ได้
ผมค้นพบความจริงข้อหนึ่งว่า ในโลกยุคข้อมูลข่าวสารนี้ ได้ทำให้มนุษย์สามารถเข้าถึงข้อมูลความต้องการของมนุษย์ด้วยกันเองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จึงทำให้การคิดค้นนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย แต่กระนั้น ลำพังเพียงข้อมูลมหาศาลนี้ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ได้ แต่มนุษย์จะต้องพัฒนา “จิตใจ” หรือการหยั่งรู้ (Intuition) เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงความต้องการของมนุษยชาติได้
หากทว่า ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขในระดับหนึ่ง จากบริษัทชั้นนำทั้งหลาย ตัวอย่างเช่น Google ซึ่งได้ออกแบบสถานที่ทำงานให้เอื้อต่อความสุขและการคิดสร้างสรรค์ ที่สำคัญ ยังให้เวลาจำนวนมากในการทำงานอย่างอิสระ ไม่ต้องอิงกับหน้าที่ประจำ แต่กระนั้นก็ยังมีคนเก่งจำนวนมากได้ลาออกไป
บริษัทระดับ Google ยังมีน้อย และหากสามารถพัฒนาให้เพิ่มขึ้นได้ ย่อมเชื่อแน่ว่า วิกฤตเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้จะฟื้นตัว แต่กระนั้น ปัญหาทั้งหมดยังไม่ได้ถูกแก้ไขให้หมดไปได้ เพราะการที่ยังมีคนพอสมควรที่ลาออกจากบริษัท Google นั่นย่อมหมายถึง Google ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคนเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน
แน่นอนว่า ทุกสิ่งย่อมมีความไม่สมบูรณ์ การผิดพลาดล้มเหลวของ Steve Jobs และ Google ย่อมไม่อาจเทียบกับ ความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่พวกเขาได้ทำไว้ แต่ความผิดพลาดนี้ ไม่ได้สะท้อนเพียงความผิดพลาดของมนุษย์ แต่ยังสะท้อนถึงความผิดพลาดของระบบทุนนิยม ที่ควรต้องมีการแก้ไข
ระบบทุนนิยม คือ ระบบที่ตอบสนอง “ความสุข” ให้กับสังคมได้ดีกว่า ระบบสังคมนิยม หรือระบบอื่นใด เนื่องจากสามารถเข้าถึงความต้องการของคนอื่นได้ดีที่สุด โดยอาศัยกลไกตลาดที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบการวางแผนจากส่วนกลาง แต่เมื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้เกือบหมดแล้ว ระบบทุนนิยมก็เริ่มมีปัญหาในการตอบสนองความต้องการที่สูงยิ่งขึ้น
ตลาดหุ้น นับเป็นกลไกอย่างหนึ่งในระบบทุนนิยมที่ช่วยให้ธุรกิจสามารระดมเงินทุนในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ได้อย่างไม่เคยมีระบบใดทำได้มาก่อน สำหรับเรื่องการเก็งกำไรจนเกิดภาวะฟองสบู่นั้น กลับไม่ใช่ปัญหาสำคัญ เพราะสุดท้าย ระบบก็สามารถปรับสมดุลและกลับมามั่งคั่งกว่าเดิมได้ในทุกครั้ง แต่ปัญหาสำคัญของตลาดหุ้นในปัจจุบันนี้ก็คือ การเน้นแต่ผลกำไรมากเกินไป ซึ่งในอดีตอาจเป็นเรื่องดี เพราะการทำธุรกิจโดยไม่มีกำไรเป็นที่ตั้งนั้น อาจทำให้ผลิตสินค้าที่ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้นของมนุษย์ ดังนั้น การผลิตสินค้าในปัจจุบันจึงต้องใช้ “ความคิดสร้างสรรค์” มากขึ้น การเน้นแต่กำไรมากเกินไปนั้น บางครั้งอาจกลายเป็นความกดดันที่ทำให้พนักงานไม่สามารถผลิตความคิดสร้างสรรค์ได้ดีพอ นี่คือ ปัญหาที่น่ากลัวยิ่งกว่าการเกิดฟองสบู่ และหากแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ ระบบทุนนิยมก็จะเดินทางไปถึงทางตัน
ทำอย่างไร จึงจะทำให้บริษัททั้งหลายทั้งที่อยู่ในตลาดหุ้นและไม่อยู่ในตลาดหุ้น สามารถสร้างระบบบริหารที่ทำให้พนักงานมีความสุข และนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถทำกำไรได้
บริษัทอาจตั้งเกณฑ์ขั้นต่ำของกำไรซึ่งมากพอจะจูงใจผู้ถือหุ้น (เช่น 30% ต่อปี) ขณะเดียวกัน ได้เผื่อช่องว่างไว้ให้กับความสุขและอิสระในการสร้างสรรค์ผลงาน ที่ไม่หลุดลอยจากความจริงของตลาด วิธีการเช่นนี้อาจให้ผลการดำเนินงานที่ดีกว่า บริษัทที่มุ่งเน้นแต่กำไรสูงสุดก็เป็นได้ เนื่องจากยุทธศาสตร์กำไรสูงสุดนั้น อาจไปบั่นทอนจิตใจแห่งการสร้างสรรค์ของพนักงานได้
