Practical Report The Cabin in the Woods: ตลกร้ายแกมเสียดสี ที่อาจไม่ใช่แค่ ‘หนังสยองขวัญ’

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หลายคนมักออกจากโรงด้วยความเสียดายค่าตั๋วจากหนังเรื่อง ‘The Cabin in the Woods’ แต่น่าแปลกใจที่ Website ที่ให้ Rating ภาพยนต์อย่าง Rotten Tomatoes กลับให้คะแนนสูงถึง 90% และ IMDB เองก็ให้คะแนนเรื่องนี้สูงถึง 7.9/10 คะแนน ทั้งที่ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไม่ได้สร้างความประทับใจให้กับคนไทยมากนัก

หลายเสียงมักจะออกมาบ่นหลังหนังจบว่า ‘เนื้อเรื่องออกทะเล’ หรืออะไรเทือกนั้น ซึ่งน่าแปลกใจที่หนังสยองขวัญเรื่องนี้กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องพล็อตว่างี่เง่าไร้สาระ แต่กลับไม่มีใครคิดตั้งคำถามกับพล็อตหนังสยองขวัญอย่างหนังโบราณ เจสัน นักฆ่าที่โผล่มาอย่างแทบจะไร้ที่มาที่ไป หรือแม้แต่หนังผีไทยเองก็ยังแทบไม่มีใครมาบอกว่าพล็อตเรื่อง ‘ไร้สาระ’ (ทั้งๆที่หลายคนไม่เคยเห็นผี และไม่เชื่อว่ามีจริงด้วยซ้ำ!)

ทั้งนี้ผู้เขียนมองว่า หนังในเทือกนี้นั้นสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมจากการขายความน่ากลัว หรือความตื่นเต้น สยดสยอง ลุ้นระทึก ซึ่งในส่วนนี้ต้องยอมรับว่า The Cabin in the Woods นั้นสร้างความผิดพลาดจากการประชาสัมพันธ์และ Trailer ที่ฝังผู้ชมว่าเป็นหนังสยองขวัญ แต่ฉากตื่นตระหนกตกเก้าอี้ยังทำได้ไม่ดีถึงกึ๋น จนทำให้เกิดช่องว่างความสงสัยและโดนผู้ชมโจมตีเรื่องพล็อตของหนัง

แต่สำหรับผู้เขียน (และใครหลายคน) มองว่าหนังเรื่องนี้ดี เพราะตีบทแตกจากความ Cliché’ (แนวคิดเก่าๆ โบราณ ซ้ำซาก) ของหนังสยองขวัญทั่วไป และการดำเนินเรื่องและบทพูดก็ค่อนข้าง ‘ขันขื่น’ และเสียดสีอยู่ตลอดเวลา จนโดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนมองว่าหนังเรื่องนี้ค่อนข้างจะเทไปทาง ‘หนังตลก’ ที่มีบรรยากาศแบบภาพยนต์สยองขวัญยุค 80 ด้วยซ้ำ

ซึ่งจะเห็นว่าพล็อตเรื่องนั้นจงใจยั่วล้อหนังสยองขวัญโบราณ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นออกเดินทางไปพักที่บ้านตากอากาศที่ไม่มีใครเข้าถึง แล้วอยู่ดีๆก็มีผีโผล่มาไล่ฆ่าทีละคนอย่างไร้เหตุผล แต่ The Cabin in the Woods เลือกที่จะดำเนินเรื่องแบบใช้หนังซ้อนหนัง คือการกระทำที่ควบคู่ระหว่าง ‘เรื่องบนดิน’ คือบ้านตากอากาศ และ ‘เรื่องใต้ดิน’ คือห้องควบคุมด้านล่าง โดยมีการตัดสลับอย่างมีชั้นเชิง และจบลงด้วยการปะทะกันระหว่างสองฝั่งจนเกิดเป็นเรื่องราวโกลาหลในตอนจบ

เพียงเปิดเรื่องมาหลายคนก็อาจจะงุนงงว่า ไอ้นักวิทยาศาสตร์สองคนในห้อง Lab ที่เหมือนกับฐานทัพลับมันเกี่ยวอะไรด้วยวะ (ไม่เห็นจะมีใน Trailer) ก่อนที่จะเปิดเรื่องแบบภาพยนต์โบราณโดยใช้เสียงกระแทกและ Font ที่แดงเรียบๆว่า ‘เฮ้ย ไม่ได้เปิดผิดเรื่องนะเว้ย!’ ซึ่งเพียงเท่านี้ ก็อจะเดาได้ว่า ‘นี่มันหนังตลกชัดๆ!’

