Practical Report จาก ‘พิเชษฐ’ ถึง ‘พิชัย’ เมื่อคนใน ปชป. ออกมาถล่ม ‘อภิสิทธิ์’

พรรคประชาธิปัตย์มีกำหนดเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ เพื่อทำหน้าที่แทนคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเดิมที่หมดสภาพไปหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้ง 3 ก.ค. 2554

อ่านรายละเอียดในบทความ ประเมินตัวเลือก ใครจะได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนต่อไป?

พรรคประชาธิปัตย์

ถึงแม้ท่าทีของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงถัดมา จะออกมาในทิศทางเดียวกันว่า จะเลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคต่อไป แต่การเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคในตำแหน่งอื่นๆ ก็ยังมีการช่วงชิงกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตำแหน่งเลขาธิการพรรค ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศชัดแล้วว่าจะไม่รับตำแหน่งต่อ รวมไปถึงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประจำภาคต่างๆ ด้วย

แต่ท่ามกลางข่าวการคัดสรรตัวเลขาธิการพรรคและรองหัวหน้าพรรคประจำภาค ที่กลุ่มก๊วนแต่ละฝ่ายภายในพรรคต่างออกมาสนับสนุนคนของตัวเอง เรากลับได้เห็นข่าว “คนเก่าคนแก่” ของพรรคประชาธิปัตย์เอง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคใต้การนำของขั้ว “อภิสิทธิ์-สุเทพ” อย่างร้อนแรง

พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล “นายกโดดเดี่ยวตัวเอง”

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยฯ กระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลชวน 2 และ ส.ส. กระบี่หลายสมัย คนเก่าคนแก่คนหนึ่งของพรรค ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค ออกมาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 25 กรกฎาคม 2554 (‘พิเชษฐ’เปิด’ขยะใต้พรม’ปชป.)

นายพิเชษฐเป็นคนออกมาจุดประเด็น เสนอคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ แต่ก็ได้รับเสียงตอบรับไม่ดีนักจากคนอื่นๆ ในพรรคเอง

พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล

เขาวิจารณ์คนบางกลุ่มในพรรคว่า “บทบาทในพรรคส่วนหนึ่งคือคนที่นำเสนอตัวเอง ออกสื่อเยอะ ไม่ได้จากการแต่งตั้งก็นำเสนอตัวเอง” และ “ตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งจาก กก.บห. กระจุกตัวกันอยู่ในคนแค่กลุ่มหนึ่ง เมื่อพ้นจากหน้าที่หนึ่งก็จะเอาไปสู่อีกตำแหน่งหนึ่ง รวมถึงมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเป็นรัฐมนตรี พ้นจากรัฐมนตรีก็มาสู่อีกตำแหน่งหนึ่ง ไปเป็นเลขาธิการนายกฯ พ้นจากเลขาธิการนายกฯ ก็มาอีกตำแหน่งหนึ่ง หมุนเวียนกันอย่างนี้”

เขาพูดถึงความไม่เท่าเทียมกันของแต่ละกลุ่มก๊วนในพรรค โดยเทียบกับรัฐบาลชวน 2 ว่าคนเก่าคนแก่ในพรรคที่เคยเป็นหลัก หายหน้าไปในรัฐบาลอภิสิทธิ์ และวิจารณ์ว่าสาเหตุเป็นเพราะ “นายกโดดเดี่ยวตัวเอง”

หวนนึกถึงสมัยรัฐบาล ‘ชวน 2′ ภาพในห้อง ครม.ข้างซ้ายเป็นใคร ข้างขวาเป็นใคร รู้สึกว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคหายไป 20 คน คนที่เคยเป็นหลักทั้งนั้น หลังจากนั้นคนใหม่ที่เข้ามาก็ออกไปหลายคน

อย่าว่าแต่คนใหม่เลย คนเก่าอย่างพล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ทำไมต้องลาออกจากพรรค คุณรักษ์ ตันติสุนทร ก็ลาออก ทั้งที่คนเหล่านี้ถ้ายังเป็นหลัก และอยู่วันนี้มาช่วยกันเป็นองค์ประกอบของพรรคยุคนี้เราจะเห็นความยิ่งใหญ่ แต่หากว่าปล่อยไว้ก็น่าเป็นห่วง

สมัยที่นายชวนเป็นหัวหน้าพรรค ท่านสามารถระดมคนทุกรุ่น ทุกวัย ช่วยงานทุกด้าน ทั้งคนนอก คนใน แต่ขณะนี้รู้สึกคนน้อย คนที่ยังอยู่ในพรรคที่เป็นผู้ใหญ่แล้วถ้าไม่มอบหมายหน้าที่ ไม่เรียกใช้ก็ไม่มีใครอยากไปเสนอหน้า ก็จะมีคนรุ่นหนึ่งวิ่งกันอยู่ทั่วไป 

พอมีวิกฤต ช่วงตอนเม.ย. พ.ค. มีโทรศัพท์เข้ามาเอะอะว่าทำไมผู้ใหญ่ในพรรคหายหัวไปไหนหมด ปล่อยให้นายกฯ รับหน้าที่ ถ้าท่านนายกฯ เอ่ยปากสักนิดว่าคุณหญิงครับผมจะไปกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ไปเป็นเพื่อนผมนะ หรือผมจะไปกระทรวงการคลัง พี่พิเชษฐช่วยไปเป็นเพื่อนผม หรือจะไปมหาดไทย ท่านบัญญัติ (บรรทัดฐาน) ช่วยไปเป็นเพื่อนสักคน ไปกระทรวงสาธารณสุข ก็ท่านเทอดพงษ์ ไชยนันทน์

ถ้านายกฯ ถูกขนาบด้วยคนเหล่านี้ ความเป็นผู้ใหญ่ของท่านจะเกิดขึ้นทันที แต่ท่านนายกฯ ไม่เคยเรียกหา ไม่เคยใช้ใครเลย มีแต่กลุ่มเด็กๆ ที่วันๆ ก็เฝ้าแต่สืบเสาะว่าวันนี้นายกฯ จะไปไหน มีโปรแกรมตรงไหนก็วิ่งไปล้อมหน้าล้อมหลัง ก็ไปออกสื่อ