แน่นอนว่า การจะใช้แนวทางใหม่นี้ได้ บริษัทจะต้องไว้วางใจพนักงาน ดังนั้น บริษัทจึงต้องพัฒนาระบบคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพซึ่งไมได้มุ่งเน้นแต่เฉพาะผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว หากยังคำนึงถึงความสุขและการสร้างสรรค์ในการทำงานให้กับบริษัทอีกด้วย
ในเมื่อโลกได้เดินทางมาถึงจุดที่ความสุขพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนองเกือบทั้งหมดแล้ว การสร้างผลกำไรในระบบทุนนิยม จึงต้องก้าวเข้าสู่การตอบสนองความต้องการที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงต้องมุ่งไปที่การคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น แต่ทว่าการคิดสร้างสรรค์ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากภาวะกดดันเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพึ่งพาการให้อิสรภาพ การให้ข้อมูลที่จำเป็น การถกเถียงแลกเปลี่ยน และอาจรวมถึง “ความสุข” จึงถึงเวลาแล้วที่บริษัททั่วโลกจะต้องปฏิวัติแนวคิดในการทำธุรกิจเพื่อเอื้อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม เคล็ดลับสำคัญในการผลิตความคิดสร้างสรรค์นั้น ยังมีรายละเอียดที่ต้องค้นคว้าอีกมาก และไม่ควรด่วนสรุป โดยเฉพาะเมื่อการให้อิสรภาพแก่พนักงานนั้น อาจนำไปสู่การคิดสร้างสรรค์แบบเข้าข้างตนเอง และไม่ตอบสนองความต้องการของตลาด แต่ในขณะเดียวกัน การมุ่งเน้นแต่การตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างผิวเผิน โดยลืมประเมินให้ลึกถึงจิตใจและความต้องการอันซับซ้อนของมนุษยชาติ ก็อาจทำให้บริษัทนั้นล้มเหลว หากทว่าการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เริ่มจากญาณหยั่งรู้ภายใน (Intuition) ซึ่งสามารถผสมอย่างลงตัวกับกับสภาพความจริงภายนอก จะกลายเป็น “ความคิดสร้างสรรค์” อันยอดเยี่ยม ที่สามารถตอบสนองความต้องการสูงสุดของมนุษยชาติได้
บางทีนักธุรกิจอาจต้องให้ความสำคัญกับ ปรัชญา ศาสนา และศิลปะ เพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหาคือ วิชาปรัชญาที่เริ่มต้นจากการต้องการค้นหาความหมายของชีวิตมนุษย์ ค้นหาวิธีการเข้าถึงความสุขที่แท้จริง เอาเข้าจริงได้ถูกโลกของนักวิชาการครอบงำ จนกลายเป็นการคิดเชิงนามธรรมอันซับซ้อน และหลุดลอยจากโลกความเป็นจริง ในขณะเดียวกัน ศาสนาที่มีความเป็นรูปธรรมมากกว่า ก็กลับถูกทำให้ไปเน้นที่การเคารพบูชาวัตถุ มากกว่าการฝึกฝนตัวเองเพื่อให้เข้าใจถึงความหมายชีวิต ผ่านทางสติ สมาธิ ปัญญา สำหรับวิชาศิลปะนั้น อาจจะดูดีกว่าแขนงอื่น เพราะมีศิลปินที่สามารถสร้างผลงานอันเลอเลิศมากมาย แต่สุดท้ายก็จมปลักในโลกส่วนตัวมากไป ไม่เปิดกว้างต่อความต้องการของสังคม
อย่างไรก็ตาม ปรมาจารย์ด้านปรัชญา ศาสนา และศิลปะ ที่ลึกซึ้งก็ยังมีอีกมาก ดังนั้น นักธุรกิจที่ชาญฉลาดจึงต้องเข้าให้ถึงแก่นแท้ของสิ่งเหล่านี้ เพื่อนำมาปรับใช้ในโลกธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อความต้องการของผู้บริโภคมีความลึกซึ้งเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ
แน่นอนว่า The Beatles คือ วงดนตรีที่ผลิตบทเพลงเพื่อผลกำไร แต่กระนั้น The Beatles ก็เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ที่มองแบบผิวเผินเหมือนเป็นการเอาใจตลาดอย่างขาดรสนิยม แต่สำหรับปัญญาชนที่ลุ่มลึกแล้วก็ยังชอบฟังเพลงของ The Beatles จึงน่าจะสะท้อนว่าความลุ่มลึกทางปัญญาได้ในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับ Starbucks ที่ไม่ใช่เพียงร้านกาแฟเลิศหรูโดยทั่วไป แต่ยังหมายถึงความคิดสร้างสรรค์ที่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาสามารถสัมผัสรับรู้ได้ ขณะที่ร้านกาแฟเลิศหรูอื่น ไม่สามารถเทียบชั้นได้ แม้ว่าจะพยายามเอาใจตลาดเพียงใดก็ตาม
