Practical Report เราไม่อยากให้ฆ่ากัน เสียงสะท้อนจาก “ภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้”

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2554 ภายใต้งานเปิดตัวหนังสือ ภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้ ของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา (สมส.) มหาวิทยาลัยมหิดล โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิคอนราด อเดนาวร์ (Konrad Adenauer Stiftung) ที่โรงแรมเอเชีย ราชเทวี [1]

การทำความเข้าใจตัวแสดงต่างๆ จะทำให้เข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้น ตัวแสดงที่เกิดขึ้นมีทั้งรัฐ ขบวนการฯ และประชาชน โดยขบวนการจะทำหน้าที่เป็นลำดับชั้น คือ ชั้นแรก สร้างจิตสำนึกมวลชน ผ่านเรื่องเล่า บาดแผล ชั้นที่สอง คือการขัดแย้งระแวงรัฐ และ ชั้นที่สามคือการนำไปสู่การต่อสู้กับรัฐ หากสามารถเข้าใจตัวแสดงต่างๆ ได้ดีจะทำให้เข้าใจได้ว่า กุญแจแก้ไขปัญหาภาคใต้น่าจะเป็นอย่างไร

การสร้างภาพอนาคต หรือ Scenario เป็นวิธีการที่มีการทำขึ้นทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย ที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการคิดนอกกรอบปัจจุบันและกล้าหาวิธีการใหม่ในการแก้ไขปัญหาเดิม โดยหลักการสร้างภาพอนาคตแล้ว ไม่ใช่ภาพของความปรารถนาจะให้เกิดขึ้นอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นภาพที่มีความเป็นไปได้อย่างมีเหตุมีผล โดยสามารถมองเห็นสถานการณ์ได้ทั้งในระยะใกล้และระยะไกลไปพร้อมๆ กัน

การนำเสนอภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้ ๔ ภาพ ซึ่งทำให้เห็นตรรกะเชิงสัญลักษณ์ได้อย่างน่าชวนคิด คือ

ภาพแรกเป็นภาพที่ทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการฯ ไม่มีการปรับตัว โดยใช้สัญลักษณ์เป็นดอกผกากรอง ภาษามลายูเรียกว่า “บุหงาบีแต บรายง” หรือ ดอกขี้ไก่ มีหลากหลายสี ดูออกจะสวยงาม แต่เมื่อเข้าใกล้จะมีกลิ่นไม่หอม จึงไม่นิยมนำมาปลูก ปล่อยให้ขึ้นตามริมทาง ซึ่งตรงกับสภาพของประชาชนในจังหวัดชายแดนใต้ที่ต้องเผชิญกับความรุนแรง เพราะในภาพอนาคตนี้ ไม่มีการปรับตัว หากมุ่งแต่จะเอาชนะกันต่อไป

ภาพที่สอง รัฐปรับตัวฝ่ายเดียว ใช้สัญลักษณ์เป็นดอกมะลิ ภาษามลายูเรียกว่า “บุหงามือลอ” ซึ่งเป็นดอกไม้ที่นิยมในสังคมไทย โดยสื่อความหมายว่า อัตลักษณ์มลายูจะขัดกับอัตลักษณ์ของประเทศน้อยลง การใช้ความรุนแรงของฝ่ายขบวนการฯจะได้ผลน้อยลงในที่สุด เนื่องจากรัฐปรับตัวและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น


ภาพที่สาม ขบวนการฯ ปรับตัวฝ่ายเดียว ใช้สัญลักษณ์เป็นดอกชบา ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติมลายู เรียกว่า “บุหงารายอ” หมายความว่า ขบวนการฯสามารถจูงใจชาวไทยเชื้อสายมลายูได้ และช่วยให้อัตลักษณ์มลายูดำรงอยู่ได้อย่างเด่นชัด

ภาพที่สี่ เป็นการปรับตัวทั้งคู่ ใช้สัญลักษณ์เป็นการรวมดอกไม้หอม ภาษามลายูเรียกว่า “บุหงารำไป” คือ การนำดอกไม้แห้งหลายชนิดมาอยู่ด้วยกัน แต่ละชนิดก็มีสีสันและมีกลิ่นหอมของตน และอาจมีการใส่น้ำหอมเพื่อเพิ่มเติมความหอมให้อยู่ทนนาน ภาพอนาคตนี้แสดงถึงเป้าหมายของการที่ผู้คนหลากหลายภาคส่วนสามารถดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

