Practical Report 2551 สู่ฐานเศรษฐกิจในประเทศ

โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม : Siam Intelligence Unit

ปี 2551 อาจจะเป็นปีที่เป็นการเริ่มต้นในการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับมาสู่ภาวะความสมดุลมากขึ้น ภาวะความสมดุลที่ว่านี้ คือ การลดบทบาทของภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศโดยเฉพาะ “ภาคการค้าระหว่างประเทศ” และเพิ่มบทบาทของภาคเศรษฐกิจในประเทศให้มากขึ้น

การที่เศรษฐกิจไทยต้องกลับมาสู่ความสมดุล โดยเน้นฐานเศรษฐกิจในประเทศนั้น เพราะว่าสถานการณ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และความจำเป็นของเศรษฐกิจในประเทศที่เป็นตัวกำหนดให้ประเทศไทยต้องพึ่งพิงภาคการค้าระหว่างประเทศนั้นเปลี่ยนแปลงไป และการพึ่งพิงภาคการค้าระหว่างประเทศในระดับสูงนั้นจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเดินอยู่บนความเสี่ยงซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงรวมทั้งเผชิญกับความผันผวนจากเศรษฐกิจภายนอกประเทศที่ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องผันผวนตาม ในกรณีของประเทศไทย รายได้จากภาคการค้าระหว่างประเทศหรือการส่งออกต่อรายได้ประชาชาติ (GDP) ในปี 2549 อยู่ที่ 74 % ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากการส่งออกของไทยต่อ GDP ถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่สูงและถือว่าเปิดรับต่อความผันผวนจากเศรษฐกิจระหว่างประเทศค่อนข้างมาก

ความจำเป็นที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นอธิบายด้วยเหตุผลสองประการ กล่าวคือ

ประการแรก การที่ประเทศไทยมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกต่อ GDP ในระดับสูงนั้น มาจากความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งหารายได้ในรูปของเงินตราระหว่างประเทศมาชำระหนี้ต่างประเทศในช่วงวิกฤติ 2540 ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนรายได้จากการส่งออกต่อ GDP ของไทยในปี 2539 อยู่ที่ 39% และปรับตัวสูงขึ้นตามลำดับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา แม้ว่าประเทศไทยจะมียุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกมาตั้งแต่ ปี 2527 แล้วก็ตาม

นอกจากการหารายได้เงินตราต่างประเทศมาชำระหนี้ต่างประเทศแล้ว ยังต้องเร่งหารายได้ในรูปของเงินตราระหว่างประเทศมาเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลงอย่างมากในปี 2540 อันเกิดจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาใช้เป็นทุนรอนในการต่อสู้กับนักเก็งกำไรโดยไม่พิจารณาปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย อันที่จริงควรระบุด้วยว่า อุปนิสัยของธนาคารแห่งประเทศไทยในการชอบต่อสู้กับนักเก็งกำไรไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นก่อน 2 กรกฎาคม 2540 หรือ 18 ธันวาคม 2549 การเสพติดอุปนิสัยชอบเอาชนะนักเก็งกำไรของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยไม่พิจารณาปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง

ในปัจจุบันหนี้ต่างประเทศต่อ GDP ของไทยปรับลดลงมากจากปี 2542 ที่เคยสูงถึง 73 % โดยในปี 2549 ลดลงอยู่ที่ 33 % (ใกล้เคียงกับปี 2524) และทุนสำรองของไทยในปัจจุบันสูงถึง 94 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือว่าเป็นจำนวนเงินทุนสำรองที่สูงที่สุด (ตัวเลข ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551) ในขณะที่เมื่อเทียบกับปี 2540 ซึ่งอยู่ที่ 27 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นความจำเป็นในด้านการหารายได้ระหว่างประเทศเพื่อการชำระหนี้ต่างประเทศและเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศนั้น ในขณะนี้ถือว่าไม่จำเป็นแล้ว

