โดย กานดา นาคน้อย
ตำแหน่งผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยหรือที่เรียกกันว่า “ผู้ว่าฯแบงค์ชาติ” นั้น มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทยไม่น้อยกว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะเสถียรภาพทางการเงินเป็นพื้นฐานของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ผู้ว่าฯ ธาริษา วัฒนเกส นั้นมีความสามารถมากและเป็นที่เคารพนับถือในวงการธนาคารกลางทั้งใน ทวีปเอเชีย ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา น่าเสียดายที่ผู้ว่าฯ ธาริษาจะเกษียนอายุอีก 6 เดือนข้างหน้า ทำให้เกิดคำถามว่า
1. ใครคือตัวเก็งที่ รัฐบาลอภิสิทธิ์จะเสนอให้เป็นผู้ว่า ฯแบงค์ชาติคนต่อไป ?
2. รบกวนสื่อมวลชน ช่วยบอกประชาชนบ้างได้ไหมคะ ?
ตัวเก็งตำแหน่งผู้ว่าฯแบงค์ชาติในประเทศอุตสาหกรรมนั้น เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและประชาชนล่วงหน้าก่อนผู้ว่าฯคนปัจจุบันจะเกษียณ อายุเป็นปีๆ แต่ตัวเก็งตำแหน่งผู้ว่าฯแบงค์ชาติไทยนั้นไม่เป็นประเด็นสำคัญต่อสื่อมวลชน ไทย ท่ามกลางวิกฤตการเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน “ผู้ว่าฯแบงค์ชาติคนใหม่” จะมีความสำคัญยิ่งกว่าคุณเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าฯซึ่งโดนศาลแพ่งพิพากษาให้ชดใช้สินไหมเป็นเงิน 186,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 โทษฐานนำเงินทุนสำรองไปแทรกแซงในตลาดเงินตราเพื่อปกป้องค่าเงินบาท (( อ้างอิงจาก”ควันหลงต้มยำกุ้ง ศาลพิพากษา เริงชัย ชดใช้ 1.86 แสนล้าน” ประชาไท 1 มิ.ย. 2548 http://www.prachatai.com/journal/2005/06/4217 ))
แม้ว่าไทยได้ใช้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศใช้หนี้เงินกู้จากกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟแล้ว ปัจจุบันกระทรวงการคลังยังมีภาระหนี้เก่าจากบัญชีกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน นอกจากนี้กระทรวงการคลังต้องรับภาระหนี้ใหม่ที่เป็นผลมาจากนโยบายกระตุ้น เศรษฐกิจด้วย” โครงการไทยเข้มแข็ง” ได้มีผู้เสนอวิธีการแก้ปัญหาต่างๆนานา แบ่งได้เป็น 2 ประเภทตามลักษณะบัญชี คือบัญชีกระทรวงการคลังหรือบัญชีแบงค์ชาติ มีทั้งหมด 7 วิธีดังต่อไปนี้
1. เก็บภาษีเพิ่ม คุณกรณ์ จาติกวณิช รมต.คลังใช้วิธีนี้แล้วโดยการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 2 บาทต่อลิตร (( อ้างอิงจาก “กรณ์ เบรกลดภาษีน้ำมัน ชี้ต้องรอบคอบ” ข่าวสารบ้านเมือง รัฐสภาไทย 25 มิ.ย. 2552 http://www.parliament.go.th/news/news_detail.php?prid=213275 ))
2. กู้เพิ่ม รมต.กรณ์ใช้วิธีนี้แล้วเช่นกัน (( อ้างอิงจาก “ไทยเข้มแข็งตามแผน 2555 พรรคร่วมรัฐบาลคือตัวแปร” ไทยโพสต์ 13 พ.ค. 2552 http://www.thaipost.net/news/130509/4593 ))
