Practical Report “ตะโกนก้อง” ให้โลกรับรู้ “ความหวานฉ่ำ” ของผลไม้ไทย

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

เกษตรกรที่น่าสงสาร กำลังประสบเคราะห์กรรมอย่างใหญ่หลวง
ราคาผลไม้เหี่ยวเฉามาหลายเพลาแล้ว

รัฐบาลยังงมโข่ง เชื่อว่า เกษตรกรไม่รู้จักลดต้นทุน ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี


แต่ทางที่ฉลาดกว่า คือ การเพิ่มมูลค่าให้ผลไม้ ไม่ใช่แค่ Value added แต่ต้องเป็น Value Creation

ผลไม้แปรรูป เช่น กล้วยอบ “กรุบกรอบ” ย่อมช่วยลดปริมาณกล้วยในตลาด ทำให้ราคาดีขึ้น ที่สำคัญ ยังขายได้มากกว่าเดิม

แต่เกษตรกรไทยต้องไปไกลกว่านั้น เช่น อาจจัดแต่งสวนให้มี “สุนทรียะ” ทำให้มีค่าคู่ควรต่อการพักผ่อน

โมเดลต้นแบบ คือ ฟาร์มโชคชัย ที่ทำเงินจากธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจร้านอาหาร ได้มากกว่าธุรกิจเกษตรแท้ๆเสียอีก

เกษตรกรสามารถโยง “เกษตรกรรม” เข้ากับ การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ศิลปะ เพื่อสร้าง Value Creation

แต่เกษตรกรซึ่งเป็นชนชั้นที่เสียเปรียบในสังคม จะทำเองไม่ได้ รัฐบาลต้องเข้าไปช่วย

“เงิน” ที่ใส่เข้าไปไม่ต้องมาก แ่ต่ “ความรู้และความคิดสร้างสรรค์” รัฐบาลต้องช่วยเติมให้อย่างล้นเหลือ

เราพูดถึงการ Design เฟอร์นิเจอร์ Design ร้านอาหาร Design เสื้อผ้า และแม้แต่ Design โทรศัพท์มือถือ

แต่ไม่เคยมีใครคิดจะใส่ Design ให้กับสินค้าเกษตร

การแกะสลักผลไม้ คือ ตัวอย่างอันดีเลิศของการ Design ให้ผลไม้ธรรมดา มีค่าคู่ควรกับ “ชาวรั้วชาววัง”

ดังนั้น เราอาจประยุกต์แนวคิดนี้มาใช้ Design ผลไม้ ที่เหมาะสมกับคนยุคใหม่
เหมาะสมกับ ชาวต่างชาติ ที่ชื่นชอบวัฒนธรรมไทย

สร้างลวดลายให้ “ผลไม้ไทย” มีรูปลักษณ์ที่ดูดี ทันสมัย เตะตาเตะใจผู้บริโภค
ถือเป็น “โจทย์ชิ้นใหญ่” ของนักออกแบบไทย

การใส่ Value Creation ให้กับเกษตรกรไทย มีผลสะเทือนหลายทอด ทั้งการแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาสังคม ปัญหาการว่างงาน ปัญหาการเมือง และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ที่กำลังสาละวันเตี้ยลง

มาเติมความ “หวานซ่า” ให้ผลไม้ไทยกันเถิดครับ

  • JiM

    ปัญหาสินค้าเกษตร จริงๆแก้ได้ง่ายมากด้วยตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าคนที่เข้าใจหลักการของตลาดนี้มีน้อยกว่าน้อย ประโยชน์อันมหาศาลของตลาดล่วงหน้ากลับกลายเป็นแค่ที่ที่คนกลุ่มเล็กๆเอาไว้เป็นที่เก็งกำไรราคาล่วงหน้ายางมั่ง ข้าวมั่ง เฮ้ออ…

  • Anonymous

    ผมคิดว่า เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ
    ตลาดเกษตรล่วงหน้า อาจเหมาะสมสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว
    เพราะ “เกษตรกร” เป็นคนส่วนน้อยของประเทศ
    การปรับ Supply ทำได้ง่าย
    ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตผลทางการเกษตร

    แต่เมืองไทย เท่าที่มีก็กล้วยอบ กล้วยฉาย หรือใส่ Package
    ซึ่งสุดท้ายแล้ว Supply ที่ล้นเกิน ก็อาจทำให้ราคาตก ไม่ว่าจะมีตลาดล่วงหน้าหรือไม่

    ที่สำคัญ ถ้าตลาดล่วงหน้าบอกว่าสินค้าชนิดนี้ไม่ควรปลูก แต่เกษตรกรก็อาจไม่เชื่อ หรือยากที่จะปรับตัว

    สิ่งสำคัญคือ การแปรรูปผลผลิต เพื่อลด Supply หรือทำ Supply ให้หลากหลาย

  • JiM

    แสดงว่าคุณ Anonymous ยังไม่เข้าใจหลักการของตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าครับ

    อันที่จริงแล้วการแปรรูปผลผลิตนี้แหละคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าถ้าสินค้าล้นเกิน ก็แปรรูปไปทำอย่างอื่นก็จบ .. มันไม่อย่างนั้นน่ะสิครับ เพราะเมื่อสามารถแปรรูปไปเป็นสินค้าอื่นได้ supply มันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมาอีก

    ขอยกโมเดลที่คนชอบเข้าใจผิดคล้ายกันก็คือเรื่อง *รถติด* คนทั่วไปมองเผินๆก็จะคิดว่า เมื่อสร้างรถไฟฟ้าแล้วรถสุขุมวิทจะโล่งขึ้น เพราะคนหันไปใช้รถไฟฟ้าแทน ในที่นี้ ถนนสุขุมวิทก็คือสินค้าเกษตร รถไฟฟ้าเปรียบได้กับสินค้าแปรรูป แต่เมื่อรถไฟฟ้าสร้างเสร็จจริงกลับปรากฎว่าอัตราการเคลื่อนที่ของรถบนสุขุมวิทช่วงหลังจากนั้นระยะเวลาหนึ่ง ก็ยังเท่าๆเดิม เพราะเมื่อรถไฟฟ้าสร้างเสร็จ สุขุมวิทโล่งขึ้น เมื่อสุขุมวิทโล่งขึ้น คนก็หันมาอยู่อาศัย/ทำงานบนสุขุมวิทมากขึ้น ในที่สุดรถก็กลับไปติดที่อัตราเดิม (ที่จุดตัดระหว่าง กราฟความอดทนต่อการรถติด กับ กราฟการเคลื่อนที่ของรถยนต์บนถนน)

  • JiM

    จริงๆแล้วเรื่องที่เล่ามาข้างบนมันก็คือ demand – supply ธรรมดาๆนี้เอง แต่น่าแปลกใจว่าคนเรียนเศรษฐศาสตร์มาบางคนจบปริญญาเอกมหาลัย top-ten กลับคิดกันไม่ออก ก็ยังตะบี้ตะบันจะแปรรูปสินค้าเกษตรอยู่ให้ได้ ทั้งที่ Adam Smith สอนไว้ตั้ง 300 ปีก่อนแล้วว่ามันไม่ช่วยอะไรเลย (in the long run)

    กลับมาที่ว่าตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าสามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างไร

    ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าปัญหาเริ่มต้นจาก supply ล้นตลาด การเพิ่ม demand นั้นสามารถช่วยได้แค่ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว supply ก็จะ shift อยู่ดี ดังนั้นการหา demand เพิ่ม (เช่นแปรรูปสินค้า) ก็ไม่ช่วยอะไรใน long run การแก้ปัญหาคือต้องจัดการที่ supply นักการเมืองหัวใส (แต่คิดตื้น) บางคนเลยยุยงว่าให้เกษตรกรลดการปลูกข้าวบ้าง ลดการปลูกยางบ้าง จะได้ลด supply จนบางทีกลายเป็นก่อให้เกิดปัญหาสินค้าเกษตรขาดแคลน

