เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ สี่แยกราชประสงค์ เพื่อต้องการปราศรัยกับคนกรุงเทพที่เป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์โดยตรงพร้อมกับแจงการสลายการชุมนุมเมื่อ 10 เมษายนและ 19 พฤษภาคม 53

ในการขึ้นปราศรัยใหญ่ครั้งนี้ ผู้ที่ขึ้นเวทีปราศรัยหลักๆ ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์, นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
การปราศรัยใหญ่ในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสของพรรคเพื่อไทยที่มาแรงตั้งแต่เริ่มหาเสียง จนถึงเวลานี้ ในขณะที่กระแสของพรรคประชาธิปัตย์ที่สังเกตุได้จากโพลของสำนักต่างๆยังให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรองอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโพลของหลายสำนักชี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจจะแพ้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคประชาธิปัตย์ชนะมาในคราวก่อน
การปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาฐานเสียงในกรุงเทพด้วยการปราศรัยใหญ่โดยเจาะจงที่สี่แยกราชประสงค์พร้อมกับการชี้แจงเรื่องการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเข้าใจต่อพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลในเวลานั้นด้วยเหตุผลใดบ้าง
ในการปราศรัยเริ่มขึ้นด้วยนายสุเทพ เทิอกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นมาปราศรัยในฐานะอดีตผู้อำนวยการศอฉ. ขึ้นมากล่าวเป็นคนแรก โดยช่วงหนึ่งนายสุเทพ เทือกสุบบรณได้กล่าวเน้นย้ำในการสลายการชุมนุมเมื่อพฤษภาคม 53 ว่า
พี่น้องครับ ผมรู้ว่าพี่น้องผู้ที่ทราบความจริง ติดตามความจริงทั้งหลาย ต้องรู้สึกเหมือนผม ไม่ยุติธรรมเลยสำหรับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนกับพี่น้องประชาชน ที่มาชุมนุมกันอยู่ที่บริเวณใกล้กับสถานที่ที่เขากล่าวอ้าง คือราชประสงค์แห่งนี้ว่า
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ไม่มีคนตายเลยแม้แต่คนเดียวที่ราชประสงค์
ไม่มีการสังหารหมู่ที่สี่แยกราชประสงค์
ไม่มีการปราบปราบ …ที่สี่แยกราชประสงค์ในวันนั้น
พี่น้องที่เคารพครับ ผมยืนยัน ยืนยันกับพี่น้องทั้งหลาย และผมขออนุญาตนำพี่น้องไปพบกับหลักฐานกับความเป็นจริง ผมเรียนกับพี่น้องที่เคารพครับ ในเหตุการณ์ที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ติดต่อกันเป็นเวลา 68 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม มีคนตายจริง ๆ
คนที่ตายนั้น ตายในหลายเหตุการณ์ด้วยกัน เหตุการณ์แรกที่มีคนตาย คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 วันที่ 10 เมษายน 2553 มีคนตายวันเดียวที่ถนนราชดำเนินเป็นจำนวนทั้งสิ้น 26 คน เป็นทหาร 5 คน เป็นพลเรือนไทย 20 คน เป็นผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น 1 คน 26 ศพที่ตายนี้ ไม่ได้ตายที่ราชประสงค์ ตายที่ราชดำเนิน คนที่ทำให้เขาตายคือ “คนเสื้อดำ”
ขณะเดียวกันนายสุเทพได้นำเอาคลิปวีดีโอมาฉายประกอบการปราศรัยในการสลายการชุมนุมในตอนนั้น พร้อมทั้งยังปราศรัยต่อถึงคนชุดดำในเวลานั้นว่า
