รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีนโยบาย “ตรึงราคาน้ำมันดีเซล” มาเป็นเวลานานแล้ว โดยแต่เดิมใช้เงินจากกองทุนน้ำมัน (ซึ่งกินส่วนต่างเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงต่ำกว่าราคาที่ตรึง) แต่เมื่อราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนให้หลัง เงินจากกองทุนน้ำมันก็หมดลง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังมีอาวุธอื่นๆ ให้ใช้ต่อสู้กับราคาน้ำมันอยู่ นั่นคือ “ภาษีสรรพสามิต” ที่เก็บจากน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งเข้าคลังเพื่อเป็นงบประมาณแผ่นดินนั่นเอง
ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 5.70 บาท
ในการประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีฯ คลัง และรัฐมนตรีฯ พลังงาน เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2554 ได้มีมติว่ารัฐบาลจะปรับลดภาษีสรรพสามิตของน้ำมันดีเซลลงทีเดียว 5.70 บาท มาเหลือ 0.005 บาทเป็นการชั่วคราว เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ 30 บาท และน่าจะมีผลได้ในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยมีผลถึงวันที่ 30 กันยายน 2554

นายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ภาพจาก thaigov)
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้เหตุผลว่าการตรึงราคาน้ำมันดีเซลมีจุดประสงค์เพื่อกดไม่ให้ค่าใช้จ่ายและต้นทุนสินค้าจากการขนส่งสูงขึ้น และปฏิเสธว่าการขยายเพดานราคาน้ำมันขึ้นอีก 1-2 บาทไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ขอให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งตรึงราคาค่าโดยสารมาก่อนแล้ว
การปรับลดภาษีสรรพสามิตครั้งนี้จะทำให้รัฐบาลสูญเงินรายได้ประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งนายอภิสิทธิ์ระบุว่าจะใช้ “งบกลาง” ที่เกิดจากการเก็บภาษีเกินกว่าที่คาดหมายมาใช้สนับสนุนงบประมาณแผ่นดินแทน ซึ่งจะทำให้การเก็บภาษีไม่กระทบกับงบประมาณปี 2555 นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ยังยกตัวอย่างการใช้เงินกองทุนน้ำมันพยุงราคาดีเซลในสมัย พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ขาดทุนประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาทมาเปรียบเทียบ
วิวาทะอมตะ: ตรึงราคา vs ลอยตัวเสรี
ในมิติด้านนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับราคาของสินค้า (และ “น้ำมัน” ซึ่งเป็นสินค้าต้นทุน) ก็มีการปะทะกันของสองแนวคิดคือ การตรึงราคาหรือพยุงราคา และการปล่อยราคาให้ลอยตัวตามกลไกตลาดอย่างอิสระ เสมอมา
กรณีของ “น้ำมัน” ซึ่งเป็นสินค้านำเข้าแทบจะ 100% และขึ้นกับกลไกของตลาดโลก ประเทศไทยไม่มีทางเลือกมากนัก และแนวคิดทั้งสองทางต่างก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป การปล่อยราคาลอยตัวเสรีตามกลไกตลาดย่อมมีอิสระมากกว่า สะท้อนความจริงของตลาดได้มากกว่า แต่สำหรับกรณีของสินค้าที่ประชาชนไม่มีทางเลือกอื่น (เช่น น้ำมัน ซึ่งผู้ขายทุกรายขายเท่ากันหมด) ก็อาจสร้างปัญหาราคาสินค้าผันผวนและเงินเฟ้อได้
การตรึงราคาน้ำมันย่อมทำให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง แต่ก็มีคำถามในมุมกลับว่าการชดเชยจะมีวันสิ้นสุดหรือไม่ และชดเชยอย่างไรจึงจะพอดี นอกจากนี้ยังถูกโยงเข้ากับประเด็นทางการเมืองในแง่นโยบายประชานิยม และยิ่งในช่วงใกล้การยุบสภา ก็อาจมองว่าเป็นการหาเสียงแบบหนึ่งได้เช่นกัน

ราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซล ณ วันที่ 20 เม.ย. 54 (จากเว็บไซต์ ปตท.)
