Practical Report กีฬาในฐานะสัญลักษณ์การทูต จากการทูตปิงปอง สู่ ฟุตบอลเสื้อแดงไทย – กัมพูชา

Phenomenon : ปรากฏการณ์ (ไม่) ธรรมชาติ โดย chatechenko

ในสัปดาห์นี้มีการแข่งขันฟุตบอลแมตซ์หนึ่งที่เป็นที่จับตา ไม่ใช่การแข่งขันที่มีนักเตะระดับโลก อย่าง เมสซี่ หรือ อิบราฮิโมวิช ลงแข่ง หรือเป็นการชิงแชมป์ถ้วยเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น แต่การแข่งขันในนัดนี้มีแต่นักเตะสมัครเล่น และแข่งกันแบบกระชับมิตรโดยชาติที่ไม่ได้โดดเด่นในแผนที่ลูกหนังโลก

นั่นก็คือการแข่งขันระหว่างทีมคนเสื้อแดงไทย ที่ประกอบด้วยนักเตะสมัครเล่น มาจากคนเสื้อแดงไทยและสมาชิกพรรคเพื่อไทย ปะทะกับ V.I.P. ของกัมพูชา เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ หลังจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลประชาธิปัตย์ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศอยู่ในจุดที่ถดถอย

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไทยใช้เกมส์กีฬาเป็น “สัญลักษณ์” ทางการทูต ในบทความนี้จะใช้มุมมองแบบประวัติศาสตร์ (the historical approach) ในการบอกเล่าผ่านประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยเคยใช้กิจกรรมในรูปแบบนี้ในการกระชับสัมพันธ์ไมตรี

“การทูตปิงปอง” เมื่อประเทศไทยเดินตามรอยสหรัฐฯในการจับมือจีน

ในช่วงหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเวลาที่โลกแบ่งเป็นสองขั้วหลังจากสหรัฐอเมริกาปวารณาตนเป็นผู้นำโลกเสรีนิยม และสหภาพโซเวียต ในขณะนั้น ได้สร้างสภาวะ “สงครามเย็น” (cold war) โดยได้ดำเนินการปะทะกันผ่านสงครามตัวแทน (represent war) ในหลายๆสมรภูมิท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย การเติบโตเศรษฐกิจ และการตื่นตระหนกภัยนิวเคลียร์

จนถึงช่วงทศวรรษ 1970 ประเทศจีนได้ขึ้นมาเป็นตัวแปรสำคัญในการเป็นประเทศโลกสังคมนิยมที่ขึ้นมาคานอำนาจกับสหภาพโซเวียต ประจวบกับปี 2513 ในการแข่งขันปิงปองชิงแชมป์โลกที่นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น นักกีฬาสหรัฐฯโคจรมาพบกับนักกีฬาจีนในรอบชิงชนะเลิศ ในช่วงนั้นแวดวงต่างๆเริ่มพูดถึงสโลแกน “มิตรคืออันดับที่หนึ่ง เกมส์การแข่งขันคือเรื่องรองลงมา”

นาทีที่นิกสัน จับมือกับประธานเหมา คือนาทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในวงการทูต - ภาพจาก wikimedia

นาทีที่นิกสัน จับมือกับประธานเหมา คือนาทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในวงการทูต - ภาพจาก wikimedia

เมื่อตอนนั้น สหรัฐฯมียอดเซียนการทูตนาม เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ที่ปรึกษาพิเศษด้านความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ไปเจรจาอย่างลับๆ เพื่อปูทางสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนเรื่องการขอเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ

และในปี 1972 ทั่วโลกต้องตกใจเมื่อริชาร์ด นิกสัน ประธานธิบดีสหรัฐฯผู้นำโลกเสรี จับมือกับเหมา เจ๋อ ตุง ในการพบกัน โอกาสนี้นิกสันใช้เวลาเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆในประเทศจีนตั้งแต่ระยะ 21 – 28 เมษายน 2514 และนำไปสู่การปรับท่าทีในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศกับจีน ทั่วโลกจึงรู้จักชื่อของ “การทูตปิงปอง” (Ping Pong Diplomacy)