ประการที่สอง คือสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงไปกล่าวคือ เศรษฐกิจของสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) และเศรษฐกิจของประเทศในทวีปยุโรป และญี่ปุ่นกำลังชะลอตัวลงตาม (Slowdown) ผนวกกับค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯกำลังอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเท่ากับว่า ผู้ส่งออกของไทยต้องเผชิญกับ ผลทางรายได้ (Income Effects) และผลทางราคา (Price Effects) ที่กระทบต่อการส่งออก ผลทางรายได้หมายถึงการที่รายได้ของผู้บริโภคในที่นี้คือรายได้ของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการบริโภคสินค้าต้องลดลง ในขณะที่ผลทางราคาหมายถึงการที่ราคาสินค้าส่งออกของไทยมีราคาสูงโดยเปรียบเทียบเนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นการที่ราคาสินค้าส่งออกของไทยสูงขึ้นจะส่งผลให้ความต้องการบริโภคสินค้าส่งออกของไทยลดลง ข้อสังเกตเฉพาะประเทศไทยคือการที่ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในครั้งนี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการอ่อนค่าลงมากของค่าเงินสหรัฐเมื่อเทียบกับค่าเงินบาท โดยการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯในปี 2534 และ 2544 ค่าเงินของสหรัฐฯเมื่อเทียบกับเงินบาทแข็งค่าขึ้น 4.1 % และ 5.4 % ตามลำดับ แม้ว่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯในช่วงเวลาดังกล่าวจะหดตัวอยู่ที่ -1.4 % และ -6.3 % ตามลำดับ อีกนัยหนึ่งกล่าวได้ว่าภาวะเศรษฐกิจสหรัฐถดถอยในอดีต (ปี 2534 และ 2544) ผู้ส่งออกไทยเผชิญเฉพาะผลทางรายได้ แต่ในการถดถอยทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ครั้งนี้ ผู้ส่งออกไทยเผชิญทั้งผลทางรายได้และผลทางราคา ดังนั้นการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ในปีนี้และปีหน้าอาจจะลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้

สถานการณ์ของภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศหลักๆของโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง และไม่มีความจำเป็นอีกแล้วที่ประเทศไทยต้องหารายได้เงินตราต่างประเทศในระดับที่สูงเหมือนเช่นหลังปี 2540 จึงควรที่ภาคการเมืองและผู้บริหารนโยบายสาธารณะด้านเศรษฐกิจมหภาคต้องทบทวนความสำคัญของภาคส่งออกและภาคเศรษฐกิจในประเทศให้สมดุลและสอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะที่ผ่านมานโยบายเศรษฐกิจมหภาคมุ่งเน้นการรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งออกดังจะเห็นได้จากการกดค่าเงินบาทให้อ่อนค่าเกินความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นจำนวนมหาศาลและความพยายามมุ่งเอาชนะนักเก็งกำไรของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งต้องลงทุนไปกับการใช้มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า ซึ่งผลที่สุดแล้ว ค่าเงินบาทของไทยเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศอื่นๆในแถบเอเชียซึ่งไม่ได้ใช้มาตรการที่เข้มงวดเช่นประเทศไทย ในขณะที่กระแสการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นการปรับตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งไม่มีทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะไปฝืนได้ และในภาวะปัจจุบันที่ราคาน้ำมันโลกถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้นตาม การให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจในประเทศโดยการให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเพื่อลดราคาน้ำมันและการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) และการกระตุ้นการบริโภคในประเทศและการลงทุนของเอกชนในประเทศจะเป็นทางออกเดียวที่ลดความผันผวนจากภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้ นอกจากนี้ การเร่งการลงทุนในประเทศจะมีส่วนนำเข้าสินค้าทุน ซึ่งมีส่วนช่วยให้ค่าเงินบาทมีความสมดุลมากขึ้น และไม่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าไปกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทย

  • nutjubjub

    สวัสดีครับ คุณสุรศักดิ์และคุณเจริญชัย
    ผมยุ่งๆช่วงนี้ แต่ก็ติดตามรายการจากwebsiteตลอด แม้อาจจะไม่เกาะติดแต่ก็ไม่เคยพลาดสักตอนครับ
    ผมถูกใจตอนสุดท้ายเรื่องหุ้นมากเลย
    ผมเห็นด้วยกับคุณสองคนว่า หุ้นนั้นเป็นสนามกลยุทธ์ที่สามารถใช้ความสามารถในเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ โดยที่เราสามารถแพ้ได้หลายครั้ง โดยไม่บาดเจ็บมาก
    (ไม่เหมือนทำธุรกิจเองซึ่งอาจจะไม่เปิดโอกาสให้แพ้มากเท่าหุ้น ในความคิดของผมนะ)
    ผมชอบฟังข้อมูลพวกนี้มากเลยครับ แม้โดยส่วนตัวจะไม่ได้เข้าไปทดสอบความสามารถกับตลาดหุ้นได้ในช่วงนี้(เพราะติดหุ้นอยู่ตัวและไม่สามารถขายได้เพราะแม่จะด่าเอาครับ:(
    คุณสองคน คนหนึ่งก็เน้นทางปัจจัยภายนอก คนหนึ่งก็เน้นจากปัจจัยภายใน
    ผมฟังดูก็สนุกไปด้วย แม้บางอย่างผมก็อาจจะคิดต่างบ้างแต่มันก็ปกติอยู่แล้ว เพราะเป็นปกติที่เราก็ควรคิดต่างกันบ้างใช่ไหมครับ :)

    โดยส่วนตัว ผมค่อนข้างชอบแนวความคิดของคุณเจริญชัยมาก และผมก็อยากให้ทุกคนคิดเหมือนคุณเจริญชัยที่มักจะมองอะไรในแง่บวก และพยายามไม่มีอัตตา แต่เผอิญคนส่วนใหญ่ไม่ได้มองโลกในแง่มุมที่ดีขนาดนั้น ซึ่งบางครั้งแม้ผมจะชอบแต่บางทีก็จะละเลยบ้าง
    แต่ส่วนตัวก็พยายามใช้หลักการคิดแบบคุณในการคิดเรื่องทำมาค้าขายครับ

    คุณสุรศักดิ์เอง ก็เหมาะมากเลยกับการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก ผมเองบางทีไม่ได้ตามข่าวก็อาศัยฟังจากคุณสุรศักดิ์ ก็ได้คิดต่อเอง ซึ่งผมมองว่ามีประโยชน์มากๆสำหรับเหล่านักธุรกิจรุ่นใหม่รวมถึงบรรดาsmeทั้งหลาย ควรต้องตามภาวะของมหภาค แม้เรื่องใกล้ตัวจะควรให้ความสำคัญมากกว่า แต่การฟังคุณสุรศักดิ์ ก็ทำให้เห็นภาพรวมชัดเจนขึ้นมากมาย

    นอกเรื่องนิดหนึ่ง โดยส่วนตัวผมขำมากที่แฟนคุณสุรศักดิ์บอกว่าไม่ชอบที่แจกเบอร์ในรายการมากไป เค้าคงกลัวคุณเป็นคนสาธารณะมากไป ซึ่งเป็นปกติของผู้หญิงที่ค่อนข้างวิตกจริตเรื่องนี้ อันนี้ถ้าผมเป็นแฟนคุณเจริญชัยก็อาจจะไม่พอใจเหมือนกันครับ คุณเจริญชัยควรต้องระวังเรื่องนี้ไว้ด้วย :)

