Practical Report บัญญัติ 9 ประการของ CSR “ควรทำ” “ต้องทำ” หรือ “อยากทำ”?

ในรอบ  2-3 ปีที่ผ่านมา กระแส CSR หรือ Corporate Social Responsibility นั้นได้รับการพูดถึงอย่างแพร่หลาย หลายๆบริษัทนั้นได้มีการก่อตั้งแผนก “กิจกรรมทางสังคม” หรือ แผนก “สื่อสารองค์กร” ขึ้นมา SIU คงไม่ต้องปูพื้นฐานว่าอะไรคือ CSR บริษัทไทยๆเลือกจะอธิบายคำจำกัดความด้วยคำจำกัดความ 6 พยางค์ว่า “คืนกำไรสู่สังคม”

และเพื่อไม่ทำให้รู้สึกเป็นการสอนหนังสือสังฆราช ด้วยขนาดองค์กรของ SIU ที่มีสมาชิกไม่มากนัก แต่อยากจะขอเสนอแนะข้อแนะนำบางประการไปสู่หน่วยงานที่กำลังจะทำ ต้องทำ หรือ อยากทำ CSR ว่าสิ่งใดที่ควรรับรู้ รับทราบ และน่าจะนำไปประยุกต์ใช้ได้บ้าง ตามลักษณะเพื่อนคู่คิดที่ดี ที่วิเคราะห์และเล่าสู่กันฟัง

 

1. การทำ CSR อย่าไปติดกรอบกำหนดเป้าแบบการตลาดมากนัก!!

ต้องทำความเข้าใจว่าพื้นฐานของแผนกที่แล้วแต่จะเรียกชื่อจัดตั้งขึ้นมาใหม่ให้รับผิดชอบงาน CSR นั้น มาจากฝ่ายการตลาดและฝ่ายประชาสัมพันธ์เป็นหลัก ดังนั้นเวลาทำอะไรมักจะมีการวางแผนถึงเป้าสัมฤทธิ์ในการทำให้ “ตัวเลขดูสวยหรู” CSR คือการลงทุนระยะยาวที่จำเป็นต้องใช้เวลาและความใจเย็น ไม่ใช่งานฉาบฉวยเหมือนการเล่นหุ้น

ยกตัวอย่างเช่น การปลูกป่านั้นย่อมไม่สำคัญเท่ากับการที่จะมีพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะปลูกในคราวแรกนั้นยังต้องการคนที่จะมาคอยดูแลรักษาบำรุงป่าต่อไป ไม่ใช่ว่าปีนี้กำหนดจะปลูก 84 พื้นที่เพื่อเป็นการฉลองวโรกาส 84 พรรษา ในหลวง แต่พอถึงเวลาจริงๆปลูกแล้วไม่รอดสักพื้นที่ ดังนั้นควรจะทำเท่าที่สามารถดูแลและรองรับไหว ไม่เช่นนั้นก็เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

ต้องทำความเข้าใจว่า CSR ไม่ใช่การทำยอด!!!

ต้องทำความเข้าใจว่า CSR ไม่ใช่การทำยอด!!!

2.บางเรื่องไม่ใช่ CSR ไม่จำเป็นอย่าสร้างความสับสน

ยกตัวอย่างสมมุติคุณเป็นหน่วยงานที่ต้องทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้า สมมุติว่าคุณโฆษณาว่าหน่วยงานของคุณไม่เคยทำไฟดับเลยมากว่า 10 ปีแล้ว อันนี้ไม่เรียก CSR เขาเรียกว่า “ความรับผิดชอบต่อหน้าที่” ถ้าจะทำควรทำเป็นงาน PR ว่าหน่วยงานของคุณได้รับมาตรฐาน การสื่อสารออกมาว่าคุณทำงานได้ดี ซึ่งก็เป็นหน้าที่ที่คุณควรทำอยู่แล้ว เพราะประชาชนจ่ายเงินซื้อบริการหรือสินค้าของคุณ ว่าเป็น CSR มันดูลักษณะเป็นการ “ทวงบุญคุณ” กันเกินไปนิดนึง

3.แบ่งสมดุลดีๆระหว่างงบจัดกิจกรรม และงบประชาสัมพันธ์

จากประสบการณ์ที่ได้รับเชิญไปร่วมงาน CSR หลายครั้ง เคยได้สอบถามไปยังฝ่ายการจัดงานและประชาสัมพันธ์ ในหลายครั้งน่าตกใจที่งบส่วนใหญ่ไปตกอยู่ในส่วนของการประชาสัมพันธ์แทบทั้งสิ้น ยกตัวอย่างถ้าเป็นงานปลูกป่า ต้นไม้ราคา 10 บาท คูณด้วย 1 ล้านต้น เท่ากับ 10 ล้านบาท แต่งบประชาสัมพันธ์ปาไปเกือบ 50 ล้านบาท หากคิดลองถัวเฉลี่ยจริงๆ ถ้าเอางบส่วนดังกล่าวไปดูแลต้นไม้อาจจะได้ประโยชน์มากกว่า และการสื่อสารยุคใหม่บอกว่าสิ่งที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดก็คือ “words of mouth” ต่อให้คุณตีปี๊บงานให้ใหญ่โต แต่ผลมันแป้กก็จะกลายเป็นดาบสองคมเมื่อสังคมเริ่มตรวจสอบคุณ

