Digital Media Asia 2010 : เดิมพันยิ่งใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ?

February 11, 2010

การสนับสนุนโครงการ Digital Media Asia 2010 เพื่อผลักดันประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในระดับภูมิภาคย่อมเป็นนโยบายที่เฉียบแหลม โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการแข่งขันในตลาดสินค้าราคาถูก อย่างไรก็ตาม การจะทำให้สำเร็จนั้นยังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศชั้นแนวหน้าของโลกที่ร่ำรวยทั้งด้านวัตถุ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมยิ่งกว่าประเทศไทย ต่างก็มุ่งพัฒนาเพื่อครอบครองตลาดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่มีศักยภาพในการเติบโตนี้

นโยบาย Digital Media Asia 2010 จึงไม่ควรกระทำอย่างรอบด้านเหมือนในประเทศพัฒนา เช่น อังกฤษ และเกาหลีใต้ ที่มีเงินทุนและเทคโนโลยีที่ดีกว่าไทย แต่จะต้องมีการกำหนด “ยุทธศาสตร์” ที่ชาญฉลาดในการใช้ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของประเทศไทย ในการปะทะกับจุดอ่อนของประเทศเหล่านี้ เพื่อแย่งชิงชัยชนะในการเป็นศูนยก์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ให้จงได้

1. ประเทศไทยไม่ชำนาญด้านเทคโนโลยีแต่รุ่มรวยด้วยความบันเทิง

การสนับสนุนที่แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ Animations, Film & Music, Games, Business Relation ย่อมเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะมูลค่าเพิ่มของ Creative Economy ย่อมมาจากการบูรณาการความชำนาญเฉพาะทางที่หลากหลายให้ผุดบังเกิดเป็น “ความสร้างสรรค์” ที่มีความแปลกใหม่ไม่ซ้ำซากกับสินค้าแบบเดิม อย่างไรก็ตาม ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่สินค้าบางประเภทจะขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ในขณะที่สินค้าอีกประเภทที่ทุ่มเทความพยายามไม่น้อยกว่ากัน แต่กลับขาดทุนย่อยยับเพราะไร้คนสนใจ ทั้งหมดย่อมเป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์เรื่อง Comparative Advantage ที่แต่ละประเทศจะมีความเชี่ยวชาญในสินค้าที่แตกต่างกันไป และประเทศที่ฉลาดย่อมทุ่มเทให้กับสินค้าที่ตนเองมีความเชี่ยวชาญมากกกว่าสูญเสียทรัพยากรไปใช้กับสินค้าที่ตนเองไม่ถนัดจัดเจน

สำหรับประเทศไทยที่ถนัดด้านความบันเทิงนั้น อุตสาหกรรมที่น่าจะเป็นหลักนำได้ก็คือ Games ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีของไทยอาจด้อยกว่าต่างชาติบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาหนัก เพราะจุดตัดสินชี้ขาดคือ ความบันเทิงรื่นรมย์ ซึ่งเกิดจากความสามารถในการเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่สนุกสนาน มีการออกแบบโครงสร้างการต่อสู้ ความยากง่าย และของวิเศษ ได้อย่างเหมาะสม เร้าอารมณ์และความรู้สึกของผู้เล่นให้กระหายที่จะติดตามเสาะหาและเอาชนะ ทั้งหมดนี้ย่อมไม่ยากเกินกว่าฝีมือและมันสมองด้านความเริงรมย์ของคนไทย

ในส่วนของ Music ก็อาจมีอุปสรรคทางภาษาอยู่บ้าง แต่กระนั้น นักร้องเกาหลีก็ได้พิสูจน์ความสามารถและเอาชนะปัญหานี้ได้ อย่างไรก็ตาม คุณภาพทางดนตรีของไทยก็ยังยากที่จะยกระดับตนเองขึ้นสู่สากล เนื่องจากขาดการพัฒนาจากรากเหง้าความเป็นไทย ในขณะที่เพลงไทยโบราณก็ขาดความร่วมสมัยเพราะขาดช่วงการพัฒนาไป ยิ่งกว่านั้น ก็ต้องยอมรับว่า ในเรื่องรูปร่างหน้าตานั้นคนไทยยังค่อนข้างเสียเปรียบเกาหลี ที่ได้กระแสตี๋หมวยมาช่วยค่อนข้างมาก