    ผมฟังตอนที่คุณสองคนวิเคราะห์เรื่อง วรรณกรรมและภาพยนต์ ก็จะมีคิดต่างกันค่อนข้างเยอะโดยส่วนตัวคิดว่าประโยชน์อาจจะมีไม่มาก แต่เน้นไปทางบันเทิงมากกว่า แต่ที่เห็นด้วยคือ อย่าไปสนใจกลยุทธในวรรณกรรมหรือจากประวัติศาสตร์มากนักเพราะการยึดติดน่าจะเหมือนเป็นหลุมศพของนักกลยุทธ อันนี้ผมเห็นด้วยเลย
    สำหรับสามก๊ก ผมว่ามันก็บันเทิงดีครับ แต่ในแง่ของการนำไปใช้ ผมว่าวรรณกรรมส่วนมากก็เหมาะแก่คนที่ชอบการศึกษาพร้อมเสพความบันเทิงไปด้วย ดีแต่ต้องประยุกต์ให้เป็น
    อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัว คิดว่าสามก๊ก หรือจะ จอมคนแผ่นดินเดือด จะเป็น สงครามเมืองทรอย หรือ รามเกียรต์ มันก็มีแง่มุมให้ศึกษาทั้งนั้น เพียงแต่จะหยิบมาเพียวๆก็คงไม่ได้ ต้องนำมาคิดประยุกต์ในการใช้จริงด้วย ซึ่งคุณทั้งสองก็พยายามจะบอกเรื่องนี้แก่ผู้ชมรายการ ซึ่งผมว่ามันคือสาระสำคัญเลย

    เป็นกำลังใจให้ต่อครับ
    ปล แต่หลังๆไม่มีช่วง แนะนำหนังสือดีๆมาpreview และสรุปสาระสำคัญ เลย อยากให้มีสอดแทรกบ้างนะครับ และที่คุณเจริญชัยแนะนำหนังสือให้ผม ผมกำลังหามาอ่านอยู่ครับ ขอบคุณมากเลยครับ

  • Mai

    สวัสดีครับ ตอนล่าสุดสองอาทิตย์ที่ผ่านมาสนุกดีครับ ส่วนกลยุทธต่างๆ ก็จริงครับ ต้องเเล้วเเต่สถานการณ์ เออทางรายการลีมพูดถึงบทความของ ดร นิเวศน์ นะครับ เรี่อง คนรวยกับคนชั้นกลาง ผมอ่านเเล้วผมว่าน่าสนใจดี หากเอามาถกกันในรายการก็น่าจะเป็นประโยชน์ครับ ผมคิดว่า ยังไงบทความนี้ก็ตีพิมพ์ออกมาเเล้วเอามาคุยกันเพี่อหาข้อดีเเล้วนำไปใช้ต่อคงไม่เสียมารยาทอะไร

  • เจริญชัย

    บทความนั้นดีมากครับ คุณ Mai ต้องขออภัยที่เราลืมไปสนิทเลย
    ขอบคุณที่ช่วยชี้แนะครับ

    สำหรับ คุณ nut นั้นต้องขอบคุณมากเลยครับ
    ถือเป็นคำวิจารณ์ที่ดีมาก
    คำชมของคนทั่วไป มักเป็นนามธรรม เช่น จัดได้ดี เนื้อหาเยี่ยม
    แต่ของคุณนัทนั้นมีรูปธรรมชัดเจน ชอบตรงไหน เห็นด้วยอย่างไร
    ละเอียดลึกซึ้งมาก

    จึงทำให้พวกเรารู้สึกซาบซึ้ง และมีแรงใจมากมายในการทำงานสร้างสรรค์ต่อไป

    ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจครับ

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    ขอบคุณคำแนะนำของ คุณ nut และ คุณ mai ครับ

    คำวิจารณ์ของคุณ nut มีประโยชน์มากครับ และผมเชื่อว่าต้องประสานจุดเด่น

    ทั้งวิเคราะห์ภายนอก (ภาพรวม/มหภาค) และภายในประเทศ(ภาพย่อย/จุลภาค)

    แล้วนำมิติเวลามาเป็นตัวกำหนดจังหวะในการเดิน แต่คงจะเป็นเรื่องยากที่จะหาคนที่จะ

    รู้ลึกซึ้งทั้ง 2 ด้าน ดังนั้น ผมและคุณเจริญชัย เราจึงเสริมซึ่งกันและกัน ผู้ฟังน่าจะได้รับ