ทำให้คนที่คาดหวังกับพรรคตำหนิผู้ใหญ่ว่าทำไมทุกคนโดดเดี่ยวท่านนายกฯ ผู้ใหญ่บางคนในพรรคพูดว่า ไม่ได้โดดเดี่ยวท่านนายกฯ ท่านนายกฯ โดดเดี่ยวตัวท่านเอง พวกเราเข้าไม่ถึง

นายพิเชษฐบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์มีผู้มีประสบการณ์มากมาย และมีบทเรียนจากความผิดพลาดในอดีต ที่คนรุ่นใหม่ไม่ควรจะซ้ำรอย

ความรอบรู้ในความเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ต้องมี เช่น เอารูปนายกฯ ดำนา ไปส่งให้ส.ส.ภาคใต้แจกประชาชน วันแรกที่ไปแจกโดนด่ากลับมาเลย ภาคใต้ที่ไหนเขาทำนากัน เขาอยากเห็นนายกฯ ยืนกับต้นปาล์ม หรือยืนกับต้นยางพารา

เขาพูดถึงความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งว่าเป็นเพราะ “สร้างศัตรู” ไว้มาก และคะแนนเสียงในภาคใต้ก็ลดลงด้วยซ้ำ

มิตรของเราเป็นศัตรูไปเยอะแยะ ศัตรูของเรายิ่งคั่งแค้น แรงพยาบาทถาโถมมาเยอะ คนที่เคยยืนตรงกลางก็มักจะไม่สะใจกับเราเยอะ มันต้องปรับกระบวนการหลายเรื่อง ปรากฏว่าเลขาฯ ไม่พอใจว่าใครพูดอย่างนั้น

3 เดือนต่อมาตลอดเวลาหาเสียง เราอยู่ในภาคประชาชนแม้กระทั่งภาคใต้พรรคก็แพ้ เพราะมีคนโหวตโนเยอะ ตอนหลังโหวตโนลดน้อยลงไม่ใช่เพราะคนเปลี่ยนใจ แต่ไม่พอใจพันธมิตรฯ ที่ด่าประชาธิปัตย์ ไม่อยากไปโหวตเสริมก็ใช้วิธีทำบัตรเสีย ทำให้ภาคใต้บัตรเสียเยอะ บัตรเสียหลายบัตรเขียนระบายอารมณ์ลงในบัตรด้วย

พิเชษฐยังพูดถึงการข้ามหัว ส.ส. เก่าๆ อย่างนายสัมพันธ์ ทองสมัคร ส.ส. 13 สมัย ที่สอบตกเพราะอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับต่ำเกินไป หรือการปรับคณะรัฐมนตรีที่เปลี่ยนผู้ใหญ่ของพรรคอย่างนายไพฑูรย์ แก้วทอง และคุณหญิงกัลยา ออกโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน

นายพิเชษฐยังได้เขียนเรื่องนี้ลงในคอลัมน์ของเขาในหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 30 กรกฎาคม 2554 (โค้งสุดท้ายประชาธิปัตย์ ต้องไม่เป็นตรายาง-จะกลายเป็นตราบาป) เกี่ยวกับการฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมาต่อต้านกับ ‘เผด็จการ’

วันนี้ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในภาวะบอบช้ำมาก การฟื้นฟูปรับปรุงองค์กรอย่างจริงจังเป็นความจำเป็นซึ่งหน้าของพรรคในวาระที่เพิ่งผ่านพ้น 65 ปีของการตั้งพรรค

จิตวิญญาณพรรคประชาธิปัตย์ที่สืบทอดมายาวนาน ต้องไม่จืดจางหรือถูกทอดทิ้งเป็นอันขาด

พรรคประชาธิปัตย์เคยมีอุดมการณ์ส่วนหนึ่งปฏิญาณสืบเนื่องกันมาว่า”เราจะปกป้องรักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความจงรักภักดี

เราจะต่อสู้กับเผด็จการทุกรูปแบบ

เราจะต่อสู้กับการฉ้อราษฎร์บังหลวงทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจัง เพื่อรักษาไว้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตในบ้านเมือง

เราจะต่อสู้เพื่อคุณภาพชีวิตและปากท้องของประชาชนชาวไทย” ฯลฯ

การเลือกตั้งกรรมการบริพรรคครั้งนี้ ทุกเสียงของที่ประชุมต้องมีความศักดิ์สิทธิ์

ต้องสลัดทิ้งซึ่งอำนาจครอบงำทั้งสิ้นกลับมาสู่จิตวิญญาณที่แท้จริงของชาวประชาธิปัตย์

ที่ประชุมใหญ่ “ต้องไม่เป็นตรายาง เพราะจะเป็นตราบาปติดตัวตลอดไป”

อดีตหัวหน้าพรรค ‘พิชัย รัตตกุล’

ถ้ามองว่าการใหัสัมภาษณ์ของนายพิเชษฐนั้น “แรง” แล้ว การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคคนที่ 5 ของพรรคประชาธิปัตย์ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม 2554 (สัมภาษณ์พิเศษ “พิชัย รัตตกุล” อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) อาจจะ “แรง” กว่า และมีน้ำหนักมากกว่ากันมาก เพราะนี่คืออดีตหัวหน้าพรรค มาวิจารณ์การทำงานของพรรคในปัจจุบันด้วยตัวเอง

พิชัย รัตตกุล

พิชัย รัตตกุล (ภาพจาก Wikipedia)

นายพิชัยเปิดฉากบทสัมภาษณ์โดยการวิจารณ์แนวทางบริหารของนายอภิสิทธิ์ว่า “ใช้คนไม่เป็น” อย่างตรงไปตรงมา

เอาเฉพาะระยะๆหลัง ช่วงที่ประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล ครั้งคุณอภิสิทธิ์ ช่วง 2 ปีกว่ามานี้ ที่เป็นไม่ได้ และบริหารงานไม่ถูกใจประชาชน 100 % ทั้งๆที่คุณอภิสิทธิ์ เป็นคนดี เป็นคนมีความซื่อสัตย์ มีความสามารถ แต่ไม่สามารถที่จะสร้างพรรคให้เป็นสถาบันได้ เพราะมีปัญหามากในการบริหารบ้านเมืองมา 2 ปีกว่า ด้วยเหตุผลนิดเดียวคือ

