Practical Report “วัฒนธรรมชุมชน” ปัญหาที่ยืดเยื้อยาวนาน

จากการอ่านบทความเรื่อง “อปท. กับวัฒนธรรมชุมชน สืบค้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น”
ของคุณ “สุจิตต์ วงษ์เทศ” ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน 2552 ทาง SIU คิดว่าน่าสนใจ จึงนำมาให้อ่านกัน พร้อมบทวิเคราะห์เพิ่มเติม

……………

องค์การ ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้งบประมาณแต่ละปีจากหลายทาง จึงมีมากเหลือเฟือขนาดไม่รู้จะทำอะไรอีกแล้ว เลยทำถนนคอนกรีตเสริมเหล็กเข้าบ้าน นายกฯก็ยังมีงบประมาณจำนวนมากมหาศาลของ อปท. ทุ่มเทไปกับงานก่อ สร้างที่หรูหราฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น บางแห่งเกินฐานะ เช่น สร้างศูนย์กลางจำหน่ายสินค้า OTOP ฯลฯ ราคาหลายล้านบาท โอ่อ่าราวกับศูนย์การค้าในเมืองใหญ่ แต่ไม่มีใครแวะซื้อของที่ไม่มีคุณค่า เพราะทำเลียนแบบมาหลอกๆ กัน เลยต้องปล่อยทิ้งร้าง บางแห่งพังเพแล้ว กลายเป็นที่หมาขี้เยี่ยวเกือบทั่วประเทศ

อปท. บางแห่งมีเงิน แต่ไม่มีศักยภาพในวิชาความรู้ เมื่อก่อสร้างอย่างอื่นหมดแล้ว ได้ค่าคอมมิสชั่นแบ่งกันมั่งคั่งแล้ว เลยคิดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ว่าแล้วก็ให้ผู้รับเหมาเจ้าประจำออกแบบอาคารทรงไทยเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ท้อง ถิ่น เร่งรีบก่อสร้างอาคารให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อค่าคอมฯ ไม่ใช่เพื่อเร่งรัดจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ให้คนในชุมชนท้องถิ่นศึกษาหาความรู้

เพราะยังไม่รู้จะจัดแสดงอะไร? อย่างไร? ไม่เคยศึกษาหาความรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชนของตนเองมาก่อน

ฉะนั้น ทุกวันนี้จึงยังมีอาคารทรงไทยว่าง เปล่าอยู่ข้างวัดเป็นพยาน ตั้งแต่สร้างเสร็จหลายปีมาแล้วยังไม่เคยมีความเคลื่อนไหวแสวงหาวิชาความรู้ ความเป็นมาของท้องถิ่นเลย

มีแห่งเดียวที่ อปท. ทำสำเร็จงดงามและดี วิเศษมากๆ ที่ผมไปดูเมื่อสงกรานต์ คือ ศูนย์ข้อมูลเวียงลอ อยู่ในวัดศรีปิงเมือง บ้านเวียงลอ ต.ลอ อ.จุน จ.พะเยา (อาจมีที่อื่นๆ อีก แต่ผมไม่รู้ แม้ที่เวียงลอนี้ก็ไม่รู้มาก่อน แต่เดินทางไปเยี่ยมยามเวียงลอตามความเคยชินเมื่อต้องไปเขียนประวัติศาสตร์ เมืองพะเยาแล้วพบโดยบังเอิญ)

ศูนย์ข้อมูลเวียงลอนี้ ถือเป็นตัวอย่างอันดีที่ อปท. ทำเพื่อแบ่งปันเผยแพร่ความรู้ประวัติ ศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชนเพื่อคนท้องถิ่นแท้ๆ

แต่จะได้ผลดีงาม สม่ำเสมออย่างไรต่อไปข้างหน้าขึ้นอยู่กับผู้บริหารจัดการ มีความรู้และความเข้าใจความเป็นมาของท้องถิ่นแถบลุ่มน้ำอิงขนาดไหน? อย่างไร? ขอเตือนว่าอย่าเพ้อเจ้อทรงเจ้าเข้าผีบ้าผีบอ

ถึงกระนั้นก็ น่ายกย่องอย่างยิ่งที่ริเริ่มสิ่งดีๆ วิเศษๆ ให้กับท้องถิ่นเวียงลอ ต่างกับอีกหลายแห่ง เช่น สระมรกต อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีน บุรี เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและ “วัฒนธรรมชุมชน” ที่สำคัญมากๆ ถึงระดับนานาชาติ แต่ อปท. ไม่มีแก่ใจทำอะไรเลยแม้แต่น้อย ขอแนะนำให้กลับเนื้อกลับตัวเพื่อท้องถิ่นของเราเสียโดยเร็ว มิฉะนั้นจะเสียหายมากๆ

