Practical Report ด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ รัฐบาลควรยุบสภาภายใน 3 เดือน

โดย กานดา นาคน้อย

ตำแหน่งผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยหรือที่เรียกกันว่า “ผู้ว่าฯแบงค์ชาติ” นั้น มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทยไม่น้อยกว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะเสถียรภาพทางการเงินเป็นพื้นฐานของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ผู้ว่าฯ ธาริษา วัฒนเกส นั้นมีความสามารถมากและเป็นที่เคารพนับถือในวงการธนาคารกลางทั้งใน ทวีปเอเชีย ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา น่าเสียดายที่ผู้ว่าฯ ธาริษาจะเกษียนอายุอีก 6 เดือนข้างหน้า ทำให้เกิดคำถามว่า

1. ใครคือตัวเก็งที่ รัฐบาลอภิสิทธิ์จะเสนอให้เป็นผู้ว่า ฯแบงค์ชาติคนต่อไป ?

2. รบกวนสื่อมวลชน ช่วยบอกประชาชนบ้างได้ไหมคะ ?

ตัวเก็งตำแหน่งผู้ว่าฯแบงค์ชาติในประเทศอุตสาหกรรมนั้น เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนล่วงหน้าก่อนผู้ว่าฯคนปัจจุบันจะเกษียณ อายุเป็นปีๆ แต่ตัวเก็งตำแหน่งผู้ว่าฯแบงค์ชาติไทยนั้นไม่เป็นประเด็นสำคัญต่อสื่อมวลชน ไทย ท่ามกลางวิกฤตการเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน “ผู้ว่าฯแบงค์ชาติคนใหม่” จะมีความสำคัญยิ่งกว่าคุณเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าฯซึ่งโดนศาลแพ่งพิพากษาให้ชดใช้สินไหมเป็นเงิน 186,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 โทษฐานนำเงินทุนสำรองไปแทรกแซงในตลาดเงินตราเพื่อปกป้องค่าเงินบาท (( อ้างอิงจาก”ควันหลงต้มยำกุ้ง ศาลพิพากษา เริงชัย ชดใช้ 1.86 แสนล้าน” ประชาไท 1 มิ.ย. 2548 http://www.prachatai.com/journal/2005/06/4217 ))

แม้ว่าไทยได้ใช้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศใช้หนี้เงินกู้จากกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟแล้ว ปัจจุบันกระทรวงการคลังยังมีภาระหนี้เก่าจากบัญชีกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน นอกจากนี้กระทรวงการคลังต้องรับภาระหนี้ใหม่ที่เป็นผลมาจากนโยบายกระตุ้น เศรษฐกิจด้วย” โครงการไทยเข้มแข็ง” ได้มีผู้เสนอวิธีการแก้ปัญหาต่างๆนานา แบ่งได้เป็น 2 ประเภทตามลักษณะบัญชี คือบัญชีกระทรวงการคลังหรือบัญชีแบงค์ชาติ มีทั้งหมด 7 วิธีดังต่อไปนี้

1. เก็บภาษีเพิ่ม คุณกรณ์ จาติกวณิช รมต.คลังใช้วิธีนี้แล้วโดยการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 2 บาทต่อลิตร (( อ้างอิงจาก “กรณ์ เบรกลดภาษีน้ำมัน ชี้ต้องรอบคอบ” ข่าวสารบ้านเมือง รัฐสภาไทย 25 มิ.ย. 2552 http://www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=213275 ))

2. กู้เพิ่ม รมต.กรณ์ใช้วิธีนี้แล้วเช่นกัน (( อ้างอิงจาก “ไทยเข้มแข็งตามแผน 2555 พรรคร่วมรัฐบาลคือตัวแปร” ไทยโพสต์ 13 พ.ค. 2552 http://www.thaipost.net/news/130509/4593 ))

3. ออกกฎหมายใหม่เพื่อเก็บภาษีก้าวหน้า เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สิน วิธีนี้เป็นวิธีที่นานาประเทศใช้ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ มีผู้เสนอมาอย่างน้อย 2 คน (( อ้างอิงจาก “ผาสุก พงษ์ไพจิตร ลอกคราบสังคมไทย จะก้าวไปสู่สังคมที่ Fair…อาจต้องรอชาติหน้าตอนบ่ายๆ ?” ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 6 พ.ย. 2552 http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1257426561 )) (( อ้างอิงจาก “กล้าไหมคุณอภิสิทธิ์..ภาษีที่ดิน มรดก ตัดเนื้อพวกพ้อง เติมเลือดคนจน หรืออนาคตการเมืองคุณหมดไปแล้ว!!!” ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 19 มี.ค.2553 http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1268984818)) แต่ผู้เสนอไม่ใช่รมต.คลังหรือข้าราชการกระทรวงการคลัง

4. แก้กฎหมายเพื่อรวมบัญชีทุนสำรองของแบงค์ชาติให้เหลือบัญชีเดียว วิธีนี้เสนอโดยคุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯแต่เกิดกระแสต่อต้าน เป็นวิธีเดียวกันที่รัฐบาลสุรยุทธเสนอเข้าสภาแต่ไม่ผ่าน (( อ้างอิงจาก “กรณ์-ไตรรงค์ ถอดใจรวมบัญชีธปท. เล็งแก้ก.ม.ดึงผลประโยชน์ใช้หนี้กองทุน” คมชัดลึก 15 มี.ค. 2553 http://www.komchadluek.net/detail/20100315/52070/…99.html ))

5. ดึงเงินสำรองของแบงค์ชาติบางส่วน มาซื้อพันธบัตรรัฐบาล ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตลาดหรือดอกเบี้ย 0% วิธีนี้เสนอโดยคุณจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (( ibid ))

6. แก้กฎหมายนำเงินในบัญชีผลประโยชน์ประจำปีของแบงค์ชาติมาใช้หนี้กองทุนฟี้นฟูฯ วิธีนี้เสนอโดยผอ.จักรกฤศฎิ์เช่นเดียวกัน (( ibid ))

7. ออกกฎหมายพิเศษเพื่อดึงเงินจากบัญชีสำรองพิเศษของแบงค์ชาติมาใช้ วิธีนี้เสนอโดยผอ.จักรกฤศฎิ์เช่นเดียวกัน (( ibid ))

สรุปได้ว่าวิธีที่ 1-3 ต้องใช้เงินในบัญชีกระทรวงการคลัง ส่วนวิธีอื่นต้องใช้เงินในบัญชีแบงค์ชาติ และสรุปได้ว่ากระทรวงการคลังภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องการให้แบงค์ชาติช่วย แก้ปัญหา วิธีที่ 5 เป็นวิธีเดียวที่ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย การใช้เงินทุนสำรองของแบงค์ชาติซื้อพันธบัตรรัฐบาลนั้นเป็นวิธีการทั่วไปใน การบริหารหนี้สาธารณะ ประเด็นที่สำคัญคือเพดานวงเงิน ถ้าไม่มีการแก้กฎหมายในอนาคตเพื่อเพิ่มเพดานวงเงินก็ไม่เสียหาย แต่ถ้ามีการแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มเพดานวงเงินหรือเพื่อใช้วิธีที่ 4 วิธีที่ 6 และ วิธีที่ 7 จะหมายความว่ากระทรวงการคลังผลักภาระทางการคลังให้แบงค์ชาติรับผิดชอบด้วย ทุนสำรอง

ในมาตรฐานสากล การนำเงินทุนสำรองไปบริหารนอกบัญชีแบงค์ชาตินั้นไม่ใช่วิธีการแปลกใหม่ หลายประเทศได้นำทุนสำรองออกมาจัดตั้งกองทุนลงทุนประจำชาติ (Sovereign Wealth Fund) เช่น เทมาเสกของสิงคโปร์ บริษัทลงทุนของดูไบ (Investment Corporation of Dubai) และบริษัทลงทุนของจีน (China Investment Corporation) บัญชีของกองทุนเหล่านี้แยกออกจากกระทรวงการคลัง ผู้บริหารกองทุนรับผิดชอบบริหารความเสี่ยงโดยการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆทั้ง ในประเทศและนอกประเทศ ไม่มีกองทุนใดลงทุนด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลตนเอง 100%

