จีนประกาศกร้าว..
“มหาอำนาจนอกภูมิภาคอย่าก้าวก่ายข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะทะเลจีนใต้!!”
หนังสือพิมพ์สายทหารของจีนพาดหัวข้อข่าวดังกล่าว ภายหลังเวียดนามประกาศขอความร่วมมือจากนานาชาติ ช่วยปลดชนวนความขัดแย้ง อันเนื่องมาจากความรุ่มรวยทางทรัพยากรภายในภูมิภาค ทำให้เกิดการอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนกันจนลุกลามกลายเป็นประเด็นปัญหา
คำเตือนจากหนังสือพิมพ์รายวันของกองทัพปลดปล่อยประชาชนเกิดขึ้นในเวลาเดียวกับการเริ่มฝึกซ้อมทางทหารของเวียดนามในบริเวณทะเลจีนใต้ และตามด้วยคำแถลงจากฮานอยว่า ยินดีต้อนรับความช่วยเหลือจากประชาคมโลกรวมทั้งสหรัฐอเมริกา หากจะเข้ามาช่วยเหลือจัดการแก้ไขข้อพิพาทดังกล่าว
จีนและเวียดนามเริ่มกล่าวหาใส่กันอย่างรุนแรงมากขึ้นมาราวสัปดาห์กว่าแล้ว โดยเห็นว่าแต่ละฝ่ายต่างบุกรุก ล่วงล้ำเขตน่านน้ำของกันและกัน โดยฝ่ายเวียดนามอ้างว่า เรือจีน รบกวนการสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบริเวณดังกล่าว ขณะที่จีนกล่าวว่า เวียดนามเข้ามาในน่านน้ำของตนอย่างผิดกฎหมาย
การปะทะกันด้วยคำกล่าวหา ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ใช่เรื่องผิดปกตินัก เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างจีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไต้หวัน ที่มีข้อพิพาทระหว่างกันในบริเวณหมู่เกาะทะเลจีนใต้อย่างยาวนาน โดยที่ความตึงเครียดมักเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ แต่เป็นปัญหายืดเยื้อที่ยังไม่สามารถหาทางจัดการได้
ความคิดเห็นจากหนังสือพิมพ์ของกองทัพปลดปล่อยประชาชน เกิดขึ้นเพื่อย้ำความคิด เพื่อเน้นย้ำคำเตือนว่า “ผู้อื่น (รัฐอื่น) ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทหมู่เกาะทะเลจีนใต้ ควรจะถอยหลังจากไป” “ข้อพิพาทนี้ต้องแก้ไขอย่างสันติผ่านการหารืออย่างมิตรภาพระหว่างทั้งสองฝ่ายที่เกี่ยวพันกับกรณีโดยตรง”
สถานการณ์ล่าสุดบริเวณหมู่เกาะทะเลจีนใต้
ยิ่งไปกว่านั้น จีนแสดงท่าทีต่อต้านประเทศใดๆ ก็ตามที่ไม่มีส่วนเกี่ยวพันกับกรณีข้อพิพาทหมู่เกาะทะเลจีนใต้โดยตรงอย่างชัดเจน และไม่เห็นด้วยที่จะยกระดับปัญหาดังกล่าว ให้เป็นวาระที่ต้องแก้ไขโดยประชาคมโลก หนังสือพิมพ์กองทัพปลดแอกประชาชนอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และคณะกรรมาธิการทหารจีน ถึงแม้ว่าบทความนี้จะไม่ได้อ้างถึงนโยบายของจีน แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นและท่าทีของจีนต่อสถานการณ์ดังกล่าวได้
ความสัมพันธ์จีนกับมหาอำนาจนอกภูมิภาค
สหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศมหาอำนาจแรกๆ ที่แสดงตัวพยายามเข้ามาเกี่ยวพันกับประเด็นปัญหาดังกล่าว ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาเริ่มปะทุขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ภายหลังทีมบริหารของประธานาธิบดีโอบาหันมาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาททะเลจีนใต้ โดยการเน้นย้ำการสนับสนุนจากวอชิงตันว่าต้องแก้ไขปัญหาด้วยการร่วมมือกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในปีนี้ถือว่ามีสถานะคงที่ ขณะที่ปักกิ่งพยายามจัดการกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในภูมิภาคในลักษณะหนึ่งต่อหนึ่ง หรือจัดการภายในกรอบทวิภาคีมากกว่าจะหารือ หรือแก้ไขภายใต้กรอบพหุภาคี ยุทธศาสตร์จีนในการปฏิบัติการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการแบ่งแยกเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ (divide and conquer)
แม้ว่าทูตจีนประจำฟิลิปปินส์ Liu Jianchao จะกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่า “เราเชื่อว่า วอชิงตันจะไม่เข้ามาเกี่ยวพันกับประเด็นดังกล่าว” “สหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีข้อพิพาทระหว่างกัน ผมเข้าใจว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องน่ากังวล แต่มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลย เพราะน่านน้ำดังกล่าวก็ยังคงอยู่ในสถานะปลอดภัย มีสันติภาพ และเสรีภาพ”