คุณอภิสิทธิ์ใช้คนไม่เป็น เจอคุณอภิสิทธิ์ที่ไรผมพูดคำนี้เรื่อย ที่บอกว่าใช้คนไม่เป็นก็เนื่องมากจากคุณอภิสิทธิ์ อยู่วงล้อมของคนไม่กี่คนเท่านั้นเอง คน 3-5 คน เท่านั้นเอง เป็นคนที่ครอบงำ ผมอาจจะพูดรุนแรงเกินไป และเป็นคนที่ให้ข้อมูลต่างๆหรือให้คำปรึกษาไม่ตรง ด้วยเหตุนี้ผมถึงพูดว่า คุณอภิสิทธิ์ ใช้คนไม่เป็น และถ้าหากเรามาเปรียบเทียบรัฐบาลเก่าๆอย่าง รัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และท่านไม่ได้เป็นนักการเมือง ท่านเป็นนายทหาร แต่เมื่อมาเป็นนักการเมือง ท่านก็เป็นนักการเมืองที่ดีมาก เพราะว่าท่านมีความซื่อสัตย์ สุจริต ท่านใช้ตนเป็น คำว่าใช้คนเป็น จะเห็นได้ว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของพล.อ.เปรมเป็นอย่างไร มองย้อนหลังไปดู คิดว่าคนไทยส่วนใหญ่อาจจะลืมไปแล้ว สถานการณ์บ้านเมืองตอนนั้นแย่มากทุกด้านเลยแย่มาก

“คุณอภิสิทธิ์ เป็นคนดีมีความซื่อสัตย์ แต่ใช้คนไม่เป็นเนื่องจากใช้คนไม่กี่คนที่ล้อมรอบ ผมจะไม่เอ่ยว่ามีใครบ้างเพราะก็เป็นเพื่อนสมาชิกผมทั้งนั้น แม้กระทั่งนายกฯชวน คุณบัญญัติ ก็เคยเตือน แต่ก็ไม่มีใครฟังเพื่อนเก่าเลย ถ้าหากคุณอภิสิทธิ์เอาประสบการณ์ของผู้ใหญ่คนเก่าๆแม้กระทั่ง คุณธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ คุณสาวิตต์ โพธิวิหค คนเก่าๆหลายคน คุณชวน คุณบัญญัติ มาคุยและฟังความเห็นกันบ้าง ผมว่าคุณอภิสิทธิ์ จะทำงานได้ดีกว่าที่ผ่านมา ผมจึงเน้นว่าพลาดท่าตรงนี้ พลาดท่าตรงที่ใช้คนไม่เป็น”

นายพิชัยยังพูดถึงพื้นที่ภาคอีสานในสมัยที่ตัวเองเป็นหัวหน้าพรรค เทียบกับในปัจจุบัน

จุดอ่อนที่ทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นเช่นนี้ จะเห็นได้ว่าประชาธิปัตย์ไม่เคยได้ส.ส.ในภาคอีสาน ตอนผมเป็นหัวหน้าพรรคมา 9 ปี ได้ ส.ส.อีสาน 28 คน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้ ผมเคยพูดบ่อยๆหลังจากที่ออกจากหัวหน้าพรรคแล้ว ว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องสร้างคนใหม่ที่อีสาน หมายความว่า ต้องไปดูตั้งแต่สมาชิกอบต. อบจ. หรือนักเรียนที่กำลังเรียนหนังสือ หรือแม้กระทั่งดูเหมือนที่ประชาธิปัตย์ ดูคุณอภิสิทธิ์ จับคุณอภิสิทธิ์มาตั้งแต่ 25

แต่นี่จะทำก็ต่อเมื่อใกล้เวลาเลือกตั้ง ตาลีตาเหลือกหาคน มันจะได้อย่างไรถ้าคุณไม่สร้างคนขึ้นมา และคุณไม่มีทางสู้อย่างอื่น คนอื่นเขามีมีด ตัวเองมีหนังสติ๊ก ไปสู้ได้อย่างไร แต่ผมพูดไม่ได้หมายความว่าเราจะไปสร้างมีดขึ้นมา แต่หมายความว่าเราต้องสร้างคน โดยเฉพาะตอนนี้ เรามีเวลา 4 ปี ( เป็นฝ่ายค้าน) ที่จะต้องรีบสร้างคนขึ้นมา

ประเด็นเรื่อง “คนเก่าคนแก่” เป็นสิ่งที่นายพิชัยมองตรงกับนายพิเชษฐ

ประชาธิปัตย์ ชอบลืมคนเก่า

ผมเป็นหัวหน้าพรรค ผมไปเยี่ยมภาคอีสานบ่อยที่สุดเลย สาขาพรรคผมไปเยี่ยม ป่วยไข้ได้เจ็บ ผมไปเยี่ยม ผมไม่มีตัง แต่ไปเยี่ยมด้วยน้ำใจ แต่นี่น้ำใจประชาธิปัตย์ ต่อทางอีสานไม่มี ทั้งๆที่จากประสบการณ์ของผม คนอีสานเป็นคนที่น่าคบที่สุด เพราะเหตุว่าถึงแม้จะยากจนแต่มีจิตใจ กว้าง อย่าไปพูดว่าเขาจะได้เงิน 500 บาท 1,000 บาท แล้วไปลงคะแนน ผมว่านั่นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ในเรื่องจิรงๆ แล้วคนภาคอีสานเป็นคนมีน้ำใจถึงแม้จะยากจน ประชาธิปัตย์ จับจุดนี้ไม่ถูก เมื่อเขามีน้ำใจเช่นนี้แล้วเราก็ต้องมีน้ำใจเข้าหาเขา ผมยกตัวอย่างมีหัวหน้าสาขาพรรคที่ขอนแก่นตาย เมื่อเร็วๆมานี้ แต่ไม่เคยมีใครไปเยี่ยมก่อนตายเลย ทั้งๆที่เป็นกำลังของพรรคในขอนแก่น ขอนแก่นพรรคเคยได้ ส.ส. 3 – 4 คน และคนๆนี้มีส่วนช่วยให้ได้ส.ส.เฉพาะขอนแก่น แต่เวลาที่เขาป่วยไม่เคยมีใครไปเยี่ยมเลย ผมไม่มีหน้าที่ในพรรคผมขับรถไปเยี่ยม