เมื่อ 30-35 ปีที่แล้วนั้น กระทรวงการคลังในประเทศละตินอเมริกาผลักภาระด้านการคลังให้แบงค์ชาติโดยการ ขายพันธบัตรรัฐบาลให้แบงค์ชาติในมูลค่ามหาศาล จนก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อและเกิดวิกฤตการเงินที่รุนแรงจนลุกลามเป็นวิกฤต เศรษฐกิจทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ในสมัยนั้นรัฐบาลพลเอกเปรมต้องลดค่าเงินบาท 3 ครั้ง แม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ ไม่มีใครรับประกันได้ว่าอีก 5 ปีไทยจะไม่มีปัญหาเงินเฟ้อถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาการคลังโดยการผลักภาระให้แบงค์ ชาติและไม่ปฎิรูปโครงสร้างภาษี

เมื่อปี 2535 นั้นไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าประเทศไทยจะมีวิกฤติเศรษฐกิจภายใน 5 ปี ในปี 2536 ไทยเปิดเสรีทางการเงินระหว่างประเทศและอนุญาตให้สถาบันการเงินทำธุรกรรม บางอย่างที่ทำไม่ได้แม้แต่ที่สิงคโปร์ เพียง 4 ปีให้หลังได้เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง คนไทยได้เรียนรู้ด้วยบทเรียนราคาแพงว่า” ผู้ว่าฯแบงค์ชาติ”นั้นสำคัญอย่างไร แม้จะมีข้อถกเถียงกันภายหลังถึงบทบาทของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่มีใครปฎิเสธได้ว่าความสูญเสียเสถียรภาพการเงินในครั้งนั้นได้นำไปสู่ความ สูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล

ถ้ารัฐบาลอภิสิทธิ์มีอายุอย่างน้อยอีก 6 เดือน รัฐบาลสามารถแต่งตั้งผู้ว่าฯแบงค์ชาติคนใหม่เข้ามารับภาระการคลังซึ่งไม่ใช่ หน้าที่แบงค์ชาติ และอาจนำไปสู่วิกฤตการเงินครั้งใหม่ ดังนั้นรัฐบาลควรยุบสภาภายใน 3 เดือนและเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันในพื้นที่สาธารณะว่าใครบ้างคือตัวเก็ง ผู้ว่าฯแบงค์ชาติคนใหม่ ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะได้จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งด้วยกติกาใหม่ ผู้ว่าฯแบงค์ชาติที่เป็นที่เคารพนับถือจากธนาคารกลางทั่วโลกจะเป็นฐานให้ รัฐบาลใหม่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคง และจะช่วยเสริมความมั่นคงของรัฐบาลใหม่ด้วย

ณ เวลานี้ ประเทศไทยได้มาถึงจุดเปลี่ยนผ่านทั้งทางการเมือง การคลัง และการเงิน ขอความกรุณารัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาภายใน 3 เดือนและคืนอำนาจให้ประชาชนเถิดค่ะ

เกี่ยวกับผู้เขียน

ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue และนักวิจัยของสถาบันวิจัยราคาสินค้านานาชาติแห่งมหาวิทยาลัย Vanderbilt ประเทศสหรัฐอเมริกา ในอดีตเคยเป็นนักวิชาการพิเศษที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และสถาบันวิจัยแห่งธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADBI) และเคยเป็นที่ปรึกษาระยะสั้นให้ธนาคารโลก

  • zneb

    เดี๋ยวนี้งานผู้ว่าแบงก์ชาติโหดกว่่าเดิมเยอะเลย เราคงไม่สามารถความรู้ด้านนโยบายการเงินแบบเดิมๆจากตำราชิคาโกได้แล้ว ผมมองว่าเครื่องมือทางการเงินที่เรามีอยู่ในปัจจุบันมันไม่พอที่จะรับมือกับโครงสร้างระบบการเงินโลกที่นับวันจะบิดเบี้ยว เชี่ยวกราก และมีพลวัตสูงมากๆได้

    วิกฤตที่ผ่านมาเราจะเห็นธนาคารกลางสหรัฐฯและยุโรปใช้วิธีการที่เป็นแบบ Unorthodox กันเยอะมาก ตอนนี้บ้านเราชินแต่วิธีการเดิมๆคือ ดอกเบี้ย RP และ ออกพันธบัตรแทรกแซงค่าเงินเพื่อซื้อเวลาไปเรื่อยๆ

    ด้วยสภาพของระบบการเงินโลกในทุกวันนี้และการเปลี่ยนทิศทางในระยะยาวของเงินทุนผมเชื่อว่าพอถึงปี 2012 เราจะมีทุนสำรองทะลุ 300,000 ล้านดอลลาร์ได้ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเกิดขึเนได้หากว่าธนาคารแป่งประเทศไทยยังคงใช้วิธีแทกรแซงค่าเงินไปเรื่อยๆอยู่ด้วย ถ้่าไม่แทรกแซงค่าเงินแต่ใช้วิธีให้ข้างในค่อยๆปรับตัว ทุนสำรองของเราคงไม่เกิน 250,000 ล้านดอลลาร์เมื่อถึงปี 2012

    จริงๆเรื่อง SWFs เสียดายปีที่แล้วเราไม่ได้ตั้งไม่งั้นได้กำไรไปเยอะเลย อีกอย่างพวกอุตสาหกรรมการเงินมันก็วิ่งหา deal กันให้ควั่กเพราะช่วงครึ่งแรกของปีหาลูกค้าไม่ได้ยกเว้นพวกกองทุนรัฐบาล แต่้อดีก็คือ เรามีโอกาสศึกษามากขึ้นและสามารถพิจารณาโมเดลใหม่ของ SWFs ซึ่งตอนนี้หลากหลายมากๆ

  • zneb

    ปัญหาในอนาคตอย่างน้อย 5 ปีข้างหน้าธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องรับมือกับความผันผวนและการต่อสู้ที่แหลมคมมากขึ้นภายใต้ความลักลั่นและทางเลือกที่ต่ำมาก

    เราจะทำยังไงในเมื่อตอนนี้ทฤษฎีการเงินเดิมๆที่เราเรียนที่ว่า พัรธบัตรรัฐบาลนั้นเป็น Risk Free Asset และดอกเบี้ยที่รัฐบาลกู้เป็น Risk Free Rate ถูกที่สุด ไม่มี Default Risk แต่ตอนนี้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯกู้แพงกว่า Berkshire Hathaway หรือ P&G ไปแล้ว เช่นเดียวกับอังกฤษ ตอนนี้คนเข้าคิวไปประมูลตราสารหนี้่ภาครัฐน้อยลง ภาครัฐโดนโขกดอก

    ที่สำคัญหากรัฐบาลประกาศประมูลพันธบัตร ทันใดนั้นธนาคารและสถาบันการเงินต้องวิ่งมานั่งรอที่ธนาคารชาติกันแล้ว ไม่ใช่ส่งคนไปนั่งล็อบบี้รัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาและบรรดา SWFs เพื่อมาซื้อพันธบัตรของตัวเอง ไอ้การทำแบบนี้ของรัฐบาลประเทศพัฒนาแล้วเช่น Germany หรือหลายๆประเทศในยุโรป มันไม่ต่างกับการทำ Roadshow สมัยก่อนของรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ต้อง Roadshow ที่ยุโรปหรือสหรัฐฯแล้วแค่ประกาศขายพวก Fund Manager มันก็วิ่งมาซื้อ Eurobond ของรัฐบาลแถบเอเชีย แอฟริกา หรือละตินกันเพียบเลย

    เราบริหารทุนสำรองโดยการถือ Treasuries เป็นหลัก เป็นแหล่งพักเงินที่คิดว่าปลอดภัยและสภาพคล่องสูง นอกจากนั้นก็ซื้อ Bund ของเยอรมัน หรือ JGB ของญี่ปุ่น ที่เหลือเป็น Deposit แต่ตอนนี้การทำอย่างนี้มีแต่จะสะสมผลขาดทุนไปเรื่อยๆในงบดุลธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกันเรากลับเจอค่้าเสียโอกาสมหาศาลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาและจะมากขึ้นในอนาคตหากเราลังเล

    เราต้องมอง SWFs เป็นเครื่องมือทางด้าน Monetary Policy ตัวใหม่ที่จะมาช่วยเครื่องมือเดิมๆด้วยเพราะทุกวันนี้ การมอง Price Stability โดยมองปัจจัยภายในเป็นหลักไม่พอที่จะจัดการกับปัญหาด้านเสถียรภาพที่มาจากภายนอกเป็นหลักได้ อีกอย่างในอนาคตบรรดาประเทศน้อยใหญ่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะแห่กันตั้ง SWFs กันมากขึ้นซึ่งตอนนี้มันเหมือน Club of Power ไปแล้วในระบบการเงินและในทางนโยบายด้วย นอกจากนั้นแล้ว SWFs ก็มีมิติของความมั่นคงด้วย ในทางปฏิบัติหากเราไม่ตั้งขณะที่ชาติอื่นตั้งก็เท่ากับเราเสียเปรียบในทางยุทธศาสตร์ด้วย ไม่นานนับจากนี้เชื่อว่าเวียดนามจะมีทุนสำรองพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใน 5 ปีอาจมากกว่า 100,000-150,000 ล้านดอลลาร์ และตอนนี้เขาก็มีกองทุน State Investment Company กองเล็กๆมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์อยู่ ตอนนี้กำลังดูงานและศึกษาการตั้ง SWFs อย่างเคร่งเครียดอยู่