3. ออกกฎหมายใหม่เพื่อเก็บภาษีก้าวหน้า เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สิน วิธีนี้เป็นวิธีที่นานาประเทศใช้ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ มีผู้เสนอมาอย่างน้อย 2 คน (( อ้างอิงจาก “ผาสุก พงษ์ไพจิตร ลอกคราบสังคมไทย จะก้าวไปสู่สังคมที่ Fair…อาจต้องรอชาติหน้าตอนบ่ายๆ ?” ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 6 พ.ย. 2552 http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1257426561 )) (( อ้างอิงจาก “กล้าไหมคุณอภิสิทธิ์..ภาษีที่ดิน มรดก ตัดเนื้อพวกพ้อง เติมเลือดคนจน หรืออนาคตการเมืองคุณหมดไปแล้ว!!!” ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 19 มี.ค.2553 http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1268984818)) แต่ผู้เสนอไม่ใช่รมต.คลังหรือข้าราชการกระทรวงการคลัง
4. แก้กฎหมายเพื่อรวมบัญชีทุนสำรองของแบงค์ชาติให้เหลือบัญชีเดียว วิธีนี้เสนอโดยคุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯแต่เกิดกระแสต่อต้าน เป็นวิธีเดียวกันที่รัฐบาลสุรยุทธเสนอเข้าสภาแต่ไม่ผ่าน (( อ้างอิงจาก “กรณ์-ไตรรงค์ ถอดใจรวมบัญชีธปท. เล็งแก้ก.ม.ดึงผลประโยชน์ใช้หนี้กองทุน” คมชัดลึก 15 มี.ค. 2553 http://www.komchadluek.net/detail/20100315/52070/…99.html ))
5. ดึงเงินสำรองของแบงค์ชาติบางส่วน มาซื้อพันธบัตรรัฐบาล ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตลาดหรือดอกเบี้ย 0% วิธีนี้เสนอโดยคุณจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (( ibid ))
6. แก้กฎหมายนำเงินในบัญชีผลประโยชน์ประจำปีของแบงค์ชาติมาใช้หนี้กองทุนฟี้นฟูฯ วิธีนี้เสนอโดยผอ.จักรกฤศฎิ์เช่นเดียวกัน (( ibid ))
7. ออกกฎหมายพิเศษเพื่อดึงเงินจากบัญชีสำรองพิเศษของแบงค์ชาติมาใช้ วิธีนี้เสนอโดยผอ.จักรกฤศฎิ์เช่นเดียวกัน (( ibid ))
สรุปได้ว่าวิธีที่ 1-3 ต้องใช้เงินในบัญชีกระทรวงการคลัง ส่วนวิธีอื่นต้องใช้เงินในบัญชีแบงค์ชาติ และสรุปได้ว่ากระทรวงการคลังภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องการให้แบงค์ชาติช่วย แก้ปัญหา วิธีที่ 5 เป็นวิธีเดียวที่ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมาย การใช้เงินทุนสำรองของแบงค์ชาติซื้อพันธบัตรรัฐบาลนั้นเป็นวิธีการทั่วไปใน การบริหารหนี้สาธารณะ ประเด็นที่สำคัญคือเพดานวงเงิน ถ้าไม่มีการแก้กฎหมายในอนาคตเพื่อเพิ่มเพดานวงเงินก็ไม่เสียหาย แต่ถ้ามีการแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มเพดานวงเงินหรือเพื่อใช้วิธีที่ 4 วิธีที่ 6 และ วิธีที่ 7 จะหมายความว่ากระทรวงการคลังผลักภาระทางการคลังให้แบงค์ชาติรับผิดชอบด้วย ทุนสำรอง
ในมาตรฐานสากล การนำเงินทุนสำรองไปบริหารนอกบัญชีแบงค์ชาตินั้นไม่ใช่วิธีการแปลกใหม่ หลายประเทศได้นำทุนสำรองออกมาจัดตั้งกองทุนลงทุนประจำชาติ (Sovereign Wealth Fund) เช่น เทมาเสกของสิงคโปร์ บริษัทลงทุนของดูไบ (Investment Corporation of Dubai) และบริษัทลงทุนของจีน (China Investment Corporation) บัญชีของกองทุนเหล่านี้แยกออกจากกระทรวงการคลัง ผู้บริหารกองทุนรับผิดชอบบริหารความเสี่ยงโดยการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆทั้ง ในประเทศและนอกประเทศ ไม่มีกองทุนใดลงทุนด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลตนเอง 100%
