Practical Report ชุมนุม “พันธมิตร” ใครผิดใครถูก ?

หนังสืออ่านประกอบ Solving Tough Problems: An Open Way of Talking, Listening, and Creating New Realities

ปัญหาของประเทศชาติในตอนนี้ ไม่ใช่ พันธมิตรปิดล้อมสนามบิน หรือรัฐบาลหน้าด้านไม่ยอมลาออก แต่ประเด็นสำคัญ คือ การไม่ยอมรับฟัง

ฝ่ายหนึ่งอ้างว่า “พันธมิตร” ทำผิดกฏหมาย แต่ไม่ยอมย้อนดูตัวเองว่า “รัฐบาล” ก็ฝ่าฝืนกฏหมายไม่แพ้กัน บางครั้งกลับแก้กฏหมายเสียด้วย

อีกฝ่ายก็อ้างว่า “รัฐบาล” เป็นนอมินีให้กับคนอื่น แต่ไม่เคยตรวจสอบกลุ่มของตนว่า มีใครอยู่เบื้องหลัง การชุมนุมที่ผ่านมา ต้องใช้เงินวันละนับล้านบาท เงินนั้นมาจากไหน หากบอกว่า ทุกบาททุกสตางค์ล้วนบริจาคโดยคนที่ไม่หวังผลประโยชน์ คงเป็นเรื่องเพ้อฝัน

บางทีปัญหาครั้งนี้ อาจแก้ไขได้โดยการ “ประนีประนอม” เจรจาเพื่อหาจุดที่ลงตัว แต่อาจจะอย่างที่นักวิเคราะห์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ “ทั้งสองฝ่าย ต่างประเมินกำลังของตนเองสูงเกินไป”

สำหรับฝ่ายเป็นกลางนั้น ยิ่งต้องตรวจสอบตัวเองให้จงหนัก การที่มานั่งบ่นด่า พันธมิตร หรือรัฐบาลนั้น เป็นเรื่องกระทำได้ง่าย แต่ลองถามตัวเองบ้างว่า “คุณทำอะไรเพื่อชาติบ้าง”

“พันธมิตร” ปิดล้อมสนามบิน ทำให้ผลประโยชน์ของชาติเสียหายนับแสนล้านบาท ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่ถามว่า ฝ่ายเป็นกลางมองเห็นว่า พันธมิตรเป็นอันตรายมาก่อนหรือไม่ ถ้ามองเห็นแล้ว ทำไมไม่หยุดยั้งเสียก่อน การคิดว่า ปล่อยพันธมิตรไว้ก็ดี ให้คอยตรวจสอบรัฐบาลนั้น แสดงว่า ท่านยินยอมให้พันธมิตรเป็น Agent หรือ ตัวแทนของท่าน ดังนั้น เมื่อท่านไม่ได้จ่ายเงินสักบาทให้พันธมิตรเลย ไม่ยอมลงทุนตรวจสอบรัฐบาลของตัวท่านเอง ท่านก็ต้องยอมรับ “ผลกระทบข้างเคียง” ที่พันธมิตรปฏิบัติการตรวจสอบรัฐบาล ไม่ว่ามี “ราคา” เท่าไรก็ตาม

สรุปแล้ว วิกฤตชาติครั้งนี้ ทุกคน ต้องลุกขึ้นมา ทำอะไรสักอย่าง

ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการเมือง อาจเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่คุณกำลังทำอยู่ หรือมีความรักสนใจที่จะทำ แต่ในภาวะเลวร้ายแบบนี้ เราต้อง “เพิ่มขนาดและคุณภาพ” ของการกระทำให้เข้มข้นกว่าเดิม

หากท่านเป็นคนขับแท็กซี่ ท่านควรจะตรวจสอบเส้นทางจราจรตลอดเวลา เพื่อจะสามารถแนะนำลูกค้าท่านได้ถูกต้องว่าเส้นทางใดไม่ควรไป ควรใช้เส้นทางใดน่าจะเร็วกว่า ท่านอาจได้ทิปก้อนโตโดยไม่รู้ตัว ส่วนลูกค้าย่อมพึงพอใจไม่ต้องทนรถติดจากการปิดเส้นทางจราจร (เพื่อแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง ?)