    เชื่อขนมกินได้เลยอีกหน่อยฮุนเซนก็ตั้งเหมือนกัน หากเรายึกยักชักช้าไม่ตั้งเราก็จะเสียเปรียบประเทศพวกนี้โดยไม่ต้องสงสัย

    แต่ก่อนอื่นผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ควรปลดตัวเองให้เป็นอิสระภาพทางความคิดจากองค์ความรู้ล้าสมัยที่เคยเรียนมาก่อนและหัดมองในเชิงความมั่นคงด้วย เพราะหน้าที่ใหม่ของคุณนั้นปฏิเสธเรื่องความมั่นคงไม่ได้แล้ว

    แล้วคุณจะพบว่าสิ่งที่เริงชัยทำพังนั้นมันจะดูมีมูลค่าจิ๊บจ๊อยไปเลยหากผู้ว่าคนใหม่ยังใช้วิธีคิดแบบปัจจุบัน

  • http://lawender.blogspot.com lawender

    ผมอ่านแล้วงงๆครับ
    ผมไม่เห็นว่าเนื้อหาที่ยกมาทั้งหมด มันจะโยงมาเป็นเหตุผลให้ 2 ย่อหน้าสุดท้ายมีน้ำหนักตรงไหน
    จะตั้งผู้ว่าแบงค์ชาติคนใหม่ ทำไมต้องให้รัฐบาลยุบสภาครับ

    คือข้อตัวอย่างทียกมา มันลงท้ายด้วยคำว่า “ถ้า”
    สมัยผมเรียนเรื่องการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ เราก็รู้กันมาอยู่แล้วว่า
    ลองขึ้นต้นด้วย “ถ้า” เถอะน่า ถ้าประโยคแรกมันผิด แล้วประโยคถัดมามันจะถูกหรือผิด
    มันก็ทำให้ทั้งประโยคถูกเสมอ

    ผมคิดเองว่า บทความนี้เขียนง่ายๆก็ได้ว่า
    “ถ้าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก รัฐบาลต้องยุบสภาภายใน 6 เดือน”

  • นคร

    ถ้าอ่านแล้วเข้าใจไม่ผิด เหมือนจะมีการตั้งสมมุติฐานว่า ถ้าปล่อยให้รัฐบาลนี้ตั้งผู้ว่าแบงค์ชาติคนใหม่เอง นโยบายจะทำให้ชาติล่มจมได้ (ซึ่งตรงนี้ก็ยังเป็นเพียงสมมุติฐาน) ดังนั้นจึงควรยุบสภาเพื่อให้สาธารณะมาลงประชามติว่าใครควรได้เป็น (ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเพียงสมมุติฐานอีกเช่นกันว่าถ้ายุบแล้ว จะมีการลงประชามติได้จริง และก็ไช่ว่าจะได้คนที่ดีจริง (และก็เป็นเพียงสมมุติฐานว่าดีคืออะไรอีกเช่นกัน เพราะที่ท่านด็อกเตอร์เขียนมา ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าแบบที่ท่านเชื่อว่าถูกมันจะถูกต้องจริง) แล้วตอนจบก็มาสรุปว่า จากสมมุติฐานที่ท่านเชื่อว่าถูก(กว่าคนอื่น)นั้น ประชาธิปัตย์ไม่น่าจะเห็นด้วย จึงควรให้เขายุบสภาไปซะ

    ด้วยความเคารพน่ะครับ มันลักไก่ไปนิดนึงครับ

  • http://www.facebook.com/manop.pornpeanvichanon Manop

    1. การถกเถียงกันในพื้นที่สาธารณะว่าใครบ้างคือตัวเก็งผู้ว่าฯ แบงค์ชาติคนใหม่
    ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้ารัฐบาลปัจจุบันยังอยู่?

    2. ถ้ามีรัฐบาลใหม่การถกเถียงกันในพื้นที่สาธารณะว่าใครบ้างคือตัวเก็งผู้ว่าฯ แบงค์ชาติคนใหม่จะเกิดขึ้น?

    3. ผมสังเกตว่าการให้ธนาคารแห่งชาติช่วยนั้นไม่มีอเมริกา, ยุโรป หรือญี่ปุ่น!!!

    4. “คุณเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าฯซึ่งโดนศาลแพ่งพิพากษาให้ชดใช้สินไหมเป็นเงิน 186,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 โทษฐานนำเงินทุนสำรองไปแทรกแซงในตลาดเงินตราเพื่อปกป้องค่าเงินบาท”
    ผู้ว่าคนปัจจุบันได้นำเงินทุนสำรองไปแทรกแซงในตลาดเงินตราเพื่อปกป้องค่าเงินบาทแล้ว?

  • zneb

    ใช้ไปมากกว่า 2 ล้านล้านบาทแล้วครับที่เอาไปยันค่าเงิน และแน่นอนขาดทุนมากกว่าด้วย

  • Man

    “ถ้ารัฐบาลอภิสิทธิ์มีอายุอย่างน้อยอีก 6 เดือน รัฐบาลสามารถแต่งตั้งผู้ว่าฯแบงค์ชาติคนใหม่เข้ามารับภาระการคลังซึ่งไม่ใช่ หน้าที่แบงค์ชาติ และอาจนำไปสู่วิกฤตการเงินครั้งใหม่”

    -อันนี้พอมีเหตุผลอยู่บ้าง เพราะ ปกติแบงค์ชาติกับกระทรวงการคลังต้องถ่วงดุลกัน ถ้าไปอยู่ข้างเดียวกันตราชั่งก็อาจจะเอน

    “ดังนั้นรัฐบาลควรยุบสภาภายใน 3 เดือนและเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันในพื้นที่สาธารณะว่าใครบ้างคือตัวเก็ง ผู้ว่าฯแบงค์ชาติคนใหม่ ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะได้จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งด้วยกติกาใหม่ ผู้ว่าฯแบงค์ชาติที่เป็นที่เคารพนับถือจากธนาคารกลางทั่วโลกจะเป็นฐานให้ รัฐบาลใหม่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคง และจะช่วยเสริมความมั่นคงของรัฐบาลใหม่ด้วย”

    -อันนี้โครตจะไม่ make sense หรือ nonesense สุดๆ

  • กานดา

    เรื่องนี้เป็นเรื่องซับซ้อน ต้องคุยกันนาน ดิฉันจะเขียนบทความ 10 หน้ามาลงนสพ.ออนไลน์ก็คงไม่มีใครอ่านกัน คำถามนี่ที่ถามกันมาแล้วนั้นหาคำตอบได้ที่

    http://weareallhuman.net/index.php?showtopic=44842

    เชิญไปถกเถียงกันต่อที่นั่นได้ค่ะ ดิฉันมาเปิดประเด็นให้ซักถามกันและโต้ตอบกันด้วย”เหตุผล”

    ขอความกรุณาวิจารณ์ที่”บทความ”นะคะ ถ้าอยากวิจารณ์ด้วยเรื่องส่วนตัว ขอเชิญไปอ่านที่นีก่อนนะคะ

    http://www.prachatai.com/node/28599/talk

    ขอบคุณค่ะ

  • นคร

    ตามที่ผมเข้าใจ คนที่เข้าใจอะไรถ่องแท้น่าจะสามารถอธิบายเรื่องต่างๆได้สั้นๆกระชับ ไม่ไช่หรือครับ

    ถ้าจะต้องเขียน 10 หน้าเพื่อมาซัพพอร์ทตรรกะของการให้รัฐบาลลาออกภายในสามเดือน ผมคิดว่าก็สามารถทำได้ แต่อย่างน้อยถ้าลองจะทำบทคัดย่อมาให้เหลือหน้าเดียวอย่างที่มีอยู่ตอนนี้ ก็น่าจะเป็นบทสรุปที่สามารถอธิบายตรรกะได้รัดกุมกว่า โยนข้อมูลลงมาเต็มไปหมด แต่หาเส้นเชื่อมของข้อมูลที่นำไปสู้เป้าหมายไม่ได้อยู่ดีน่ะครับ