ทั้งหมดได้สะท้อนว่า การผนวกความต้องการของประชาชนเข้ากับการหยั่งรู้ส่วนตัว จะสามารถผลิตผลงานที่สร้างสรรค์ได้มากกว่าการมุ่งเน้นทางใดทางหนึ่งมากเกินไป
เช่นเดียวกัน การคิดเรื่องกำไรขาดทุน การคิดนโยบายเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งการแก้ไขภาวะตกงาน ทั้งหมดก็ยังเป็นการคิดในกรอบของเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ แต่ยังไม่สามารถเข้าถึงปัญหาใจกลางของวิกฤตได้ นั่นคือ การขาดแคลนปัญญาและการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งการจะสัมผัสสิ่งนี้ได้ จะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงธรรมชาติของมนุษย์ ทั้งความรัก ความโกรธ ความหลง และอารมณ์อันเปราะบางนานัปการ ที่บางครั้งลำพังตัวเราอาจเข้าใจได้ไม่กระจ่างชัด จึงต้องมีการปฏิสัมพันธ์และสุนทรียสนทนากับผู้อื่น เพื่อแลกเปลี่ยนและเติมเต็มความรู้ความเข้าใจให้บรรลุถึงจุดสูงสุด
เมื่อเข้าใจอย่างแท้จริง ย่อมสามารถปล่อยวางอารมณ์ทั้งหมดได้ และเมื่อปล่อยวางทั้งหมดได้ จึงจะนับว่าเข้าใจอย่างแท้จริง ที่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่
ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจโลก ปัญหาเศรษฐกิจไทย และจนกระทั่ง ปัญหาทางการเมืองไทย อาจทำให้ทุกคนท้อแท้และหมกมุ่นในปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไป โดยลืมมองให้ลึกซึ้งถึง “ความคิดสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญ ในการแก้ไขวิกฤตทั้งมวล ที่สำคัญ คือ หากยังยึดติดกับสถานการณ์เฉพาะหน้า ที่นำไปสู่ความกลัว ความโกรธ และการหมกมุ่นในตัวเอง ย่อมไม่อาจบรรลุปัญญาที่แท้จริงในการแก้ปัญหาได้
แน่นอนว่า ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ควรหลุดลอยจากบริบทและปัญหาสังคม แต่กระนั้น ความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นจากการหมกมุ่นในสิ่งที่ตาเห็น จนทำให้เกิดความร้อนรนและไม่สามารถเข้าถึงพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเราและมนุษยชาติทุกคน
ดังนั้น การที่มนุษย์จะบรรลุถึงศักยภาพการสร้างสรรค์สูงสุดของตนเองได้ จะต้องสามารถลืมเลือนข้อจำกัดที่เกิดขึ้นตรงหน้าไปให้ได้ ทั้งความทุกข์ยาก ลำบาก และอุปสรรคนานัปการ รวมถึงความเป็นไปของโลกภายนอกทั้งมวล เพื่อหยั่งรู้ไปถึงภายในจิตใจอันซับซ้อนของตัวเราว่าต้องการจะสร้างสรรค์สิ่งใดให้โลกใบนี้ และด้วยจิตใจที่ตื่นรู้นี้เท่านั้น จึงจะสามารถรับรู้ความจริงภายนอกได้อย่างถูกต้อง ไม่ถูกบิดเบือนด้วยอคติส่วนตัวอีกต่อไป และเมื่อเชื่อมต่อข้อมูลภายนอกเข้ากับการหยั่งรู้จากภายในนี้แล้ว มนุษย์คนนั้นจึงจะสามารถมอบสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเองให้กับโลกใบนี้ได้
การจะสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่เพื่อมอบความสุขให้กับคนทั้งโลกนั้น จึงต้องเริ่มต้นจากการสร้างความสุขให้ตนเองเสียก่อน แต่ความสุขท่ามกลางวิกฤตที่รุมเร้านั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องอาศัยความเข้าใจโลกอย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งสามารถปล่อยวางได้ เมื่อปล่อยวางแล้ว ความสุข การสร้างสรรค์ และผลงานที่ยิ่งใหญ่จึงจะสามารถบังเกิดขึ้นได้
“ภาวะปล่อยวางที่นำไปสู่การสร้างสรรค์นั้น ย่อมไม่ใช่การหลบหนีจากโลกและความจริงอันโหดร้าย แต่เป็นการรับรู้และเข้าใจโลกและชีวิตอย่างถึงที่สุด”
หนังสือและบทความเพิ่มเติม
1. The Big Secret : เคล็ดลับแห่งชัยชนะ
2. วิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตเศรษฐกิจไทย : ปัญหาและทางออก ทางรอดและทางรวย