หากท่านเป็นนักเขียน จงหลีกพ้นเรื่องน้ำเน่า แฝงบทเรียนการเมืองในนิยาย ให้มีศิลปะ ให้คนอ่านได้คิด แต่ไม่ยัดเยียดเหมือนกับนักเขียนชั้นรอง แล้วคุณภาพงานเขียนของท่านจะได้รับการชื่นชม สร้างยอดพิมพ์และชื่อเสียงได้มหาศาล

ทุกอาชีพมีความหมาย แม้แต่นักศึกษา หรือคนหาเช้ากินค่ำ อย่ายึดติดกับมุมมองเดิม จงลุกขึ้นมาสร้าง “คุณค่า” ให้ตนเอง เปิดตาให้กว้าง บางทีโอกาสอาจจะเกิดขึ้นในภาวะวิกฤตเช่นนี้

การได้พูดคุยอย่างอ่อนโยนกับบุคคลรอบข้าง อาจนำไปสู่โอกาสในชีวิต การตั้งกลุ่มเสวนาเพื่อหาทางออกให้ประเทศ หากทำอย่างถูกทาง เปิดกว้าง อาจนำไปสู่พลังการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึง

การหลุดพ้นจากความเคยชิน จากกรอบวิเคราะห์เดิม เป็นสิ่งแรกที่ทุกคนในสังคมนี้พึงกระทำ และการจะหลุดพ้นจากการครอบงำ เพื่อเปิดรับความคิดใหม่ได้นั้น ต้องเริ่มต้นด้วย “การรับฟัง” เปิดหู เปิดตา เปิดสมอง อย่ามีกรอบในใจไว้ก่อน ควรจะใช้วิธี Brain Storm เพื่อรับฟังทุกความคิดเห็น ไตร่ตรองสังเคราะห์อย่างรอบด้าน แล้วจึงตัดทางเลือกที่ไร้เหตุผลออกไป เหลือไว้เพียง “ผลึกล้ำลึกแห่งความคิด”

บางทีวิกฤตครั้งนี้ อาจช่วยให้ท่านเปิดตา เปิดใจ รับฟัง เสียงบางเสียง ความคิดบางความคิด ได้คมชัดมากขึ้น แม้บางทีอาจเป็นเรื่องการเมือง หรืออารมณ์หดหู่ของคนบางคน แต่มันอาจนำไปสู่ “ความคิดยอดเยี่ยม” ซึ่งท่านบังเอิญตกผลึกขึ้นมา ท่ามกลางซากปรักหักพังนั้น

ไม่ว่าการปิดล้อมสนามบินของ “พันธมิตร” จะถูกหรือผิดอย่างไร ตอนนี้บ้านเมืองก็เสียหายไปแล้ว สิ่งสำคัญ คือ เราจะเปิดใจรับฟังเสียงต่างๆรอบตัวเราอย่างไร ตื่นตัวและปรับปรุงตัวเองอย่างถึงแก่นแท้ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า อย่าพึ่งตั้งคำถามว่า ทำแบบนี้แล้วจะช่วยอะไรต่อชีวิต และชาติบ้านเมืองที่วิกฤตได้ ลองทำดูก่อน ทำอย่างตั้งใจ ทำอย่างเปิดกว้าง ทำอย่างเบิกบาน แล้วท่านจะพบความเปลี่ยนแปลง

การตัดสินใจเข้าร่วมทางการเมืองกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ใช่เรื่องผิด หากท่านไตร่ตรองดีแล้ว มีจิตใจวิพากษ์วิจารณ์เพียงพอ ไม่ใช่เพียงแต่ฟังการชี้นำของผู้นำแต่ละกลุ่มแล้วเชื่ออย่าสนิทใจ ไม่ใช่คิดว่า บ้านเมืองต้องมีคุณธรรม ต้องกวาดล้างนักการเมืองให้สิ้นซาก ไม่ใช่มองเพียงว่า ต้องทำตามกฏหมาย โดยไม่รู้ว่า กฏหมายก็ถูกเขียนโดยผู้มีอำนาจ มันแฝงเร้นการกดขี่บางอย่างไว้ หากท่านเข้าใจตรงนี้ เปิดใจรับฟัง การเข้าร่วมของท่านย่อมเป็นประโยชน์ต่อชาติ

