Practical Report สงครามครั้งสุดท้าย

ม็อบต้านรัฐบาลทุ่มหมดหน้าตักเพื่อสร้างความไร้เสถียรภาพ

สงครามครั้งสุดท้ายของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นิยมกษัตริย์ เพื่อสร้างความไร้เสถียรภาพและกดดันให้กองทัพเข้ายึดอำนาจ ดูเป็นอันตรายและใกล้เคียงความเป็นจริงขึ้นทุกที ในขณะที่บทความนี้กำลังจะตีพิมพ์ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2551 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์, นายกรัฐมนตรี ได้วิงวอนขอให้ทหารอยู่ในที่ตั้ง และโฆษกรัฐบาลก็ได้แถลงว่าถ้าทหารจะออกมา กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลจะใช้รถยนต์ขวางทางรถถังเอาไว้ ก่อนหน้านี้สองวันกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่สนับสนุนพันธมิตรฯ ได้เข้ายึดสนามบินท่าอากาศยานนานาชาติ ทำให้เที่ยวบินทุกเที่ยวต้องถูกระงับ ในวันถัดมา พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกออกมาเตือนให้รัฐบาลยุบสภา และให้พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม แต่การที่ทั้งสองฝ่ายปฏิเสธคำขอของเขายิ่งเพิ่มโอกาสการเข้ามาแทรกแซงของกองทัพมากขึ้น

อนุพงษ์ถูกกดดันให้แถลงความเห็นเมื่อความรุนแรงในกรุงเทพฯ เพิ่มสูงขึ้น เริ่มจากในวันที่ 25 พฤศจิกายนการ์ดพันธมิตรฯได้ยิงผู้สนับสนุนรัฐบาลบนทางด่วน ในตอนเช้าของวันถัดมามีเสียงระเบิดได้ยินไปทั่วในบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง (ซึ่งรัฐบาลเคยใช้เป็นที่ทำการชั่วคราว นับตั้งแต่พันธมิตรฯ ได้เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเอาไว้ในเดือนสิงหาคม) ต่อมา, ตำรวจก็ได้แถลงว่ากลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลได้ยิงนักเคลื่อนไหวฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในเชียงใหม่



พันธมิตรฯประกาศว่าจะชุมนุมมวลชนจำนวน “นับแสน” ในสัปดาห์นี้เพื่อเข้าต่อสู้ใน “สงครามครั้งสุดท้ายของสุดท้าย” เพื่อโค่นรัฐบาล ซึ่งใกล้ชิดกับพี่เขยของนายสมชาย หรือก็คือ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งถูกขับในการรัฐประหาร 2549 แต่จำนวนผู้เข้าร่วมประท้วงมีไม่ถึง “นับแสน” อย่างที่ประกาศไว้ พฤติกรรมที่มีลักษณะอันธพาลของพันธมิตรฯ ที่เพิ่มขึ้นทุกทีทำให้สูญเสียเสียงสนับสนุนจากชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ

แม้ว่าเสียงสนับสนุนจะลดน้อยลง แต่พันธมิตรฯก็ยังสามารถชุมนุมมวลชนได้ในระดับ “หมื่นต้นๆ” ซึ่งไม่ได้ถูกตรวจสอบจำนวนแน่นอนและยังสร้างความเสียหายได้ รัฐบาลและตำรวจต้องประสบกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากหนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนพันธมิตรฯ หลังการปะทะจนทำให้เกิดผู้เสียชีวิตในเดือนตุลาคม ทำให้ต้องยอมหลีกเลี่ยงการปะทะ โดยหวังว่าผู้เข้าร่วมคนอื่นๆจะยุติการให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ กองทัพปฏิเสธที่จะทำรัฐประหารอย่างที่พันธมิตรฯต้องการ แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธที่จะช่วยตำรวจเข้าปราบปรามการชุมนุม ซึ่งพวกเขาอ้างว่าได้รับการสนับสนุนจาก ███

