Practical Report “ธุรกิจ” ในศตวรรษที่ 21 ตัดสินชี้ขาดกันด้วย “ข้อมูลเชิงลึก”

“เมื่อไม่มีความสามารถ โอกาสก็ไร้ประโยชน์”

ในอดีตที่โลกยังขาดไร้ซึ่งการคมนาคมสื่อสาร อำนาจและความมั่งคั่งสามารถถูกผูกขาดโดยกลุ่มชนชั้นนำไม่กี่คน อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการปฏิวัติข้อมูลข่าวสารครั้งยิ่งใหญ่ในปลายศตวรรษที่ 20 รูปแบบการทำธุรกิจ วิถีชีวิตและความสัมพันธ์ของผู้คนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างถึงรากฐาน(Radical) แต่การเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปอย่างไม่เป็นเส้นตรง (Non Linear) ดังนั้น จึงยากที่คนธรรมดาจะสามารถจับกระแสเพื่อหาประโยชน์หรือหลีกหนีจากวิกฤตได้

การฝึกฝนความสามารถในการวิเคราะห์และค้นหา “ข้อมูลเชิงลึก” เพื่อนำมากำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาธุรกิจ การสร้างผลงานให้โดนใจผู้บริหาร การเก็บออมและลงทุนให้สอดคล้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจ ทั้งหมดย่อมทำให้ผู้ที่เชี่ยวชาญสามารถประสบความสำเร็จในการดำรงชีวิตได้

ตัวอย่างข้างล่าง คือ กรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า “ข้อมูลเชิงลึก” มีความสำคัญต่อความสำเร็จและล้มเหลวของโครงการทั้งหลายอย่างไร

1. คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า โลกกำลังเข้าสู่กระแสการปฏิวัติสารสนเทศ (IT) ดังนั้น ธุรกิจส่วนใหญ่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานโดยใช้ IT มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงพยาบาล ยังคงมีระดับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เชื่องช้ายิ่งนัก เนื่องจาก ข้อจำกัดบางประการของอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะเมื่อนายแพทย์ทั้งหลายซึ่งเคยได้รับยกย่องจากสังคมอย่างสูงตลอดมา ไม่ต้องการจะที่กระจายข้อมูลข่าวสารของตนให้คนอื่นได้ร่วมรับรู้อย่างเต็มที่ เพื่อรักษาอำนาจในการผูกขาดไว้

2. ทุนต่างชาติจะสามารถคุกคามเข้าไปในตลาดท้องถิ่นได้อย่างไร้ขีดจำกัด

หลังจากการเปิดเสรีตลาดธุรกิจการพนันในมาเก๊า หลายคนเชื่อว่า ผู้เล่นรายใหญ่จาก “ลาสเวกัส” จะสามารถกินรวบเจ้าพ่อท้องถิ่นอย่าง Stanley Ho ได้สำเร็จ แต่กลับปรากฎว่า โมเดลธุรกิจที่เคยใช้ได้ดีในประเทศอเมริกา กลับไม่สามารถใช้งานได้ในมาเก๊า เนื่องจากว่า พฤติกรรมของนักพนันในมาเก๊าและบริเวณโดยรอบนั้น มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างจากนักพนันในอเมริกา โดยเฉพาะเมื่อนักพนันในมาเก๊านั้น ส่วนใหญ่มาเพื่อการพนันโดยแท้ ไม่ต้องการเสพรับความบันเทิงจากการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารดีๆ การช้อปปิ้งหรูหรา หรือนอนพักผ่อนในโรงแรมระดับห้าดาว ยิ่งกว่านั้น นักพนันส่วนใหญ่ยังเป็นพวกรายย่อยที่ไม่สามารถเล่นพนันด้วยเครดิตได้ ดังนั้น การขาดแคลน “ข้อมูลเชิงลึก” ของนักธุรกิจจากลาสเวกัส จึงทำให้เสียทีให้กับเจ้าพ่อท้องถิ่นไปในที่สุด