    ขอบคุณครับที่เขียนมาให้อ่านกัน ผมเชื่อว่าคุณมีเจตนาที่ดีต่อบ้านเมืองอยู่ดี

  • Man

    ผมว่าตามเหตุผลอยู่แล้วครับ

    ใครจะไปรู้ว่านี่คือ super ย่อความ จาก 10 หน้า

    แบบนี้ไม่สามารถวิจารณ์ หรือแม้แสดงความคิดอะไรได้เลย

    ไม่เป็นไรครับ จะตามไปอ่าน

    ขอบคุณที่ร่วมกันสร้างสรรค์ประเทศไทยครับ

  • กานดา

    คุณๆก็ถามคำถามแล้วก็วิจารณ์กันแล้วไงคะ ก็ที่เขียนกันอยู่นี่ก็วิจารณ์แล้ว ถึงได้มาตอบว่าคำถามที่คุณนั้นมีคำตอบที่ไหนและเอาลิงค์มาฝากกัน

    ที่ประชาไทก็มีถามกันเยอะแยะ คำถามซ้ำๆกันตอบเหมือนกันก็ฝากให้อ่านที่ันั่นนะคะ

    ขอบคุณค่ะ

  • กานดา

    “ตามที่ผมเข้าใจ คนที่เข้าใจอะไรถ่องแท้น่าจะสามารถอธิบายเรื่องต่างๆได้สั้นๆกระชับ ไม่ไช่หรือครับ”

    ก็แล้วแต่ว่าพื้นฐานความรู้คนฟังจะเป็นอย่างไรและคนเขียนตั้งใจเขียนให้ใครอ่าน ดิฉันเขียนให้คนที่มีพื้นฐานความรู้ทางเศรษฐศาสตร์บ้างอ่านหรือคนที่อยากขวนขวายหาความรู้อ่านน่ะค่ะ ขออภัยที่ดิฉันไม่ได้เขียนให้คน 64 ล้านคนอ่าน ถ้าคุณอ่านแล้วไม่เข้าใจ”และอยากเข้าใจ”ก็อยากให้ไปอ่านที่ลิงค์ที่แปะไว้เพิ่ม

    ความรู้นั้นต้องหากันเอาเองนะคะ ไม่มีใครป้อนให้ได้ค่ะ

    ขอบคุณค่ะ

  • กานดา

    ดิฉันก็จะตอบคำถามบ้างแล้วกันนะคะ เดี๋ยวจะน้อยอกน้อยใจว่าถามแล้วไม่ตอบ (ทั้งๆที่ก็ถามคำถามเดียวกะคนอื่นที่เว็บอื่นน่ะค่ะ)

    ถาม

    “คุณเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าฯซึ่งโดนศาลแพ่งพิพากษาให้ชดใช้สินไหมเป็นเงิน 186,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 โทษฐานนำเงินทุนสำรองไปแทรกแซงในตลาดเงินตราเพื่อปกป้องค่าเงินบาท”
    ผู้ว่าคนปัจจุบันได้นำเงินทุนสำรองไปแทรกแซงในตลาดเงินตราเพื่อปกป้องค่าเงินบาทแล้ว?

    ตอบ

    ไม่ใช่เรื่อง”แง่ร้าย” หรือ “แง่ดี”หรอกค่ะ ผู้ประเมินผลนโยบายต้องเข้าใจเรื่อง”ความน่าจะเป็น” และคิดให้ครบว่า สถานการณ์เลวร้ายที่สุด (worst case scenario) คืออะไร แล้วก็บริหารความเสี่ยงกันไป ตำแหน่งผู้ว่าก็เช่นเดียวกัน รับผิดชอบประเทศมูลค่าเป็นล้านล้าน ต้องบริหารความเสี่ยงค่ะ ที่อดีตผู้ว่าเริงชัยพลาดก็เพราะคิดไม่ครบไงค่ะ ลืมคิดถึง”สถานการณ์เลวร้ายที่สุด”

    ดิฉันก็ไม่ได้คิดว่าจะเกิดขึ้น”แน่นอน” แต่สื่อมวลชนไม่มีพื้นที่ให้พูดกันเลยไงคะ ทำลืมๆกันไป ราวกะว่าวิกฤตต้มยำกุ้งนั้นเป็นฝันร้ายที่จบไปแล้ว ยังไม่จบค่ะ ก็ไม่ใช่ความผิดคุณกรณ์ที่เข้ามารับช่วงแก้ปัญหาที่คุณกรณ์ไม่ได้ก่อ แต่ถ้าไม่เข้ามาแก้ปัญหาก็ต้องปล่อยให้คนที่พร้อมกว่าเข้ามาสิคะ

    นอกจากนี้ วิกฤตเศรษฐกิจนั้นไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจพลาด”หนเดียว”หรอกค่ะ การก่อตัวของวิกฤตนั้นต้องใช้เวลา ต่อให้อดีตผู้ว่าเริงชัยไม่เอาเงินทุนสำรองไปพยุงค่าเงินบาท วิกฤตก็เกิดค่ะ ต่างกันตรงแค่ว่าในกรณีนั้นแบงค์ชาติจะยังเหลือทุนสำรองอยู่เท่านั้น ไม่ว่าคุณเริงชัยตัดสินอย่างไร แบงค์ไทยก็ต้องล้มแ่น่นอนค่ะ NPL เยอะขนาดนั้น เงินบาทก็จะลอยตัวแล้วจะตกฮวบฮวบเหมือนกัน บริษัทไทยก็จะเจ๊งให้ต่างชาติเข้ามาช้อนซื้อราคาถูกเหมือนกัน วิกฤตการเงินและวกฤตค่าเงินบาทนั้นเป็นคนละวิกฤตกัน แต่อาจจะเกิดขึ้นพร้อมกันได้ถ้าผู้ว่าแบงค์ชาติตัดสินใจพลาด วิกฤตการเงินนั้นก็อยู่ในความรับผิดชอบของแบงค์ชาติด้วยในฐานะผู้ำกำกับสถาบันการเงิน

  • กานดา

    ผู้เขียนบทความแต่ละคนก็มีจุดหมายต่างกันนะคะ ดิฉันเขียนเพื่อให้คนตั้งคำถาม (ไม่ได้เขียนเพื่อให้เชื่อทันที) ดิฉันก็ตอบคำถามบ้าง ส่งลิงค์ให้อ่านกันบ้าง ถ้าต้องการคำตอบก็หาได้ที่ันั่นค่ะ

    ถ้าอ่านแล้วยังไม่ได้คำตอบอยากถามเพิ่มก็เชิญถามต่อได้เลยนะคะ่

    ขอบคุณค่ะ

  • เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

    ผมเห็นด้วยว่า “แบงค์ชาติ” ต้องได้มือดีที่เฉียบคมเข้ามาแก้ปัญหา
    จากเดิมที่ Real Sector มีปัญหา Monetary Sector ก็อาจช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้

    แต่ผมเห็นต่างตรงที่ “รัฐบาล” ไม่ต้องยุบสภาก็สามารถเปิดโอกาสในการสรรหาผู้ว่าแบงค์ชาติได้เหมือนกัน

    ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์จากสถาบันแห่งหนึ่ง ก็ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์กานดามากๆครับ ที่นำบทความมาลงในเว็บ SIU ให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตาและลับคมความคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์

  • กานดา

    ถาม

    แต่ผมเห็นต่างตรงที่ “รัฐบาล” ไม่ต้องยุบสภาก็สามารถเปิดโอกาสในการสรรหาผู้ว่าแบงค์ชาติได้เหมือนกัน

    ตอบ

    ยุบสภาไม่ยุบสภาก็สรรหากันแล้วค่ะ การสรรหาผู้ว่านั้นเริ่มราวๆ 6 เดือนก่อนผู้ว่าเกษียณ สื่อมวลชนก็รายงานกันบ้างว่า “ตัวเก็ง”คือใคร ที่ไม่ดีคือสื่อมวลชนรายงานแค่ชื่อ ไม่บอกว่าผลงานในอดีตของตัวเก็งเหล่านี้คือใครบ้าง รายงานแบบนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไร รายงานแบบนี้ก็เหมือนไม่ต้องการให้ประชาชนรับรู้เท่าไร

    เรื่องคนนอก vs. คนใน นั้น ดิฉันเขียนไว้ที่ชุมชนคนเหมือนกันแล้ว แวะไปอ่านได้นะคะ คือดิฉันใช้เว็บนั้นเป็นที่เก็บข้อมูล เขียนบทความลงนสพ.ออนไล์ไม่กี่วันก็หายไปแล้ว อย่างน้อยทีเว็บคนเหมือนกันช่วยเก็บคำถามคำตอบให้คนที่สนใจอ่านกันได

  • นคร

    แสดงว่าถ้าใครมาอ่านบทย่อความที่คุณเขียนแล้วรู้สึกว่ามันไม่เมกเซนซ์ คุณจะตั้งสมมุติฐานก่อนเลยว่าคนนั้นไม่มีความรู้ด้านเศรฐศาสตร์ และไม่ขวนขวายหาความรู้?