วัดวาอารามต่างๆ ในชุมชนท้องถิ่นอีกมาก ไม่ใส่ใจ เพราะมัวแต่โลภหลอกขายเครื่องรางของขลังกับประจบประแจงเศรษฐีกรุงเทพฯจนมอง ไม่เห็นหัวชาวบ้านรอบวัด

มีผู้บอกว่าท้องถิ่นหลายแห่งอยากรู้เรื่อง “วัฒนธรรมชุมชน” อยากค้นหาความเป็นมาของท้องถิ่น แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร? เพราะไม่เคยรับรู้ ไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยที่เคยร่ำเรียนมาก็ไม่เคยมีเรื่องราวของท้องถิ่น ครั้นจะว่าจ้างให้ใครทำก็ไม่กล้า ไม่รู้ว่าของจริงหรือของปลอม และไม่รู้ถูกแพงอย่างไร

ถ้าอย่างนี้ขอแนะนำให้เขียนบอกรายละเอียดมา เลย ผมยินดีบอกเล่าแล้วแนะลู่ทางที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรทั้งนั้น

ขอยกตัวอย่างกรณีเมืองบน โคกไม้เดน ที่ อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ผมรับค้นคว้าเรียบเรียงให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว เพราะศรัทธาความตั้งใจของเจ้าอาวาสเป็นเบื้องต้น แล้วเห็นแก่ชาวบ้านโคกไม้เดนและใกล้เคียงที่ถูกราชการกรมศิลปากรเอาเปรียบมา นานหลายสิบปี

ผมเดินทางขึ้น-ล่องกรุงเทพฯ-พยุหะ คีรี เกือบสิบเที่ยวเพื่อตรวจสอบเส้นทางแม่น้ำลำคลองและดูสภาพแวดล้อมอื่นๆ โดยคุณ ขรรค์ชัย บุนปาน ประธาน บริษัท มติชน จัดรถตู้และคนขับเพื่อทำงานเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชนให้ ชุมชนจนสำเร็จ เช่นเดียวกับที่ทำให้ จ.พะเยา และที่อื่นๆ หลายแห่ง

แต่จะเป็นที่พอใจหรือไม่? ให้อยู่ในพิจารณาประชาพิจารณ์ชาวบ้านที่นั้นๆ

ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์
……………………….

ความเห็นของ SIU

SIU เห็นว่าเป็นบทความที่ดีมาก ให้ภาพของความพยายาม ความอ่อนแอ ความสำเร็จ ความล้มเหลวของชุมชนต่างๆที่พยายามจะพัฒนาตนเอง ผ่านการทำงานด้านวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม SIU มีความเห็นเพิ่มเติม ดังนี้

1. ชุมชนมีเงิน แต่ขาดความรู้

ประเด็นนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะการทำงานด้านวัฒนธรรม ซึ่งต้องมี Content อย่างต่อเนื่อง จึงจะทำให้น่าสนใจ แต่การขาดความรู้ เห็นแต่เปลือนอกของวัฒนธรรม ย่อมทำได้ไม่นาน ไม่ช้าวัฒนธรรมก็จะกลับไปหาคืนวันเก่าๆ และจบสิ้นลงที่การไม่มีใครใส่ใจ

แต่กระนั้น การเข้าไปเติมเต็มความรู้ให้ชุมชน ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าได้คนอย่าง อาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ ก็จะยอดเยี่ยมมาก แต่กระนั้นคนที่มีความเชี่ยวชาญระดับนี้ หรือใกล้เคียงกันยังมีอยู่น้อย และการจะทำให้ชุมชนซึมรับความรู้นี้เข้าไปและต่อยอด ยังต้องใช้ศิลปะการนำเสนอที่เหมาะสม ใช้พลังและแรงงานมากเกินกว่าที่จะทำได้โดยใช้กำลังคนเพียง 10-20 คน เมื่อเทียบกับชุมชนท้องถิ่นที่อาจมีถึงหลักพันหลักหมื่น