4.CSR ที่ดีควรทำงานโดยมีงานทางวิชาการรองรับ

ได้เคยมีโอกาสทำการให้คำปรึกษา CSR ให้กับบริษัทห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เจ้าหนึ่ง ในด้านเกี่ยวกับพลังงานทางเลือก การทำงานอยู่บนพื้นฐานของงานวิชาการมีการวิเคราะห์แบบแปลน และทฤษฎี รวมไปถึงการลองปฏิบัติจริง โดยการทดลองสร้าง “บ่อไบโอแก๊สพลังงานทางเลือก” ให้กับโรงเรียนสองแห่ง ซึ่งทำได้ถูกรูปแบบมาตรฐาน โรงเรียนทั้ง 2 แห่งสามารถนำไปใช้ได้จริงและยังใช้อย่างต่อเนื่อง

ทางโรงเรียนฝากมาบอกว่าพวกของหลายๆอย่างที่มาส่งมอบแล้วก็ไปนั้น สุดท้ายกลายเป็น “สุสานขยะ” เพราะผู้ทำ CSR หลายแห่งคิดแต่ว่าจะทำเอาจำนวนทำเอาเป้า หรือในกรณีการปลูกป่า มีสถิติรองรับจาก FAO (องค์กรอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ) ว่าต้นไม้ที่ปลูกใหม่ในปีแรกหากขาดการเลี้ยงดูโอกาสตายถึง 80- 95 เปอร์เซนต์ นั้นแปลว่าจากป่า 1 ล้านไร่ อาจจะเหลือเพียง 1.5 แสนไร่

ปลูกป่า ทำได้ง่ายจริงหรือ? ในเมื่อปีแรกโอกาสรอดเพียง 15%

ปลูกป่า ทำได้ง่ายจริงหรือ? ในเมื่อปีแรกโอกาสรอดเพียง 15%

5.CSR คือการ Return ไม่ใช่การ Give & Take

การทำ CSR นั้นจงอย่าไปหวังผลว่าถ้าลงเม็ดเงินขนาดนี้แล้ว ฉันจะได้ผลประกอบการคืนกลับมาเท่าไหร่ แบบจริงจังนัก? อยากให้คุณลองคิดว่ามันคือการคืนส่วนต่างที่คุณได้มาก”เกินความพอดี”ให้กับสังคม ยกตัวอย่าง เช่น สมมุติคุณเป็นบริษัทกระดาษ คุณบอกว่ากระบวนการผลิตของคุณแบบใหม่นั้น ไม่ทำให้น้ำเสีย ทำให้ตัดไม้น้อยลง ย่อมเป็นสิ่งที่ดี คุณมอบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับสังคม แต่การที่คุณบอกว่าถ้าอย่างนั้นผู้บริโภคควรจะรับราคาที่เพิ่มมากขึ้นจากกระบวนการผลิต เช่น คุณลงทุนไปเพิ่ม 5 เปอร์เซนต์ แต่ราคาสินค้ารักสิ่งแวดล้อมมีมูลค่าแพงขึ้น 10 เปอร์เซนต์ อันนี้ไม่ใช่ CSR แต่เป็นการเพิ่ม Segment ของผลิตภัณฑ์ของคุณ นี่คือการผลักภาระให้ผู้บริโภค

6.การทำให้ชุมชนรักคุณเป็นสิ่งสำคัญ

จากการได้มีประสบการณ์ลงพื้นที่ให้คำปรึกษากับบริษัทเคมียักษ์ใหญ่ของประเทศ ในช่วงเกิดความขัดแย้งในพื้นที่มาบตาพุด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ “สายตาที่ไม่เป็นมิตร”ระหว่างกันและกัน ทางบริษัทก็คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านเลิกเรียกร้อง ทางชาวบ้านก็คิดว่าที่บริษัทเข้ามาหาก็เพราะมีปัญหาฟ้องร้องจึงเข้ามา สิ่งแรกที่ต้องทำคือการ “เปิดใจ” บริษัทต้องกล้าพูดความจริงกับชาวบ้าน และชาวบ้านจำเป็นต้องเข้าใจข้อจำกัดของบริษัท เพราะเรื่องต่างๆไม่มีใครอยากให้เกิด เพียงแต่ว่านี่คือการแสวงหาทางออกร่วมกัน