    ประเด็นมันไม่ไช่ว่าอยากเข้าใจหรือไม่เข้าใจ แต่มันคือว่ากันเฉพาะที่คุณเขียนมาในหน้านี้นั้น มันไม่เมกเซนซ์ครับ ก็เท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องหนีฉากออกไปว่าต้องอ่าน 10 หน้า หรือไม่ได้เขียนมาให้คน 64 ล้านคนเลยครับ

    ผมไม่เคยเห็นคนฉลาดจริงที่ไหนที่แก้ตัวว่า คนที่ไม่เข้าใจเขาเป็นคนไม่ขวนขวายหรือไม่มีความรู้เลยครับ

    น่าเสียดายครับ ผมคิดว่าคุณเป็นผู้ใหญ่กว่านี้เสียอีก

  • กานดา

    “น่าเสียดายครับ ผมคิดว่าคุณเป็นผู้ใหญ่กว่านี้เสียอีก”

    อ้าว ไหนว่าไม่ลุยกันที่เรื่องส่วนตัวไงคะ

  • กานดา

    “ประเด็นมันไม่ไช่ว่าอยากเข้าใจหรือไม่เข้าใจ แต่มันคือว่ากันเฉพาะที่คุณเขียนมาในหน้านี้นั้น มันไม่เมกเซนซ์ครับ ก็เท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องหนีฉากออกไปว่าต้องอ่าน 10 หน้า หรือไม่ได้เขียนมาให้คน 64 ล้านคนเลยครับ”

    หนี?

    ก็อยู่ตอบคำถามนี่ไงคะ คำตอบไม่ถูกใจคุณก็ขออภัยค่ะ

  • กานดา

    “ผมไม่เคยเห็นคนฉลาดจริงที่ไหนที่แก้ตัวว่า คนที่ไม่เข้าใจเขาเป็นคนไม่ขวนขวายหรือไม่มีความรู้เลยครับ”

    ไม่ฉลาดจริงก็ได้ค่ะ ตามใจคุณ

  • กานดา

    ถาม

    การถกเถียงกันในพื้นที่สาธารณะว่าใครบ้างคือตัวเก็งผู้ว่าฯ แบงค์ชาติคนใหม่
    ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้ารัฐบาลปัจจุบันยังอยู่?

    ตอบ

    ก็ที่เป็นอยู่นี่ถกเถียงกันหรือยังล่ะคะ ตอนนี้ก็สรรหากันแล้ว ตัวเก็งออกมาแล้ว ไม่เห็นสืือมวลชนที่ไหนเอาประวัติการทำงานและผลงานในอดีตของตัวเก็งมาให้ประชาชนดู

  • กานดา

    ถาม

    จะตั้งผู้ว่าแบงค์ชาติคนใหม่ ทำไมต้องให้รัฐบาลยุบสภาครับ?

    ตอบ

    ตามที่ข่าวรายงานออกมา ตอนนี้คนที่คุณกรณ์อยากให้เข้ามาเป็นผู้ว่าแบงค์ชาตินั้นในอดีตเป็นผู้อำนวยการกำกับสถาบันการเงินในยุคที่ไทยเปิดเสรีการเงิน ถ้าโปร่งใสสื่อก็ควรจะรายงานผลงานในอดีตให้ประชาชนรับรู้ ดิฉันก็ไมไ่ด้ว่าเขาผิด แต่ใจคอจะไม่ถกเถียงกันเลยหรือว่าคนนี้เหมาะสมแค่ไหน ดิฉันไม่ได้เขียนถึงตรงนี้ชัดเจนในบทความนี้เพราะต้องการให้คนตั้งคำถามค่ะ

  • กานดา

    เอ่อ ต้องไปทำงานแล้วนะคะ (ไม่ได้หนีค่ะ แต่ตอนนี้ 9:30am ที่สหรัฐแล้ว) ฝากให้อ่านที่เว็บคนเหมือนกัน แล้วถ้ามีคำถามเพิ่มจะมาตอบค่ะ (เว็บนั้นต้องเป็นสมาชิกถึงเขียนได้)

  • กานดา

    “แสดงว่าถ้าใครมาอ่านบทย่อความที่คุณเขียนแล้วรู้สึกว่ามันไม่เมกเซนซ์ คุณจะตั้งสมมุติฐานก่อนเลยว่าคนนั้นไม่มีความรู้ด้านเศรฐศาสตร์ และไม่ขวนขวายหาความรู้?”

    ก็คำถามคุณส่อนี่คะว่าที่ส่งลิงค์ให้ไปอ่านแล้วคุณไม่ยอมอ่านเอง คำตอบอยู่ในนั้น มีคนถามก่อนคุณตั้งหลายคน อยากรู้คำตอบก็อ่านในนั้นก่อนแล้วค่อยมาถามกันใหม่นะคะ

    ไอ้ที่ด่ากันไปมาว่าใครฉลาดกว่าใครนี่ขอร้องเถิดนะคะ คนฉลาดคนเดียวก็แก้ปัญหาให้ประเทศไทยไม่ได้หรอกค่ะ ดิฉันไม่ใช่ซูเปอร์แมน เอาปัญหามาชี้ให้เห็นแล้ว ข้อมูลอ้างอิงก็มีอยู่ อยู่ที่ว่าคุณจะตามไปอ่านลิงค์ข่าวที่ดิฉันอ้างอิงไว้ในบทความหรือไม่

    ขอบคุณค่ะ

  • mrj

    คุณกานดาต้องใจเย็นนิดนะครับ ความเห็นผมคือบทความมันสั้นเกินไป มีแต่ intro กับ conclusion โอเค แต่ argument ที่ lead ไปถึงบทสรุปที่ว่าควรจะยุบภายใน 3 เดือนนี้ ยังไม่ค่อย strong บทความแบบนี้ผมเรียกแบบของผมเองว่าเป็นประเภท “ทดเลขไว้ในใจ” คือ argument บางส่วนยังค้างอยู่ในหัว ไม่ได้เขียนออกมาด้วย ซึ่งคุณกานดาบอกว่าต้องตามไปอ่านที่อื่น

    ส่วนตัวผมมองว่าอยู่ต่ออีก 3 วันก็นานเกินทนละครับ ปฎิวัติมาสามปีประเทศมีแต่ลงเหว พี่หล่อก็ปลาไหลไปวันๆ ผมยอมให้ทักษิณปล้นชาติแล้ว GDP โตปีละ 5-6% ประเทศสงบสุข ยังจะดีซะกว่า

    ปล. ใช้ “” เพื่อเน้นย้ำคำอันนี้ผิดความหมาย ไม่ถูก grammar นะครับ :)

  • Man

    เอาเป็นว่าเราว่าตามเหตุผล ไม่ลงตัวบุคคลครับ รวมถึงบุคคลที่ 3 ด้วย

    ให้กำลังใจกับคุณกานดาครับ และขอบคุณมากที่อธิบาย

    “ส่วนตัวผมมองว่าอยู่ต่ออีก 3 วันก็นานเกินทนละครับ ปฎิวัติมาสามปีประเทศมีแต่ลงเหว พี่หล่อก็ปลาไหลไปวันๆ ผมยอมให้ทักษิณปล้นชาติแล้ว GDP โตปีละ 5-6% ประเทศสงบสุข ยังจะดีซะกว่า”
    -ขอโทษนะครับ ผมคิดว่าเหตุผลส่วนนี้ไม่ strong

  • กานดา

    ขอบคุณ mrj ที่แนะนำเรื่องไวยากรณ์ค่ะ ถ้าจะเน้นคำควรเขียนว่าอย่างไรดีคะ กรุณาแนะนำด้วยค่ะ

    ขออภัยที่มีความรู้ภาษาไทยแค่ระดับมัธยมปลายเท่านั้น บทความชิ้นนี้เป็นบทความภาษาไทยชิ้นแรก ดีใจที่มีคนแนะนำเรื่องภาษาไทยค่ะ จะนำไปปรับปรุงเพื่อบทความที่ดีขึ้นในอนาคต

