Practical Report ทีวีดิจิตอล: อะไรคือทีวีดิจิตอล และกระบวนการให้ใบอนุญาตของ กสทช.

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์
Siam Intelligence Unit

ตลอดปีนี้ทั้งปีเราคงเห็นคำว่า “ทีวีดิจิตอล” ตามหน้าสื่ออยู่บ่อยๆ นะครับ เท่าที่ผมลองถามคนรอบตัวก็พบว่าคนยังเข้าใจหรือไม่รู้จักคำว่า “ทีวีเยอะมาก ผมก็ขอใช้พื้นที่ตรงนี้ช่วยให้ข้อมูลและอธิบายว่ามันคืออะไรกันแน่นะครับ

Digital TV

อะไรคือ ทีวีดิจิตอล

ก่อนอื่นต้องย้อนไปยังระบบทีวีในปัจจุบันที่เรานิยมเรียกกันว่า “ฟรีทีวี” ทั้งหกช่องเสียก่อน ฟรีทีวีเหล่านี้ออกอากาศด้วยคลื่นที่ส่งผ่านอากาศ จากเสาโทรทัศน์ต้นใหญ่ๆ ที่อยู่ตามภูเขาสูง ไปยังเสาก้างปลาหรือว่าเสาหนวดกุ้งตามบ้านเรือน วิธีการส่งคลื่นแบบนี้มีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า “ทีวีภาคพื้น” ภาษาอังกฤษเรียก Terrestrial Broadcasting ซึ่งก็มีความหมายตรงตัวว่าคลื่นส่งไปมากันบนผิวโลก ไม่ได้ส่งขึ้นอวกาศแล้วยิงลงมาแบบดาวเทียม

ระบบทีวีภาคพื้นของบ้านเราในปัจจุบันใช้การเข้ารหัสแบบแอนะล็อกซึ่งถูกคิดค้นมานานหลายสิบปีแล้ว การเข้ารหัสแบบแอนะล็อกมีข้อเสียคือการส่งสัญญาณทีวีหนึ่งช่องต้องใช้ช่วงคลื่นกว้างมาก ทำให้มีจำนวนช่องน้อยเพราะคลื่นมีจำกัด (และเป็นเหตุผลข้อหนึ่งว่าทำไมเมืองไทยถึงมีฟรีทีวีแค่หกช่อง) นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องคลื่นรบกวนจนสัญญาณภาพไม่ชัดในบางพื้นที่อีกด้วย

เมื่อเทคโนโลยีด้านการส่งสัญญาณทีวีพัฒนามากขึ้น จึงเกิดวิธีการส่งสัญญาณทีวีแบบใหม่ขึ้นมา 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

  • กลุ่มแรกสุดคือ ทีวีผ่านดาวเทียม ที่ทุกคนคงคุ้ยเคยกันดีอยู่แล้ว ข้อดีของมันคือมีจำนวนช่องได้มาก ให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศไทย (และไปไกลถึงประเทศเพื่อนบ้าน) แต่ก็จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มทั้งจานดาวเทียม และกล่องรับสัญญาณดาวเทียม ซึ่งปัจจุบันมีขายแพร่หลายทั่วไป เสียค่าใช้จ่ายหลักหนึ่งพันถึงสามพันบาทแล้วแต่จำนวนและความสามารถของอุปกรณ์
  • กลุ่มที่สองคือ เคเบิลทีวี หรือทีวีที่ส่งสัญญาณตามสายเคเบิลที่พาดบนเสาไฟฟ้า ทีวีระบบนี้มีจำนวนช่องได้มาก ไม่มีปัญหาฝนตกแบบดาวเทียม แต่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ให้บริการอาจจำกัด และอาจต้องมีกล่องรับสัญญาณแบบดาวเทียมด้วยในบางกรณี
  • กลุ่มที่สามคือ “ทีวีดิจิตอล” ที่เราสนใจนั่นเอง อธิบายแบบสั้นๆ มันคือการส่งสัญญาณภาคพื้นแบบเดิม แต่เปลี่ยนมาเข้ารหัสแบบดิจิตอลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเยอะ โดยคลื่นที่เคยให้บริการช่องแอนะล็อกได้ 1 ช่อง สามารถส่งสัญญาณแบบดิจิตอลได้ถึง 40-50 ช่อง (กรณีของ กสทช. คือ 48 ช่อง) เปิดโอกาสให้มีช่องรายการใหม่ๆ ได้มากขึ้นมาก นอกจากนี้การส่งสัญญาณแบบดิจิตอลยังมีปัญหาเรื่องคลื่นรบกวนน้อยลง ภาพจึงคมชัดขึ้นตามไปด้วย