(มีเรื่องตลกเรื่องหนึ่งคือ เมื่อเกิดให้มีการทำ Public Hearing ในระยะเวลาที่จำกัด เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2552 มีการทำ 30 กว่าครั้งในเรื่อง EIA และ HIA เยอะกว่าจำนวนวันของเดือน ชาวบ้านเล่าให้ฟังบางวันมาที 3 บริษัท จำไม่หมด ตอบไม่ทัน)

โดยเฉพาะหากคุณอยู่ในสถานการณ์ “ความขัดแย้ง” ความจริงใจต่อกันเป็นเรื่องสำคัญ จริงใจแต่ไม่ต้องตามใจเสียทั้งหมด ไม่ใช่ชาวบ้านอยากจะได้เงิน 5 แสนบาท ซึ่งชาวบ้านเอาไปทำอะไรไม่รู้ก็ให้ไป แค่คิดว่าถ้าจ่ายแล้วก็จบ แต่จริงๆมันไม่จบอยู่ดีถ้าหากปัญหาไม่ถูกแก้ให้ตรงจุด ดังนั้นกระบวนการแก้ปัญหาอาจต้องใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น เริ่มทำจากชุมชนรอบๆตัวของคุณก่อนที่จะไปมองภาพระดับประเทศ

7. ครรทำ CSR เสียก่อนที่จะ “ต้องทำ CSR”

หลายๆบริษัทในประเทศไทยตื่นตัวกับการทำ CSR หลังจากกรณีมาบตาพุด ซึ่งกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวระดับประเทศ จึงตื่นตัวที่จะทำให้ CSR ในหลายๆองค์กรก็ยังเย็นใจอยู่กับงาน PR ที่คิดว่าเป็นการทำ CSR ดังนั้นปัจจุบันนี้ยังไม่สายควรทำ CSR ก่อนที่จะเป็นสถานะที่ต้องทำ CSR และปรับทัศนคติในการทำงานเสียใหม่

แคมเปญของกลุ่ม Green Peace ในกรณีมาบตาพุด - ขอขอบคุณรูปจาก เว็บ กรีนพีซ

แคมเปญของกลุ่ม Green Peace ในกรณีมาบตาพุด - ขอขอบคุณรูปจาก เว็บ กรีนพีซ

8.ความสำเร็จเกิดจากการร่วมมือของหลายฝ่าย

การทำ CSR นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายสื่อสารองค์กร หรือ กิจกรรมพิเศษเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือ ยกตัวอย่างเช่น ความร่วมมือจากภายในหากฝ่าย Research&Developement สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆในการทำCSR ได้ก็ไม่เลว หรือฝ่ายบุคคล จะสามารถมีนโยบายหรือมาตรการกระตุ้นให้พนักงานอยากเข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงานในส่วนนี้ ไม่ใช่เป็นการเกณฑ์มาทำแบบขอไปที

รวมไปถึงความร่วมมือกับภายนอก เช่น องค์กรส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการ ชุมชน ผู้นำชุมชน นักวิชาการ เอ็นจีโอ หรือหน่วยงานที่รับให้คำปรึกษาด้าน CSR ก็เป็นที่ต้องแสวงหาความร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากระบวนการไหนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง อย่าทรนงว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แล้วล้มไม่ได้

9.การทำ CSR ที่ดีที่สุดก็คือการทำแบบ In process

ยกตัวอย่างเช่นการดำเนินกิจกรรมของคุณก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมากมาย คุณจะพยายามใช้เงิน 1,000 ล้านบาทในการเยียวยา หรือว่าคุณจะพยายามปรับลดให้ผลกระทบจากกระบวนการการผลิตที่คุณทำแล้วใช้เม็ดเงินในการทำ CSR น้อยลงจะดีกว่าหรือไม่เพราะหลายๆบริษัทมอง CSR เป็นการ “เอาใบบัวไปปิดช้างตาย” ถ้าหากปรับวิธีคิดได้แล้วจาก CSR อาจก้าวไปสู่ SRI หรือ Social Responsible Investment หรือการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคมที่เป็นขั้นกว่าของ CSR

social responsible investment หรือ SRI ขั้นกว่าของ CSR

social responsible investment หรือ SRI ขั้นกว่าของ CSR

SIU มีความเห็นว่าถึงแม้เรื่องราวที่ลองเรียบเรียง 9 ประการอาจจะดูทำยาก ต้องทยอยๆทำทีละขั้นตอน และ สิ่งที่สำคัญและย้ำตลอดบทความนี้ก็คือ “การทำ CSR ต้องใช้เวลาและความรู้ความเข้าใจในการทำ โดยแสวงหาความร่วมมือกับทุกๆฝ่าย และเป็นเรื่องที่ต้องทำ การสร้างประสบการณ์ที่ดีย่อมมีค่ามากกว่าการประชาสัมพันธ์ที่ดี” ดังนั้นควรเริ่มทำ CSR กันเดี๋ยวนี้!!