วันวลิต ธารไทรทอง
นักวิจัยสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา ITD
สิ่งหนึ่งที่ประจักษ์ชัดในระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบันคือ “ความไม่สมดุล” ความไม่สมดุลนี้เป็นผลมาจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมากและต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมาของประเทศสหรัฐฯ ขณะที่อีกด้านของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐคือ การเกิดดุลอย่างต่อเนื่องของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน เช่น บราซิล ซาอุดิอาระเบีย และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย (Asian Emerging Market Economies) ที่ใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจแบบส่งเสริมการส่งออก (Export Led Growth Model) อาทิเช่น ประเทศจีน เกาหลีใต้ และไทย
การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานับว่าน่ากังวลอย่างยิ่ง สหรัฐฯขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 416,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2543 และพอมาปี 2547 การขาดดุลเพิ่มสูงขึ้นเป็น 640,000 ล้านดอลลาร์ และขาดดุลเพิ่มสูงที่สุดในปี 2549 ที่ 810,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6% ของ GDP ซึ่งเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดปริมาณสูงอย่างที่ไม่เคยมีประเทศใดในโลกเคยทำมาก่อน เพราะถ้าลองเปรียบเทียบกับขนาด GDP ของประเทศไทยที่มีขนาดเพียงประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ เราจะเห็นได้ว่าการขาดดุลบัญชีฯของสหรัฐใหญ่กว่า GDP ทั้งประเทศของไทยมาก
และแม้ว่าในปี 2551 สหรัฐฯได้เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ กระทั่งส่งผลให้ครัวเรือนของสหรัฐมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและการออม เกิดการชะลอการลงทุนของภาคธุรกิจเอกชน เป็นผลให้อุปสงค์ต่อการนำเข้าลดลงอย่างมาก ซึ่งช่วยให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯเริ่มปรับตัวดีขึ้นหลังวิกฤต การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็มีทีท่าที่เพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยเพิ่มจาก 378,000 ดอลล่าร์ ในปี 2552 ไปเป็น 470,000 ในปี 2553 และมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นในปีต่อๆ ไป จากข้อมูลชุดนี้จึงกล่าวได้ว่า สหรัฐฯกำลังติดอยู่ในกับดักของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และยังไม่เห็นหนทางของการออกจากกับดักนี้

ที่มา: Bureau of Economic Analysis. U.S. Department of Commerce
แนวทางแก้ปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐที่สำคัญคือ การทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เพื่อทำให้การนำเข้า (Import) ลดลง และการส่งออก (Export) เพิ่มขึ้น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาความไม่สมดุลของบัญชีเดินสะพัดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้เป็นสาเหตุที่สำคัญ และเป็นไปไม่ได้เลยที่ความไม่สมดุลจะปรับตัวได้เองโดยอัตโนมัติ ถ้าไม่มีการปรับอัตราแลกเปลี่ยนขนานใหญ่ มีการประมาณไว้ว่า เงินดอลลาร์ต้องอ่อนค่าลง 50% จากค่าเดิมในปี 2548 เพื่อจะลดการขาดดุลการค้า ซึ่งในระยะยาว อัตราแลกเปลี่ยนที่ปรับนี้จะทำให้การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯเหลือศูนย์
อย่างไรก็ตาม ประเทศต่างๆ หลีกเลี่ยงการแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินตัวเอง และผูกค่าเงินตัวเองไว้กับเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในเอเชีย อาทิเช่น ประเทศจีน ไทย ฯลฯ ประเทศเหล่านี้ได้เข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อทำให้ค่าเงินของตนเองอ่อน เพื่อรักษาระดับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และดำเนินตามแนวยุทธศาสตร์การเติบโตโดยมุ่งการส่งออก (Export Led Growth Model) จากตัวเลขจะเห็นได้ว่า เมื่อนำค่าเงินดอลลาร์เทียบกับค่าเงินของประเทศคู่ค้าต่างๆแล้วจะพบว่า ในช่วงเวลา 2545-2553 ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเฉลี่ยเพียง 3% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมากและไม่เพียงพอจะทำให้การขาดดุลการค้าลดลง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ การพึ่งพาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ ในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้สร้างปริมาณเงินดอลลาร์ (Dollar Money Supply) อย่างมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก พูดในเชิงทฤษฎีแล้วก็คือ มีปริมาณเงินดอลลาร์มากกว่าความต้องการของระบบเศรษฐกิจ การเพิ่มปริมาณเงินดอลลาร์นอกจากจะเร่งความร้อนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโลกแล้ว การที่ปริมาณเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นมากเช่นนี้ได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่ประเทศที่เป็นเจ้าหนี้ในรูปของเงินดอลลาร์ อาทิเช่น จีน อินเดีย และประเทศที่ขายน้ำมันและวัตถุดิบ เมื่อประเทศเหล่านี้ไม่มั่นใจที่จะถือครองสินทรัพย์ในรูปของดอลลาร์ จึงมองหาการกระจายการลงทุน (Diversify) ไปในสินทรัพย์อื่นๆที่มีผลตอบแทนที่สูงกว่า ภาวการณ์เช่นนี้ส่งผลให้ราคาของอสังหาริมทรัพย์ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าพื้นฐาน และพัฒนาขึ้นเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ (Bubble Economy)