ส่วนการเตรียมความพร้อมเพื่อการเลือกตั้ง นายพิชัยบอกว่าเป็นเพราะไม่มีการเตรียมตัว โดยวิจารณ์นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ว่าวางยุทธศาสตร์ไม่ถูกต้อง

นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่พอถึงเวลาจะเลือกตั้ง ก็จะปรึกษากันว่าจะเอานั้นเอานี่ ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ไม่เหมือนอย่างที่เราเรียกว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจใน 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี จะมีเลือกตั้งเมื่อไร ก็ค่อยมาคุยกัน คนวางจุด คนวางยุทธศาสตร์ เท่าที่ทราบคือ คุณกอร์ปศักดิ์ วางยุทธศาสตร์เฉพาะหน้าในการเลือกตั้งเท่านั้นเอง ไม่ได้วางเผื่ออนาคต 5 ปี 10 ปี และ 20 ปี เพราะฉะนั้นนโยบายเรื่องพักหนี้ อย่างเป็นรัฐบาล 2 ปีกว่า เคยไปว่าคุณทักษิณ ว่าเป็นนโยบายประชานิยม ผมคิดว่าโครงการประชานิยม บางอันดีนะ เลียนแบบมาจากอาจารย์คึกฤทธิ์ เงินผัน 4ปี ปีละ 4 พันล้าน ต่อมาพล.อ.เปรมก็ใช้วิธีการแบบอาจารย์คึกฤทธิ์ เช่นกัน เพิ่มเป็น 6-7 พันล้าน แต่พล.อ.เปรมเก่งในเรื่องการใช้คน

ในเรื่องการเข้าถึงตัวนายก นายพิชัยก็มีความเห็นไปในทางเดียวกับนายพิเชษฐ นั่นคือ “เข้าถึงยาก” และไม่นำประสบการณ์ของผู้หลักผู้ใหญ่มาใช้ประโยชน์

ประชาธิปัตย์มีคนเก่งเยอะ เพียงแต่ว่าใช้คนไม่เป็น ไปลืมคนเก่าซะหมด ผมเป็นรองประธานสภาที่ปรึกษาที่ผ่านมามีการประชุม 2 ครั้ง ประธานคือคุณชวน ผมไป 2 ครั้งและคงไม่ไปอีกแล้ว เสียเวลาผมมาก เพราไม่มีอะไรที่จะต้องไปคุยกันเลย ไปนั่งกินน้ำชา ไปนั่งกินข้าว คนที่มีสตางค์หน่อยก็เลี้ยงอาหารจีนให้เรา ผมว่าเสียเวลาผมต้องการเป็นที่ปรึกษา แล้วนายกฯต้องมานั่งฟัง มีประเด็นอะไรเคาะขึ้นมา 1-2-3 ผมบอกคุณชวนในฐานะประธานว่า ทำไม ไม่ทำอย่างนี้ นายกฯชวนบอกเคยเสนอแล้วเขาก็ไม่เอา คนเป็นสภาที่ปรึกษา ล้วนแต่เป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้นเลย แต่ไม่มีวาระการประชุม ที่ผ่านมาเป็นแบบนั้น

ไม่เรียกประสบการณ์ ผมว่าเป็นเรื่องของสามัญสำนึกดีกว่า แต่งตั้งเป็นสภาที่ปรึกษาเอาอดีตหัวหน้าพรรคเอาผู้ใหญ่ในพรรคหลายคน มาเป็นที่สภาที่ปรึกษาต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ คนเหล่านี้มีประสบการณ์มามากที่จะแนะนำอะไรได้บ้าง รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ โยนมาให้นี่ ก็นำไปปรึกษาหารือเหมือน พล.อ.เปรม โยนให้สภาพัฒน์ฯไปแก้ไข เสนอแนวทางมา แต่ที่ปรึกษาของคุณอภิสิทธิ์ ก็มีอย่างคุณสาวิตต์ โพธิวิหก คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ แต่ผมสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้างก็มีแต่บอกว่าไม่เคยคุยอะไรกันเลยอย่างจริงจัง

ประชาธิปัตย์มันไม่ตายแต่เวลานี้ วัฒนธรรมของประชาธิปัตย์ดั้งเดิมมันหายไปหมดแล้ว คำว่าวัฒนธรรมมันมีความหมายลึกในความเห็นผม วิธีการทำงาน การใช้คน วัฒนธรรมของเรา สันดานของเรา สมัยนายควง อภัยวงศ์ สร้างมา ที่สืบทอดมาเรื่อยๆมันหมดไปแล้วทำอย่างไรจะให้กลับมา ผมเองก็ไม่รู้น่ะบอกตรงๆ

ผมบอกจริงเวลาวันเกิดพรรค ผมไปพรรคปีละครั้งเดียว คือ วันที่ 6 เมษายนเพราะเป็นวันทำบุญนอกนั้นผมไม่ไปเลย ผมบอกจริงๆ ผมเกลียดคนรุ่นใหม่แล้ว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เป็นส.ส.ครั้งเดียวแล้วเป็นรัฐมนตรี แต่ละคนบอกตรงๆหยิ่งยโส ไม่มีสัมมาคารวะ ใหญ่จังเลย ไม่ใช่คุณอภิสิทธิ์นะคุณอภิสิทธิ์ใช้ได้ แต่รัฐมนตรีหลายคนมันใหญ่เหลือเกิน สิ่งเหล่านี่ไม่ใช่วัฒนธรรมประชาธิปัตย์ เพราะ วัฒนธรรมประชาธิปัตย์ผู้น้อยจะเคารพผู้ใหญ่มาก ผมเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ปี 2501 ประชาธิปัตย์ตั้งมาเมื่อปี 2489 ผ่านมา 54 ปีแล้ว ผมเป็นสมาชิกที่เก่าแก่ที่สุด นายกฯชวนเป็นเมื่อ ปี 2511 สมัยนั้นเราต้องเคารพผู้ใหญ่ มีสัมมาคารวะ ในยุคหลังๆแย่