  • JiM

    ทางแก้ก็คือ ต้องทำให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรได้ในระดับที่พอเหมาะ (ฟังดูง่าย) แต่ปัญหาก็คือ เกษตรกรไม่รู้น่ะสิว่าต้องผลิตเท่าไหร่จึงจะเกิดสมดุลตามกลไกราคา ตลาดสินค้าเกษตรเป็นตลาดที่ไม่สมบูรณ์อย่างแรง เพราะข้อมูลข่าวสารกระจายไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพเลย เกษตรกรผลิตสินค้ากันอย่างเดาสุ่ม ฟังข่าวลือว่าสินค้าใดมาแรง แล้วก็แห่กันปลูก แต่เรื่องนี้ก็โทษเกษตรกรไม่ได้ เพราะต่อให้ส่ง PhD จาก Economics school ที่ดีที่สุดในโลกไปอยู่ตามท้องไร่ท้องนา ก็เดาไม่ถูกเหมือนกันว่าปลูกอะไรแล้วจะรุ่ง หน้าที่กระจายข้อมูลข่าวสารจึงตกเป็นของภาครัฐที่มีเครื่องมือที่เหนือกว่า แต่ภาครัฐก็ไม่รู้อยู่ดีว่าปีหน้าราคาผลผลิตจะเป็นอย่างไร เพราะก็ต้องเช็คข้อมูลกลับไปที่เกษตรกรว่าใครจะปลูกอะไรเท่าไหร่ เกิดเป็นปัญหากงกำกงเกวียน ..

    ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าจึงเป็นทางแก้ที่ดีที่สุดในขณะนี้ (ขอย่อว่า AFM) ด้วย AFM เกษตรกรสามารถเช็คราคาล่วงหน้าได้ว่า ในอีก 1 ปีหรือ 2 ปีข้างหน้า ผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดจะขายได้ที่ราคาเท่าไหร่ เกษตรกรสามารถ take position ไว้เลย แล้วหักลบกับต้นทุนการผลิตเช่นปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ค่าแรง ดอกเบี้ย ฯลฯ และเมื่อเกษตรกร take position สินค้าเกษตรตัวใดเยอะเกิน ราคาล่วงหน้าก็จะลดลง แรงจูงใจในการผลิตสินค้านั้นลดลง และเกษตรกรที่เหลือก็จะเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน ความเสี่ยงจากราคาสินค้าเกษตรผันผวนก็จะถูกถ่ายโอนจากเกษตรกร (ที่แต่เดิมเสมือนหลับตาปลูกพืชอย่างเดาสุ่ม ไม่รู้ราคาล่วงหน้าว่าจะเป็นอย่างไร) ไปสู่นักลงทุนและนักเก็งกำไรในตลาดสินค้าล่วงหน้า (สถาบันการเงินและนักลงทุนทั่วไป) หลักการง่ายๆเช่นนี้สามารถทำให้การตัดสินใจเลือกปลูกสินค้าเกษตรแต่ละชนิดกระจายทั่วไปอย่างมีประสิทธิภาพ

    แต่การจะทำเช่นนั้นได้ ขั้นแรกก็คือต้องสามารถดึงเกษตรกรให้เข้ามา take position ในตลาดสินค้าล่วงหน้าได้อย่างง่ายๆ ที่ผมมองก็คืออาจจะต้องใช้ ธกส. เป็น channel ในการดึงเกษตรกรเข้ามามาใช่ AFM ในการลดความเสี่ยงราคาพืชผล และใช้เป็นปัจจัยในการเลือกปลูกสินค้าเกษตรอันใดอันหนึ่ง อันที่จริง ไม่จำเป็นว่าเกษตรกรทุกคนต้อง take position ใน AFM เพราะถ้ามีแค่เศษเสี้ยวหนึ่งที่ Significant พอ เกษตรกรก็สามารถใช้ราคาที่ trade อยู่ในการตัดสินใจได้เช่นกัน (ดีกว่าเดาสุ่มตามคำบอกเล่ามากมาย)