ทีวีดิจิตอลใช้หลักคิดแบบเดียวกับทีวีแอนะล็อกในปัจจุบัน ส่งสัญญาณภาพและเสียงไปในอากาศ ใครจะดึงสัญญาณไปรับชมก็ไม่ปิดกั้น และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ต้องเสียค่าสมาชิกแรกเข้าหรือรายเดือนเหมือนเคเบิลทีวีหรือดาวเทียม สถานีทีวีก็หารายได้จากการโฆษณาตามปกติ  ส่วนรายการพรีเมียมแบบเก็บเงินก็ไปฉายบนเคเบิลทีวีหรือดาวเทียมแทน ซึ่งประชาชนที่สนใจรับชมก็เลือกซื้อหรือจ่ายเงินกันเองโดยที่รัฐไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว

สรุปง่ายๆ ว่าทีวีดิจิตอลถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้แทนทีวีแอนะล็อก เนื่องจากรูปแบบการทำงานเหมือนกันทุกประการ แต่คุณภาพดีกว่ากันมาก มีจำนวนช่องได้เยอะขึ้น ดังนั้นทุกประเทศที่ใช้ทีวีแบบแอนะล็อกจึงต้องการเปลี่ยนระบบการแพร่สัญญาณมาเป็นดิจิตอลให้หมด เพื่อนำคลื่นความถี่ที่มีจำกัดไปใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่นๆ แทน

แต่เนื่องจากการแพร่ภาพด้วยระบบดิจิตอล จำเป็นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ทั้งฝั่งขาส่ง (สถานีทีวี) และขารับ (เครื่องทีวีต้องมีตัวถอดสัญญาณดิจิตอล) ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาและงบประมาณพอสมควร เพราะทีวีเก่าๆ ย่อมไม่มีภาครับสัญญาณตัวนี้มาให้ด้วย

ทางออกที่ทุกประเทศใช้แก้ปัญหาคือแพร่ภาพทั้งสองระบบ (แอนะล็อกและดิจิตอล) ควบคู่กันไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง (มีตั้งแต่ 5-15 ปีแล้วแต่ประเทศ) และประกาศล่วงหน้านานๆ ว่าจะหยุดการแพร่ภาพระบบแอนะล็อกเมื่อใด เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง ในอีกทางหนึ่งก็นำงบประมาณภาครัฐมาสนับสนุนให้ประชาชนซื้อกล่องแปลงสัญญาณดิจิตอลในราคาถูกกว่าท้องตลอด (ราว 300-500 บาท) เพื่อเร่งให้คนพร้อมใช้ระบบดิจิตอลมากขึ้น

น่าเสียดายว่ากระบวนการแพร่ภาพระบบดิจิตอลของประเทศอื่นๆ เริ่มกันไปนานมากแล้ว (10-15 ปีก่อน) กรณีของประเทศไทยล่าช้าเนื่องจากไม่สามารถตั้ง “กสช.” ที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านวิทยุโทรทัศน์ได้ด้วยปัญหาเรื่องกฎหมาย กว่าจะมาทำสำเร็จก็ต้องรอถึงยุคของ “กสทช.” ที่รวมหน่วยงานด้านโทรคมนาคมกับวิทยุโทรทัศน์เข้าด้วยกัน ผลคือการผลักดันดิจิตอลทีวีของบ้านเราจึงช้ากว่าประเทศอื่นๆ ถึงสิบกว่าปี

