Practical Report สัมมนาเศรษฐศาสตร์การเมืองจุฬาฯ : “ทางออกเศรษฐกิจการเมืองไทยภายใต้การแบ่งขั้ว”

ที่โรงแรมตะวันนา กทม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชมรมศิษย์เศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสัมมนาเศรษฐศาสตร์การเมืองครั้งที่ 1 หัวข้อ “ทางออกเศรษฐกิจการเมืองไทยภายใต้การแบ่งขั้ว”

นายลิขิต ธีรเวคิน อาจารย์พิเศษคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ขณะที่ต่างประเทศประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจแต่ประเทศไทยกลับต้องเผชิญกับวิกฤต รอบด้านทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม อุดมการณ์ ถือว่าเป็นปัญหาระดับเฮอคิวลิสต์ ซึ่งหนักหนามาก โดยเฉพาะในภาวะที่แต่ละฝ่ายไม่ไว้วางใจกัน เกิดความหวาดระแวงกันสูง ยิ่งทำให้แก้ปัญหายาก ดังนั้นหากฝ่ายที่ขัดแย้งกันอยู่ไม่สามารถพูดคุยเจรจากันได้ วิกฤตครั้งนี้จึงมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่กลียุคของบ้านเมืองได้

นางผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ขณะนี้สังคมไทยเกิดความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี ซึ่งเบื้องหลังความขัดแย้งอาจจะเป็นเรื่องการแสวงหาอำนาจของคนไม่กี่คนหรือ ความต่างด้านอุดมการณ์การเมืองอยู่บ้าง แต่เรื่องที่ร้าวลึกและใหญ่กว่าคือความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และศักดิ์ศรี เมื่อคำนวณรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนะพบว่ากลุ่มที่รวยสุด 20 เปอร์เซ็นต์ มีรายได้ 31,434 บาท กลุ่มคนที่รายได้น้อยสุด 20 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 2,253 บาท

ทั้งนี้ กลุ่มที่ล่างสุด 20 เปอร์เซนต์ มีรายได้ใกล้เคียงกับระดับความยากจนคือ 1,443 บาทต่อเดือนอยู่เล็กน้อย ช่องว่างรายได้ของคน 2 กลุ่มในเมืองไทยเท่ากับประมาณ 13 เท่าซึ่งสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปและสหรัฐฯแต่จะต่ำกว่าประเทศใน กลุ่มละตินอเมริกา ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความเหลื่อมล้ำสุด ๆ ขณะที่หากเทียบกับเพื่อนบ้านพบว่าไทยมีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้สูงกว่ามาก ดังนั้นทำให้คนไทยจำนวนมากที่รู้สึกว่าถูกเลือกปฎิบัติ ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือถูกกดเอาไว้ด้วยกลไกต่าง ๆ เหมือนมีเพดานที่มองไม่เห็นกดทับไม่ให้พุ่งทัดเทียมคนอื่น

นางผาสุก กล่าวว่า ผลของมันคือความขัดแย้งทางชนชั้นจะมากขึ้น ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจกลับมีความเหลื่อมล้ำต่ำมาก เพราะมีนโยบายที่สร้างความเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประกันสังคม นโยบายสุขภาพ นโยบายภาษี โดยทุกอย่างจะเน้นสร้างสันติสุขและหยุดยั้งความเหลื่อมล้ำ โดยที่ไม่ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย

สำหรับสังคมที่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูงเนื่องจากหลายสาเหตุ อาทิ การผูกขาดอำนาจ การคอร์รัปชั่น ระบบการศึกษา ระบบการจัดสรรงบประมาณ การขาดเสียงหรือพื้นที่ทางการเมือง แต่ก็ยังมีอีกมูลเหตุคือชนชั้นนำได้รับอิทธิพลจากสหรัฐฯจึงเห็นว่าความ เหลื่อมล้ำเป็นเรื่องปกติ

“การเสวนาในแวดวงวิชาการไม่พาให้เราไปไหน อาจต้องมีกระบวนการขับเคลื่อนสังคมเพื่อคิดถึงทางออกของปัญหาร่วมกัน เป็นวาระสังคมเหมือนกับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญปี 40 ที่หลายภาคส่วนร่วมคิดร่วมออกความเห็นเสนอแนะเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าไม่ทำอะไรสังคมไทยจะเคลื่อนสู่ความขัดแย้งมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้”นักเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ต้นตอวิกฤตการณ์ในสังคมมาจากอาการอ่อน 4 ประการคือ 1.สถาบันทางการเมืองที่อ่อนแอ 2.ระบบราชการที่อ่อนแอ ไม่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลได้ 3.ความอ่อนแอในศักยภาพของภาคธุรกิจเอกชน ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมขึ้นมาใหม่ได้ ทำให้เศรษฐกิจไทยกลายเป็น “จับกังอีโคโนมี” เพราะมีแต่ขายแรงงาน ขายทรัพย์สิน

4.ความอ่อนแอในภาคสังคม ขณะที่รัฐบาลต้องประสบในภาวะ 5 ขาดคือ 1.ขาดประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าได้ คิดได้แต่ถ้าตัวเลขจีดีพี ติดลบก็เอาเงินมาแจก แต่ไม่มีแผนบริหารที่ดีพอ 2.ขาดวิสัยทัศน์ระยะยาวในการบริหารประเทศ 3.ขาดกลไกการบริหารนโยบายให้เป็นจริงได้ในทางปฎิบัติ 4.ขาดระบบบริหารจัดการความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ และ 5.ขาดภูมิปัญหาในการรับรู้เพื่อความพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหา

ที่มา – กรุงเทพธุรกิจ