ขณะที่สหรัฐฯ แสดงท่าทีผ่าน Harry Thomas ทูตสหรัฐฯ ประจำฟิลิปปินส์ ด้วยการทำแถลงการณ์แจ้งไปยังกระทรวงพลังงานแห่งชาติของฟิลิปปินส์ โดยให้คำมั่นว่า “สหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนฟิลิปปินส์ในการพัฒนาพลังงานและร่วมต่อสู้กับสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงผ่านช่องทางกรอบความร่วมมือภายใต้ USAID อย่างต่อเนื่อง”
“ผมอยากให้คุณมั่นใจในทุกเรื่องว่า เรา “สหรัฐอเมริกา” จะอยู่เคียงข้างฟิลิปปินส์ เพราะฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ ถือเป็นพันธ์มิตรทางยุทธศาสตร์ เราเป็นหุ้นส่วนกัน เรา (สหรัฐฯ) จะให้คำปรึกษาและช่วยปฏิบัติภารกิจกับฟิลิปปินส์ในทุกประเด็น รวมทั้งกรณีหมู่เกาะทะเลจีนใต้ หรือหมู่เกาะสแปรตลีย์ด้วย”
ท่าทีของสหรัฐฯ พยายามย้ำให้เห็นว่า กรณีข้อพิพาทบริเวณหมู่เกาะทะเลจีนใต้นั้น ควรแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี “เราคิดว่า ความตึงเครียดดังกล่าวที่เกิดขึ้น ไม่ได้ช่วยให้เกิดสันติภาพ และความมั่นคงในภูมิภาค” Mark Toner โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว “เราสนับสนุนให้ร่วมมือกันผ่านกระบวนการทางการทูต และเรียกร้องให้ชาติทั้งหลายที่ต่างเรียกร้องสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนทั้งภาคพื้นดินและภาคพื้นน้ำทั้งหมด ให้ใช้กฎหมายระหว่างประเทศเข้าแก้ไข”
จีน-เวียดนาม
เมื่อปีที่ผ่านมา ประธานอาเซียน (เวียดนาม) พยายามจะให้มีการแก้ไขข้อพิพาทในหมู่เกาะทะเลจีนใต้ในระดับสากล โดยจัดเป็นวาระการประชุมในกรอบความมั่นคงแห่งภูมิภาคขึ้น สร้างความขุ่นเคืองให้จีนอย่างมาก หนังสือพิมพ์กองทัพปลดปล่อยประชาชนวิจารณ์และกล่าวโทษเวียดนามว่า พยายามจะปลุกเร้าให้เกิดความตึงเครียดด้วยการฝึกซ้อมรบบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษทางทะเล
การปฏิบัติการเช่นนี้ ถือว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และช่วยกระพือความขัดแย้งให้ทวีความเลวร้ายมากขึ้น และยังไม่ช่วยให้เกิดการแก้ไขปัญหาบริเวณหมู่เกาะทะเลจีนใต้ จีนกล่าวว่า “ความกังวลดังกล่าวจะหมดไป หากมีการยุติปฏิบัติการเอกภาคี (unilateral) หรือการปฏิบัติการที่ทำโดยลำพัง (หมายถึงการซ้อมยิงกระสุนจริงบริเวณที่มีข้อพิพาท) เพราะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว รังแต่จะสร้างความสลับซับซ้อนของปัญหาในบริเวณข้อพิพาทหมู่เกาะทะเลจีนใต้ เวียดนามจะต้องยุติการโกหกและการกล่าวถ้อยแถลงที่ขาดซึ่งความรับผิดชอบ”
ในขณะที่แหล่งข่าวด้านการทหารของเวียดนามกล่าวว่า “จีนพยายามที่จะทำให้ข้อพิพาทดังกล่าวขยายตัว ด้วยการกระทำที่ไม่เป็นมิตรต่อประเทศเพื่อนบ้าน” จากนั้นเวียดนามจึงดำเนินการฝึกซ้อมยิงกระสุนจริงบริเวณหมู่เกาะทะเลจีนใต้ ขณะที่ประชาชนชาวเวียดนามต่างเดินเรียกร้องประท้วงจีนทั้งภายในกรุงฮานอยและโฮจิมินห์กว่าร้อยคน
จากนั้น หนังสือพิมพ์สายทหารของเวียดนามระบุว่า นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายเหงียน ตัน ดุง ได้ลงนามผ่านกฎหมายให้เกณฑ์ทหารเข้ากองทัพ (order on eligibility for military conscription) เพื่อปฏิบัติการทางน่านน้ำหากความตึงเครียดบริเวณหมู่เกาะทะเลจีนใต้ทวีความรุนแรงมากขึ้น กฎหมายดังกล่าวระบุถึงเงื่อนไขของผู้ได้รับข้อยกเว้นในการเกณฑ์ทหารไว้ด้วย ขณะเดียวกัน กฎหมายมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2011 เป็นต้นไป
ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเสื่อมโทรมถึงขีดสุดในรอบปีนี้ ภายหลังการเผชิญหน้าบริเวณน่านน้ำที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนของทั้งสองฝ่าย เพราะต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนในอาณาเขต 200 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง ทั้งบริเวณหมู่เกาะพาราเซลส์และหมู่เกาะสแปรตลีย์ โดยนายกรัฐมนตรีเหงียนฯ ยืนยันว่า เวียดนามต้องการที่จะปกป้องอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ต่อไป
