ความเข็ดขยาดจากราคาข้าวของและบริการที่แพงลิบลิ่วในประเทศที่ได้ชื่อว่า “พัฒนาแล้ว” เช่น เบนซิน ราคาลิตรละหกสิบกว่าบาทในประเทศยุโรปตะวันตก กล้วยหอมผลจะเจ็ดสิบบาทในประเทศญี่ปุ่น และค่าเช่ารายเดือนเหยียบๆ แสนสำหรับห้องพักขนาดเท่ารูหนูในนครนิวยอร์ก มักทำให้นักเรียนในห้องเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เคยมีโอกาสเดินทางไปต่าง ประเทศมีมุมมองที่ขัดแย้งกับคำสอนในตำรา
ความเห็นเหล่านี้ มักจะเป็นไปในทำนองว่า “ประเทศยิ่งพัฒนาไปไกลแค่ไหน ราคาข้าวของโดยเฉลี่ยก็จะยิ่งแพงขึ้นเท่านั้น” หรือ “การพัฒนาประเทศเป็นสิ่งไม่สู้ดีนัก เพราะจะทำให้ข้าวของแพงหูฉี่”
นิยามของคำว่า “การพัฒนาทางเศรษฐกิจ” ในตำราวิชาเศรษฐศาสตร์ คือการที่สังคมสามารถผลิตสินค้าและบริการได้เป็นปริมาณมาก กำลังการผลิตอันมีประสิทธิภาพจะนำไปสู่การมีข้าวของอุปโภค-บริโภคมากมาย เหลือเฟือ ซึ่งก็ย่อมทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศมีความอยู่ดีกินดี
หากประเทศที่มีความพัฒนาทางเศรษฐกิจสูงกลับมีแต่ข้าวของราคาแพงๆ ทำให้ประชาชนซื้อสินค้ามาอุปโภค-บริโภคได้น้อยแล้ว เราจะเรียกประเทศเหล่านี้ว่ามีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร?
พูดมาถึงตรงนี้ นักเรียนส่วนใหญ่ก็มักจะยอมรับว่า ประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา มักมีมาตรฐานการครองชีพโดยทั่วไปสูงกว่าประชาชนในประเทศยากจน เช่น อินเดียหรือประเทศส่วนใหญ่ในทวีปแอฟริกา
อย่างไรก็ดี การที่ราคาสินค้าหลายๆ อย่างในประเทศที่พัฒนาแล้วมีราคาแพงลิบลิ่วก็ยังถือเป็นข้อเสียที่ประชาชน ทั่วไปน่าจะอยากหลีกเลี่ยงมิใช่หรือ?
คำตอบก็คือ “น่าจะใช้”
แต่หากใครพูดว่า “ไม่อยากให้ประเทศพัฒนามาก เพราะกลัวว่าข้าวของจะราคาแพง” ก็คงอุปมาเหมือนกับเด็กวัยรุ่นที่พูดเปรยๆ ว่า “ไม่อยากหน้าตาดีเพราะกลัวเดี๋ยวใจแตก”
ความคลาดเคลื่อนทางตรรกะของ คำพูดของเด็กวัยรุ่นข้างต้น มาจากความเชื่อที่ว่า ถ้าหน้าตาดีแล้วต้องใจแตก ทั้งๆ ที่ความเป็นจริง การใจแตกเป็นเพียงทางเลือกที่คนหน้าตาดีหรือขี้เหร่ก็ต่างมีสิทธิเลือกจะเป็นได้
ฉันใดก็ฉันนั้น การที่ราคาข้าวของในประเทศจะแพงหูฉี่หรือไม่นั้น ก็เป็นทางเลือกที่คนในสังคมต้องตัดสินใจเลือกร่วมกัน
พูดอย่างนี้แปลว่าประชาชนในประเทศแถบยุโรปตะวันตก สหรัฐ และญี่ปุ่น ตัดสินใจ “เลือก” ที่จะให้ข้าวของในประเทศของพวกเขาแพงจนแทบซื้อไม่ลงจริงๆ หรือ?