3. พลังงานน้ำมัน ซึ่งเป็นพลังงานรูปแบบเก่า จะต้องถูกแทนที่โดยพลังงานจากแสงอาทิตย์และมวลชีวภาพ ซึ่งเป็นพลังงานที่สะอาดและยั่งยืนกว่า

อย่างไรก็ตาม การคิดค้นและพัฒนาพลังงานทางเลือก ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก โดยเฉพาะพลังงานจากพืชนั้น ต้องอาศัยพื้นที่และเงินลงทุนมหาศาลและไม่อาจคืนทุนได้ในเวลาอันรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้น การแปรรูปพืชและวัสดุเหลือใช้ที่ดูเหมือนไม่เป็นภาระด้านต้นทุนในปัจจุบัน อาจจะกลายมีต้นทุนที่สูงขึ้นในอนาคตเมื่อวัสดุเหล่านี้ขาดแคลนลงเนื่องจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน

ที่สำคัญ คือ การเกิดขึ้นของพลังงานทางเลือก ที่ทำให้ราคาน้ำมันมีราคาถุกลงนั้น อาจจะกลับมาคุกคามตัวอุตสาหกรรมเอง เนื่องจากทำให้แรงจูงใจและผลกำไรในอุตสาหกรรมนี้มีขนาดลดลง

4. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) คือ การใส่ความสร้างสรรค์ (Creativity) ลงไปในทุกองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์

ความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศอังกฤษและเกาหลีใต้นั้น ไม่ได้เกิดจากการใส่ความสร้างสรรค์เข้าไปในผลิตภัณฑ์อย่างสะเปะสะปะไร้ทิศทาง แต่ได้มีการวิจัยและทำงานออกแบบกันอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะการนำความรู้ในสาขา “วัฒนธรรมศึกษา” ที่มุ่งเน้นการศึกษาวัฒนธรรมร่วมสมัย (Pop Culture) ในประเทศของตนอย่างลึกซึ้ง จนเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วจึงนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เพื่อส่งออกไปทั่วโลก


5. วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2009 ย่อมทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ซึ่งเชื่อมต่อถึงกันมากกว่ายุคสมัยก่อนหน้านี้ต้องประสบภาวะย่ำแย่อย่างถ้วนหน้า โดยไม่มีข้อยกเว้น

แต่ข้อเท็จจริงคือ ในสหรัฐอเมริกา ที่เป็นต้นเหตุของวิกฤต ก็ปรากฎว่า ธุรกิจที่กำลังอยู่ในช่วงวัฎจักรของการเจริญเติบโตนั้น กลับได้รับผลกระทบน้อยกว่าธุรกิจที่อยู่ในช่วงอิ่มตัว เช่น พลังงานและรถยนต์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ถือกำเนิดมาได้ไม่กี่สิบปี ยังมีช่องว่างทางการตลาดให้ขยายตัวอีกมาก ก็ย่อมได้รับผลกระทบน้อยกว่าหรืออาจขยายตัวได้อีกด้วย

ในทำนองตรงกันข้าม การเกิดวิกฤตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเมื่อปี 2000 ก็ได้สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงการเติบโตนั้น ถ้าจัดการไม่ดีก็สามารถล่มสลายได้เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมที่อิ่มตัวแล้ว โดยไม่มีข้อยกเว้น

จึงเห็นว่า “ข้อมูลพื้นฐาน” อาจจะทำให้คนทั่วไปสับสนไขว้เขวได้ จึงมีเพียง “ข้อมูลเชิงลึก” เท่านั้นที่จะทำให้คาดการณ์และหาประโยชน์จากสถานการณ์ต่างๆได้อย่างมั่นใจ

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายของ “ข้อมูลเชิงลึก” ที่จำเป็นต่อการตัดสินใจในทางธุรกิจและการใช้ชีวิตของประชาชนในรอยต่อของศตวรรษที่ 21 ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ยืนยันว่า โดยลำพังเพียง “ข้อมูลพื้นฐาน” ที่ว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการปฏิวัติสารสนเทศ ย่อมไม่เพียงพอในการตัดสินใจที่ถูกต้อง