จีน-ฟิลิปปินส์
ขณะที่ประธานาธิบดี เบนิโญ อควิโน กล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ประเทศของเราต้องการความช่วยเหลือจากพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างยาวนาน เพื่อจัดการกับข้อพิพาทกับจีนบริเวณหมู่เกาะทะเลจีนใต้ที่ทวีความรุนแรงขึ้น “แน่นอน พวกเขา (จีน) คือประเทศมหาอำนาจ พวกเขามีประชากรมากกว่าเรานับสิบเท่า เราไม่ต้องการจะเป็นศัตรูกับใคร” อควิโน่ตอบข้อซักถามจากการแสดงท่าทีของจีน
“บางที สนธิสัญญาที่มีต่อกันระหว่างเรากับหุ้นส่วนของเรา (สหรัฐฯ) คงทำให้เราแน่ใจว่า เราจะมีเสรีภาพจากการเดินเรือ ซึ่งมันก็น่าจะสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศด้วย” หลังจากรับรู้ท่าทีของสหรัฐฯ อควิโนกล่าวว่า ภายหลังทูตสหรัฐฯ ประกาศท่าทีชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือต่ออดีตประเทศอาณานิคม “เรารู้สึกยินดียิ่ง โดยเฉพาะท่าทีของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของเรา”
ทูตจีนประจำฟิลิปปินส์ Liu Jianchao กล่าวว่า จีนมีสิทธิ์ที่จะปกป้องเขตอำนาจอธิปไตยของจีนในบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ และเห็นว่าฟิลิปปินส์กล่าวเกินจริงที่ว่า จีนใช้เครื่องบินรบบินใกล้บริเวณฐานที่มั่นของทหารฟิลิปปินส์ในแถบหมู่เกาะทะเลจีนใต้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นข้อพิพาทหมู่เกาะทะเลจีนใต้นั้น ทำให้จีนและฟิลิปปินส์ต้องเผชิญหน้ากันมาราว 4 เดือนแล้วในปีนี้
จีน-ไต้หวัน
ไต้หวันเตรียมวางแผนที่จะเพิ่มกำลังทหารไปประจำฐานที่มั่นบริเวณหมู่เกาะทะเลจีนใต้พร้อมทั้งเรือบรรทุกขีปนาวุธและรถถัง เนื่องจากข้อพิพาทโดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์นั้นมีทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่มีทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยไต้หวันเองมีหน่วยรักษาการณ์ชายฝั่งในบริเวณใกล้เคียง หรือบริเวณไทปิงที่เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในบรรดาหมู่เกาะสแปรตลีย์ แต่โฆษกกระทรวงกลาโหมของไต้หวัด David Lo กล่าวว่า “หน่วยรักษาการณ์ชายฝั่งมีเพียงอาวุธขนาดเบาเท่านั้น”
โดยเรือบรรทุกขีปนาวุธที่ไต้หวันวางแผนจะส่งไป ถือเป็นเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่มีระวาง 47 ตัน และสามารถยิงขีปนาวุธพิสัยไกลในระยะ 40 กิโลเมตร
หมายเหตุ: สำนักงานคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติรายงานว่า เป้าหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ทะเลจีนใต้ที่สำคัญที่สุดคือน้ำมัน เนื่องจากมีการค้นพบน้ำมันบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลจีนใต้ของประเทศต่างๆ หลายแห่ง มีการประมาณการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันสำรองได้รับการยืนยันแล้ว (proven reserves) สูงถึง 7.7 พันล้านบาร์เรลล์ ในขณะที่ปัจจุบันมีการผลิตรวมทั้งภูมิภาค อยู่ที่ระดับกว่า 1.8 ล้านบาร์เรลล์ต่อวัน
ขณะที่ สหรัฐฯ คาดว่าจะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติทั้งที่ขุดพบแล้วและยังไม่ขุดพบทั้งสิ้น 266 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และที่เกาะสแปรทลีย์มีประมาณ 35 หมื่นล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะที่นักวิเคราะห์จีนคาดว่าจะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองสูงถึง 2,000 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งเป็นตัวเลขที่ห่างกันมาก และยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้
Sources: ABS-CBN News, Straits Times, SIIA, U.S. Department of Energy, NEPO