ประเด็นสำคัญที่นายพิชัยวิจารณ์ประชาธิปัตย์ในยุคอภิสิทธิ์ ก็คือจุดยืนของพรรคต่อเผด็จการที่ต่างออกไปจากในอดีต

วิธีการเกิดรัฐบาลคราวนี้ เป็นการเกิดที่แปลกมาก เป้าหมายประชาธิปัตย์ที่สร้างมาตั้งแต่แรก คือคัดค้านเผด็จการ แต่ว่าตอนที่พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ปฏิวัติ คุณอภิสิทธิ์เงียบฉี่เลย แต่ทั้งๆที่ประชาธิปัตย์เกิดขึ้นจากการต่อต้านเผด็จการมานาน ต่อต้านการทำปฏิวัติรัฐประหาร แต่ถึงคราวพล.อ.สนธิ ทำการปฏิวัติคุณทักษิณแล้วคุณทักษิณล้ม ถึงแม้ว่าคุณทักษิณจะเป็นศัตรูของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ประชาธิปัตย์ก็ต้องยืนหยัดบนหลักการ วัฒนธรรมของตัวเอง ยืนหยัดต่อต้านเผด็จการ แล้วอยู่มาได้เพราะต่อต้านเผด็จการ

นายพิชัยยังแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการให้นายอภิสิทธิ์ กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง

ต้องแก้ไขสิ่งไม่ถูกกลับมาให้ถูก อย่างใช้คนให้เป็น เช่นดึงคนเก่ามาใช้บ้าง ก็เป็นเรื่องของคน คุณอภิสิทธิ์ควรเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป เพราะไม่มีใครตอนนี้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค ผมไม่เห็นด้วยเลย ยโสมาก คุณอภิสิทธิ์มาเป็นใหม่ กลับไปรื้อฟื้นวัฒนธรรมเดิม ใช้คนเก่า สร้างคนใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องให้ความสำคัญกับคนทุกภาค โดยเฉพาะภาคอีสาน และถ้าประชาธิปัตย์ยังทำอย่างนี้ ต่อไปแม้แต่ในภาคใต้ คราวหน้าไม่แน่ ส่วนใหญ่ต้องแก้ที่คุณอภิสิทธิ์ คุณอภิสิทธิ์ ก็ต้องรู้จุดว่าจะต้องแก้ที่ไหนบ้างนอกจากปรับปรุงโครงสร้าง วางนโยบายแผนงาน 5-10-15 ปีแล้ว ใช้คนเก่า ง่ายยืนหยัดบนหลักการประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการรัฐประหาร

ข้อเสนอจาก ‘นิธิ’ ผลัดใบไม่พอ ต้องปลูกใหม่ทั้งต้น

สองข้อเสนอจากคนเก่าคนแก่ของพรรคประชาธิปัตย์ ถูกร่วมผสมโรงโดยบทความจากนายนิธิ เอียวศรีวงศ์ อาจารย์ด้านสังคมศาสตร์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง เขียนลงในมติชนรายวัน ฉบับวันที่ 1 ส.ค. 2554 (ผลัดใบไม่พอ ต้องปลูกใหม่ทั้งต้น)

นายนิธิวิจารณ์ในมุมเดียวกับนายพิชัยว่า ไม่ใช่คนใต้จะเลือก ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ตลอดไป อย่างที่มีคำพูดกันว่า “ส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครก็เลือกเป็น ส.ส.”

คนทำสื่อจากภาคใต้คนหนึ่งบอกผมว่า แม้ ปชป.กวาดที่นั่งทางใต้ได้หมดก็จริง แต่คะแนนเสียงของผู้ชนะกลับลดลง (กว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน) เป็นส่วนใหญ่ แสดงว่ามีแฟน ปชป.ที่ไม่ได้ลงคะแนนให้ ปชป.จำนวนหนึ่ง ส่วนหนึ่งคงเลือกพรรคอื่น อีกส่วนหนึ่งอาจโหวตโน (ซึ่งได้การสนับสนุนน้อยจนน่าสงสาร) และอีกส่วนหนึ่งนอนอยู่บ้านเฉยๆ

ส่วนในระดับประเทศก็แพ้การเลือกตั้งมาเกือบ 20 ปี และกำลังจะถูกท้าทายในฐานะ “พรรคฝ่ายค้าน” ด้วยซ้ำ ถ้าหากนักการเมืองกลุ่ม 111 เลิกโดนแบน

ในระดับประเทศ ปชป.ไม่เคยชนะการเลือกตั้งมาเกือบ 20 ปีแล้ว และหันไปดูว่าตลอด 20 ปีนี้ เกิดอะไรขึ้นในการเมืองเรื่องเลือกตั้งของไทย ก็จะพบว่า มีแนวโน้มของการรวมกลุ่มกันของผู้กุมคะแนนเสียงในแต่ละภาคและจังหวัด ตั้งขึ้นเป็นพรรค หรือขยายจากพรรคขนาดกลางขึ้นเป็นพรรคขนาดใหญ่ ปชป.ไม่เคยเอาชนะพรรคใหญ่ที่เป็นคู่แข่งได้เลย ที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก็ด้วย “อุบัติเหตุ” ทางการเมือง

ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ อาจหนักข้อกว่าทุกครั้งด้วย เพราะค่อนข้างชัดเจนว่า จำนวนไม่น้อยของคะแนนเสียงที่พรรคคู่แข่งได้ไป มาจากคนที่ตั้งใจจะไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่เคยมีครั้งไหนที่ประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ด้วยความสะใจของผู้คนเท่าครั้งนี้

แม้กระนั้น ตราบเท่าที่การเมืองในรัฐสภาไทยยังเป็นอย่างปัจจุบัน ปชป.ก็ยังมีภาษีที่เป็นพรรคฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียวที่คนเชื่อว่ามีศักยภาพจะตั้งรัฐบาลแข่งได้ แต่พอถึงเดือน พ.ค.ปีหน้า คนบ้านเลขที่ 111 ก็จะได้รับการปลดปล่อยสู่เวทีการเมืองใหม่ จึงอาจเกิดพรรคใหม่, เกิดการขยายสถานะของพรรคเก่า ฯลฯ