ผมขอยกตัวอย่างเช่น ในช่วงระยะเวลา 2545-2551 ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่า 320% ราคาทองคำเพิ่มขึ้นกว่า 400% ราคาอาหารเพิ่ม 138% ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ถึงแม้ว่า ราคาสินทรัพย์เหล่านี้ (ยกเว้นทองคำ) ได้ตกลงในปี 2551-2552 เมื่อเกิดวิกฤตการณ์การเงินโลก แต่ก็ได้ปรับตัวขึ้นอีกครั้งในปี 2553 แน่นอนไม่มีใครปฏิเสธว่ามีหลายปัจจัยต่อการโปร่งพองของราคาสินทรัพย์เหล่านี้ แต่หนึ่งในสาเหตุสำคัญก็คือ เกิดจากผลกระทบด้านลบของความไม่สมดุลของบัญชีเดินสะพัดโลก
และถ้าจะพิจารณาถึงประเด็นความไร้เสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกจากความไม่สมดุลบัญชีเดินสะพัด ตัวเลขของมูลค่าตลาดหุ้นที่ผันผวนแกว่งไกวน่าจะให้ภาพนี้ได้ชัดขึ้น ตารางที่ 1 แสดงมูลค่าตลาดหุ้นของโลก ในปลายปี 2545 มูลค่าตลาดหุ้นของโลกอยู่ที่เพียง 22,834,052.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เมื่อถึงปลายปี 2550 มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นไปเป็น 60,874,399.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นั่นหมายความว่าแค่เพียง 5 ปี มูลค่าตลาดหุ้นของโลกเพิ่มขึ้นถึง 38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ทว่าเมื่อเกิดวิกฤตการณ์การเงินโลก มูลค่าตลาดหุ้นโลกตกลงจาก 60,874,399.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2550 ไปสู่ 32,551,432.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมูลค่าหายไปประมาณ 28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้น ในปีถัดมา (2551-2552) มูลค่าตลาดหุ้นโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก32,551,432.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2551 ไปเป็น 47,782,552.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ข้อมูลของมูลค่าตลาดหุ้นโลกสะท้อนชัดว่าโลกเศรษฐกิจขาดเสถียรภาพอย่างสิ้นเชิง

ที่มา: World Federation of Exchange
Note: Asia-Pacific total region excludes Osaka SE and NSE India to avoid double Counting with Tokyo SE and Bombay SE respectively. Data combine the main and alternative/ SMEs market Capitalizations
เมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบันเป็นเช่นนี้ จึงเต็มไปด้วยความผันผวนและมีความเปราะบางสูงกระทั่งเคยเคลื่อนไปสู่ปากประตูของการล่มสลายของระบบการเงินโลกในปี 2551 มาแล้ว
แต่นับเป็นความโชคดีไม่น้อย ที่เศรษฐกิจโลกได้รับการกอบกู้ขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง และมีแนวโน้มที่ฟื้นตัว (Recover) หลังปี 2552 แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีความน่ากังวลต่อการติดหล่มในภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจเติบโตน้อยในหลายๆประเทศ (Stagflation) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีของประเทศสหรัฐฯ เหนือสิ่งอื่นใด การฟื้นตัวที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการฟื้นตัวในภาวะที่เปราะบาง มาตรการทางการเงินและการคลังที่ถูกผันออกมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นแต่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า เน้นเป้าหมายระยะสั้น ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาความไม่สมดุลบัญชีเดินสะพัดถลำลึกในระยะยาว กล่าวได้ว่ามีความร่วมมือในการปรับสมดุลของบัญชีเดินสะพัดที่น้อยมาก
ผมเชื่อว่า ผลกระทบทางด้านลบของความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจเช่นนี้ จะส่งผลให้ราคาทองคำถูกเก็งกำไรอย่างไม่บันยะบันยังต่อไป ราคาน้ำมันจะมีทิศทางปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาอาหารจะทะยานขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ช้าก็เร็วผลกระทบจากการปรับตัวสูงของสินค้าเหล่านี้จะทำให้ ประชาชน รัฐบาล และธนาคารกลางทั่วโลก ไม่สามารถที่จะรับมือได้ต่อไป ผมยังเชื่อว่า ความไม่สมดุลบัญชีเดินสะพัดเช่นนี้จะคุกคามเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกไปอีกนาน และการขาดความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างจริงใจ เราจะพบกับทางออกที่สร้างความเสียหายมากแทนที่จะเป็นทางออกที่สร้างความสูญเสียน้อย
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกเช่นนี้จึงต้องอาศัยการบริหารงานเศรษฐกิจที่มีความรู้ความสามารถ รวมทั้งต้องเข้าใจเงื่อนไขภายนอกดีเท่าๆกับการเข้าใจเงื่อนไขภายใน ผมขอเอาใจช่วยรัฐบาลชุดใหม่โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ให้สามารถออกมาตรการต่างๆมาลดทอนผลกระทบจากความไม่สมดุลบัญชีเดินสะพัดโลกไปได้ด้วยดีครับ
