รู้จักกับนายเดวิด คาเมรอน (David Cameron) ผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมของอังกฤษ และว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่
การเมืองประเทศอังกฤษถูกปกครองโดยระบบสองพรรคใหญ่มาเป็นเวลายาวนาน โดยพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party หรือ Tory) และพรรคแรงงาน (Labour Party) ผลัดกันแพ้ชนะมาตั้งแต่ขึ้นศตวรรษที่ 1900
ในระยะหลังนั้น พรรคอนุรักษ์นิยมได้ชัยจากการเลือกตั้งมากกว่า โดยเฉพาะในทศวรรษที่ 1980s เมื่อนางสิงห์เหล็ก มากาเร็ต แธตเชอร์ (Margaret Thatcher) สามารถชนะการเลือกตั้งในปี 1979 และสร้างยุคสมัยอันยาวนานของพรรคอนุรักษ์นิยมถึง 18 ปีขึ้น
ยุคสมัยของพรรคอนุรักษ์นิยมมาสิ้นสุดลงในปี 1997 เมื่อผู้นำหนุ่มคนใหม่แห่งพรรคแรงงาน นายโทนี่ แบลร์ (Tony Blair) ประกาศนโยบายเอาใจคนรุ่นใหม่ ใต้ชื่อแคมเปญ Cool Britania โค่นพรรคอนุรักษ์นิยมซึ่งนำโดยนายจอห์น เมเจอร์ (Johan Major) ผู้สืบทอดของแธตเชอร์ลงได้ และได้สร้างยุคสมัยอันยาวนานของพรรคแรงงานขึ้นเช่นกัน
โทนี่ แบลร์ ส่งไม้ต่อให้นายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ในปี 2007 ก่อนที่นายกอร์ดอน บราวน์ จะประกาศยุบสภาในปี 2010 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 13 ปี
ในฝั่งของพรรคอนุรักษ์นิยมเอง หลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 1997 ก็ได้เปลี่ยนตัวผู้นำพรรคหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ได้ ในการเลือกตั้งปี 2001 และ 2005 จนเมื่อสิ้นปี 2005 ทางพรรคก็ได้ผู้นำคนหนุ่มรุ่นใหม่ นายเดวิด คาเมรอน (David Cameron) ที่มีอายุเพียง 39 ปีเท่านั้น

David Cameron เกิดในตระกูลนักธุรกิจชั้นสูง บรรพบุรุษของเขามีเชื้อสายมาจากกษัตริย์วิลเลียมที่ 4 ปู่และปู่ทวดของเขาเคยดำรงตำแหน่งบริหารระดับสูงของธนาคารและสถาบันการเงินหลายแห่ง เขาจบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนอีตัน และเรียนสาขาวิชา Philosophy, Politics, and Economics ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด (สังเกตว่าประวัติการศึกษา เหมือนกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยกเว้นแค่เรียนกันคนละวิทยาลัยในอ๊อกซ์ฟอร์ด)
Cameron เริ่มงานกับพรรคอนุรักษ์นิยมในปี 1988 ในฝ่ายวิจัยของพรรค ในปี 1991 เขามาเป็นที่ปรึกษาให้นายกรัฐมนตรีจอห์น เมเยอร์ ในการตอบคำถามต่อสื่อมวลชน และเริ่มฉายแววตั้งแต่นั้น ก่อนที่เขาจะได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลังการเลือกตั้งปี 1992
ปี 1994 Cameron เว้นวรรคทางการเมืองไปรับงานเอกชนในบริษัทสื่อ Carlton Communications จนถึงปี 2001 เพื่อกลับมาลงรับสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งเขาทำได้สำเร็จ กลายเป็น ส.ส. ประจำเขต Witney ใน Oxfordshire
ช่วงต้นปี 2005 หลังพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งต่อพรรคแรงงานเป็นครั้งที่สาม นาย Michael Howard หัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม ณ เวลานั้น ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรค และเปิดให้สมาชิกเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ในช่วงปลายปี 2005 ซึ่ง Cameron ก็ประกาศลงสมัครเช่นกัน ในช่วงแรกคะแนนของเขายังเป็นอันดับสอง แต่ Cameron ก็ใช้สเน่ห์ในการปราศรัย จุดแข็งที่ความหนุ่มแน่น และนโยบายปฏิรูปพรรคอนุรักษ์นิยมให้ทันสมัย เอาชนะคู่แข่งมาได้สำเร็จ
ทุกอย่างดูเหมือนจะเพียบพร้อมสำหรับ David Cameron ผู้นำหนุ่มคนใหม่แห่งพรรคอนุรักษ์นิยมแล้ว ขาดแต่เพียงการเลือกตั้งใหญ่เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้น ประเทศอังกฤษเพิ่งผ่านการเลือกตั้งไปหมาดๆ ในปี 2005 เช่นกัน ซึ่งนายโทนี่ แบลร์ สามารถเอาชนะพรรคอนุรักษ์นิยมได้ติดต่อกันเป็นครั้งที่สาม สิ่งที่ Cameron ต้องทำมีเพียงการรอ เพราะคะแนนรวมของพรรคแรงงานเริ่มตกลง และพรรคอนุรักษ์นิยมเริ่มตีตื้นได้มากขึ้น
อีกสองปีถัดมาในปี 2007 นายกยอดนิยมอย่าง Blair ประกาศลาออกจากตำแหน่งหลังจากทำงานมาสิบปีเต็ม เขามอบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้กับรัฐมนตรีคลัง Gordon Brown สหายสนิทที่ร่วมต่อสู้กันมานาน (มีตำนานว่าก่อนการเลือกตั้งปี 1997 ทั้งสองคนซึ่งเป็นผู้นำหนุ่มของพรรคแรงงานในขณะนั้น ได้ตกลงกันให้ Blair เป็นก่อน และ Brown ค่อยเป็นต่อ) Gordon Brown ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง แม้ว่าเขาจะมีผลงานโดดเด่นในด้านเศรษฐกิจในยุคของ Tony Blair แต่กลับมีจุดอ่อนด้านภาพลักษณ์ที่ไม่หล่อเหลาและโฉบเฉี่ยวเหมือนกับ Blair
ภาพลักษณ์ของ Brown ตกต่ำลงเรื่อยๆ และภาพลักษณ์ของ David Cameron ก็ตีตื้นขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน นิตยสาร TIME นำ Cameron มาขึ้นปกในปี 2008 ซึ่งได้รับการวิจารณ์จากสื่ออังกฤษว่า นี่คือ “นายกรัฐมนตรีคนถัดไป”