พี่น้องครับ ในวันนั้น มีพยานยืนยันว่า รถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์วี สีบรอนซ์เทา ได้ขนคนชุดดำ พร้อมด้วยอาวุธสงคราม เข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่ราชดำเนินเมื่อวันที่ 10 เมษายน ต่อมาหลังเกิดเหตุครับ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ติดตามจับกุมได้ทั้งรถยนต์ ฮอนด้า คันดังกล่าว ซึ่งมีเลขทะเบียนตรงตามที่พยานระบุ แล้วพี่น้องทราบไม๊ครับ ตามไปจับกุมผู้ต้องหาได้ที่บ้าน ได้อาวุธสงคราม มีปืนอาก้า 5 กระบอก กระสุน 247 นัด มีปืน M16 1 กระบอก กระสุน 480 นัด มีปืนคาร์บิน 1 กระบอก กระสุน 115 นัดพร้อมด้วยอาวุธอื่น จับได้ที่ซอยอ่อนนุช 17 สวนหลวง กทม. ได้ผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ทั้ง 3 คน กำลังดำเนินคดีอยู่ในศาล ในขณะนี้
ในการปราศรัยช่วงหนึ่งนายสุเทพได้ปาดน้ำตาและกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือพร้อมกับกล่าวว่า
พี่น้องครับเราก็เป็นปุถุชนคนธรรมดาเหมือนกับคนอื่น พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหลายดูทีวีวันนั้นต้องเสียใจกันทุกคน พวกผมที่เป็นผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ยิ่งเสียใจมากกว่า ผมไม่กล้ามองหน้านายกรัฐมนตรีนะครับ เข้าใจเลย ผมเรียนกับพี่น้องได้ครับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน ถ้าผมถามนายกรัฐมนตรีแม้แต่คำเดียวผมต้องได้คำตอบ ไม่กล้าถาม ผมรู้ว่าในหัวใจนายกรัฐมนตรีคิดอะไร ผมกลัวนายกรัฐมนตรีลาออก ผมกลัวนายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภา เพราะผมเห็นหน้านายกรัฐมนตรี ผมเห็นความปวดร้าวในสายตาของนายกรัฐมนตรี
พี่น้องครับถ้านายกรัฐมนตรียุบสภาวันนั้น ถ้านายกรัฐมนตรีลาออกวันนั้นบ้านเมืองไทยจะยุ่งเหยิงยับเยินขนาดไหน ผมถึงเห็นธาตุแท้ของท่านนายกรัฐมนตรี ผมถึงเห็นภาวะความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล้ำกลืน อดทน ให้คนประณามว่าเป็นนายกฯมือเปื้อนเลือด อดกลั้น อดทน ประคับประคองแก้ไขสถานการณ์ เพื่อให้บ้านเมืองอยู่รอด พี่น้องหลับตานึกดูซิครับ แม้ว่าท่านนายกรัฐมนตรียุบสภาหรือลาออก คนหัวรุนแรงอย่างนายจตุพร นายณัฐวุฒิมันจะยอมเลิกหรือไม่ แล้วบ้านเมืองไม่ยับเยินกันหรืออย่างไร
หลังจากนั้น นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ได้ขึ้นกล่าวเป็นคนที่สอง ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า
พี่น้องครับที่ผมกราบเรียนอย่างนี้เพราะวันนี้วันที่ 23 มิถุนายน 2554 พรุ่งนี้คือวันที่ 24 มิถุนายน 2554 คือครบ 79 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองครับ ถ้าพี่น้องจำไม่ได้อ่านประวัติศาสตร์ประเทศไทย และเราจะย้อนกลับไปสู่ 79 ปีที่แล้ว ระยะเวลา 79 ปีมันยาวพอที่จะมากกว่าอายุขัยถัวเฉลี่ยคนไทย แต่อายุประชาธิปไตยเราเทียบอายุคนไม่ได้พี่น้องครับ 79 ปีของการเปลี่ยนแปลงนั้นถ้าเราย้อนกลับไปพี่น้องนึกออกวันนั้นคณะราษฎร์ได้รัฐประหาร ปฎิวัติรัฐประหาร เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พี่น้องครับไม่มีเหตุรุนแรงสูญเสีย แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียนพี่น้องให้ระลึกก็คือว่าการที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานอำนาจให้มีรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยนั้น