    ขอบคุณค่ะ

  • กานดา

    ตอบคุณ mrj เรื่องความยาวบทความนะคะ

    ขอบคุณสำหรับมุมมองดีๆค่ะ จริงค่ะที่ดิฉันทดเลขไว้ในใจ มีข้อมูลอื่นที่จะมาเป็นเหตุผลว่าทำไมควรยุบสภาภายใน 3 เดือน แต่ไม่บอกในบทความนี้ให้ชัดเจน ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือประวัติผลงานการทำงานในอดีตของตัวเก็ง และดิฉันจำเป็นต้องเอ่ยชื่อ (ถ้าตามไปอ่านกันในเว็บบอร์ดก็จะชัดเจนว่าคือใคร)

    ดิฉันไม่อยากเอาชื่อบุคคลนั้นมาใส่ในบทความนี้ เพราะเสี่ยงต่อการโดนวิจารณ์ว่า ดิฉันไม่ชอบบุคคลนี้ในระดับส่วนตัวน่ะค่ะ ก็เลยคิดว่าอย่าออกชื่อตัวเก็งในบทความเลยดีกว่าค่ะ รอให้มีคนถามแล้วบอกให้ไปอ่านที่เว็บอื่นจะได้เข้าใจว่าดิฉันยกประเด็นนี้มาไม่ใช่เพราะไม่ชอบตัวเก็งคนไหนเป็นการส่วนตัว แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกะนโยบายจริงๆค่ะ

    เรื่องใจเย็นนั้นก็ขอบคุณที่เตือนนะคะ ดิฉันคิดว่าคนมีสองประเภท ประเภทหนึ่งคือคนที่ควรอดทนด้วย อีกประเภทหนึ่งคือพวกอันธพาลและเราไม่ควรอดทนด้วย การอดทนกับอันธพาลทำให้เขาได้ใจ และจะทำให้เขาก่อกวนเล่นไม่เลิก คนพวกนี้ถ้าไม่ได้อยู่บนเว็บก็ไม่ประพฤติตัวเช่นนี้ เพราะอยู่ในเว็บไม่มีใครรู้ชื่อจริงกัน นักเรียนในห้องคนไหนเสียงดังก่อกวนความสงบในห้องเรียนดิฉันก็เชิญออกไปนอกห้องนะคะ สังคมในเว็บก็เหมือนกันค่ะ ถ้าอดทนกะอันธพาลมากเว็บก็กลายเป็นขยะไซเบอร์นะคะ

    คือวิจารณ์เรื่องบทความนั้นดิฉันรับได้นะคะ ว่าสั้นไปยาวไปก็รับได้ แต่พอดิฉันมาตอบแล้วยังงอแงนี่ก็ไม่เอาด้วยแล้วค่ะ โตๆกันแล้ว คนที่ชี้หน้าว่าคนอื่นว่า “คุณไม่เป็นผู้ใหญ”นั้นก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่นะคะ

    เข้าใจในความหวังดีของคุณค่ะ มาตรฐานความใจเย็นของคนไทยนั้นสูงกว่าคนชาติอืนจริงๆค่ะ คนไทยถึงได้อดทนกะปัญหาสารพัดปัญหาได้นานกว่าคนชาติอื่นนะคะ

  • กานดา

    ขยายความเพิ่มนะคะ

    ดิฉันเขียนบทความนี้ต้องคิดเผื่อในกรณีที่คนอื่นจะเอาไปเผยแพร่หรือเอาไปอ้างอิง (มีเพื่อนอีเมล์มาเล่าว่าพีเพิล ชาแนลเอาไปออกข่าวแล้ว) ถ้าดิฉันใส่ชื่อตัวเก็งลงไปในบทความนี้เลย คนทั่วไปที่อ่านแล้วไม่คิดอะไรมากก็อาจจะคิดว่า “กานดา นาคน้อยไม่ชอบ นาย … ซึ่งเป็นตัวเก็งผู้ว่าแบงค์ชาติสายรมต.กรณ์” จะกลายเป็นเรื่องส่วนตัวไปน่ะค่ะ

    แบบนั้นไม่ดีนะคะ ดิฉันไม่รู้จักตัวเก็งเป็นการบุคคล รู้แค่ประวัติผลงานของเขาในอดีตเท่านั้น ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปสมควรรู้เช่นกัน

  • กานดา

    ขอแย้งนิดนึงนะคะ

    คุณ mrj เขียนว่า “มีแต่ intro กับ conclusion โอเค”

    ขอแย้งว่าบทความมีมากกว่า intro นะคะ วิธีการแก้ปัญหาการคลัง 7 ข้อที่ยกมาให้ดูนั้น ไม่ใช่ intro แล้วนะคะ อันนั้นเป็นเหตุหนึ่งที่น่าจะทำให้ตื่นกันได้แล้วว่า ถ้าแม้ว่ารัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้งทีชอบธรรม ก็สมควรคิดเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจกันได้แล้ว รมต.คลังที่ขึ้นภาษีตอนเศรษฐกิจตกต่ำนี่ใช้นโยบายไอเอ็มเอฟแล้วนะคะ เป็นคนเกาหลีเขาออกมาประท้วงแล้วค่ะ

    แต่คนไทยยอมรับสภาพ เพราะอะไร ดิฉันคิดว่าเพราะคนไทย”ใจเย็น”นี่แหละค่ะ

    ปัญหาเศรษฐกิจหลายอย่างในไทยนั้นเป็นเพราะวัวหายแล้วล้อมคอก กล่าวคือ ตอนนักการเมืองเอานโยบายผิดๆมาใช้ไม่ตื่นกัน ผ่านไป 3-4 ปี พอผลร้ายของนโยบายออกมากระทบความเป็นอยู่ คนไทยก็เพิ่งตื่น คนที่รับเคราะห์ก็คือนักการเมืองที่ทำงานตอนคนไทยตื่น คนที่นำนโยบายเข้ามาดำดินไปแล้วล่ะค่ะตอนนั้น

    ความใจเย็นก็มีข้อดีค่ะ ทำให้คนไทยมีความสุขง่าย วันๆชีวิตไปช้าๆ ไม่เร่งรีบ สบายๆ เป็นข้อดีด้านหนึ่งค่ะ

    กลับมาเรื่องบทความต่อนะคะ บทความนี้ก็ยกเหตุผลหลายเหตุผลที่ไม่ควรไว้ใจรมต.คลังคนนี้มาให้ดูแล้วค่ะ แต่ดิฉันก็ยอมรับว่าเหตุผลคาใจคนที่ไม่เห็นด้วยเรื่องยุบสภา(ซึ่งเป็นการย้ายประเด็นจากรมต.คลังมาที่รัฐบาล) นั้นก็ต้องยกประเด็นผลงานตัวเก็งที่ดิฉันกั๊กไว้ไม่ยอมบอกในบทความ

    ขอบคุณค่ะสำหรับความคิดเห็นดีๆ

  • Man

    เย็นไว้ครับ

    ผมรู้แต่ว่าประเทศไทยต้องการบทความหรืองานวิจัยเชิงลึกเช่นนี้อีกมากๆครับ
    ขอเพียงมีคนที่่รู้ลึกรู้จริง และกล้าที่จะนำเสมอ ก็ขอบคุณท่านทุกๆคนที่เสียสละ
    แต่ขออย่างครับ คือ ต้องอิงกับความจริงและไม่อคติ

    การยอมโดนวิจารณ์บ้าง ทั้งหนัก เบา สาระบ้าง ไร้สาระบ้าง ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ ถ้าคุณทำเพื่อประโยชน์ที่ใหญ่หลวง มันก็คุ้มนะครับ

    (สาธารณชน(mass) ก็มีหลายแบบทั้งความรู้หรือวิจารณญาน)

  • กานดา

    ชอบประโยคนี้ของคุณ Man ค่ะ

    “การยอมโดนวิจารณ์บ้าง ทั้งหนัก เบา สาระบ้าง ไร้สาระบ้าง ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ ถ้าคุณทำเพื่อประโยชน์ที่ใหญ่หลวง มันก็คุ้มนะครับ”

