Practical Report จับตา “โรงเรียนการเมือง” ประชาธิปัตย์ ความฝัน “สุเทพ” ยกระดับความรู้ ส.ส.

เมื่อครั้งที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เขาบอกว่าต้องการจะทำ “โรงเรียนการเมือง” เพื่อสร้างฐานมวลชนของพรรค ในลักษณะเดียวกับกลุ่มคนเสื้อแดงสร้าง “โรงเรียนการเมือง” ของตัวเองในระหว่างการชุมนุมช่วง 2-3 ปีหลัง (อ่านบทความเปิดกลยุทธ์ฝ่ายค้านมืออาชีพของประชาธิปัตย์ได้ที่ ที่นี่)

ในบทความ ถอดรหัสโรงเรียนการเมือง ยุทธการกำจัดจุดอ่อน ปชป.? ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ผุสดี ตามไท ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ เลขานุการประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ข้อมูลของ “โรงเรียนการเมือง” ไว้ดังนี้

กรณี สุเทพ เทือกสุบรรณ บอกจะตั้งโรงเรียนการเมือง ให้กับส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนตัวยังไม่ได้ตกผลึกในเรื่องนี้กับ ท่านสุเทพ แต่แนวคิดการจัดตั้งโรงเรียนการเมืองได้มีการพูดคุยกับบรรดา ส.ส.มาแล้วหลายครั้งนานมาแล้ว ท่านสุเทพอาจจะคิดในส่วนของท่าน ซึ่งอาจจะเหมือน หรือแตกต่างกันกับแนวทางที่ได้มีการหารือกันกับส.ส.มาก่อนหน้านี้ก็ได้

แล้วหลักคิดเรื่องโรงเรียนการเมืองที่พูดคุยกันในหมู่ของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้ เป็นอย่างไร

เรื่องนี้ยังไม่ผ่านคณะกรรมการบริหารของพรรค ฉะนั้น ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า จากการพูดคุยกับ ส.ส.เห็นว่าประชาชนควรมีความเข้มแข็ง และรู้เท่าทัน ซึ่งพรรคการเมืองควรมีความผิดชอบในการสร้างสังคม ไม่ได้แตกต่างจากองค์กรอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีกลุ่มเยาวชนที่ให้ความสนใจ รวมทั้งเรามี “ยุวประชาธิปัตย์” อยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าไปหามวลชนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ยกเว้นในกรณีของส.ส.ระบบเขต ที่เขาทำกันในพื้นที่เอง เป็นกลุ่มเล็กๆ 10 คน เช่น จ.นครศรีธรรมราช ในพื้นที่ของ อภิชาติ ศักดิเศรษฐ์ ที่อบรมกันอยู่ในพื้นที่

ทั้งนี้ด้วยความที่เรามีนักการเมืองเข้าทำงานการเมือง คนที่มาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ควรเป็นนักการเมืองที่ดี มีอุดมการณ์ เข้าใจและรู้วิธีที่จะสื่อสารกับประชาชน ประชาธิปัตย์จะเป็นพรรคการเมืองอยู่ได้ ประชาชนต้องรู้เท่าทัน

เป็นเพราะความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์ ส่วนหนึ่งคือการปลูกฝังแนวคิด อุดมการณ์ เพื่อต่อสู้กับเสื้อแดง

ไม่ใช่เรื่องแพ้ชนะ ความจริงตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว ท่านสุเทพ บอกให้พวกเราที่เป็น ส.ส.ให้พูดคุยกัน และอบรมให้กับคนที่เป็นแกนนำในพื้นที่ให้มีความเข้าใจการเมือง เข้าใจสถานการณ์บ้านเมือง เพราะคนอยู่ใกลไม่เข้าใจว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรและพรรคประชาธิปัตย์กำลังทำอะไร ก็ต้องเชื่อมโยงตรงนั้น เพราะในพื้นที่ที่เราไม่มีส.ส.ก็เลยไม่มีใครไปทำความเข้าใจกับประชาชน ส่วนที่มี ส.ส.ก็ไม่มีปัญหา อย่างเช่น เราเคยลงพื้นที่ไปช่วยอย่าง อภิชาติ เขาก็อบรมเป็นกลุ่มย่อยๆ แต่การตั้งโรงเรียนการเมืองครั้งนี้ที่ท่านสุเทพพูดถึง คงจะต้องมีความหมายที่เข้มข้นกว่าเดิม ต้องมีเป้าหมายเฉพาะ

หลังจาก สุเทพผุดไอเดียขึ้นมาใหม่ คงจะมีการพูดคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว และมีความชัดเจนมากขึ้น

แน่นอน ตอนนี้ส.สงยังกระเจิดกระเจิงกันอยู่คนละทิศ คนละทาง บางคนก็ยังไม่ได้รับการรับรอง บางคนก็ไปรายงานตัว เจอกันเป็นจริงเป็นจัง อย่าวน้อยที่สุด วันที่ 6 ส.ค. ในการประชุมใหญ่วิสามัญเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ น่าจะมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น

ได้มีการพูดคุยกันถึงรูปแบบของโรงเรียนนปช.หรือไม่

ความจริงเราคุยกันมาตั้งหลายปีแล้ว เพียงแต่ว่าแนวทางของเราไม่ได้ใช้วิธีปลุกระดม เพราะฉะนั้นเราอยากให้ประชาชนมีความแข็งแกร่ง รู้เท่ารู้ทัน รู้ข้อมูลข่าวสาร ไม่ได้มุ่งไปในทิศทางที่ปลุกระดมทางการเมืองเหมือนโรงเรียนนปช. เรายังคงไว้ซึ่งความเป็นเสรีชน ประชาชนยังคงมีความเป็นตัวของตัวเองไม่ต้องมาเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ แต่ให้เท่าทันสถานการณ์ บ้านเมือง เพราะตอนนี้สื่อมีเยอะ สื่อเลือกข้างก็มี หลายครั้งประชาชนสับสน เราต้องการให้เขารักประชาธิปไตยที่แท้จริงมากกว่า