ในทางตรงข้าม Film ซึ่งแม้จะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีพอสมควร แต่จุดชี้ขาดก็ยังเป็นการเล่าเรื่อง (Storytelling) ดังนั้น หากทุ่มเทอย่างจริงจังแล้ว คนไทยที่มีความถนัดในการบันเทิงก็ย่อมที่จะสามารถผลิตภาพยนตร์ชั้นดีออกมาแข่งขันในตลาดโลกได้ เพียงแต่ว่าเนื้อหานั้นจะต้องมีความ Unique มีเอกลักษณ์เฉพาะของความเป็นไทย จึงสามารถสร้างความแตกต่างและดึงดูดลูกค้าชาวต่างชาติได้

ปัญหาสำคัญของ Film ก็คือ คนต่างชาติไม่ได้ต้องการเสพความเป็นไทยแบบบริสุทธิ์ แต่ต้องเป็นไทยที่มีสุนทรียะ ไทยที่สร้างความรื่นรมย์ นั่นหมายความว่าความเป็นไทยจะต้องมีความเป็นสากลที่คนต่างชาติสามารถสัมผัสรับรู้และเกิดอารมณ์ร่วมได้

สำหรับ Animations ค่อนข้างจะน่าเศร้าใจ เพราะพึ่งพาการคิดค้นทางเทคโนโลยีค่อนข้างมาก ดังนั้น จึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลักที่ไทยควรแข่งขันด้วย แต่อาจใช้ Animation ที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุน Game และ Film ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น มีเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทยที่ยากจะจ้างให้บริษัท Animation จากต่างประเทศผลิตแทนได้

เช่นเดียวกัน Music ก็เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยเสียเปรียบ ดังนั้น จึงควรนำ Music ที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาผสานกับ Animation เพื่อร่วมกันสร้างประสบการณ์ความบันเทิงรื่นรมย์ให้กับ Game และ Film ในการดึงดูดเงินในกระเป๋าของชาวต่างชาติ และทำให้สินค้าสร้างสรรค์มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่รุ่มรวยน่าหลงใหลและมีความเป็นสากล

2. จิตใจเบิกบานแบบไทย พัฒนาเป็นเสน่ห์ดึงดูด Creative Talent จากต่างประเทศ

เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีลักษณะโดดเด่นที่แตกต่างจากเศรษฐกิจประเภทอื่น คือ การบูรณาการที่เข้มข้นทั้งความรู้ ผลิตภัณฑ์ และคน จึงไม่น่าแปลกใจที่ความสามารถของประเทศในการดึงดูด Creative Talent จากทั่วโลกเข้ามาทำงานด้วย จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรมของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศนั้น

Creative Talent จากต่างประเทศย่อมนำทักษะและความชำนาญทั้งทางเทคโนโลยี การบริหารจัดการ วัฒนธรรมและความรู้ เข้ามาช่วยเติมเต็มให้ Digital Content ของไทยมีคุณภาพสูงขึ้นมาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อ “วัฒนธรรมไทย” ไม่ได้เป็นกระแสหลักของโลก ดังนั้นจึงต้องอาศัยคนต่างชาติมาช่วยเติมเต็มความเป็นสากลให้กับความเป็นไทย เพื่อปรุงแต่งรสชาติของความเป็นไทยให้ถูกจริตและลิ้นรสของคนทั่วโลก

ลักษณะพิเศษของ Creative Talent คือ ความปรารถนาในการแสวงหาประสบการณ์ที่รื่นรมย์และท้าทายในชีวิตมากกว่าการสะสมเงินทองและความมั่งคั่ง ดังนั้น ประเทศไทยที่เสียเปรียบด้านเงินทุนและเทคโนโลยี จึงยังมีหวังที่จะดึงดูด Creative Talent จากทั่วทุกมุมโลก โดยการสร้างวิสัยทัศน์ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มีความทะเยอทะยานและความยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะดึงดูด Creative Talent จากทั่วทุกมุมโลก

จุดแข็งอีกประการของคนไทยคือ เสน่ห์แห่งความยิ้มแย้มและสนุกสนาน ซึ่งหาได้ยากในประเทศพัฒนาที่เคร่งเครียดจริงจังและมีความเป็นปัจเจกสูง ดังนั้น จึงควรนำจุดแข็งนี้มาออกแบบอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ เพื่อใช้ในการโน้มน้าวและดึงดูด Creative Talent จากทั่วทุกมุมโลกให้หลงใหลและพร้อมจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมงานสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่นี้