ไทย ในฐานะมหามิตรของสหรัฐอเมริกา กำลังประสบปัญหาเรื่องคอมมิวนิสต์ทางจีนเองก็สนใจอยากจะติดต่อกับไทย เพราะว่าจีนต้องการเอาไทยมาเป็นเพื่อต่อต้านอิทธิพลของโซเวียตซึ่งแผ่เข้ามาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ด้วยเหตุนี้เอง จีนจึงส่งเทียบเชิญให้ไปเล่นปิงปอง โดยไทยส่งประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ คนสนิทของจอมพล ประภาส จารุเสถียร ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และคุมเรื่องการต่อต้านคอมมิวนิสต์ไป

คณะทูตปิงปองของไทยได้เดินทางไปจีนตามคำเชิญของสหภาพปิงปองแห่งเอเชีย เมื่อ 30 สิงหาคม – 7 กันยายน พ.ศ.2515 มีพลตำรวจโท ชุมพล โลหะชาละ ซึ่งเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจ ฝ่ายกิจการพิเศษที่ดูแลเรื่องคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น และยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมปิงปองแห่งประเทศไทยเป็นผู้นำทีม นับเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ไทยและจีนในยุคใหม่ และ มีการยกย่อง ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ว่า “คิสซิงเจอร์แห่งประเทศไทย ผู้เปิดประตูเมืองจีน” โดยได้มีโอกาสพบกัน โจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีของจีนด้วย ก่อนที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้แนบแน่นในสมัยนายกรัฐมนตรี คึกฤทธิ์ ปราโมช ในปี 2518

ฟุตบอลเสื้อแดงไทย – V.I.P. กัมพูชา ขอความสุขคืนกลับมา “ชายแดน”

สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้แม้กระทั่งรัฐบาลที่ผ่านมาก็คือความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชาเลวร้ายลงเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล จากทั้งกรณีตั้ง นาย กษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เคยด่าผู้นำกัมพูชาว่ากุ๊ย  การพยายามไล่แทรกแซงเพื่อไล่ล่าตัวอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตรหลังจากกัมพูชาตั้งเป็นที่ปรึกษาทางการค้าและเศรษฐกิจ

ผสมกับการปลุกระดมเรื่องเขาพระวิหารจนของกลุ่มพันธมิตรเป็นเหตุให้เกิดการปะทะตามชายแดนและยืดเยื้อบนศาลโลก และรวมไปถึงการที่ นาย พนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ได้ร่วมทีม ของนาย วีระ สมความคิด ที่บุกรุกเข้าพื้นที่กัมพูชา กับวลีสุดฮิต “เรื่องนี้มีผมกับท่านนายกฯเท่านั้นที่รู้” จนนำไปสู่การจับกุมนายวีระ และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ และการปะทะตามแนวชายแดนทั้งด้านจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดศรีษะเกษ

และเมื่อพรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดสัญญาณความสัมพันธ์กับประเทศไทยดูเหมือนจะเป็นบวกขึ้นมาทันที เมื่อ สมเด็จเดโช ฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ขอร้องไปยังหนังสือพิมพ์ในกัมพูชาให้เสนอข่าวเกี่ยวกับรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างระมัดระวัง

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จับมือกับสมเด็จ ฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จับมือกับสมเด็จ ฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา

แมตซ์ฟุตบอลดังกล่าวจึงน่าจับตาว่าเป็นมากกว่าเกมส์ฟุตบอล โดยก่อนหน้าการแข่งขัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเพิ่งเดินทางเยือนกัมพูชาตามกำหนดการเวียนแนะนำตัวกับชาติสมาชิกอาเซียน (ดูได้ ที่นี่ ) ในวันที่ 15 กันยายน และ อดีตนายกฯทักษิณมีแผนจะเดินทางเข้าไปยังกัมพูชาเพื่อปาฐกถาและพบปะผู้นำกัมพูชา (ดูรายละเอียด ที่นี่)

กัมพูชาดูตื่นตัวกับการแข่งขันในครั้งนี้มากมีการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์และการประชาสัมพันธ์อย่างแพร่หลาย และในประเทศไทยก็ยังมีความสนใจจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว (ดูโปรแกรมทัวร์ ที่นี่)

หากพูดกันอย่างตรงไปตรงมาประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในครั้งนี้ ทั้งในด้านความมั่นคงภายในประเทศตามบริเวณชายแดน การกระตุ้นเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองชาติ และ ภาพลักษณ์การต่างประเทศของประเทศไทยที่ดีขึ้นในเวทีโลก