สิ่งที่อยากทิ้งท้ายไว้ให้ขบคิดกันต่อก็คือ สำหรับเมืองไทยที่กำลังหมกมุ่นกับปัญหาการเมืองอย่างไม่ลืมหูลืมตานั้น ได้ลองประเมินความเลวร้ายของวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบแบบไม่เป็นเส้นตรงไว้แค่ไหน แน่นอนว่าในช่วงปลายปี 2008 ความเลวร้ายที่ประเมินไว้สูงกว่าความเป็นจริง แต่ใช่หรือไม่ว่าเกิดจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทุกรัฐบาลทั่วโลก และเป็นไปได้หรือไม่ว่า ในช่วงปลายปี 2009 ที่สื่อหลายสำนักประเมินว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวนั้น สุดท้ายอาจกลายเป็นหายนะของเศรษฐกิจโลกอย่างแท้จริงก็เป็นได้

สำหรับสิ่งที่พูดกันว่า “ประเทศไทยควรต้องให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น” หรือ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ Creative Economy จะช่วยประเทศไทยให้รอดพ้นจากภัยคุกคามของเศรษฐกิจโลก” ย่อมเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ถูกต้อง แต่สำหรับ “ข้อมูลเชิงลึก” ที่จะนำมาใช้เป็นแนวทางและยุทธศาสตร์ในการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจภายในประเทศให้เจริญเติบโตนั้น ได้มีการวิเคราะห์และเตรียมความพร้อมกันน้อยมาก นักธุรกิจ นักวิชาการ นักการเมือง และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ดูจะเสนอแนวทางไปอย่างสะเปะสะปะ โดยขาดรากฐานการวิจัยอย่างลึกซึ้ง จึงยากจะนำมาใช้ปฏิบัติจริงได้ ในที่สุดโครงการที่จะเปลี่ยนประเทศไทยทั้งหลายก็จะต้องล้มเลิกหรือแคระแกร็นไปอย่างไม่ต้องสงสัย

ถึงเวลาหรือยังที่ “คนไทย” จะหันมาให้ความสำคัญกับการวิจัยค้นหา “ข้อมูลเชิงลึก” เพื่อกำหนดว่าจะรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงของโลกครั้งใหญ่นี้อย่างไร

  • เด็กน้อย

    เขียนได้ดีครับ ส่วนตัวผมคิดว่า ข้อมูลเชิงลึกมีความจำเป็นมากในยุคที่ผู้ชนะกินรวบทั้งหมด แต่ marginal ของข้อมูลที่่ได้เพิ่มขึ้น ก็ต้องแลกกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากๆด้วย ซึ่งคนไทยในระดับปฏิบัติการอาจจะยังไม่เข้าใจเกมส์และยังไม่เห็นความสำคัญของสิ่งนั้นครับ

  • big

    ใช่แล้วครับ Cost นี่สำคัญมากๆ คุณต้องรู้จักพลิกแพลงกฎ 80/20 เพื่อเลือกข้อมูลเชิงลึก เลือกเรื่องที่จะวิจัยเชิงลึก โดยเทียบกับ Cost ที่ต้องเสียไป

    แต่เนื่องจากเมืองไทยนั้น ภาคธุรกิจยังอ่อนแอและไม่ต้องการข้อมูลเชิงลึกมากนัก ธุรกิจที่ปรึกษาจึงไม่เติบโต

    ธุรกิจใหญ่จึงต้องเปลือง Cost มหาศาล เพื่อสร้างหน่วยวิจัยของตัวเอง ซึ่งก็ดีบ้างไม่ดีบ้างตามสภาพ

    ยังไงก็ขอให้คุณ “เด็กน้อย” เลือก Cost ได้เหมาะสมครับ