    ทำไมถึงชอบ ชอบเพราะว่านี่บ่งบอกค่านิยม”โรแมนติก”ของคนไทยนะคะ

    คนไทยมองปัญหาเศรษฐกิจและสังคมไทยว่าเป็นอะไรที่ัซักวันจะมี”ซูเปอร์แมน”มาแก้ปัญหาให้ ซูเปอร์แมนนั้นพร้อมจะชี้นำและแก้ปัญหาให้โดยไม่ต้องการอะไรเลย เพราะซูเปอร์แมนเป็นผู้เสียสละและอุทิศตัวเองเพื่อสังคม ซูเปอร์แมนไม่ต้องการอะไรเลย แ้ม้กระทั่งยอมโดนวิจารณ์เสียหายๆและซูเปอร์แมนก็จะอดทนเพื่อคนทั้งประเทศ

    นี่แหละค่ะ”โรแมนติก” ทำไมถึงหวังว่าคนที่มีวิชาความรู้และพัฒนาตนเองด้วยสองแขนของตัวเองอย่างดิฉันต้องอดทนกะคนที่เคารพผู้อื่นไม่เป็นล่ะคะ ??? ไม่มีซูเปอร์แมนในชีวิตจริงนะคะ ดิฉันไม่ใช่แม่ชี เป็นคนเหมือนกันเหมือนเราๆท่านๆ

    ถ้าใครแรงมาดิฉันแรงตอบ เอ่อ ก็ิิผิดหลักพุทธ ??? เป็นซูเปอร์แมนไม่ได้อีกต่อไป

    ดิฉันไม่ใช่ซูเปอร์แมนนะคะ ปัญหาคนไทยทั้งประเทศก็ต้องแก้กันไป จะรอให้คนอยู่ต่างประเทศไปแก้ให้ไม่ได้หรอกนะคะ คนอยู่ต่างประเทศก็มีภาระหน้าที่การงานเหมือนคนอยู่ในประเทศ ไม่มีซูเปอร์แมนในชีวิตจริงค่ะ

    การพัฒนานั้นเริ่มที่ตนเอง มาเรียกร้องให้คนอื่นพัฒนาให้นั้นไม่พัฒนานะคะ

  • กานดา

    ต้องไปทำงานแล้วนะคะ ดิฉันก็เขียนชัดเจนว่าดิฉันรับได้ถ้าจะวิจารณ์กันที่บทความ ถ้าเล่นกันเรื่องส่วนตัวเสียๆหายๆก็ไม่ควรขอร้องให้ดิฉันอดทนหรือใจเย็นนะคะ

    ความใจเย็นนั้นเป็นสิ่งสวยงามโรแมนติก เป็นรสนิยมส่วนตัวค่ะ

  • กานดา

    ปล. ดิฉันไม่ได้ว่าคุณ Man ไม่ดีที่”โรแมนติก”นะคะ ดิฉันคิดว่าค่านิยม”โรแมนติก” มาจากวรรณกรรมและสื่อมวลชนค่ะ

  • Tinuviel

    ดิฉันอ่านบทความไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกค่ะ เจอเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้วตาลาย ไม่เข้าใจ

    แต่สำหรับ #32 ขอยกนิ้วให้ค่ะ

    เราต้องเลิกนั่งรอซูเปอร์แมนกันค่ะ

  • Man

    ขออธิบายคำว่า เย็นไว้ ข้างบนนิดนึงครับ คือ ผมเห็นว่าเครื่องยนต์ที่มันร้อนเกินไป ก็ต้องทำให้มันเย็นลงมา

    เปรียบได้กับการแก้ปัญหา ต้องทำอย่างเร่งรีบแต่ไม่เร่าร้อน

    เรื่องปัญหาของประเทศนี่ ผมว่าคนไทยไม่ได้ใจเย็นนะครับ ทั้งใจร้อน + ร้อนใจ มาหลายสิบปีแล้ว แต่ทางออกมันคืออะไรล่ะ จะทำอะไร ยังไงได้บ้าง คือ พวกเราคนไทยไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร นอกจากทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

    กลุ่มคนความรู้สูงที่อาจจะมีทางแก้ ก็มักอยู่แต่บริษัทใหญ่ๆในประเทศ ที่เก่งมากๆก็ไปอยู่ต่างประเทศ(อันนี้ไม่ใช่ความผิดเค้านะครับ)

    เราจะเลือกคนดีเข้าไปในสภาไม่ได้ เพราะ ไม่มีให้เลือก ต่อให้คนดีเข้าไป ก็ต้องไปร่วมมือกับคนไม่ดี เพื่อให้อยู่รอดทางการเมือง ต้องยอมทำตามอีกด้วย

    ไม่ว่าเรายุบสภา เปลี่ยนขั้วทางการเมือง หรือปฏิวัติ แต่มันก็กลับมาแย่เหมือนเดิม เพราะคนไม่ดีเยอะกว่าคนดีในทุกๆขั้ว คนดีไม่สามารถควบคุมคนไม่ดีได้

    บางทีเราเลือกคนเก่งเข้าไป ผลคือคอรัปชั่น
    เราจึงเลือกคนดีเข้าไป ผลคือบริหารไม่เก่ง

  • Man

    ผมไม่ได้รอ Super Man นะครับ ผมทำให้คุณเข้าใจแบบนั้นหรอ
    ถ้าผมรอ กว่า Super Man จะมา ผมคงโดนเหล่าร้ายฆ่าตายไปแล้ว
    อีกทั้งในชีวิตจริงมันไม่มี Super Man ครับ

    แต่ผมหมายถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่บ้านเรายังแก้ไม่ได้ และเป็นโครงสร้างที่สำคัญอย่าง การเมือง

    การเมืองที่ปกครองโดยชนชั้นสูง กลายเป็นธุรกิจการเมือง
    ผมอยากให้คนไทยแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่โยนให้ใคร

  • Man

    { ชอบประโยคนี้ของคุณ Man ค่ะ

    “การยอมโดนวิจารณ์บ้าง ทั้งหนัก เบา สาระบ้าง ไร้สาระบ้าง ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ ถ้าคุณทำเพื่อประโยชน์ที่ใหญ่หลวง มันก็คุ้มนะครับ”

    ทำไมถึงชอบ ชอบเพราะว่านี่บ่งบอกค่านิยม”โรแมนติก”ของคนไทยนะคะ }

    - คุณกานดาครับผมไม่ได้จะบ่งบอกความ”โรแมนติก”นะครับ ผมพูดจริงจัง เพียงแต่แต่งคำพูดให้มันฟังรื่นหูหน่อย เพราะ ผมอยากพูดกับคุณด้วยความนอบน้อมและด้วยใจหวังดี ผมคิดว่าทุกคนในโลกไม่เฉพาะคนไทย ต้องการการให้เกียรติและการพูดจาที่ดีต่อกันครับ

    - ถ้าคุณคิดว่ามัน”โรแมนติก” งั้นผมพูดตรงๆเลยก็ได้ ประโยคข้างบนนี้(เรื่องการโดนวิจารณ์) ผมจะบอกว่า ขอให้คุณมี”วุฒิภาวะทางอารมณ์” เพิ่มขึ้นน่ะครับ

  • Man

    จริงๆไม่อยากจะพูดแล้ว อยากให้คุณกลับไปอ่าน(ดีๆ)ว่าผมไม่ได้วิจารณ์อะไรตัวคุณเลย คุณไปอ่านความคิดเห็นคนอื่นแล้วมาติดใจตัวผมหรือเปล่า ผมกับคุณ mrj ไม่ใช่คนเดียวกันนะครับ ให้ผู้ดูแลเว็บเชค IP ดูได้

    ไม่อยากทำให้คุณรู้สึกไม่ดีน่ะครับ

    ขอย้ำว่าผมวิจารณ์ในเรื่องความคิดเห็นครับ ไม่ใช่ตัวบุคคล

    ————————————————————————————————–

    ส่วนความคิดเห็นของคุณที่เหมารวมถึงคนไทยหมู่มาก ว่าเป็นแบบนั้น แบบนี้ หลายครั้งใน Page นี้ ผมไม่เห็นด้วยครับ ผมว่าสรุปง่ายเกินไป คุณแย้งความเห็นผมได้นะครับ

    (อันนี้พูดตรงๆเลยครับ จากใจจริง ไม่รู้แรงไปรึเปล่า แต่เดี๋ยวคุณจะหาว่าคนไทยชอบโรแมนติกอีก)

  • กานดา

    คุณ Man เป็นจิตแพทย์หรือคะ ???