ถึงตอนนั้นภาษีที่ ปชป.มีก็ย่อมลดลงเป็นธรรมดา

อย่างไรก็ตาม นิธิ กลับชี้ให้เห็นว่า มโนคติว่า “ปชป. ต้านเผด็จการ” นั้นไม่จริงอย่างที่นายพิเชษฐหรือนายพิชัยกล่าวอ้าง

อันที่จริง ตั้งพรรค ปชป.ได้ปีเดียว พรรคนี้ก็ร่วมมือกับทหารทำรัฐประหารล้มรัฐธรรมนูญและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใน พ.ศ.2490 ปชป.ไม่เคยมีประวัติลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลทหาร ซ้ำยังพร้อมจะเปิดทางให้ผู้คุมกองทัพขึ้นเป็นนายกฯ ทั้งๆ ที่ตนเองได้รับเลือกตั้งมาจำนวนมากที่สุด เพราะได้ “ข้อมูลใหม่” และท้ายที่สุดก็ยอมเป็นเครื่องมือให้กองทัพจัดตั้งรัฐบาลขึ้นในค่ายทหาร

และภาพลักษณ์ของ ปชป. ในช่วงหลังก็แย่ลงเรื่อยๆ ในทุกด้าน

มโนภาพด้านอื่นของ ปชป.ไม่ได้ช่วย ปชป.มากนัก เมื่อสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว เช่น ปชป.คือพรรคของชนชั้นนำ (พรรคนิยมเจ้า, พรรคของข้าราชการ, พรรค “ผู้ดี”, พรรคเสรีนิยม-แบบไทย–ฯลฯ), เป็นพรรคที่มีขันติธรรมสูงพอจะอยู่ร่วมกับพรรคเล็กได้ทุกพรรค ไม่ว่าอ้อมกอดของเขาจะเจือกลิ่นเน่าอะไร, อภิปรายได้น่าประทับใจ แต่บริหารงานไม่เป็นนอกจากปล่อยให้ราชการดำเนินงานของตนไป จึงเป็นพรรคที่ไม่มีวิสัยทัศน์

นายนิธิเสนอว่า ถ้าพรรค ปชป. คิดว่าการเมืองไทยจะไม่เปลี่ยนแปลงอีก ก็ควรเลือกนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคต่อไป แต่ถ้ามองว่าสังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว ชนชั้นนำมีอิทธิพลน้อยลง ก็ “ต้องไม่เลือกคุณอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีก” เพื่อจะให้พรรคอยู่รอดต่อไปได้

ทางสองแพร่งของประชาธิปัตย์ “เอาอภิสิทธิ์” หรือ “ไม่เอาอภิสิทธิ์”

ถ้าสังเกตข้อวิพากษ์จากทั้งพิเชษฐ พิชัย และนิธิ จะเห็นจุดร่วมที่ชัดเจนท่ามกลางจุดต่างหลายเรื่อง นั่นคือ “อภิสิทธิ์” ไม่ควรได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคอีก

ซึ่งสวนทางกับข่าวที่ออกมาโดยตลอดว่า “อภิสิทธิ์” จะถูกเลือกเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้งอย่างไร้คู่แข่ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ภาพจาก Flickr ของพรรคประชาธิปัตย์)

SIU เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่พอใจในการบริหารงานของนายอภิสิทธิ์และบุคคลแวดล้อม แต่ก็ต้องจำใจรับสภาพเพราะ “ไม่มีตัวเล่นที่ดีกว่านี้” ในการวิเคราะห์เรื่องว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ของเรา นายอภิสิทธิ์ยังโดดเด่นที่สุด เนื่องจากบุคคลระดับรองๆ ลงไปอย่างนายอภิรักษ์ นายกรณ์ หรือนายจุรินทร์ ยังไม่พร้อมสำหรับ “งานใหญ่” อย่างเต็มที่นัก

ในขณะที่แนวทางการดึงบุคคลากรที่โดดเด่นของพรรค ซึ่งไปสร้างผลงานในต่างประเทศอย่างนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน หรือนายศุภชัย พาณิชย์ภักดิ์ ผู้อำนวยการ UNCTAD ก็ยังห่างไกลจากความเป็นจริงอยู่มาก

ตัวเลือกของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จึงน้อยยิ่ง เหลือเพียงแค่

“เลือกนายอภิสิทธิ์” เป็นหัวหน้าพรรคต่อไปเพื่อลดแรงกระแทก และปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาให้โดดเด่นด้วย “คารม” ของนายอภิสิทธิ์ แต่ก็ต้องแลกกับความสามารถในการแข่งขันของพรรคที่น้อยลงเรื่อย เพราะนายอภิสิทธิ์ไม่โดดเด่นในเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างเดิมๆ แม้แต่น้อย และเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วยซ้ำ

“ไม่เลือกนายอภิสิทธิ์” เป็นหัวหน้าพรรค เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพรรค ตัดตัวกลุ่มของนายอภิสิทธิ์ที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาออกไป และเปิดโอกาสให้บุคคลากรกลุ่มอื่นขึ้นมามีบทบาทนำ อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีข้อเสียว่าความโดดเด่นในฐานะ “ผู้นำฝ่ายค้าน” อาจจะไม่เท่ากับนายอภิสิทธิ์ และไม่การันตีเช่นกันว่า ต่อให้ตัดนายอภิสิทธิ์ออกไปแล้ว พรรคจะปฏิรูปและกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้งหรือไม่

สุดท้าย ปัญหาการเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ อาจจะไม่สำคัญเท่ากับปัญหาใหญ่กว่าในระยะยาวว่า คนรุ่นใหม่ต่อจากรุ่นของนายอภิสิทธิ์ ที่จะมาแบกรับการนำของพรรคในอีก 10 ปีข้างหน้า แทบไม่มีใครโดดเด่นเลย…