เมื่อ 30-35 ปีที่แล้วนั้น กระทรวงการคลังในประเทศละตินอเมริกาผลักภาระด้านการคลังให้แบงค์ชาติโดยการ ขายพันธบัตรรัฐบาลให้แบงค์ชาติในมูลค่ามหาศาล จนก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อและเกิดวิกฤตการเงินที่รุนแรงจนลุกลามเป็นวิกฤต เศรษฐกิจทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ในสมัยนั้นรัฐบาลพลเอกเปรมต้องลดค่าเงินบาท 3 ครั้ง แม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ ไม่มีใครรับประกันได้ว่าอีก 5 ปีไทยจะไม่มีปัญหาเงินเฟ้อถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาการคลังโดยการผลักภาระให้แบงค์ ชาติและไม่ปฎิรูปโครงสร้างภาษี
เมื่อปี 2535 นั้นไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าประเทศไทยจะมีวิกฤติเศรษฐกิจภายใน 5 ปี ในปี 2536 ไทยเปิดเสรีทางการเงินระหว่างประเทศและอนุญาตให้สถาบันการเงินทำธุรกรรม บางอย่างที่ทำไม่ได้แม้แต่ที่สิงคโปร์ เพียง 4 ปีให้หลังได้เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง คนไทยได้เรียนรู้ด้วยบทเรียนราคาแพงว่า” ผู้ว่าฯแบงค์ชาติ”นั้นสำคัญอย่างไร แม้จะมีข้อถกเถียงกันภายหลังถึงบทบาทของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่มีใครปฎิเสธได้ว่าความสูญเสียเสถียรภาพการเงินในครั้งนั้นได้นำไปสู่ความ สูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล
ถ้ารัฐบาลอภิสิทธิ์มีอายุอย่างน้อยอีก 6 เดือน รัฐบาลสามารถแต่งตั้งผู้ว่าฯแบงค์ชาติคนใหม่เข้ามารับภาระการคลังซึ่งไม่ใช่ หน้าที่แบงค์ชาติ และอาจนำไปสู่วิกฤตการเงินครั้งใหม่ ดังนั้นรัฐบาลควรยุบสภาภายใน 3 เดือนและเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันในพื้นที่สาธารณะว่าใครบ้างคือตัวเก็ง ผู้ว่าฯแบงค์ชาติคนใหม่ ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะได้จัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งด้วยกติกาใหม่ ผู้ว่าฯแบงค์ชาติที่เป็นที่เคารพนับถือจากธนาคารกลางทั่วโลกจะเป็นฐานให้ รัฐบาลใหม่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคง และจะช่วยเสริมความมั่นคงของรัฐบาลใหม่ด้วย
ณ เวลานี้ ประเทศไทยได้มาถึงจุดเปลี่ยนผ่านทั้งทางการเมือง การคลัง และการเงิน ขอความกรุณารัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาภายใน 3 เดือนและคืนอำนาจให้ประชาชนเถิดค่ะ
เกี่ยวกับผู้เขียน
ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue และนักวิจัยของสถาบันวิจัยราคาสินค้านานาชาติแห่งมหาวิทยาลัย Vanderbilt ประเทศสหรัฐอเมริกา ในอดีตเคยเป็นนักวิชาการพิเศษที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และสถาบันวิจัยแห่งธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADBI) และเคยเป็นที่ปรึกษาระยะสั้นให้ธนาคารโลก