เวลานานขนาดนั้นย่อมทำให้ภาคเอกชนที่ต้องการทำสถานีทีวีของตัวเอง (นอกเหนือจากฟรีทีวีทั้งหกช่อง) ย่อมรอไม่ไหว และหันไปทำทีวีในระบบอื่นๆ ทั้งเคเบิลและดาวเทียมกันไปก่อน ผลคือความจำเป็นของการมีทีวีดิจิตอลในบ้านเรา ณ พ.ศ. นี้ จึงอาจน้อยลงไปหน่อยเมื่อเทียบกับ 10-15 ปีก่อน เนื่องจากประชาชนหนีไปดูดาวเทียม-เคเบิลทีวีกันเยอะแล้วนั่นเองครับ (แต่ทีวีดิจิตอลก็ยังจำเป็นต้องทำอยู่ดี)

กระบวนการออกใบอนุญาตทีวีดิจิตอลของ กสทช.

ปี 2556 ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลจะเริ่มผลักดันทีวีดิจิตอลสักที โดย กสทช. จะนำคลื่นทีวีที่ว่างอยู่ช่วงหนึ่งมาจัดสรรให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมาทำทีวีดิจิตอล เพื่อฉายควบคู่กับระบบแอนะล็อกเดิมต่อไป

อย่างแรกสุดเลยต้องอธิบายว่านอกจากความถี่สำหรับฟรีทีวีทั้ง 6 ช่องในปัจจุบันแล้ว ประเทศไทยยังเหลือ “ความถี่” สำหรับฟรีทีวีได้อีก 6 ย่าน ความถี่ย่านนี้นำไปใช้สำหรับทีวีแบบแอนะล็อกได้ 6 ช่องพอดี แต่ถ้านำไปใช้ทำทีวีดิจิตอลกลับมาสามารถใช้ได้ถึง 48 ช่อง ซึ่ง กสทช. จะนำความถี่ย่านนี้มาจัดสรรให้เกิดทีวีดิจิตอลในประเทศไทย

ตามแผนของ กสทช. แบ่งทีวีดิจิตอลออกเป็น 3 ประเภทดังนี้ครับ

  • บริการธุรกิจ 24 ช่อง
  • บริการสาธารณะ 12 ช่อง
  • บริการชุมชน 12 ช่อง

รวมแล้ว 48 ช่องพอดี ส่วนรายละเอียดของแต่ละประเภทจะอธิบายต่อไปครับ

ทีวีบริการธุรกิจ

ทีวีกลุ่มนี้เหมือนกับฟรีทีวีที่เรารู้จักกันดีอย่างช่อง 3-5-7-9 ครับ เจ้าของเป็นหน่วยงานธุรกิจ เช่น บริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ สามารถโฆษณาได้ตามปกติ ส่วนวิธีการจัดสรรใบอนุญาตของ กสทช. ระบุว่าต้องประมูลเท่านั้น

กสทช. ยังแยกย่อยทีวีกลุ่มบริการธุรกิจออกเป็นหมวดๆ ตามลักษณะของรายการ ได้แก่ ช่องเด็กและเยาวชน 3 ช่อง, ช่องข่าว 7 ช่อง, ช่องบันเทิงทั่วไป 7 ช่อง และช่องบันเทิงความละเอียดสูง (HD) 7 ช่อง

คาดว่า กสทช. จะจัดประมูลได้ภายในปีนี้ (น่าจะช่วงปลายปี) ส่วนบริษัทที่เข้าประมูลก็ชัดเจนว่าเป็นบริษัทสื่อ ผู้ผลิตรายการทีวีรายใหญ่ๆ ที่ไม่ใช่ช่อง 3-7-9 และส่วนใหญ่ก็ทำทีวีดาวเทียมอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น เนชั่น แกรมมี่ อาร์เอส กันตนา เวิร์คพอยต์ เป็นต้น

ทีวีบริการสาธารณะ

อันนี้เป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย แนวคิดของมันจะคล้ายๆ “ทีวีสาธารณะ” แบบ Thai PBS แต่ไม่เหมือนซะทีเดียว (สังเกตคำว่า “บริการ” ที่เป็นจุดแตกต่าง) ทีวีกลุ่มนี้สามารถโฆษณาได้ “บางส่วน” เช่น โฆษณาข่าวสาร ข่าวประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานรัฐได้ หรือโฆษณาภาพลักษณ์องค์กรของบริษัทเอกชนได้ แต่ห้ามโฆษณาสินค้าและสรรพคุณของผลิตภัณฑ์