แน่นอนว่า หากเราพูดถึงการทูตนั้น ก็เป็นเสมือนเกมส์ต่อรองคล้ายๆปิงปองและลูกฟุตบอล ที่มีทั้งความร่วมมือ มิตรภาพ และการแข่งขันอยู่ในเกมส์ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ “มิตรภาพระหว่างเกมส์” และตามธรรมเนียมทางการทูตนั้นไม่มีฝ่ายใดที่ได้ผลตามที่ตนเองต้องการ 100 เปอร์เซนต์ ทุกอย่างคือการต่อรอง และยิ่งลักษณ์ กับ นาย สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล จำเป็นต้องเปลี่ยน “ฟุตบอล” ให้เป็นสัญลักษณ์ทางการทูตในยุคใหม่

ณัฐวุฒิ จตุพร และแรมโบ้อีสาน ขณะฟิตซ้อม

ณัฐวุฒิ จตุพร และแรมโบ้อีสาน ขณะฟิตซ้อม - ภาพจาก ข่าวสด

สิ่งที่สำคัญก็คือจะทำอย่างไร ให้ภายหลังจากการแข่งขันในครั้งนี้แล้วประเทศไทยจะไม่ทำโอกาสให้เสียเปล่า เพราะอีกไม่ถึง 4 ปีจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ดีกว่าทำให้ความขัดแย้งภายในประเทศทำลายความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ และเป็นการพิสูจน์ว่าการใช้เกมส์การทูตสไตล์ “นักเลงโบราณ” นั้นไม่สามารถใช้ได้ในยุคปัจจุบันแล้ว

หากจะมองข้ามช็อตไปยังเกมส์ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติซาอุดิอาระเบีย นี่รัฐบาลก็ควรจะใช้เหตุนี้ในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศซาอุฯด้วย ในช่วงทศวรรษ 2520 แรงงานไทยไปทำงานที่ซาอุฯจำนวนมาก แต่หลังจากคดี “เพชรซาอุ” และอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุฯ นาย มูฮ้มหมัด อาลูไวลี ทำให้มีการลดความสัมพันธ์ทางการทูตและทำให้แรงงานไทยไม่สามารถไปทำงานได้

ซ้ำร้ายกว่านั้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาได้มีการแต่งตั้ง พล.ต.ท. สมคิด บุญถนอม ผู้ต้องสงสัยร่วมในคดีดังกล่าว ที่เป็นน้องชายของ พล.อ. สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าคณะสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่มีส่วนในการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในการยึดอำนาจ อดีตนายกฯทักษิณ

ดัง นั้นฝ่ายการจัดการแข่งขันควรจะใช้โอกาสนี้ เชิญนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และตัวแทนจากทางรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย เข้าร่วมชมการแข่งขันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้วย

มีเรื่องเล่าจากประสบการณ์เปรียบเทียบสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสมัย รัฐบาลที่ผ่านมาและรัฐบาลปัจจุบัน ผ่านคำบอกเล่าจากผู้ที่สนิทว่า เมื่อสมัยรัฐบาลที่ผ่านมาเกิดเหตุปะทะชายแดน ประเทศไทยมีขบวนธรรมยาตราเพื่อยุติความรุนแรง จากไทยสู่กัมพูชา พระที่ไปร่วมขบวนท่านหนึ่งได้เล่าว่าในขณะที่มีโอกาส ไปเยี่ยมนาย วีระ ที่เรือนจำ เปรย์ซอร์ เจ้าหน้าที่ผู้คุมได้เตือนว่า “Don’t speak Thai” ทำให้บรรยากาศในขณะนั้นดูมาคุพอสมควร

และอีกกรณีหนึ่ง เมื่อเดือนที่ผ่านมามีการประชุมของมูลนิธิ google ที่พนมเปญ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวไทยท่านหนึ่งได้เดินทางไปร่วมงานได้ เรียกแท็กซี่จากสนามบินไปส่งที่พัก เมื่อคนขับรู้ว่าเป็นคนไทยเขาหันมาพูดพลางยกนิ้วว่า “Yingluck Good! Thailand Good!”

เพียงแต่ว่าอยากให้เราคิดว่าเมื่อไปเยือนประเทศต่างๆ เราอยากได้ยินคำไหน “Don’t  speak Thai” หรือ “Thailand Good!” มากกว่ากัน?