วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ปมขัดแย้งของอิหร่านกับตะวันตก
เดิมทีเดียว ในช่วงทศวรรษ 1950 สหรัฐฯ และชาติตะวันตกหลายชาติต่างให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นในอิหร่าน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายก็เริ่มเสื่อมโทรมลงนับจากการปฏิวัติอิสลามเมื่อปี 1979 นำไปสู่การต่อต้านอิหร่านโดยการงดให้ความช่วยเหลือและระงับการสนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตามด้วยการบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ เป็นเวลา 444 วัน
ต่อมา ผู้นำสหรัฐหรือ จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ยังตอกย้ำความขัดแย้งด้วยการประกาศว่า อิหร่านเป็น “Axis of Evil” หรือ “อิหร่านคือหนึ่งในแกนแห่งความชั่วร้าย” ในปี 2002 ตามด้วยการประกาศของอิหร่านที่ต้องการจะลบอิสราเอลออกจากแผนที่โลก (อิสราเอลถือเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐ) ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่ายก็เสื่อมโทรมลงตามลำดับ
จนในที่สุด อิหร่านประกาศจะพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ต่อในปี 2011 แม้จะพยายามย้ำจุดยืนของเหตุผลในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่ามาจาก ความพยายามต้องการเพิ่มความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่หลายฝ่ายมองว่าอิหร่านต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซ มาจากความต้องการของอิหร่าน ที่อยากตอบโต้ตะวันตกที่ต้องการคว่ำบาตรอิหร่านทางด้านเศรษฐกิจ หลังจาก สหรัฐฯ เดินหน้าผ่านกฎหมายยืดระยะเวลาในการคว่ำบาตรอิหร่าน และร่อนจดหมายส่งตรงถึงอิหร่านเพื่อโน้มน้าวให้อิหร่านกลับสู่วงเจรจาและยับยั้งโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่อิหร่านก็ไม่ได้มีท่าทีตอบรับกับจดหมายดังกล่าว
ทวีแรงกดดันทุกช่องทาง: บีบเค้นให้อิหร่านกลับสู่วงเจรจา
แนวทางกดดันอิหร่าน เริ่มจากการผนึกความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป ในการนำเรือบรรทุกเครื่องบินมุ่งสู่ช่องแคบฮอร์มุซ และเข้าไปประจำการในอ่าวเปอร์เซียร่วมกับฝรั่งเศสและอังกฤษ ตามด้วยการประกาศย้ำของสหรัฐฯ ที่จะคว่ำบาตรสถาบันทางการเงินระหว่างประเทศทั้งหลาย ที่ทำธุรกรรมร่วมกับธนาคารของอิหร่านอีกด้วย นอกจากนี้ ยุโรปยังประกาศจะกักกันเรือขนส่งน้ำมันของอิหร่าน และอายัดทรัพย์สินในธนาคารกลางของอิหร่าน เพื่อเป็นการกดดันและปิดช่องทางทำกินของอิหร่านทุกรูปแบบ
ประเด็นสำคัญก็คือ อิหร่านส่งออกน้ำมันไปยังยุโรปเป็นจำนวนมากถึง 90% และช่องแคบฮอร์มุซ สามารถขนส่งน้ำมันได้ในปริมาณมากถึง 40% ของโลก หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ โลกจะขาดน้ำมันไปเกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้น้ำมันขาดแคลนและราคาน้ำมันที่สูงอยู่แล้วก็เพิ่มขึ้นแตะ 100 เหรียญสหรัฐต่อปริมาณน้ำมัน 1 บาร์เรล หรือประมาณ 150 กว่าลิตร
ราคาน้ำมันสูงขึ้นหลังอิหร่านประกาศจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกันค่าเงินของอิหร่านก็อ่อนตัวลงภายหลังตะวันตกประกาศจะคว่ำบาตร ทำให้อิหร่านที่ต้องการจะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ต้องประสบปัญหาซ้ำซากจากการถูกคว่ำบาตรโดยชาติตะวันตก ส่งผลให้สภาพทางเศรษฐกิจขาดเสถียรภาพ มีความอ่อนแอ และพึ่งพาตนเองได้น้อยลง
สาเหตุสำคัญที่อิหร่านยอมจำนนต่อการคว่ำบาตร
ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา ทำให้อิหร่านจำเป็นต้องยอมอ่อนข้อให้กับตะวันตก เนื่องจาก หากอิหร่านยังฝืนที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป จะทำให้รายได้ของประเทศอิหร่าน ที่มาจากอุตสาหกรรมหลักคือการส่งออกน้ำมันลดลงถึง 60% และผลจากการคว่ำบาตรของยุโรปที่มาจากการงดซื้อน้ำมัน รวมทั้งการกักกันเรือขนส่งน้ำมัน และติดแบล็กลิสต์หรือขึ้นบัญชีดำแก่บริษัทขนส่งน้ำมันของอิหร่านกว่า 10 แห่ง ที่จะมีผลในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ จะทำให้เศรษฐกิจอิหร่านตกต่ำลงกว่าเดิม
ท้ายที่สุดแล้ว อิหร่านคงไม่ยอมสูญเสียรายได้จากการถูกคว่ำบาตรดังกล่าว จึงนำไปสู่การประกาศเตือนชาติตะวันตกทั้งหลายว่า อิหร่านต้องการจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ หากโดนคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอีก ขณะเดียวกัน ทั้งสหรัฐฯ และยุโรป รวมทั้งชาติอาหรับทั้งหลายก็คงไม่ยอมให้อิหร่าน ปิดเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเช่นกัน
ดังนั้น การเปิดศึกหลายด้านย่อมทำให้อิหร่านอ่อนแอมากขึ้น หนำซ้ำพันธมิตรหลักที่สำคัญอย่างจีน และนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านเป็นอันดับหนึ่ง แม้จะวิจารณ์กดดันยุโรปและสหรัฐไม่ให้คว่ำบาตรอิหร่านแล้วก็ตาม แต่ถ้าสหรัฐและยุโรปจริงจังกับการใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน เป็นไปได้ว่า จีนอาจได้รับผลกระทบจากการนำเข้าน้ำมันของอิหร่านไปด้วย และแม้ฉากหน้าของจีนจะมีการกล่าวประณามทั้งสหรัฐและยุโรปว่าเป็นการลงโทษที่ไม่สร้างสรรค์ และไม่เห็นด้วยกับมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว
ในเบื้องหลัง จีนก็อาจใช้การทูตเพื่อโน้มน้าวอิหร่านอย่างลับๆ เพื่อไม่ให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ อิหร่านก็คงไม่สามารถปิดช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างจริงจัง แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกก็อาจทำให้เรื่องปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นประเด็นขึ้นมาอีก เพื่อป้องปรามไม่ให้โดนคว่ำบาตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อย่างไรก็ตาม บทสรุปสถานการณ์ล่าสุดก็คือ มาห์มูด อาห์มาดิเนจาดห์ ยอมรับที่จะกลับเข้าสู่วงเจรจา P5+1 (อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย+เยอรมัน) โดยระบุว่า การคว่ำบาตรไม่สามารถยุติโครงการนิวเคลียร์ได้ “เราไม่ต้องการขายน้ำมันให้ยุโรป” ทุกวันนี้ EU สั่งซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่าน 20% โดยเฉพาะในกรีซกับอิตาลีที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากอิหร่านอย่างมาก
ประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาดห์ กล่าวว่า “เราไม่ได้ต่อต้านการเจรจา เราสามารถพูดคุยกันได้”