มิใช่จากความกดดัน แต่แท้จริงแล้วถ้าพี่น้องอ่านประวัติศาสตร์ พระองค์ท่านมีความปรารถนาแต่ต้นที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญ แต่ติดขั้นที่พระราชดำริของพระองค์ถูกคณะอภิรัฐมนตรีคัดค้านไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่าคนไทย การศึกษายังไม่มากพอ ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพื่อเทิดทูลพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระทัยใฝ่ประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีเหตุรุนแรงสูญเสีย เรามีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงดีขึ้นโดยไม่มีความรุรแรงสูญเสีย ถ้าพี่น้องย้อนกลับไปสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเลิกทาส เราก็ไม่มีสงครามระหว่างฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ ผ่านไปได้ด้วยความสงบแม้จะมีอุปสรรคปัญหา ผมทบทวนเรื่องนี้กับพี่น้องเพื่อให้เรามองอดีตด้วยความภาคภูมิใจ แต่แน่นอนพี่น้องครับชีวิตของประชาธิปไตยประเทศไทยนั้น ไม่ได้ราบรื่นครับ ล้มลุกคลุกคลานมีปัญหาต่อเนื่อง อุปสรรคแรกๆ เราก็รู้ว่าคืออะไร ประเดี๋ยวจะให้พี่น้องได้ฟัง แต่สิ่งที่ผมบอกว่า 79 ปีผ่านไปประเทศไทยไม่ล้าหลังหรอกครับพี่น้องครับ อย่างน้อยที่สุดในอาเซียนพี่น้องไม่ด้อยกว่าคนไหนหรอกครับ อย่าเทียบสิงคโปร์ สิงคโปร์ประเทศเล็กๆซึ่งมีความร่ำรวยกว่าเราประเทศเขาเล็กเท่ากับจังหวัดเล็กๆจังหวัดหนึ่งของเรา เพราะฉะนั้นเราเทียบสัดส่วนกันไม่ได้เลย ในประเทศที่มีประชากร 60 กว่าล้าน 80 กว่าล้าน 90 ล้านผมไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะด้อยกว่าประเทศไหน
ภายหลังจากนายชวน หลีกภัยกล่าวจบก็มีผู้คนมาทะยอยเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อที่รอฟังนายอภิสิทธิ์ซึ่งจะกล่าวปราศรัยปิดท้าย โดยมีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุเป็นคนกล่าวคั่นกลาง โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้กล่าวปราศรัยเป็นคนสุดท้าย จนเมื่อเวลา 21.05 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้ขึ้นมาบนเวทีปราศรัยในฐานะหัวหน้าพรรคและเป็นผู้ปิดท้ายการทราศรัยใหญ่ในวันนี้เพื่อมุ่งชี้แจงเหตุผลของเหตุการณ์เมษาและพฤษภา 53
พี่น้องครับ วันนี้ การพูดจากับพี่น้อง คงจะแตกต่างออกไปสักนิดหนึ่งครับ ขอบอกตั้งแต่ต้นว่า วันนี้ผมจะงดเว้นพูดถึงเรื่องของนโยบายที่ใช้หาเสียงกันอยู่ แต่อยากจะมาแสดงเจตนาของผมว่า ถ้าบ้านเมืองของเราจะเดินหน้าต่อไป ถ้าบ้านเมืองของเราจะเดินไปสู่ความปรองดองที่แท้จริงนั้น เราจะต้องทำอะไร และคนอย่างผมซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีมา 2 ปีกว่า ๆ ที่อาสาตัวมาอีกครั้งหนึ่ง ตั้งใจจะทำอะไร