นอกจากนี้ The Cabin in the Woods ยังสร้างความขัดแย้งกันเองในตัวละคร ซึ่งตามเนื้อเรื่องเหยื่อบูชายัญคือหนุ่มสาวห้าคนที่เป็นตัวแทนห้าสิ่งคือ

The Whore หญิงสาวร่านราคะ ซึ่งในเรื่องคือจูลส์ นักศึกษาแพทย์ที่เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาที่ถูกจัดฉากให้ ‘ร่าน’ จากสารเคมีที่ควบคุมโดยส่วนใต้ดิน

The Athlete ชายผู้มีพละกำลัง ซึ่งในเรื่องคือเคิร์ท ชายหนุ่มผู้คงแก่เรียน ที่ได้ทุนเรียนในสาขาสังคมวิทยา แต่กลับถูกเลือกให้เป็นผู้ชายดิบเถื่อนใช้แต่กำลัง

The Fool ตัวตลกผู้โง่เขลา ซึ่งในเรื่องคือมาร์ตี้ ชายหนุ่มขี้ยาที่ติดกระบอกกัญชามาบ้านพักตากอากาศ ซึ่งผู้กำกับ ‘ตบมุข’ อย่างชาญฉลาดโดยที่ให้ ตัวตลก เป็นผู้มองออกว่าพวกเขากำลังโดนชักใยอยู่

The Scholar ผู้คงแก่เรียน ซึ่งในเรื่องคือ โฮลเดน หนุ่มนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล ที่อยู่ดีๆ (หากสังเกต) ใส่จริตหยิบแว่นตามาทำให้ดูเป็นคนวิชาการ (ทั้งๆที่เขาน่าจะถูกจัดเป็น The Athlete แทนด้วยซ้ำ! )

The Virgin สาวบริสุทธิ์ ซึ่งในเรื่องคือ เดน่า หญิงสาวที่จริงๆควรคงไว้ซึ่งพหรมจรรย์ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าฉากหนึ่งที่ตลกที่สุดในเรื่องคือฉากที่ เดน่า รู้ว่าตัวเองถูกใช้เป็นตัวแทนของสาวบริสุทธิ์ และหัวหน้าของฝั่งใต้ดินก็ยอมรับโดยดีว่า ‘เราก็เลือกเอาตามที่เราพอจะหาได้น่ะ’ ซึ่งเป็นการยอกย้อน เสียดสี และท้าทายความเชื่อเก่า

จากทั้ง 5 ตัวละคร จะเห็นว่า The Cabin in the Woods จงใจท้าทายความเชื่อเก่า (Tradition) ที่มักจะจัดแบ่งคนเป็นประเภทโดยเหมารวม เช่น แบ่งแยกคนขาวคือผู้ปกครอง คนดำคือแรงงานทาส หรือแม้แต่วาทกรรม ไพร่ – อำมาตย์เองก็ไม่แตกต่างกัน เพราะนี่คือการตีความแบบเหมารวม ตีความเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งแตกต่างจากการตีความในสมัยใหม่ ที่มักมองคนเป็นปัจเจก (Individual) ซึ่งในตัวบุคคลหนึ่งอาจมีทั้งความดี ความเลว มีลักษณะที่ผสมปนเปที่มีมิติกว่าการตีความอย่างง่ายๆในสมัยโบราณที่ใช้ในการแบ่งแยกชนชั้น ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้จับเอาความเชื่อทั้งสองมาปะทะกัน โดยสร้างกรรมวิธีบูชายัญแบบยุคสมัยใหม่ ที่ต้องควบคุมโดยเครื่องมือทันสมัย ต้องมีการถ่ายทอดสดราวกับเรียลลิตี้โชว์ หรือแม้แต่การเลือกตัวแทนมาบูชายัญแบบมักง่าย เพราะเชื่อว่าทุกอย่างควบคุมได้โดยวิทยาศาสตร์

หลายฉากที่หนังเรื่องนี้จงใจใส่เพื่อยั่วล้อกับความเชื่อและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งการที่ศูนย์หาคนบูชายัญดังกล่าวมีในหลายภาคพื้นทวีป และแต่ละทวีปต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (ทั้งๆที่เทพบรรพกาลนั้นหลับอยู่ใต้พิภพของศูนย์ในป่านี่ และไม่ได้มีทีท่าว่าต้องการเหยื่อบูชายัญเป็นเด็กในประเทศญี่ปุ่น !) แต่ทุกพื้นที่ต่างถูกเชื่อมโยงโดยเทคโนโลยี ซึ่งแม้แต่เทพที่หลับใหลก็คงจะพอใจหากได้เห็นภาพถ่ายทอดสดมีชาวต่างชาติถูกฆาตรกรรมโดยปิศาจต่างด้าว !? แน่นอนว่าเนื้อเรื่องนี้มันไม่สมเหตุสมผลแม้แต่น้อย แต่ผู้กำกับจงใจใส่ไว้เพื่อ ‘ตบมุข’ เสียมากกว่า