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง ก็รับทราบถึงปัญหานี้ และให้สัมภาษณ์ว่า
“จากนี้ไปกองทุนน้ำมันไม่ต้องทำหน้าที่ดูแลราคาน้ำมัน แต่จะให้ภาษีมาทำแทน เป็นมาตรการที่ยังบอกไม่ได้ว่าจะใช้นานแค่ไหน ต้องดูสถานการณ์ความจำเป็นด้วย เราก็ห่วงเรื่องหากใช้นานไป ก็เกรงว่าจะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด และคนจะหันมาใช้ดีเซลเพิ่มขึ้น”
หนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับวันที่ 20 เมษายน 2554 บทความ ตราบาปตรึงดีเซล ได้วิพากษ์การนำภาษีสรรพสามิตมาชดเชยราคาน้ำมันว่า “ผิดวินัยทางการคลัง” เพราะนำภาษีของประเทศมาชดเชยราคาน้ำมันของคนบางกลุ่ม ไม่ยอมใช้กองทุนน้ำมันซึ่งเป็น “เงินของคนขับรถ” มาชดเชยราคาน้ำมันของคนขับรถด้วยกันเอง
รัฐบาลอภิสิทธิ์ เคยโจมตีรัฐบาลเก่าตรึงราคาน้ำมันจนกองทุนน้ำมันฯ เป็นหนี้มโหฬาร 8-9 หมื่นล้านบาท และประกาศอย่างลำพองตลอดมาจะไม่เดินซ้ำรอย
แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังเดินไปในเส้นทางเดิม
มิหนำซ้ำต้องพูดว่าเป็นนโยบายที่เลวกว่าเดิมด้วยซ้ำ
สาเหตุเนื่องจากรัฐบาลในอดีตตรึงราคาน้ำมัน โดยใช้กองทุนน้ำมันฯ แบกรับภาระ จากนั้นเมื่อเกิดการปฏิวัติ รัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาก็ใช้วิธีเพิ่มเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในช่วงน้ำมันราคาลด เพื่อใช้หนี้จนหมด
หรืออธิบายง่ายๆ ว่า เดิมการตรึงราคาน้ำมัน คนที่ได้ประโยชน์มากสุดคือคนขับรถ ก็ต้องเก็บเงินจากคนขับรถมาใช้หนี้ที่เกิดขึ้น
ทว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้ใช้กองทุนน้ำมันฯ แบกรับภาระ แต่กลับใช้เงินภาษีเข้าไปอุ้มโดยตรง เป็นวงเงินถึง 4.4 หมื่นล้านบาท
นี่แหละ บรมห่วย ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพูด
ภาษีที่เก็บได้ สมควรจะใช้สำหรับการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งใช้แล้วหมดเปลือง และยิ่งทำให้คนไม่ประหยัด
วินัยการคลัง ที่รัฐบาลเคยประกาศจะยึดถือ กลับโดนน้ำลายถ่มถุยใส่ แล้วเอาเท้าขยี้ จากนโยบายใช้เงินภาษีตรึงราคาน้ำมันไปเรียบร้อย
นโยบายพลังงานและการขนส่ง: แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ?
รัฐบาลไทยหลายยุคหลายสมัยนั้นตรึงราคาก๊าซหุงต้ม และตรึงราคาน้ำมันดีเซล โดยมีเหตุผลด้านการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ก็ปล่อยน้ำมันเบนซินให้ลอยตัว โดยมองว่าเป็นน้ำมันสำหรับรถเก๋งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้า และเป็น “สินค้าของคนรวย” ที่มีกำลังซื้อมากพอ
แต่นโยบายนี้กลับเป็นช่องว่างทำให้สัดส่วนการใช้พลังงานเริ่มบิดเบี้ยวไป เพราะ “คนรวย” ของรัฐบาลที่เป็นเจ้าของรถเก๋ง เริ่มมองหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่เบนซิน (ซึ่งถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว) และแหล่งพลังงานที่ว่าก็คือ ก๊าซธรรมชาติ (ทั้ง LPG และ NGV) และน้ำมันดีเซล ซึ่งก็เป็นพลังงานกลุ่มที่รัฐบาลชดเชยนั่นเอง
ถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบายใช้พลังงานชีวมวลหรือแก๊สโซฮอลล์เข้ามาผสมกับน้ำมันปกติ (ไม่ว่าจะเป็นเบนซิน 91, 95 หรือ E20) แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางเทคนิคของตัวรถยนต์เอง, ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อแก๊สโซฮอลล์, หรือการชดเชยราคาที่ทำได้ไม่เยอะนัก ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผู้บริโภคกลุ่มใหญ่หันไปมอง LPG, NGV และเบนซินมากกว่า
ถ้าเปรียบเทียบการเติบโตของปั๊มก๊าซ LPG ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในขณะนี้ และการทำตลาดของรถยนต์หลายรุ่นที่เริ่มมีรุ่นน้ำมันดีเซลให้เลือก น่าจะสะท้อนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในตลาดได้เป็นอย่างดี
แม้นโยบายการตรึงราคาดีเซลในปัจจุบันจะมาจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาล นโยบายด้านพลังงานก็คงจะไม่ต่างกันมากนัก สุดท้ายแล้วประเทศไทยคงต้องกลับมามอง “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของระบบพลังงานและลอจิสติกส์ของไทย จึงจะแก้ปัญหาได้
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้การขนส่งทางถนนเป็นหลัก มีการใช้การขนส่งทางรางและทางน้ำน้อยมาก ซึ่งการขนส่งทางรถยนต์ก็ขึ้นกับราคาน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ประเทศไทยกลับไม่ได้เป็นผู้ผลิตน้ำมัน และต้องพึ่งพาการนำเข้าแทบจะทั้งหมด ทำให้เมื่อใดที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูง ประเทศไทยก็ต้องขวัญผวาทุกครั้งไป
ทางออกที่เหมาะสมกว่าคือการปรับโครงสร้างทางลอจิสติกส์ของไทยเสียใหม่ เน้นการขนส่งด้วยระบบราง (ที่ประหยัดกว่ามาก) ให้มากขึ้น เมื่อใดที่ประชาชนมีการขนส่งและคมนาคมด้วยระบบรางที่สะดวก อัตราการพึ่งพิงต่อน้ำมันเชื้อเพลิงก็จะลดลงเอง รัฐบาล (ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน) จึงต้องกล้าเข้ามาปฏิรูปการขนส่งทางรางอย่างแข็งขัน เพราะเป็นการลงทุนระยะยาวของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย (ที่สหภาพมีสายสัมพันธ์อันดีกับพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์) หรือการลงทุนในรถไฟความเร็วสูงกับประเทศจีนที่ยืดเยื้อมานาน
ข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ, ไทยรัฐ