หน่วยงานที่มีสิทธิทำ “ทีวีบริการสาธารณะ” ได้แก่ หน่วยงานของรัฐบาลทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นกระทรวง กรม องค์การมหาชน หน่วยงานอิสระอื่นๆ (ยกเว้นรัฐวิสาหกิจที่ไปเข้าหมวดทีวีบริการธุรกิจ) มูลนิธิ สมาคม หน่วยงานที่ไม่หวังผลกำไร และสุดท้ายคือสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา

กสทช. ไม่ใช้วิธีการประมูลแบบเดียวกับทีวีบริการธุรกิจ แต่ใช้วิธีให้องค์กรที่อยากได้คลื่นไปทำทีวีดิจิตอลยื่นใบสมัครเข้ามา แล้ว กสทช. จะคัดเลือกจากหน่วยงานที่มีคุณสมบัติและแผนงานเหมาะสม

คนที่ติดตามข่าวสักหน่อยจะพบว่าการจัดสรรใบอนุญาตของ กสทช. กับทีวีบริการสาธารณะ ยังมีปัญหาอีกหลายๆ จุด เช่น กระบวนการคัดสรรใช้หลักเกณฑ์อะไร วิธีการตรวจสอบโฆษณาแฝง รูปแบบของช่องรายการ ฯลฯ ซึ่งผมขอยังไม่ลงรายละเอียดในคอลัมน์ตอนนี้นะครับ เดี๋ยวจะซับซ้อนเกินไป

เดิมที กสทช. วางแผนว่าจะจัดสรรทีวีดิจิตอลสาธารณะช่วงกลางปีนี้ แต่อาจต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากมีเสียงวิจารณ์จากภาคส่วนต่างๆ มากมาย

ทีวีบริการชุมชน

กลุ่มสุดท้ายคือ “ทีวีบริการชุมชน” อันนี้ใช้แนวคิดใกล้เคียงกับ “วิทยุชุมชน” แต่เปลี่ยนรูปแบบของเนื้อหามาเป็นภาพและเสียงแทน

ทีวีชุมชนมีแนวคิดของ “ภูมิภาค” ซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อนในวงการทีวีของไทย อธิบายง่ายๆ ว่าเราจะเห็นทีวีแยกเป็นรายภาคหรือแยกตามกลุ่มจังหวัด โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างรายการทีวีที่เน้นกลุ่มผู้ชมเฉพาะภูมิภาค แทนรายการเดียวสำหรับผู้ชมทั้งประเทศ

ทีวีบริการชุมชนมีเงื่อนไขเข้มงวดกว่าทีวีบริการสาธารณะพอสมควร ผู้ที่มีสิทธิขอใบอนุญาตต้องเป็นมูลนิธิ-สมาคมตามแต่ละภูมิภาคเท่านั้น แถมห้ามมีโฆษณาเลย ต้องอาศัยเงินบริจาคจากผู้ชมหรือเงินสนับสนุนจาก กสทช. เป็นบางส่วนแทน ส่วนวิธีการคัดเลือกก็คล้ายกับทีวีบริการสาธารณะคือ กสทช. จะคัดเลือกจากใบสมัครของหน่วยงานที่ยื่นเข้ามาขอ

แผนการของ กสทช. เก็บทีวีบริการชุมชนไว้แจกทีหลังสุด ซึ่งเราน่าจะเห็นกระบวนการจัดสรรคลื่นให้ทีวีบริการชุมชน หลังจากที่ กสทช. จัดสรรคลื่นให้ทีวีบริการธุรกิจและบริการสาธารณะเรียบร้อยแล้ว (น่าจะต้องรอถึงปีหน้าเลย)

เผยแพร่ครั้งแรกใน ไทยรัฐออนไลน์ (ตอนที่ 1, ตอนที่ 2)