    ประโยชน์จากมุมมองของพวกเราทั้งสองคนในด้านการทำความเข้าใจสถานการณ์ที่

    ทั้งเหมือนและแตกต่าง และที่สำคัญคือการกำหนดจังหวะในการปฏิบัติการ

    และเป้าหมาย อาทิ เรื่องการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อกำหนดห้วงยามเหมาะสมใน

    การลงมือเข้าซื้อ/ขาย กับหลักทรัพย์ตัวใด แน่นอนต้องมีแผนสำรองไว้ด้วย คือถ้าไม่

    เป็นไปตามนั้นแผนสำรองในการรับมือความเสี่ยงคืออะไร cutloss ที่ราคาเท่าใด

    นี่เป็นไปตามพิชัยสงครามซุนวูและพิชัยสงครามจีนโดยแท้ เพราะเราใช้ถึงกลยุทธที่ 36

    ha ha ha

    แน่นอนครับ เราจะขยายมิติการวิเคราะห์ของพวกเราให้ไปครอบคลุมถึงเรื่องอื่นๆนอกเหนือ

    จากเรื่องหุ้น ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธธุรกิจ ส่วนเรื่องการเมือง เราคงไม่พยายามไปประยุกต์

    และวิเคราะห์มาก เดี๋ยวคุณเจริญชัยจะว่าเอาครับ ha ha ha

    คราวหน้าผมและคุณเจริญชัยจะหยิบบทความของ ดร.นิเวศน์เรื่องคนรวยกับคนชั้นกลาง

    มาวิเคราะห์ บทความนี้ลึกซึ้งมากสำหรับมนุษย์ในโลกียะอย่างพวกเราครับ

    ขอบคุณครับ

  • ปอนด์

    ขอบคุณคุณสุรศักดิ์มากครับ สำหรับน้ำใจในข้อมูลที่ส่งมาให้
    ผมมักจะได้ยินคุณสุรศักดิ์พูดถึงบทวิเคราะห์ของ โกบอลแซก หรืออะไรสักอย่างอะครับที่เป็น บริษัทเดียวที่ไม่เจอวิกฤติ subprime อยากทราบว่าชื่อของบริษัทนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษครับ

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    ขออภัยที่พูดไม่ชัดครับ

    บทวิเคราะห์ที่ผมพูดถึงคือบทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ซึ่งโดยส่วนตัว ผมถือว่าเป็นบทวิเคราะห์ที่มีมาตรฐานสูงมาก และที่สำคัญชี้นำตลาดโลกได้ครับ

    บริษัทนี้มีอิทธิพลทางการเงินและนโยบายการเมืองด้านเศรษฐกิจในสหรัฐฯค่อนข้างมาก รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ คนปัจจุบัน นายเฮนรี พอลสัน เคยเป็น CEO ของบริษัทนี้ก่อนมาเป็นรัฐมนตรี ในขณะที่ CEO ของ JP Morgan คนปัจจุบันที่มาแก้ปํญหา Subpirme เคยทำงานที่นี้มาก่อน

    บริษัทนี้มีอิทธิพลมหาศาลในภาคการเงินระหว่างประเทศของโลก

    งานวิเคราะห์ลำดับต้นๆที่จะชี้ว่าน้ำมันไปที่ราคา 100 ดอลลาร์ สหรัฐฯ มาจากบริษัทนี้ครับ

  • ไพโรจน์ คุนาพัน

    ช่วยวิเคราะห์หาแนวทางที่รัฐบาลจะทำให้สภาพหนี้สาธารณะอยู่ในสัดส่วนที่ดีขึ้นและสามารถรักษาเสถียรภาพทางเศษฐกิจของประเทศได้ ปีงบประมาณ 2551

  • ไพโรจน์ คุนาพัน

    ช่วยวิเคราะห์บทบาทของนโยบายการคลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปีงบประมาณ 2551 ด้วยครับ

  • http://h Lollyperris4р

    My name is Lolly. im lookking for a partner for a online dating