เป็นเวลาสามปีแล้ว นับจากที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งพันธมิตรฯ เริ่มชุมนุมมวลชนเพื่อประท้วงการคอร์รัปชั่นและการบิดเบือนการใช้อำนาจของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และรัฐประหาร 2549 ดูจะตอบสนองต่อสิ่งที่พันธมิตรฯต้องการ พรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท. ทักษิณ ซึ่งใช้นโยบายการรักษาสุขภาพราคาถูกและสินเชื่อรายย่อยได้รับการสนับสนุจากผู้ลงคะแนนเสียงในชนบทอย่างล้นหลาม กลับถูกพิพากษาให้ถูกยุบพรรคในเวลาต่อมา แต่เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งนับเป็นเวลา 15 เดือนภายใต้การปกครองอันน่าผิดหวังของรัฐบาลที่กองทัพหนุนหลังอยู่ ผู้ลงคะแนนเสียงลงคะแนนให้พรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชาชนซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นใหม่ของ พ.ต.ท. ทักษิณ หวนคืนสู่อำนาจ และนั่นก็ทำให้พันธมิตรฯ หวนกลับมาชุมนุมด้วย

วิกฤติการเมืองไทยนั้นซับซ้อนและเป้าประสงค์ของตัวละครสำคัญไม่ได้เป็นไปอย่างชัดเจน แต่ดูเหมือนว่านี่จะเป็นการต่อสู้กันถึงตายของกลุ่มอนุรักษ์นิยมซึ่งประกอบไปด้วยชนชั้นนำนิยมกษัตริย์ เพื่อต่อต้านการคุกคามของผู้นำที่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จแต่ได้รับความนิยมจากประชาชน นอกฐานอำนาจในกรุงเทพฯ, พันธมิตรฯ ได้อ้างว่า พ.ต.ท. ทักษิณ วางแผนจะล้มราชบัลลังก์และเปลี่ยนประเทศให้เป็นระบอบสาธารณรัฐ นี่อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่นักธุรกิจ-ผู้กลายเป็น-นักการเมือง ผู้นี้ได้รับความนิยมอย่างมากจากสาธารณะชนจนเป็นคู่แข่งกับ ███ กลุ่มพันธมิตรฯ เห็นว่าประชาชน “ด้อยการศึกษา” เกินไปที่จะเลือกผู้นำที่มีเหตุมีผล และต่อต้านการซื้อเสียง ได้เสนอให้ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบในสมัยทศวรรษ 2520 (1980s) กลับคืนมา ซึ่งนั่นหมายถึงการเพิ่มอำนาจให้กับกองทัพ, ███และระบอบอำมาตยาธิปไตยนิยมกษัตริย์ ในขณะที่ลดทอนเสียงจากการลงคะแนนของประชาชน

ทั้งที่เมื่อเร็วๆนี้ได้มีคำตัดสินลับหลังโจทก์ของศาลต่อ พ.ต.ท. ทักษิณในคดีฉ้อโกง แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ ก่อนหน้านี้เขาได้ชุมนุมมวลชนเสื้อแดงจำนวนกว่า 70,000 คน ที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อสื่อสารกับมวลชนทางโทรศัพท์ ผู้นำที่หลบออกนอกประเทศผู้นี้ประกาศว่าจะชุมนุมมวลชนอีกครั้งในเดือนธันวาคม ใจความหลักในสารของเขาดูจะเป็นว่า : “ผมยังคงได้รับความนิยม และผมยังอยู่ตรงนี้” ผู้สนับสนุนทักษิณพันธ์แท้บางคนยิ่งส่งสารที่แรงกว่านั้นอีก เช่นการข่มขู่ว่าจะมีระเบิดในที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และผู้สนับสนุนพันธมิตรฯหลายรายได้เสียชีวิต หรือไม่ก็สูญเสียอวัยวะและได้รับบาดเจ็บจากการระเบิดหลายครั้งในเดือนนี้าแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม มันยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าระเบิดเหล่านี้เกิดขึ้นจากฝ่ายตรงข้ามของพันธมิตรฯ หรือเป็นระเบิดจากพวกเดียวกันเอง