คำตอบคือ “ใช่”
ตัวอย่างหลักๆ ของการตัดสินใจ “เลือก” ทำให้สินค้าข้าวของมีราคาแพง มีดังต่อไปนี้
หนึ่ง : ความห่วงใยสิ่งแวดล้อม
ประชาชน ในประเทศในยุโรปหลายๆ ประเทศตระหนักว่า การบริโภคบางประเภทก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นผลเสียต่อ สังคมโดยรวม ตัวอย่างการบริโภคดังกล่าว เช่น การขับรถส่วนตัวคันใหญ่ๆ ที่มีส่วนก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดและสร้างมลภาวะทางอากาศ
ความตระหนักในปัญหาเหล่านี้ทำให้ประชาชนเลือกผู้แทนที่มุ่งมั่นที่จะออกกฎหมายเก็บภาษีน้ำมันในระดับสูงติดเพดาน
ภาษีสูงๆ ย่อมทำให้ราคาน้ำมันแพงลิบ ส่งผลให้ผู้คนขับรถส่วนตัวน้อยลง
แน่ นอนว่าประชาชนในประเทศอื่นที่จนกว่ายุโรปอาจตระหนักถึงปัญหาที่ว่านี้เช่น กัน เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่เลือกที่จะลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาในแบบเดียวกับชาว ยุโรปเท่านั้นเอง
สอง : การโน้มเอียงเข้าสู่ระบบสังคมนิยม
ประชาชนในประเทศที่มีอันจะกิน มักมีแนวโน้มที่จะหันมาให้ความสำคัญกับความลำบากของสมาชิกคนอื่นๆ ในสังคม เช่น คนแก่ คนจน หรือคนตกงาน
ความเป็นห่วงสังคมดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศเลือกผู้แทนที่มุ่งมั่นออกกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ช่วยเหลือคนจน เช่น การตั้งค่าแรงขั้นต่ำสูงๆ การกีดกันแรงงานต่างด้าว และการบัญญัติให้รัฐออกเงินอุดหนุนช่วยเหลือคนแก่หรือคนตกงาน
การตั้งค่าแรงขั้นต่ำในระดับสูงและกีดกันไม่ให้แรงงานต่างด้าวราคาถูกเข้ามาทำ งานในประเทศ ย่อมส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการสูง ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออัตราการผลิตย่อมลดลงและราคาสินค้าก็ต้องสูงขึ้นเป็นธรรมดา
การมีระบบประกันสังคมอย่างกว้างขวาง ย่อมหมายถึงการเก็บภาษีในอัตราสูง ทั้งยังอาจส่งผลให้คนเลือกทำงานน้อยลง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้ต้นทุนการผลิตและระดับราคาของสินค้าและบริการในตลาดสูงขึ้นตามลำดับ
แน่นอนว่าประชาชนในประเทศด้อยพัฒนาอาจเห็นอกเห็นใจในความลำบากของสมาชิกคนอื่นๆ ในสังคมเช่นกัน เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่เลือกที่จะลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาในแบบเดียวกับประชาชนในประเทศรวยๆ เท่านั้นเอง