จากภาพอนาคตดังกล่าว ผู้นำเสนอได้วิเคราะห์ว่า พอที่จะมองเห็นได้ว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจากบุหงาบีแต บรายงเป็นบุหงารำไป ทั้งนี้อาจจะมีการปรับเปลี่ยน เป็นบุหงามือลอก่อนหากรัฐปรับตัวได้ก่อน หรืออาจเปลี่ยนเป็นบุหงารายอหากขบวนการฯปรับตัวได้ก่อน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่ การเมือง สังคมและคุณค่า

โดยในภาวการณ์ปัจจุบันพบว่า ทั้งสองฝ่ายน่าจะได้เรียนรู้และมีการสรุปบทเรียน ซึ่งทำให้เริ่มที่จะปรากฏร่องรอยการพูดคุยระหว่างรัฐและฝ่ายขบวนการฯอยู่บ้างแต่ก็เป็นการพูดคุยที่ยังขาดทิศทางชัดเจน ตัวแสดงอื่นๆ ที่นอกเหนือจากรัฐและขบวนการฯ คือ กลุ่มผลประโยชน์ผู้ฉวยโอกาส เช่น ข้าราชการ พ่อค้า กลุ่มอิทธิพล

สำหรับการอภิปรายทั่วไปจะให้ความสนใจการรวมดอกไม้หอม หรือ “บุหงารำไป”  ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มที่จะปรับตัวมากขึ้น ทั้งนี้ อาจจะต้องเริ่มด้วยการเข้ามาเจรจากันอย่างมีทิศทางชัดเจน ไปจนกระทั่งสามารถระดมตัวแสดงทุกฝ่ายให้ร่วมกันออกแบบโครงสร้างจังหวัดชายแดนใต้ที่มีความเป็นธรรม ภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้ก็จะสามารถเคลื่อนสู่บุหงารำไปได้

สิ่งที่น่าภูมิใจของการสร้างภาพอนาคตในครั้งนี้ก็คือ ทุกคนมีความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้ และหลังจากนี้หวังว่าจะยังคงมีการพูดคุยถึงภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้กันต่อ ทั้งนี้ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาซึ่งมีสำนักงานย่อยอยู่ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งสามารถเป็นเวทีย่อย คอยเติมแต่งสีสัน หรือทำให้เกิดเวทีที่มีการปรับตัวอย่างชาญฉลาด (smart flexible platform) ทำให้ผู้คนกลุ่มต่างๆที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งมาสู่สันติภาพ

ขณะเดียวกัน การทำงานวิจัยต่อเนื่องในประเด็นเหตุปัจจัยขัดแย้งยืดเยื้อ ในเรื่องประวัติศาสตร์ ศาสนา ภาษา และการเมืองการปกครอง ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการคิดทบทวนร่วมกัน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้มีความชัดเจน

ส่วนการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งนั้น แม้ยังไม่มีการเจรจาอย่างเป็นทางการ แต่สิ่งที่สามารถทำได้ก็คือ “การพูดคุยเรื่องสันติภาพ” โดยมีเป้าหมายว่า “เราไม่อยากให้ฆ่ากัน” แม้ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะตัวแสดงในระดับต่างๆก็มีจำนวนมาก และความคิดความอ่านก็มีมาก ความพยายามรักษาเป้าหมายนี้โดยใช้การสานเสวนาหรือการพูดคุยสันติภาพอย่างต่อเนื่อง หวังว่าในที่สุดดินแดนภาคใต้จะเป็นดินแดนแห่งสันติสุขตามที่ทุกคนปรารถนา

เรียบเรียงโดย:
พลธรรม์  จันทร์คำ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา


[1] สานเสวนาหาคำตอบหรือค้นหากุญแจเพื่อแก้ไขปัญหา คลี่คลายความรุนแรงให้แก่จังหวัดชายแดนใต้ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี (เดิม) มีรศ. ดร. โคทม อารียา เป็นผู้อำนวยการ แต่ปัจจุบันได้สลายรูปรวมกับศูนย์สิทธิมนุษยชนและการพัฒนาสังคม มาเป็นสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา เรียกชื่อย่อๆ กันว่า สถาบันสิทธิและสันติฯ โดยมี ผศ. ดร. ปาริชาด สุวรรณบุบผา เป็นผู้อำนวยการ