การตัดสินใจไม่เข้าร่วมการเมือง ก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ท่านต้องทำสิ่งอื่นทดแทน ในภาวะวิกฤตแบบนี้ ต้องเร่งเร้าคุณภาพ สร้างนวัตกรรม และจะทำเช่นนั้นได้ ท่านต้อง “เปิดใจ” รับฟังเสียงรอบข้าง แล้วท่านจะพบกับ “ข้อมูลลึกซึ้ง” บางอย่างที่เคยมองข้ามไป

การไม่ทำอะไรเลย มัวแต่ก่นประณาม ทำแต่สิ่งเดิมๆ ด้วยคุณภาพเดิมๆ โดยไม่ยอมเปิดใจรับฟังเสียงรอบข้าง เพื่อนำมาผนวกสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตนเอง คือ สิ่งที่เป็นอันตรายต่อชาติโดยแท้จริง

“การแก้วิกฤตที่แท้จริง คือ การรับฟังอย่างลึกซึ้ง เพราะมีแต่ช่วงเวลานี้เท่านั้น ที่เราจะได้ยินเสียงที่เราไม่เคยได้ยิน ได้เปิดหูเปิดตารับรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น ข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่ามหาศาล สามารถต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของท่านไปสู่มูลค่าเพิ่มมหาศาลให้ชีวิตและประเทศชาติ”

  • http://g41act.multiply.com Ink

    เขียนได้โดนใจมากครับ สำหรับผมแล้วการไม่เลือกข้างก็คือการเลือกข้างครับ นั่นคือปล่อยให้สถานการณ์มันเป็นไป เช่นรบ.ก็ทำสิ่งที่ผิดต่อไป พันธมิตรก็ทำสิ่งที่ผิดต่อไป ดังนั้นเราจึงต้อง “เลือก”

    แต่ผมไม่ได้หมายความว่าให้เลือก สีเหลือง หรือสีแดงนะครับ ผมไม่คิดว่านั่นจแก้ปัญหาได้ ผมคิดว่าต้องเป็นทางที่สามคือ ต่างคนต่างยอมถอยคนละก้าวมาคุยกัน ถ้าจะดันทุรังกันต่อไป ผมสุดท้ายก็คือการเผชิญหน้าและฆ่ากันบนท้องถนน ประเทศก็จะกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

    มันเป็นไปได้เหรอครับที่จะไปเีรียกร้องให้อีกฝ่ายทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการทุกอย่าง โดยที่ตัวเองไม่ยอมเสียอะไรเลย ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้มีฝ่ายไหนที่มีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่ายอย่างเด็ดขาด

    สุดท้ายเบาๆ ลงหน่อยครับ แล้วมาหาทางออกทีุ่ทุกฝ่ายยอมรับได้ดีกว่านะครับ อย่าดันทุรังกันเลย อย่าให้ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องเดือดร้อน โดยอ้างว่าตัวเองก็เดือดร้อน

  • เจริญชัย

    ขอบคุณมากๆครับ

    จริงๆ บทความนี้ต้องการนำเสนอประเด็นสำคัญที่สุด คือ “การฟังอย่างลึกซึ้ง”

    เพราะการที่จะถอยคนละก้าว จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มี “การฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ”

    ผมคิดว่า จนถึงระดับนี้แล้ว ทั้งสองฝ่าย คง “หน้ามืด” ประโยชน์ชาติ ประชาชน คงไม่มีความหมาย การวางหมากที่สุขุมจะหายไป พร้อมจะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อชัยชนะ จนอาจกลายเป็นความพ่ายแพ้ได้