ผมต้องยืนยันกับพี่น้องด้วยความสัตย์จริงครับ ว่าในช่วงที่มีความสูญเสียที่เกิดขึ้น กับชีวิตของพี่น้องประชาชนทุกคน จะเป็นเจ้าหน้าที่ จะเป็นผู้ชุมนุม หรือจะเป็นประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่ อิเหน่ แล้วโดนลูกหลงไป ความสูญเสียที่เกิดขึ้น กับธุรกิจ กับพี่น้องประชาชน ในทางด้านเศรษฐกิจ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชื่อเสียงของประเทศ นั่นคือความทุกข์มากที่สุดของผมในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ได้กล่าวถึงห้วงเวลานั้นว่าความคิดและความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับชีวิตของนายอภิสิทธิ์ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะของคนเสื้อแดงและทหารในวันที่ 10 เมษายน 53 นั้นเป็นอย่างไร พร้อมทั้งบอกว่าคืนนั้นเขาร่ำไห้กับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะไม่คาดคิดมาก่อน
พี่น้องครับ เมื่อตอนหัวค่ำคุณสุเทพ บอกว่าคืนวันนั้นและวันรุ่งขึ้นไม่กล้าที่จะถามผมว่า ผมคิดอะไร ผมบอกกับพี่น้องครับ คืนวันที่ 10 เมษา คือคืนที่ผมทุกข์ที่สุด ตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรี มาจนถึงวันนี้
พี่น้องหลายคน มักจะพูดกับผมเสมอครับว่า ผมเป็นคนไม่ค่อยแสดงความรู้สึกอะไรมากมายนัก ผมพยายามทำอย่างนั้น เพราะผมเคยพูดตั้งแต่วันแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรีว่า ผมมีหน้าที่ที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเย็นลง แต่ที่คุณสุเทพ บอกว่าไม่กล้าถามผม และดูสีหน้าผมแล้วนั้น ผมต้องสารภาพ คืนนั้นเป็นคืนที่ผมร้องไห้อยู่นานมากครับ
นายอภิสิทธิ์ได้ย้ำว่าคนที่เป็นกำลังใจใตนเองคือ ภรรยา พร้อมกับย้ำว่าชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วโดยกล่าวว่า
ในชีวิตการเมืองของผม ผมไม่เคยต้องการจะเห็นความสูญเสียกับพี่น้องประชาชนคนไทย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด แม้แต่คนเดียว แต่มาเกิดขึ้นในยุคที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี
พี่น้องครับ ผมทบทวนแล้ว ทบทวนอีก คิดอยู่ตลอดเวลาว่า จะต้องตัดสินใจอย่างไร ทั้ง ๆ ที่ในใจรู้มาตลอดว่า ทั้งผม ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ เราพูดกันและปฏิบัติอย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าเราจะทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่เกิดขึ้น
แต่ผมรู้ว่าตั้งแต่คืนนั้นแหละครับ ไม่ว่าผมจะตัดสินใจอย่างไร ชีวิตผมไม่มีทางเหมือนเดิม
ผมขออนุญาตที่จะบอกว่า ผมคิดหลายตลบ คิดไม่ตกผลึกครับ ว่าจะต้องทำอย่างไร แต่คนที่ให้สติผมคือ ภรรยาผมครับ
เขาก็รู้ ว่าชีวิตของเขาและลูก ๆ ของเราก็ไม่มีวันเหมือนเดิม ผมรู้สึกผิด เพราะผมนะอาสาตัวเข้ามาสู่การเมือง แต่เขาไม่ได้เป็นคนที่อาสา เขาไม่ได้เป็นคนที่ต้องมาอยู่การเมืองกับผม แต่ก็ผูกติดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วันนั้น เขาบอกกับผมอย่างเดียวครับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าในเมื่อเรามั่นใจว่าเราไม่ได้เป็นคนที่ต้องการให้เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดขึ้น ทางเดียวที่จะเป็นความรับผิดชอบคือต้องแบกรับปัญหาและแก้ปัญหานั้นให้สำเร็จลุล่วงต่อไป
ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ใช้เวลาในการปราศรัยกว่า 1 ชม. โดยปิดปราศรัยเมื่อเวลา 22.30 น. และเดินทางกลับทันที ส่วนแกนนำพรรคคนอื่นๆ ยังอยู่บริเวณเวทีเพื่อให้แฟนคลับประชาธิปัตย์เข้าพูดคุยถ่ายรูปพร้อมมอบดอกไม้ให้กำลังใจ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรง.
ที่มา : พรรคประชาธิปัตย์ , ไทยรัฐ, Post Today