หลังจากพัฒนาแนวคิดและเตรียมงานกว่าหนึ่งเดือน และแล้วในวันที่ 30 สิงหาคม 2554 โรงเรียนการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ก็เปิดทำการเป็นวันแรก เพียงแต่อยู่ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากแนวคิดตั้งต้นบ้าง นั่นคือ “โรงเรียนการเมือง” สำหรับ ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมฐานความรู้ให้กับ ส.ส. ของพรรคให้ก้าวทันโลก

บรรยากาศ "โรงเรียนการเมือง" ของพรรคประชาธิปัตย์

บรรยากาศ "โรงเรียนการเมือง" ของพรรคประชาธิปัตย์ (ภาพจาก Twitter พรรคประชาธิปัตย์)

โรงเรียนการเมือง จัดขึ้นที่ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี ส.ส. และผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคเข้าเรียนจำนวน 73 คน คอร์สอบรมจะแบ่งเป็นหลายหัวข้อ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย เศรษฐกิจ นโยบายแขนงต่างๆ และหน้าที่ของ ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิในพรรคและนอกพรรคเข้ามาเป็นวิทยากร เช่น นายอมร จันทรสมบูรณ์ นายบรรเจิด สิงคะเนติ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์

สำหรับตารางการเรียน จะเรียนสัปดาห์ละ 2 วัน คือวันอังคาร เวลา 17.00-22.00 น. และวันพฤหัสบดี เวลา 19.00-22.00 น. รวมสัปดาห์ละ 7 ชั่วโมง  โดยหลักสูตรจะเรียนทั้งสิ้น 2 สมัยประชุม รวม 200 กว่าชั่วโมง  ในรุ่นแรกจะยังรับเฉพาะ ส.ส. ของพรรค แต่รุ่นที่สองจะเปิดรับบุคคลทั่วไป รวมถึง ส.ส. ของพรรคอื่นด้วย และในอนาคตยังจะขยายลงพื้นที่ต่อไป

ชวน หลีกภัย เปิดโรงเรียนการเมือง

ชวน หลีกภัย กล่าวเปิดโรงเรียนการเมือง (ภาพจาก Twitter พรรคประชาธิปัตย์)

ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เข้าเรียน ได้แก่ นายกษิต ภิรมย์ นายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ น.ส. จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี นายวิทเยนทร์ มุตตามระ เป็นต้น รวมถึงตัวนายสุเทพเองที่มานั่งเรียนด้วย ส่วนการเปิดหลักสูตรวันแรก ได้นายชวน หลีกภัย มาเป็นผู้เปิด และ ศ.ดร.ลิขิต ธีระเวคิน จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาสอนวิชา “การพัฒนาเศรษฐกิจไทย”

วิชาแรก "การพัฒนาเศรษฐกิจไทย" โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีระเวคิน

วิชาแรก "การพัฒนาเศรษฐกิจไทย" โดย ศ.ดร.ลิขิต ธีระเวคิน

การเปิด “โรงเรียนการเมือง” ของพรรคประชาธิปัตย์ถือว่าน่าสนใจ เพราะเป็นความพยายามอย่างหนึ่งในการปฏิรูปพรรคให้ทันสมัย และแข่งกับพรรคเพื่อไทยได้อย่างสูสีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขั้นแรกของ “โรงเรียนการเมือง” ยังเป็นแค่การยกระดับความรู้ของ ส.ส. โดยใช้เวลาว่างในช่วงที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลให้เกิดประโยชน์ แต่สุดท้ายแล้วจะไปถึงขั้น “สร้างฐานมวลชนของพรรค” ดังที่นายสุเทพเคยฝันถึงหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปในระยะยาว

ข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ, มติชน

บรรยากาศการเรียนการสอนใน “โรงเรียนการเมือง” วิดีโอจาก Voice TV

  • Morakot

    ความคิด จะช้าไปหน่อยเนอะ อย่างว่านั้นแหละ พูดเก่งอย่างเดียวนี่ เลยต้องมาเรียนวิธีทำ
    หลักสูตร ป ๔ ก่อนนะ อย่า กระโดดชั้นหละ

  • Gosin

    ดีแต่ลอกเลียนแบบ ก๊อบปี้คนอื่น  คิดเองก็ไม่เป็น  เต่าล้านปี  คงอีกนานกับคำว่าชนะเลือกตั้ง  เเสงสว่างแห่งชัยชนะที่ปลายใต้อุโมงค์แห่งท้องมหาสมุทรยังคงอีกยาวไกล   ถึงยังไงก็ไม่มีคนเอา     ไม่เชื่ออย่าลบลู่            อิอิ  แต่กูจะทั้งลบทั้งลู่  ช่วยทั้งกระทืบซ้ำอีกแรง    ถุยยยยยยยยยย

  • Oneday1382

    ผมลุ้นผมเชียตลอดจนผมท้อเพราะเห็นข้อบกพร่องแล้วด่าเพื่นพอตัวเองเป็นรัฐบาลตัวเองก็ทำไม่ได้  ผมคิดว่าต่อนเพือนเป็นเราตอ้งเปรียมตัวลบล้างสิ่งที่เราว่าไม่ถูก  ชอบพรรค  ชอบคน แต่ที่ไม่ชอบ คือพูดมากกว่าทำเลยไม่เห็นผลงานที่จะแจ้ง