สาม : กลุ่มผลประโยชน์อาศัยอำนาจรัฐอุปถัมภ์พวกตัวเอง
สาเหตุที่ราคาสินค้าทางการเกษตรในประเทศญี่ปุ่นมักมีราคาแพงจนแทบจะกินไม่ลง เป็นเพราะว่ารัฐบาลญี่ปุ่นตั้งกำแพงภาษีสุดโหดสำหรับการนำเข้าสินค้าเกษตร
พืชผักผลไม้ที่ประชาชนในประเทศอื่นๆ ซื้อกินกันได้อย่างเหลือเฟือจึงกลายเป็นของแพงที่คนญี่ปุ่นไม่ค่อยจะมีโอกาสได้กินกัน
นโยบาย ภาษีของรัฐบาลญี่ปุ่นมีเป้าหมายที่จะคุ้มครองเกษตรกรในประเทศ เกษตรกรญี่ปุ่นจึงกลายเป็นกลุ่มที่มีฐานะมั่งคั่ง และเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่ทรงอิทธิพลในระบบการเมืองของญี่ปุ่น
สำหรับผู้เสียผลประโยชน์นั้นก็คือประชาชนญี่ปุ่นโดยทั่วไป ที่ต้องอดทนกับสินค้าการเกษตรราคาแพงอยู่ร่ำไป
สาเหตุที่ค่าเช่ารายเดือนสำหรับห้องพักขนาดเท่ารูหนูในนิวยอร์กมีราคาแพงจนผิด สามัญสำนึกก็เป็นเพราะกลุ่มผลประโยชน์ คือผู้ถือครองที่ดินหรือคนมีบ้านทั้งหลายใช้อิทธิพลล็อบบี้รัฐบาลให้ออก กฎหมาย “โซนนิ่ง” เพื่อป้องกันไม่ให้นักลงทุนมาสร้างคอนโดฯสูงๆ บังวิว-บังแดดใกล้บ้านของตน
เมื่อการก่อสร้างถูกจำกัดมากๆ เข้า ราคาค่าเช่าห้องก็ย่อมพุ่งสูงทะลุเมฆ ทั้งนี้ก็เป็นไปตามกฎแห่งอุปสงค์และอุปทานนั่นเอง
ถ้าถามว่าประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ “เลือก” ที่จะให้กลุ่มผลประโยชน์มาเอารัดเอาเปรียบตัวเองอยู่วันยันค่ำจริงหรือ?
คำตอบก็คือ “จริง”
ทั้งนี้ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วที่ยกตัวอย่างมาทั้งหลาย เช่น ญี่ปุ่นหรือสหรัฐต่างก็เป็นประเทศประชาธิปไตย ดังนั้น ประชาชนส่วนใหญ่จึงมีสิทธิที่จะเลือกผู้แทนที่จะเข้าไปล้มล้างระบบการเอารัดเอาเปรียบของกลุ่มผลประโยชน์ได้เสมอ
สาเหตุที่ประชาชนเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น คงเป็นเพราะสภาพความเป็นอยู่โดยรวมของพวกเขาออกจะดีเอามากๆ อยู่แล้ว พวกเขาจึงทนการถูกเอารัดเอาเปรียบได้ค่อนข้างมาก
พูดง่ายๆ ก็คือ คนรวยมีโอกาสถูกหลอกขายของแพงได้ง่ายกว่าคนจน เหมือนๆ กับวัยรุ่นหน้าตาดีมีโอกาสใจแตกได้มากกว่าวัยรุ่นหน้าตาขี้เหร่
ฉันใดก็ฉันนั้น
ที่มา : วินัย วงศ์สุรวัฒน์ คณะวิทยาการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย
………………..