    หากหยุด และฟัง มันจะมีกระบวนการบางอย่างที่แทรกซึมเข้าไปภายใน ทำให้สติกลับคืนมา

    แน่นอนว่า ทุกฝ่าย ทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง แต่ในยาม “หน้ามืด” ทำให้ทั้งสองฝ่าย เลือกทางออกที่แย่กกว่าที่ควรเป็น

    การฟัง และร่วมมือหาทางออก หน้าจะเป็น Game ที่ Win-Win-Win มากที่สุด

    อย่างน้อยถ้าอีกฝ่าย ไม่ฟัง แต่เราฟัง เราจะได้เปรียบกว่า อาจมองเห็นจุดอ่อนฝ่ายตรงข้าม จนนำไปสู่ชัยชนะได้

  • AI

    ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่า แผนดินนี้ร้าวลึกกว่าที่เราคิดครับ ที่เห็นเป็นข่าวเป็นเพียงหน้าฉากบนเวที การเปลี่ยนแปลงคราวนี้ดูท่าจะมีความสำคัญและต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิง การเปลี่ยนแปลงวันนี้ เพื่อ….วันพรุ่งนี้มั้งครับ

  • บดินทร์

    หากเรานิยามวาทะกรรม”ชาติ”ถึงแค่ระดับสังคมในเขตประเทศ ซึ่งใช้ภาษาร่วมกัน
    ก็พอถกกันได้

    ผมมองว่า ความขัดแย้งอย่างรุนแรง คือ หนี้สะสมที่เราต้องจ่ายกันในวันนี้
    แลกกับความมักง่าย จากการซึมซับสิ่งที่ผู้นำมวลชนพยายามยัดเยียดภาพลักษณ์(หรือแม้แต่ อัตลักษณ์)อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่ได้สืบเสาะว่าสิ่งนั้นมันมีความ
    แท้จริงเพียงใด

    ผมอยากจะถามว่า ตอนคุณเริ่มโต
    คุณเคยตั้งคำถามแบบ radical มากๆ มั้ย ประมาณว่า พ่อ หรือ แม่
    ของคุณตัดสินใจ ในเรื่องหนึ่งๆ ผิดหรือเปล่า?
    ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกันกับที่เรายังคงนับถือบุคคลและเคารพ ในการตัดสินใจในเรื่องนั้นๆ อยู่

    ผมไม่คิดว่าความมักง่ายสะสมที่กลายร่างเป็นความเชื่อ (ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม)
    มันจะสามารถใช้เหตุผลล้มล้างได้ภายในเวลาสั้นๆ
    งานนี้ ไม่ win-win แน่นอน

  • AI

    ลองอ่านเวปนี้ดูครับ ท่านตอบไว้แนวธรรมะ ครับ จะแปลงมาเป็นแนวการเมืองการปกครองอย่างไร ต้องใช้เวลาคิดนานหน่อยครับ
    http://www.kalyanamitra.org/daily/dhamma/index.php?option=com_content&task=view&id=2481&Itemid=99999999

  • เจริญชัย

    ผมเริ่มเชื่อเรื่องความมักง่ายสะสมนะ
    แต่กระนั้น การจ่ายครั้งนี้
    ผมก็คิดว่า พวกพลังเก่าจะถูกกวาดล้างไปพอสมควร

    ดังนั้น แม้จะสูญเสียเยอะ แต่ผมคิดว่า ก็จะได้กลับมาเยอะเช่นกัน
    โดยคนที่เป็นพลังใหม่จะมาช่วยกัน

    นี่คือ กฏ 80/20

  • Lert

    ผมว่าคำว่าพลังเก่าของพี่บิ๊กไม่ชัดเจนนะ

    ผมเข้าใจไปเองว่า พลังเก่าในที่นี้คือพวกที่คิดแต่ กูวิน .. ใช่มะ ? … และผมแปลไปเองอีกว่า หลังจากนี้เราจะเป็น วินทั้งชาติ กันใช่มะ ?? ….

    หรือผมหวังมากไป ???