ยุคสมัยของ Brown สิ้นสุดลงในระยะเวลาแค่ 3 ปี Brown ถูกบีบให้ยุบสภาและประกาศเลือกตั้งใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2010 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของเขาในฐานะผู้นำพรรคแรงงาน และนี่ก็เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของ Cameron ในฐานะผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมเช่นกัน
เส้นทางของ Cameron นั้นแทบจะถอดแบบมาจาก Tony Blair ทุกประการ ทั้งสองคนเป็นผู้นำหนุ่มของพรรคที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งมาเป็นเวลานานนับสิบปี มาพร้อมกับภาพลักษณ์ทันสมัย หัวก้าวหน้า และนโยบายปฏิรูป ในขณะที่คู่แข่งของทั้งคู่คือนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ที่เป็นผู้สืบทอดของนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมสูงสุด (John Major เป็นผู้สืบทอดของ Thatcher และ Gordon Brown เป็นผู้สืบทอดของ Blair) ครองอำนาจต่อจากผู้นำเดิมมาเป็นเวลานาน และประชาชนเริ่มจะเบื่อแนวทางของพรรคที่เป็นรัฐบาลแล้ว
Brown โจมตี Cameron อยู่เสมอว่า “ไม่มีประสบการณ์” และ “อังกฤษต้องการผู้นำที่มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจ เพื่อพาประเทศให้พ้นวิกฤตการเงิน” แต่ Cameron เองก็ตอบโต้ Brown ว่าดำเนินนโยบายแบบเดิมๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแก้ปัญหาไม่ได้ เขาประกาศนโยบายอังกฤษใหม่ (refresh) ในแบบเดียวกับที่ Tony Blair เคยใช้สโลแกน Cool Britania ชนะการเลือกตั้งในปี 1997
Cameron เองเคยถูกหนังสือพิมพ์ The Guardian โจมตีว่าเป็น “เชื้อสายคนสุดท้ายของตระกูลการเมืองชั้นสูง” (ซึ่งมีธรรมเนียมว่าต้องจบการศึกษาจากอีตันและอ๊อกซ์ฟอร์ด เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ของไทย) ที่พยายามกลับเข้าสู่อำนาจทางการเมืองอีกครั้ง แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปสู่สมัยใหม่แล้วก็ตาม (นายกรัฐมนตรี Brown เป็นคนสามัญที่จบการศึกษาในมหาวิทยาลัยทั่วไป ส่วน Blair แม้ว่าจะจบอ๊อกซ์ฟอร์ดแต่ก็เกิดในตระกูลสามัญชน)
ผลสำรวจความเห็นของประชาชนเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม โดยสำนักโพล YouGov ขณะนี้พรรคอนุรักษ์นิยมยังมีคะแนนนำ 35% ตามมาด้วยพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democrats) ของนาย Nick Clegg ที่ 28% และปิดท้ายด้วยพรรคแรงงานของนายกรัฐมนตรี Brown 27% (ข้อมูลจาก BusinessWeek)
ถ้า Cameron ยังรักษาการนำไปได้ตลอดรอดฝั่งจนถึงการเลือกตั้งในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ เขาย่อมได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษอย่างแน่นอน

ในแง่มุมส่วนตัว Cameron มีชื่อเสียงในการขี่จักรยานไปทำงาน เขาเคยมีข่าวถูกขโมยจักรยานขณะที่ลงไปซื้อของในร้านค้า (ภาพจาก London Evening Standard)
ผู้สนใจสามารถติดตามการปาฐกถาของ David Cameron ในงาน TED Talk หัวข้อ The next age of government
อัพเดต 12 พฤษภาคม 2553 - นายเดวิด คาเมรอน ก้าวเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษแล้ว โดยจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคเสรีประชาธิปไตยของนิค เคลก