ความเห็น SIU
บทความนี้ ได้ช่วยไขความกระจ่างให้คนที่ไม่มีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ได้เข้าใจที่มาที่ไปของกลไกเศรษฐศาสตร์ที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บทความละเลยไป คือ คุณภาพของสินค้าในประเทศพัฒนาก็มักจะดีกว่าประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้น การที่ราคาสินค้าแพง จึงไม่สามารถอธิบายจาก ความห่วงใยในสิ่งแวดล้อม การโน้มเอียงเข้าสู่ระบบสังคมนิยม หรือการอาศัยอำนาจรัฐอุปถัมภ์พวกตัวเอง
การที่ประเทศพัฒนาจะรักษาราคาสินค้าและมาตรฐานการครองชีพให้สูงนั้น ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ เพราะขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้วก็ต้องการจะทำให้ตัวเองได้รับประโยชน์สูงสุด จึงไม่ยอมเสียค่าโง่ไปซื้อของแพง ทั้งที่มีของถูกกว่าให้เลือกสรร ไม่เว้นแม้กระทั่งคนรวย ดังนั้น ประเทศพัฒนาจึงต้องใช้ข้อได้เปรียบด้าน “คุณภาพประชากร” ในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนา เพื่อตนเองจะได้สามารถเรียก “ราคาที่สูงกว่า” ได้
แนวโน้มที่จะเป็น “สังคมนิยม” ของประเทศอังกฤษ และสหภาพยุโรปได้ถูกตั้งคำถามมานานแล้ว แน่นอนว่า รัฐบาลควรจะต้องอุ้มชูคนยากไร้ในประเทศ แต่กระนั้น ทางที่ดีกว่า คือ การนำเงินที่ใช้อุ้มชูมาสอนวิธีสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับผู้ยากไร้ ผ่านระบบการศึกษาในรูปแบบต่างๆ ฯลฯ
หากประเทศพัฒนาจะห่วงใยสิ่งแวดล้อม ก็ควรที่จะผลิตสินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อมขึ้นมา และต้องมี “คุณภาพ” ในการรักษาสิ่งแวดล้อมที่สูงพอจะทำให้คนรวยยอมจ่ายแพงกว่า
คนรวยไม่ได้โง่ แต่การที่เขายอมจ่ายแพงกว่าก็อาจจะมีสาเหตุหลายประการ เช่น จ่ายแพงเพื่อคุณภาพที่ดีกว่า จ่ายแพงเพราะ “ต้นทุนเวลา” ในการหาของถูกมีค่าสูงกว่าราคาที่ต้องจ่ายเพิ่ม

ส่วนเรื่องกลุ่มผลประโยชน์กดดันนั้น ก็ย่อมเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ในประเทศตระหนักดีว่า “ต้นทุนเวลา” และทรัพยากรของตนเองในการรวมตัวกันเพื่อต่อต้านกลุ่มผลประโยชน์นี้ อาจมีราคาสูงเกินไป สู้แต่ละคนนำเวลาที่มีค่าไปหารายได้จะดีกว่า
สุดท้ายแล้ว การที่ราคาสินค้าในประเทศพัฒนามีราคาสูงนั้น ก็มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์รองรับตามที่บทความนี้ได้นำเสนอไว้ แต่กระนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ภาวะนี้จะดำรงอยู่ได้ ก็ต้องมีเงื่อนไขว่า ประเทศพัฒนาจะต้องยกระดับคุณภาพในการผลิตตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น การสร้างนวัตกรรม (Innovation) การใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในผลิตภัณฑ์ (Creative Product) มิเช่นนั้นสภาพ “สินคาราคาแพง” จะทำให้เศรษฐกิจประเทศล่มสลายในอนาคต ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างที่วิกฤตเศรษฐกกิจโลก 2009 ได้ลามระบาดจากประเทศพัฒนาอย่างสหรัฐอเมริกาเข้าไปเจาะใจกลางประเทศพัฒนาในยุโรป ก็เนื่องจากนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของสินค้าเหล่านั้นเติบโตไม่ทันกับราคาที่สูงขึ้นนั่นเอง
บทเรียนนี้น่าจะทำให้ประเทศไทยตาสว่างขึ้นบ้างว่า การรักษาสิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือคนจนผ่านโครงการสังคมนิยมนั้น จะต้องอยู่บนฐานของนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่ใส่ลงไปในสินค้าและบริการเท่านั้น
“โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” การทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในประเทศและโลกดีขึ้นนั้น ย่อมไม่อาจพึ่งพาเพียงจิตใจที่ดีงาม หรือความเมตตาปราณีของรัฐบาล แต่ต้องพึ่งพาการทุ่มเทตัวเองของทุกคนในประเทศเพื่อปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ เพื่อดึงดูดให้คนทั้งโลกชื่นชมคุณค่าอันล้ำเลิศของสินค้าไทย