รัฐบาลหนีไปประชุมครม.สัญจรในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นการยืนยันว่าพวกเขายังไม่ถูกสั่นคลอน ด้วยมัวแต่หลบหนีจากผู้ชุมนุมประท้วง ทำให้ครม. บริหารประเทศได้น้อยมาก ในช่วงเวลาที่การส่งออกของไทยกำลังหดตัวลง รายได้จากการท่องเที่ยวกำลังสูญสลายไปและการว่างงานดูจะเพิ่มสูงขึ้น ศาลดูเหมือนว่าจะตัดสินยุบพรรคพลังประชาชนจากข้อกล่าวหาการซื้อเสียงในการเลือกตั้งเดือนธันวาคมปีก่อน แต่ทักษิณได้เตรียมพรรคเพื่อไทยเอาไว้แล้ว มีรายงานข่าวว่า พล.อ. ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ญาติของเขาจะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนถัดไป ระบอบทักษิณมีโอกาสสูงที่จะชนะการเลือกตั้งที่เป็นธรรม

แต่ที่ยิ่งคาดเดาไม่ได้มากขึ้นทุกทีก็คือการเมืองไทยกำลังอยู่ในระยะอันตราย แม้ว่าจะไม่มีการรัฐประหาร “ที่ชัดเจน” แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการรัฐประหาร “ที่นุ่มนวลกว่า” จากกองทัพ-ตุลาการ — บางทีอาจจะมาในรูปการประกาศภาวะฉุกเฉินแบบในประเทศบังคลาเทศเมื่อปีกลาย และผลักดันให้มีรัฐบาลพลเรือนที่หนุนหลังโดยกองทัพและ███ แต่ถ้าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมวลชนเสื้อแดงที่โกรธแค้นจะเข้ามาแทนที่มวลชนเสื้อเหลืองนิยมกษัตริย์ เพื่อลงชุมนุมตามท้องถนนและโค่นรัฐบาลใหม่

เป็นเวลาสามปีมาแล้ว ยากนักที่จะมองเห็นการยุติอย่างสงบสุขของความขัดแย้งทางการเมืองไทย เราเห็นว่ามันจะยุติลงด้วยเรื่องเศร้าเท่านั้น

แปลและเรียบเรียงจาก : The Economist : Desperate days
หมายเหตุ : เนื่องจากบทความนี้มีความหมิ่นเหม่ต่อกฎหมายไทย, SIU ตัดสินใจเซ็นเซอร์บางข้อความด้วย “███” จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

  • http://g41act.multiply.com Ink

    น่าเศร้าครับสังคมไทย

    ผมอยากให้ประเทศเป็นนิติรัฐ
    รัฐบาลมีวิสัยทัศน์ ทันเกมส์โลกที่เปลี่ยนไป ทำให้ชาิติพัฒนา ไม่โกงกิน
    ประชาชนรู้จักหน้าที่ และสิทธิของตน รักสถาบันพระมหากษัตริย์ มีปัญญา ไม่ถูกมิจฉาทิฐิครอบงำ (เป็นเมืองพุทธแท้ๆ น่าจะรู้เรื่องนี้ดี)
    กองทัพปกป้องอธิปไตยของชาิติ

    นี่มันเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ เลยนะครับ หวังว่าจะได้เห็นในชั่วชีวิตนี้

  • เจริญชัย

    ผมคิดว่าบ้านเมืองมาถึงจุดเปลี่ยน 75 ปี แล้วครับ
    บ้านเมืองจะเจ็บปวดระยะสั้นนี้
    แต่อนาคตจะก้าวกระโดดครั้งใหญ่ครับ

    ส่วนจะดีแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ
    ทั้งรัฐบาล พันธมิตร นักธุรกิจรุ่นใหม่ และ White Collar

    ส่วนสิ่งที่คุณ ink ต้องการนั้น ผมว่าจะได้ประมาณ 50 %

    แต่อาจได้ในด้านอื่นเพิ่มขึ้นมา เช่น การพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ วัฒนธรรมลุ่มลึก

    รอติดตามครับ ผมเชื่อว่า ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาแน่นอนครับ

  • Anonymous

    ไม่ได้เห็น หรอก มันเป็น อุดมคติ ไปแล้ว ที่ใครๆ อยากให้เป็น เป็นทฤษฎี เป็นตำรา มากกว่า ชีวิตจริง ถ้าผลประโยชน์มีการแบ่งปัน ที่ลงตัว สังคม นั้น จะสงบ ถ้าสงบไม่ได้ ก้อวุ่นวาย วุ่นวาย แล้ว ก้อ สงบ เป็นอย่างนี้เรื่อยมา เพียงแต่รูปแบบเปลี่ยนไป แต่เนื้อแท้ ยังคงเดิม