แม้แต่ตอนสุดท้ายที่ผู้กำกับจงใจล้อเล่นกับเรื่อง Cliché’ อย่างวีรบุรุษที่ยอมเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อยับยั้งเรื่องงี่เง่าที่จะมาทำลายโลก และตบหน้าคนดูด้วยการที่เดน่าพูดอย่างเสียดสีว่า ‘Huh, Human Being?’ หรือการที่ทั้งสองคนจงใจนั่งสูบกัญชารอวันสูญสลายของโลก ที่ค่อนข้างขันขื่นและทำลายแนวขนบดั้งเดิม แม้กระทั่งการที่มีมือยักษ์โผล่มาจากพื้นก็ราวกับต้องการสร้างความ ‘ขบขัน’ ที่ยืนยันว่า ‘นี่มันเป็นเรื่องตลกนะโว้ยยย! อย่าเก็บอะไรไปคิดให้มันมากมาย’ แต่หลายคนกลับเอาเรื่องนี้ไปพูดเสียเป็นประเด็นหลักและจับต้องว่าเนื้อเรื่องไร้สาระ

หากพิจารณาโดยไม่ปักใจเชื่อว่านี่คือหนังสยองขวัญ จะเห็นว่าพล็อตการดำเนินเรื่องของ The Cabin in the Woods จงใจสร้างให้จับต้องไม่ได้ คือ ไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมตั้งคำถามหรือหาเหตุผล เพราะใจความหลักจริงๆมันอยู่ที่ความตลกขบขันของการกระทำตัวละคร และการผูกเรื่องแบบ ‘คิดได้ไง’ ของผู้กำกับที่จงใจสร้างเพื่อแหวกขนบธรรมเนียมดั้งเดิม และแซวรุ่นพี่ที่ทำหนังสยองขวัญว่า ‘ที่พี่ทำมาให้ผมดูตอนเด็กๆน่ะ ผมว่าแม่งตลกว่ะ’ ก่อนที่จะหัวเราะอย่างสบายใจ

  • http://www.facebook.com/M.Nattorn M Nattorn Puentong

    หนังเรื่องนี้เป็นการล้อเลียนวงการหนังสยองขวัญ แบบเจ็บแสบดีทีเดียวครับ
    สำหรับผม คำจำกัดความของหนังเรื่องนี้ก็คือ “กล้าทำเน๊อะ”

    :-)

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=100001048339771 Patcharee Sae-eaw

    วันก่อนอ่านความเห็นของคนในเวบบอร์ดพันทิป มีความเห็นนึงมองเรื่องมือของเทพบรรพกาลว่า เทพบรรพกาลก็เหมือนคนดู ที่พออะไรๆ มันไม่ได้เป็นไปตามขนบ ไม่ได้เป็นตามสิ่งที่ตัวเองชอบ(และคิดว่าใช่) ก็จะเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที จริงๆ มันก็ apply ได้กับหลายๆ เรื่อง ไม่เฉพาะเรื่องหนังสยองขวัญนะ

  • http://www.facebook.com/BoOngBiiNG BoOng Biing

    เออ น่าคิดเนาะๆ ^^

  • angeliar

    ถ้าไม่ใช่แฟนหนังสยองขวัญก็คงจะเซงจริงๆแหละค่ะ เพราะไม่รู้ว่าเนื้อเรื่องมันเอาอะไรมาบ้าง

    แต่ถ้าเป็นแฟนหนังสยองขวัญจะรู้เลยว่าเนื้อเรื่องแบบนี้มันมาตามแนวเด๊ะ! เอาเรื่องนั้นมาผสมเรื่องนี้ และลำดับการตายตามกฏ แถมมีมุขหนังสยองขวัญไว้เยอะ มันเลยสนุกค่ะ สำหรับเราเราว่าไม่แปลกหรอกค่ะที่คนต่างชาติจะชอบเยอะ ถ้าไปดูคอมเม้นท์แฟนหนังสยองขวัญจริงๆ เค้าก็ชอบกันทั้งนั้นแหละ