    ถามสั้นๆง่ายๆว่ามีใครในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าไทยเข้าใจทฤษฎีของ AFM บ้าง? นอกจากที่คอยชักชวนให้นักลงทุนใส่สูทเทรดกันในห้องแอร์หันมาลงทุน AFM เป็นทางเลือกใหม่ ซึ่งเป็นแค่เป้าหมายรองของ AFM ในขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังเช็คราคาล่วงหน้าไม่เป็นด้วยซ้ำ

  • JiM

    รัฐบาลก็ดีแต่ subsidise ให้เกษตรกร (แล้ววันดีคืนดีก็บอกว่า subsidise ให้ชาวนาเยอะแล้ว ให้เช็ค 2,000 กับคนประกันสังคมบ้างแล้วกัน) แทนที่จะเอาเหล่านั้นไปพัฒนาช่องทางให้เกษตรกรเข้าถึงราคาล่วงหน้าให้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็เอนหลังนอนปล่อยให้เกษตรกรเลือกผลิตพืชผลตาม “กลไกราคา” รัฐไม่ต้องไปส่งเสริมให้ปลูกอะไรๆ เช่นเดี๋ยวก็ให้ปลูกปาล์ม เดี๋ยวก็ปลูกอ้อยทำแอลกอฮอร์ เสร็จแล้วก็ต้องมารับผิดชอบตามรับซื้อคืนภายหลัง เพราะเกษตรกรมีผู้รับซื้อล่วงหน้าไปเรียบร้อยแล้วด้วยราคาที่พอใจ

  • สุรศักดิ์ SIU

    ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์อาชีพ ที่คุณจิม เขียนมาด้านบนผมเห็นด้วยอย่างยิ่งทุกประการและขอเสริมด้วยว่านโยบายการแทรกแซงราคาด้วยการประกันราคาสินค้าเกษตรขั้นต่ำนี่แหละ ตัวร้ายกาจที่สุด เพราะทำร้ายทุกคนตั้งแต่ ผู้เสียภาษี เกษตรกร ตลาดสินค้าล่วงหน้า และตลาดทั่วๆไป

  • big

    เห็นด้วยนะครับ ผมว่าปัญหามันซับซ้อน และตลาดสินค้าเกษตร ก็น่าจะช่วยให้รู้ Demand Supply

    แต่กระนั้น ผมคิดว่า “การแปรรูปสินค้าเกษตร” ยังเป็นทางแก้สำคัญ

    เพียงแต่ว่า ที่ผ่านมา ยังทำกันแบบไม่จริงจัง

    ผมคิดว่า คนที่มารณรงค์เรื่องแปรรูปสินค้าเกษตรนั้น ส่วนใหญ่ทำแบบฉาบฉวย ทำเพื่อเอาหน้า
    หรือ อีกประเภทหนึ่ง คือ ตั้งใจดี แต่ขาดความรู้

    การแปรรูปสินค้าเกษตร ไม่ใช่แค่กล้วยตาก กล้วยเชื่อม ซึ่งยังไม่ innovation

    ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจน คือ การแปลงสินค้าเกษตรเป็นพลังงาน
    อันนี้ คือ การแปรรูปที่ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ไปเลย

    ทำได้หรือไม่ได้ ก็ว่ากันอีกที แต่สิ่งสำคัญ คือ ถ้ามีไอเดียดีๆแบบนี้สัก 100 อัน น่าจะมีที่ทำได้จริงสัก 10 อัน