  • Sakpu

    คนเก่าแก่ก็มองในมุมนี้ ไว้ต้องลองฟังคนรุ่นหนุ่มบ้างว่าเห็นอย่างไร

  • Piyaphum

    ปชป.ไม่ต้องแก้ไขอะไรเพราะถึงไม่มี ทักษิณ ปชป ก็ไม่ได้คะแนนจากส่วนนี้( อิสานและเหนือ )อยู่แล้ว
    ทักษิณเลือกใดรก็ได้เป็นตัวแทน เพียงทักษิณบอกผมเลือกคนๆนี้ ประชาชนก็เลือก และคุณนิธิก็ไม่เคยเชียร์ ปชป
    อยู่แล้ว คนที่เลือกพรรคเพื่อไทยค้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ปชป เพียงแต่ปรับบางเรื่องเพราะคนที่เลือก ปชป เขาเลือก ปชป เพราะ ปชป คือปชป คนเหนือและอิสาน เปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้และยากที่จะเปลี่ยนตวามคิดชั่วข้ามคืน คนอิสานและคนเหนือขนาดรู้ทั้งรู้การเข้าร่วมกับขบวนการ พรรคคอมมิวนิสต์ผิคกฏหมาย พวก
    เขาก็ยังเข้าร่วมอดอยาก อัตคัต จนขบวนการปฏิวัติล่มสลายไป และจะเห็นการเลือกตั้งมีครั้งหลังๆที่คนอิสานเลือกพรรคที่เป็นของบุคคลคนเดียวตระกูลเดียว ปชป.เป็นพรรคที่เป็นของคนไทยทุกคน
    หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เมืองไทยถูกปกครองโดยคณะราษฏร์ จนสิ้นยุค จอมพล ป.ประมาณ พ.ศ.2501 ศพแรกจากกบฏนายสิบ กบฏบวรเดชอีกกี่ศพ กบฏ 2482( 18ศพ )คนไทยก็ไม่เคยจำ
    แล้วจะให้ ปชป ปรับตัวเข้าหาประชาชนที่ไม่เลือก ถึงจะไม่มีเหตุการณ์ที่ ราชประสงค์ ไม่มีคนตาย 91 ศพ
    คนเหนือและอิสานรักและเทิดทูน ทักษิณอย่างไรเขาก็ไม่เปลี่ยนใจ และไม่กาให้ประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน
    คุณนิธิก็ไม่มีวันเขียนเทิดทูนคุณอภิสิทธิ์มากไปกว่าเทิดทูนแกนนำวันอาทิตย์สีแดงหลอกครับ ส่วนคุณพิเชษฐและคุณพิชัยก็แค่หงุดหงิดเรื่องบางเรื่องเท่านั้น หัวหน้า ปชป จะเป็นใคร ปชป.ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่าเอาคนแบบ จาตุรนต์ เฉลิมมาเป็นสมาชิกพรรค และสุดท้ายท้ายสุดคนไทยนับแสนรู้ทั้งรู้ว่าใครเป็นอดีตเจ้าของซ่อง จอมจ่ายส่วยเลี่ยงภาษี คนไทยก็ยังเลือกมาเป็นผู้แทนเลย นับภาษาอะไร กับเรื่องบางเรื่องของ ปชป.คนไทยส่วนใหญ่ไม่สนใจหรอกครับและครั้งหน้าดรั้งไหนๆก็ไม่กาพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว

  • 7

    เขียนซะยาว ก็บอกไปเลยตรงๆสิ ว่าตูไม่กาพรรคนี้ จบ แหมมมม เล่นซะยาวเลย

  • นะจ๊ะ

    คุณพิชัย ให้มุมมองที่ดี แต่ไม่ทราบคุณพิเชษฐ์จะเข้าใจหรือเปล่า
    สำหรับคุณอภิสิทธิ์ หากยังอยากทำการเมืองต่อ ต้องเด็ดขาด (แต่รับฟัง)มากกว่านี้ครับ มีดีครับ แต่น่าทำได้ดีกว่านี้ครับ
    คนในประชาธิปัตย์ต้องขยับ เคยอ่านที่ Siam Intelligence วิพากษ์ไว้ก็ค่อนข้างเห็นด้วย อย่าหลงติดภาค สร้างมวลชน ขยายแนวคิด หาคนให้หลากหลาย มากกว่าที่เป็นนักกฏหมาย จะทำให้มุมมองดีขึ้น
    บางทีการมีอายุเยอะ หลงติดคิดว่าดีแล้ว ไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองบ้าง(หลักการยังอยู่)ก็อาจไม่เกิดการพัฒนา

  • คนอุดรฯ

    การแพ้ในครั้งนี้ของประชาธิปัตย์ ผมในฐานะคนอิสานบอกได้เลยว่า แพ้เพราะทีวีดาวเทียมของทักษิณ ที่ทุกวันนี้ หมู่บ้านมากมาย ไม่ใช่เฉพาะหมู่บ้านเสื้อแดงไม่ดูข่าวจากช่อง 3,5,7,9 11 หรือ ThaiPBS แล้ว พวกเขาดูแต่ Asia Update ที่พิธีกรไม่กี่คน วนเวียนกันจัดรายการ หากจัดเรทติ้งกันจริงๆ ผมว่าช่องโทรทัศน์หลักๆ อาจสู้ช่องนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ

    ผมไม่เห็นด้วยกับคุณนิธินัก หากเอาอดีตมาพูดเพียงด้านเดียว ผมยังจำภาพคุณทักษิณกุมเป้า เดินตาม พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ หลังการปฏิวัติครั้งหนึ่งได้ การวิเคราะห์ระดับศาสตราจารย์น่าจะรอบด้านกว่านี้

    คุณอภิสิทธิ์อาจมีข้อด้อยหลายเรื่อง แต่จุดแข็งอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือ ความซื่อสัตย์ และการเป็นหลักยึดได้ในหลายๆ เรื่อง ผมเห็นความพยายามในการแก้ปัญหาหลายเรื่อง ที่คุณอภิสิทธิ์ได้แสดงภาวะผู้นำ หรือวุฒิภาวะแห่งความเป็นผู้ใหญ่(กว่าผู้ใหญ่กว่าหลายๆ คน)

    ครั้งนี้คุณอภิสิทธิ์ถูกโดดเดี่ยวเกินไปจริงๆ แล้วก็เข้าไม่ถึงประชาชน นี่เป็นการบ้านข้อใหญ่ที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องแก้ไขให้ได้ ไม่ว่าใครจะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป

  • Mam Sujaree

    ถ้าพูดถึงการเมืองยุคนี้ ไม่อยากให้มีพรรคการเมืองไหนหลงเหลืออยู่เลย เพราะความคิดเดิมกับระบบเดิมๆ เอาญาติพี่น้องคนพรรคการทำงานแบบพี่ปกครองน้องภาพออกมาดีแล้วสวยงาม แต่สมัยนี้ควรจะดึงพลังมวลชน คนที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางมาบริหารประเทศ นายอภิสิทธิ์พยายามจะเปลี่ยนแปลงจัดสรรค์ระบบการทำงานไม่เอาพวกพ้องแต่ขอดึงคนที่มีความรู้ความสามารถโดยตรงเชิงลึกมาบริหารงานให้มีประสิทธิ์ภาพตัว อย่างเช่น นายอภิสิทธิ์ได้ทาบทามนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มาลงสนามผู้ว่ากทม. ไม่เห็นจะมีผู้ใหญ่ของพรรคท่านใดสนับสนุนมีแต่นายอภิสิทธิ์ที่เป็น ผอ.การเลือกตั้งแล้วก็ทีมพลัดใบ แม้แต่นายอภิรักษ์จะลงพื้นที่หาเสียง สก./สข.ในพรรคก็ไม่ค่อยมีใครสนใจ ทีมงานติดตามได้มาจากสมาชิกที่พูดคุยทางอินเตอร์เน็ต และอาสมัครด้วยใจที่มาช่วยนายอภิสิทธิ์ทั้งนั้น แหม่มต้องเดินตามนายอภิรักษ์ไปหาเสียงในสายตาของคนที่ไม่มีคนรู้จักเข้าค่ายทหารเข้าสถานที่บางที่ยังไม่มีใครต้อนรับ การหาเสียงที่ใช้เวลาเกือบปี คำว่าท้อไม่มีสำหรับ นายอภิทั้งสอง พอเสียงตอบรับกลับมาเริ่มดี ผู้ใหญ่ในพรรคเริ่มมา ส.ส./ส.ก./ส.ข./แล้วลูกหลานแต่ละคนเริ่มมา เพราะอะไร เพราะคิดว่าถ้าคุณได้คุณอย่าลืมผมนะ ผมเคยช่วยคุณ ตำแหน่งต่างๆผมจะเรียกร้องได้ แต่นายอภิสิทธิ์และนายอภิรักษ์ ทำงานเอาเนื้องานประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ความตั้งใจทำให้ได้รับชัยชนะ คนที่ทำงานด้วยความจริงใจไม่โกงกินสนับสนุนพรรคพวกเดิมๆ แต่ได้ดึงเด็กรุ่นใหม่ตั้ง ยุวประชาธิปัตย์ เพื่อจะให้เด็กไทยมีความเข้าใจถภึงปัญหาบ้านเมืองแล้วมองไปที่ปัญหาและหาทางแก้ แต่ผู้ใหญ่ในพรรคเอาแต่เรียกร้องระบบการปกครองการเมืองแบบเดิมๆเพื่ออะไร เพื่อให้ได้ซึ่งเกียรติยศศักดิ์ศรี หรือ วัฒนธรรมเดิมเช่นนั้นหรือ ความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่การงานมีไหมท่านเคยมองบ้างหรือเปล่า โลกเปลี่ยนไปให้ท่านมาบริหารกระทรวงICT ท่านทำได้ไหมคะท่านผู้ใหญ่ทั้งหลาย ลดๆลงหน่อยก็ได้ ลืมตาดูต่างประเทศสักนิด ใช้งบประมานเดินทางไปดูงานไม่รู้เท่าไหร่ แต่กลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิม วัฒนธรรมไทย ไปลามาไหว้ก็พอแล้ว อย่าให้ถึงขั้นต้องทดแทนบุญคุณไปชั่วลูกชั่วหลานเลยค่ะ ประเทศชาติไม่ใช่ของประชาธิปัตย์นะคะ คิดใหม่ทำใหม่ เริ่มปฎิรูปการเมืองให้เดินหน้าดีกว่ามานั่งทะเลาะให้เด็ดดู….เน่าในไม่พอจะเอามาบอกให้มันเน่าไปถึงข้างนอกทำไม ในใจข้าพเจ้าอยากจะให้ล้างบางไปเสียให้หมดด้วยซ้ำ วัฒนธรรมเก่าๆที่ไม่เข้าท่า กินไม่รู้จักอิ่มเลิกได้แล้วค่ะ ไม่มีอภิสิทธิ์ประเทศชาติก็อยู่ได้ ไม่มีอภิสิทธิ์ไม่มีคุณชวน ประชาธิปัตย์ไม่มีใครเอานะสิคะพี่น้อง

  • Mam Sujaree

    แหม่มเดินมาเจอ สุเทพเทือก ยังไม่อยากจะยิ้มหรือยกมือไหว้ด้วยซ้ำ เดินหนีได้ก็เดินหนี
    ใครๆก็รู้ที่มาที่ไปของกว่าจะเป็นสุเทพเทือก
    แล้วจะมาเรียกร้องเอาคุณงามความดีอะไรจากคนรุ่นใหม่
    ทุกอย่างรู้อยู่แก่ใจนะครับท่าน เสียผลประโยชน์มากไปหรือเปล่า..
    ถึงออกมาเหลาเด็กคราวลูกทางสื่อแบบนี้ครับผม

  • จีน่า

    เห็นด้วยกับทุกข้อความคะ หนูคิดว่า มาร์คใช้คนยังไม่เป็นเเละยังกระจุกตัวดังเเเค่ในหมู่คนของตัวเองอีกด้วย

    คิดว่า ถ้าใช้เป็นจะดีมากเลย คือ คิดว่า เค้าต้องเข้าถึงในปชช.มากกว่านี้ คือ เรียนรู้ที่จะรับได้กับเเวดล้อมเมืองไทยคะ

    จริงๆเราสามารถใช้เเนวทางตปท.มากับไทยได้เเต่เราก็ไม่ทำ คิดว่า ปชป.ยังมีจุดอ่อนอีกเยอะ เเถมยังขาดความสามารถเรื่องพีอาร์ เเละเล่นกับสื่อด้วยคะ