    ทำไมคุณถึงได้หาญกล้า”ก้าวก่ายสิทธิ์ส่วนบุคคล”ของดิฉันและขอร้องให้ดิฉันมี ”วุฒิภาวะทางอารมณ์” คุณมีใบอนุญาิตหรือใบประกอบโรคศิลป์ในการวินิจฉัยวุฒิภาวะทางอารมณ์ของผู้ใช้เว็บหรือคะ

    คุณควรแยกให้ออกนะคะว่า อะไรเืรื่องส่วนตัว อะไรเรื่องบทความ การวิพากษ์เรื่องส่วนตัวของผู้อื่นนั้นทำได้แต่ไม่ควรทำในที่สาธารณะ เพราะนั่นเป็นการส่อ”วุฒิภาวะทางอารมณ์”ของผู้วิพากษ์นะคะ คุณจะไปซุบซิบนินทาว่าดิฉันไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์นั้นทำได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ”ตัดสิน”ในที่สาธารณะค่ะ

    ดิฉันรบกวนผู้ดูแลแว็บช่วยลบด้วยนะคะ เรื่องนี้ล้ำเส้นค่ะ

    ขอบคุณค่ะ

  • กานดา

    ผู้ดูแลเว็บคะ รบกวนช่วยลบ คห. 38 และ คห. 40 ด้วยนะคะ

    ถ้าคุณ Man จะ defend เรื่ื่องโรแมนติกไม่โรแมนติกก็กรุณาเข้ามาเขียนใหม่ด้วยค่ะ คุณไม่มี”สิทธิ์”ก้าวก่ายหรือวินิจฉัยวฺุฒิภาวะทางอารมณ์ของใคร ถ้าคุณอยากทำอย่างนั้นก็เปิดเผยตัวมา และเอาใบประกอบโรคศิลป์มาโชว์ด้วยนะคะว่าคุณเป็นจิตแพทย์หรือเปล่า

    ถ้าไม่ใช่ คุณก็เป็นแค่คนที่ไม่่เคารพสิทธิของผู้อื่นเท่านั้น

    ขอบคุณผู้ดูแลเว็บล่วงหน้าค่ะ

  • กานดา

    “ส่วนความคิดเห็นของคุณที่เหมารวมถึงคนไทยหมู่มาก ว่าเป็นแบบนั้น แบบนี้ หลายครั้งใน Page นี้ ผมไม่เห็นด้วยครับ ผมว่าสรุปง่ายเกินไป คุณแย้งความเห็นผมได้นะครับ”

    เรื่องโรแมนติกนั้นคห. 35 เห็นด้วยนะคะ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยก็ว่ามาสิคะ คุณคิดว่าคนไทยไม่ได้รอซูเปอร์แมนจะไม่โรแมนติกอย่างไรก็ว่ามาสิคะ ทำไมต้องโจมตีด้วยเรื่องส่วนตัว เช่น วุฒิภาวะ ทำแบบนี้ก็ส่อวุฒิภาวะของคุณเองนะคะ

  • กานดา

    สำหรับท่านผู้อ่านที่สนใจว่าที่ดิฉันว่าค่านิยม”โรแมนติก”นั้นเป็นอย่างไร และบทบาทนักการเมืองในมุมมองแบบโรแมนติกนั้นเป็นอย่างไร ขอเรียนเชิญให้อ่านที่นี่นะคะ (กระทู้นี้ยาวมาก ต้องมีเวลามากๆถึงจะอ่านจบนะคะ)

    http://weareallhuman.net/index.php?showtopic=44520&st=0

    ขอบคุณค่ะ

  • กานดา

    “แต่ขออย่างครับ คือ ต้องอิงกับความจริงและไม่อคติ”

    จริงไม่จริงก็ตามไปดูที่อ้างอิงได้ค่ะ

  • you know who

    ถาม
    การถกเถียงกันในพื้นที่สาธารณะว่าใครบ้างคือตัวเก็งผู้ว่าฯ แบงค์ชาติคนใหม่
    ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้ารัฐบาลปัจจุบันยังอยู่?

    ตอบ
    ก็ที่เป็นอยู่นี่ถกเถียงกันหรือยังล่ะคะ ตอนนี้ก็สรรหากันแล้ว ตัวเก็งออกมาแล้ว ไม่เห็นสืือมวลชนที่ไหนเอาประวัติการทำงานและผลงานในอดีตของตัวเก็งมาให้ประชาชนดู

    —————————-

    ตกลงเป็นความผิดรัฐบาลเหรอครับที่สืื่อมวลชนไม่เอาประวัติการทำงานและผลงานในอดีตของตัวเก็งมาให้ประชาชนดู???

    แล้วถ้ารัฐบาลยุบสภาภายใน 3 เดือนแล้วสืื่อมวลชนจะเอาประวัติการทำงานและผลงานในอดีตของตัวเก็งมาให้ประชาชนดู???

    อ่าน links ที่ให้มาหมดแล้วก็ยังคิดว่าเหตุผลไม่ make sense ครับ

  • admin

    ขออนุญาต “ดึงความเห็น” ที่โต้แย้งไปถึงตัวบุคคลออกตามข้อเสนอของ คุณกานดา นะครับ

  • mrj

    quotation mark อันนี้เป็น grammar ภาษาอังกฤษนะครับ ภาษาไทยเรายืมมาใช้ :)
    ความหมายคือว่าผู้เขียน(พูด) ไม่ได้เป็นคนเขียน(พูด) เอง อย่างเวลาเราเขียน paper เราใส่ “…” ในอะไรที่เรา refer มาจากคนอื่นนั่นแหละครับ เพื่อให้ทราบว่าเราไม่ได้คิดขึ้นเอง และให้เครดิตผู้ที่เขียน(พูด)

    ส่วนในภาษาพูด ส่วนใหญ่ความหมายจะเป็นไปในอีกทาง เข่นถ้าเราพูดว่า เราไม่สนับสนุนการปฎิวัติ อย่างนี้มันไม่เป็น “ประชาธิปไตย” (ทำเสียงสูง) แปลว่าผู้พูดนี้กำลังประชดคำว่าประชาธิปไตยอยู่ ผู้พูดอาจจะคิดในใจว่า เห็นไม๊ล่ะจะเลือกไอ้ที่เค้าเรียกกันว่าประชาธิปไตย (เครื่องหมาย quotation จะเป็นตัวทำให้ความหมายกลายเป็นว่า ที่เค้าเรียกกันว่าประชาธิปไตย) ดูสิประเทศเละเทะหมดแล้ว พวกชิงสุกก่อนห่าม ฯลฯ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆก็คือไม่ได้มีความหมายในแง่ดีแน่ๆ

    ผมเลยไม่ชอบเอามากๆเลยเวลามีคนใช้ quotation mark เพื่อเน้นย้ำคำ (ซึ่งควรใช้การขีดเส้นใต้หรือตัวเข้มมากกว่า) เพราะมันทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้เขียนหมายความว่ายังไงกันแน่ แต่ตอนนี้คือถ้าเป็นภาษาไทย ผมก็ assume ว่าใช้เพื่อเน้นย้ำคำก่อนล่ะครับ

  • mrj

    เพิ่งนึกอะไรออกอีกอย่างครับว่างๆจะเขียนให้อ่านกัน เรื่องเล่ห์เหลี่ยมในการทำประชามติรับ/ไม่รับ รธน.50

    เอาสั้นๆก็คือ คำถามประเภท รับ หรือ ไม่รับ นี้ไม่ถูกต้องตามหลักสถิติครับ สมมติว่าการกระจายคนเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยมีเท่าๆกัน แบ่งคนเป็น 3 กลุ่มคือชอบ ฉบับ 40 – 30% ชอบฉบับ 50 – 30% และเฉยๆ อะไรก็ได้ 40% กลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางจะมีแนวโน้มตอบว่ารับ มากกว่าไม่รับ โดยหลักพฤติกรรมแล้วมนุษย์ที่ อะไรก็ได้ นี้มักจะเลือก รับๆไปเถอะ มากกว่าเลือกที่จะต่อต้าน

    พูดง่ายๆก็คือ ถ้าเปลี่ยนการโหวตเป็น รับหรือไม่รับ 40 ผลก็อาจจะออกมาเหมือนๆกันคือรับมากกว่าไม่รับ

    คำถามที่จะเป็นกลางมากกว่าคือ เลือก 40 หรือ เลือก 50 แล้วให้ติ๊กเอา ถ้าเป็นคำถามประเภทนี้ (สมมติฐานเดิมว่าคนทั้งสองกลุ่มมีเท่าๆกัน) แนวโน้มคือผลจะออกมาที่ 50-50 เพราะกลุ่มคนตรงกลางจะเลือกอย่าง random ก็คือ อะไรก็ได้

    ที่ผมอยากรู้ก็คือ รัฐบาลเขาคิดเรื่องนี้หรือเปล่า หรือว่าเป็นแค่เหตุบังเอิญ?