วิธีแก้ไข คือ น่าจะปั้นคนในชุมชนขึ้นมาให้ได้ SIU เชื่อว่า ในทุกชุมชนจะมีคนที่สนใจในประวัติศาสตร์ของตนเองอยู่แล้ว เราควรค้นหาคนเหล่านี้และดึงขึ้นมา จะทำให้กำลังทรัพยากรที่มีจำกัดได้ต่อยอดเพิ่มพูนขึ้น

2. บางส่วนของชุมชน หมกมุ่นอยู่กับการขายเครื่องรางของขลัง

ปัญหานี้ค่อนข้างร้ายแรงคุกคามต่อกำลังใจของคนทำงานด้านวัฒนธรรมชุมชน เพราะการขายเครื่องรางของขลังสะท้อนให้เห็นว่า การทำอะไรที่มักง่ายนั้น กลับได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า

SIU ยังเห็นว่า คนในชุมชนที่มีกำลังใจดีและอยากเรียนรู้เรื่องท้องถิ่นก็ยังมีอยู่มาก คนเหล่านี้ไม่ได้สนใจผลตอบแทนมากนัก ดังนั้น จึงพร้อมจะร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับชุมชนท้องถิ่น

แต่ระบบผลตอบแทนยังเป็นเรื่องจำเป็น เพราะทุกคนต้องกินต้องใช้ ดังนั้น นักวิชาการต้องไม่หมกมุ่นแต่การสร้างวัฒนธรรมชุมชน แต่จะต้องรู้จักสร้างคนและองค์กรขึ้นมาทำงาน ซึ่งต้องมีรายได้หล่อเลี้ยง ไม่ได้จากรัฐ ก็ต้องมาจากเอกชน

3. วัฒนธรรมจะต้อง “เกิดใหม่” เสมอๆ เช่นเดียวกับ “ความรัก”

การสร้างวัฒนธรรมชุมชน ไม่ควรมุ่งค้นหาเรื่องราวในอดีตมากเกินไป แต่จะต้องนำมาปรับปรุงร้อยเรียงให้เข้ากับบริบทของปัจจุบันด้วย วัฒนธรรมนั้นจึงไม่ตาย

แต่กระทรวงวัฒนธรรม คงไม่เห็นด้วยกับข้อนี้ เพราะนโยบายเท่าที่ผ่านมาตลอดหลายปี คือ การพูดแต่เรื่องเดิมๆ พยายามจะทำให้วัฒนธรรมไทยย้อนกลับไปเหมือนสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์หรืออย่างดีก็ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

4. ชุมชนจะว่าจ้างใครมาช่วยพัฒนาวัฒนธรรมชุมชน ก็ไม่กล้าทำ เพราะกลัวของปลอม

ปัญหานี้แก้ได้โดยการพัฒนาคนในชุมชนขึ้นมา อาจมีการให้ทุนการศึกษาเพื่อมาเรียนรู้ Methodology จากนักวิชาการในเมือง ทั้งสายของวารสารศิลปวัฒนธรรม และตามมหาวิทยาลัยต่างๆ

หลักสูตรที่น่าสนใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมมีเปิดสอนทั้งในจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ฯ และอีกหลายๆมหาวิทยาลัย

หลักสูตรปริญญาโท “การบริหารจัดการวัฒนธรรม” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ถ้าเทียบกับหลักสูตรอินเตอร์ทั้งหลายคงไม่แพงมากนัก แต่สำหรับชุมชนท้องถิ่นอาจสูงพอสมควร แต่คิดว่าน่าจะคุ้มค่ากับความรู้ที่ได้รับ และการพัฒนาต่อยอดในอนาคต

5. นักวิชาการจากกรุงเทพฯ ควรเน้นบทบาทหน้าที่ในการสนับสนุนคนในชุมชนที่มีใจรักให้รวมตัวขึ้นมาทำงาน

ถึงที่สุดแล้ว ก็กลับมาถึงปัญหาเดิม คือ ความขาดแคลนทรัพยากร แต่กระนั้น ไม่ควรดูถูกพลังใจและความรักในสิ่งที่ทำของมนุษย์ ดังนั้น นักวิชาการในกรุงเทพฯ จึงควรที่จะช่วยเหลือด้านการฝึกสอนและปั้นคนในชุมชนขึ้นมามากกว่า และเมื่อทำสำเร็จแล้ว ความขาดแคลนของทรัพยากรจะไม่มีอีกต่อไป เพราะองค์กรที่จัดตั้งดีแล้ว ย่อมมีพลังยิ่งกว่าปัจเจกบุคคลที่จะขวนขวาย แสวงหาทรัพยากรและทำงานต่อไป