  • เจริญชัย

    อืม อาจจะเขียนไม่ดี ขอบคุณ เลิศ มากนะครับ

    จริงๆ เรื่องพลังเก่า พลังใหม่ ก็เป็นปัญหาอยู่มาก แล้วแต่ใครนิยาม
    ถ้ามาร์ก ก็ต้องบอกว่า พลังเก่าใหม่ เรียงลำดับดังนี้
    ชุมชนบุพกาล ทาส ศักดินา ทุนนิยม (เปลี่ยนผ่าน) คอมมิวนิสต์

    แต่ผมค่อนข้างเชื่อ Ken Wilber

    4. ประเพณี
    5. วิทยาศาสตร์ เหตุผล
    6. ยอมรับความแตกต่าง (พหุนิยม)
    7. Psychic
    8. subtle
    9. causal
    10. non-dual

    แล้วแต่จะศรัทธานะครับ

    ผมคิดว่า สังคมกำลังจะเปลี่ยนจาก 4-5 และ 5-6
    ปัญหาของสังคมกำลังพัฒนา คือ มีหลายระดับอยู่ร่วมกัน

    พันธมิตรนั้น แม้จะดูเหมือน 4 แต่แรกๆคล้าย 6
    เพื่อมาตรวจสอบ 5 ซึ่งรัฐบาลพยายามเป็น
    แต่ทำไปทำมา ดูเหมือนจะไม่ไหว กลายเป็น 4
    5 เลยดูดีขึ้นมา

    แต่ 5 ก็ยังมีความเป็น 4 อยู่มาก

    ผมเริ่มคิดว่า ให้ 5 กับ 4 สู้กันไป
    แล้วดูว่าใครจะปรับตัวเป็น 6 ได้ก่อนกัน
    คนนั้นก็ชนะ

    อันนี้เป็นการแบ่งความก้าวหน้าในอีกแบบ แต่ก็ใกล้เคียงกับ ken
    แต่จะง่ายกว่า และได้รับความนิยมกว่า

    http://econ.tu.ac.th/settasan/Pdf/J132.pdf

  • big

    อาจจะเขียนไม่ดี ไม่ชัดเจน ขอบคุณ เลิศ มากนะครับ

    เรื่องพลังเก่า พลังใหม่ ก็เป็นปัญหาอยู่มาก แล้วแต่ใครนิยาม
    ถ้ามาร์ก ก็ต้องบอกว่า พลังเก่าใหม่ เรียงลำดับดังนี้
    ชุมชนบุพกาล ทาส ศักดินา ทุนนิยม (เปลี่ยนผ่าน) คอมมิวนิสต์

    แต่ผมค่อนข้างเชื่อ Ken Wilber

    4. ประเพณี
    5. วิทยาศาสตร์ เหตุผล
    6. ยอมรับความแตกต่าง (พหุนิยม)
    7. Psychic
    8. subtle
    9. causal
    10. non-dual

    แล้วแต่จะศรัทธานะครับ

    ผมคิดว่า สังคมกำลังจะเปลี่ยนจาก 4-5 และ 5-6
    ปัญหาของสังคมกำลังพัฒนา คือ มีหลายระดับอยู่ร่วมกัน

    พันธมิตรนั้น แม้จะดูเหมือน 4 แต่แรกๆคล้าย 6
    เพื่อมาตรวจสอบ 5 ซึ่งรัฐบาลพยายามเป็น
    แต่ทำไปทำมา ดูเหมือนจะไม่ไหว กลายเป็น 4
    5 เลยดูดีขึ้นมา

    แต่ 5 ก็ยังมีความเป็น 4 อยู่มาก

    ผมเริ่มคิดว่า ให้ 5 กับ 4 สู้กันไป
    แล้วดูว่าใครจะปรับตัวเป็น 6 ได้ก่อนกัน
    คนนั้นก็ชนะ

    อันนี้เป็นการแบ่งความก้าวหน้าในอีกแบบ แต่ก็ใกล้เคียงกับ ken
    แต่จะง่ายกว่า และได้รับความนิยมกว่า

    http://econ.tu.ac.th/settasan/Pdf/J132.pdf