Business Relation ซึ่งเป็น 1 ใน 4 เสาหลักของโครงการ Digital Media Asia 2010 จึงน่าจะสามารถเข้ามาช่วยดำเนินการในส่วนนี้ได้ แต่ควรจะขยายขอบเขตให้ไกลกว่าการเป็นเพียงตัวกลาง Matching เท่านั้น เพราะถึงที่สุดแล้ว Creative Economy จะมีลักษณะเชิงกระบวนการ (Process) ค่อนข้างมาก ดังนั้น Business Relation จึงต้องช่วยประสานวัฒนธรรมที่แตกต่างของ Creative Talent หรือ Creative Entrepreneur จากต่างประเทศให้บังเกิดความประทับใจในการทำงานร่วมกับคนไทยซึ่งก็มีทั้งเสน่ห์และข้อบกพร่องที่จะต้องปรับดุลซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่สร้างสรรค์และสานความฝันในการเป็น Digital Hub ให้เป็นจริง

3. วิจัย “ความเป็นไทย” อย่างจริงจัง เพื่อนำมาเป็นจุดขายที่สร้างความหลงใหลภักดีให้ลูกค้า

จุดแข็งในด้านความรื่นรมย์และสนุกสนานของคนไทย ในอีกด้านหนึ่งก็มีจุดอ่อนแฝงอยู่ นั่นคือ ความไม่จริงจังกับชีวิต ซึ่งอาจเป็นผลเสียทั้งในด้านกำหนดเวลาของการส่งมอบ Creative Product และการทำงานร่วมกับ Creative Talent จากต่างประเทศที่มีความเป็นมืออาชีพมากกว่า

การปรับเปลี่ยนนิสัยคนไทยให้กลายเป็นคนจริงจังแบบคนตะวันตกก็คงเป็นเรื่องยาก เพราะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไทย ดังนั้น การปรับเปลี่ยนคนไทยให้มีความจริงจังและมีนิสัยการทำงานแบบมืออาชีพจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจ “รากเหง้า” ความเป็นไทยและหาทางปรับปรุงจากพื้นฐานที่เป็นจิตวิญญาณของเรา จึงจะแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ

ที่สำคัญก็คือ “ความเป็นไทย” ยังถือเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้ Creative Product มีความแตกต่างจากประเทศอื่น ซึ่งหากทำได้ถึงระดับ Originality แล้วก็ย่อมร่ายมนต์เสน่ห์ให้คนทั่วโลกหลงใหลได้ ดังนั้น การค้นหาความเป็นไทยทั้งเพื่อปรับปรุงการทำงานของคนไทยให้มีลักษณะเป็นมืออาชีพแบบสากลมากขึ้นแล้ว ยังช่วยเติมสร้างความแข็งแกร่งให้ Digital Content อีกด้วย

โดยสรุปแล้ว Digital Media Asia 2010 จึงเป็นโครงการที่ถูกต้องในระดับยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการบูรณาการทั้ง Animations, Film & Music, Games, Business Relation ให้สนับสนุนกันจนผุดบังเกิด Digital Content ที่มีความสร้างสรรค์อันรุ่มรวย ที่สำคัญยังเน้นที่การดึงดูด Creative Talent จากต่างประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างพลังต่อยอดและความเป็นสากล

อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดเชิงยุทธวิธีแล้ว การบูรณาการไม่ควรทำแบบเบี้ยหัวแตก แต่จะต้องมีอุตสาหกรรมที่ถนัดเป็นตัวนำ อุตสาหกรรมที่ถนัดน้อยกว่าเป็นตัวเสริม โดยมีการวิจัยเพื่อค้นหา “ความเป็นไทย” มาเป็นตัวเชื่อมร้อยให้เกิด Unique Digital Content ที่ทรงเสน่ห์และยากในการเลียนแบบ ที่สำคัญยังสามารถนำความเป็นไทยมาใช้ในการแข่งขันเพื่อดึงดูด Creative Talent จากต่างประเทศให้มาช่วยพัฒนาความเป็นสากลให้กับ Digital Content มีคุณภาพที่กลมกล่อมสอดคล้องกับรสนิยมของคนทั่วโลก

Digital Media Asia 2010 จึงเป็น “ทัพหน้า” ให้กับ Creative Thailand ในการยกระดับจากประเทศกำลังพัฒนาทางเศรษฐกิจให้กลายเป็นประเทศพัฒนาที่รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรม ซึ่งความสำเร็จและล้มเหลวย่อมขึ้นอยู่กับการกำหนดกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการต่อสู้กับกองทัพที่แข็งแกร่งของประเทศพัฒนาเดิม

Comments

One Response to “Digital Media Asia 2010 : เดิมพันยิ่งใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ?”

  1. 1. wasbone on February 13th, 2010 22:57

    ขอบคุณบทความดีๆครับ

Got something to say?






;