  • สุวรรณี

    รากเหง้า ของเกษตร ไทย ไม่ใช่การค้า ทำกันเพื่อเลี้ยงชีพ เป็นครัวเรือน ชาวบ้านจะรู้ว่า ควรจะกิน ซื้อ หรือปลูก ฤดูไหน มากเท่าไหร่ และเลื้อกรับประทานตามฤดูกาล อย่างเหมาะสม มานานแล้ว แต่ระบบนายทุน เข้ามาเปลี่ยน ตรงนี้หมด ส่วนเกษตรกรรายใหญ่ ที่มีศักยภาพสูงนี้น จะมีการวางแผนการผลิตและตลาด เป็นอย่างดี มีเทคโนโลยีชั้นสูง เข้ามาควบคุมการผลิตไม่กี่ราย ถ้าคิดในทางกลับกัน อาจเป็นการสร้างสถานการณ์ เพื่อการโกงกิน หาผลประโยชน์
    ทำให้มันมีปัญหา ทำให้มันดูแย่ แล้ว ก้สร้างโครงการหางบประมาณ เข้ามาช่วย เพื่อแบ่งกันเสียมากกว่า

  • เจริญชัย

    เป็นไปได้ครับ
    แต่เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน
    ในมุมหนึ่ง ทุนนิยม ก็ทำให้การผลิตสินค้าเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    แต่ที่เกษตรกรยากจนลง ก็อาจมาจากหลายทาง
    1. โดนนายทุนหลอกให้ผลิตเพื่อขาย ลงทุนซื้อเครื่องจักร แต่สุดท้ายเมื่อราคาตลาดผันผวน ก็ขาดทุน เป็นหนี้เป็นสิน
    2. เกษตรกรอาจร่ำรวยขึ้นกว่าเดิม แต่เนื่่องจากสินค้าทุนนิยมช่างล่อใจ ทั้งมือถือ โทรทัศน์ สุดท้ายกลับจนลงกว่าเิดิม

    เมื่อวานผมดูรายการ Wake Up TV ของช่อง 11 สัมภาษณ์ “โจน จันได”
    เขาพูดคล้ายๆคุณสุวรรณี โดยมองว่าสังคมเมืองเน้นที่ “กำไร” และ “อำนาจ” แต่ไม่เคยถามถึง “ความสุข”

    ผมดูแล้วเกิดความซาบซึ้งมากๆ แม้หลายเรื่องจะไม่เห็นด้วยกับเขา แต่ก็รู้สึกว่า เมืองไทยควรจะมีคนอย่าง “โจน จันได” เพื่อสร้างสมดุลให้ทุนนิยมกล่มกล่อมยิ่งขึ้น (Delicious Capitalism)

    หลังๆ ผมรู้สึกอคติกับพวกที่ชอบอ้าง “พอเพียง” แบบผิดๆ โดยไม่รู้จริง หรือเอะอะก็ “คุณธรรม” ทั้งที่ตัวเองไม่เข้าใจคำนี้อย่างถ่องแท้

    ตอนแรก ก็ยังแปลกใจที่ตนเอง กลับรู้สึกซาบซึ้งกับ “โจน จันได” แม้ว่าเขาจะมีความเข้าใจทุนนิยมคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่เมื่อฟังไปถึงตอนหนึ่ง “โจน จันได” บอกว่า เขาไม่ต้องการต่อต้านระบบทุนนิยม นายทุนจะทำเกษตรแบบนายทุนก็ทำไป แต่เขาขอทำแบบนี้ ขอมีวิถีแบบนี้

    ผมจึงกระจ่างแจ้งว่า แนวคิดที่ต่อสู้กับทุนนิยมมีหลายแบบ ดูเผินๆ อาจคล้ายกัน แต่ปรัชญาในใจ จะสะท้อนผ่านทางคำพูด ผมจึงเข้าใจทันทีว่า แนวทางแบบ “โจน จันได” นั้นเป็นอย่างไร

    “ไม่ด่วนตัดสินว่า แนวทางของตนดีกว่าคนอื่น แต่เสนอทางเลือกอย่างอดทนและใจเย็น เพื่อรอให้กาลเวลา หรือการคัดเลือกทางธรรมชาติ เป็นตัวตัดสิน”

    บางที “ทุนนิยม” ก็อาจอยู่ร่วมกับ “ความสุขนิยม” โดยที่ต่างก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อทำให้โลกนี้สดสวยขึ้น