Practical Report รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ: วิพากษ์สังคม-การเมืองไทย และแนวนโยบายของรัฐบาลใหม่

รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ

 

งานสัมมนา “ขับเคลื่อนประเทศไทย ภายใต้ปริบทเศรษฐกิจ สังคม ยุครัฐบาลใหม่” เนื่องในโอกาส ปาฐกถาพิเศษ “บ้านเมือง เรื่องของเรา” จัดโดย ธนาคารกสิกรไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2554

“บ้านเมืองเป็นเรื่องของเรา”

ก่อนอื่นผมขอขอบคุณที่กรุณาให้โอกาสผมมากล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาสำคัญของเครือธนาคารกสิกรไทย และองค์กรพันธมิตรผู้ร่วมจัดครั้งนี้ โดยเฉพาะเป็นช่วงจังหวะที่บ้านเมืองของเรา เพิ่งผ่านการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรภายหลังวิกฤตใหญ่ทางการเมืองเมื่อปีที่แล้วมา อันเป็นการเลือกตั้งที่ผู้คนพลเมืองฝากความหวังไว้มาก ว่าอาจจะนำมาซึ่งความปรองดองและสงบสุขหลังมรสุม รวมทั้งความมั่นคงและการเดินหน้าต่อไปของบ้านเมืองหลังจากปัญหาขัดแย้งผันผวนทางการเมือง สร้างผลกระทบเสียหายร้ายแรงและทำลายโอกาสสร้างสรรค์นานัปการยืดเยื้อมากว่า ๕ ปี

โดยหลักการประชาธิปไตยของโลกอารยะปัจจุบัน บ้านเมืองเป็นเรื่องของประชาชนเราหรือ “of the people” อยู่แล้ว แต่บ้านเมืองจะเป็นเรื่องเพื่อประชาชนเรา และโดยประชาชนเรา หรือนัย หนึ่ง “for the people & by the people” ในทางปฏิบัติจริงด้วยหรือไม่

ย่อมขึ้นอย่างมากกับความรู้ความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับสภาพความเป็นไปและแนวโน้มต่อไปข้างหน้าของบ้านเมือง ความรู้ความเข้าใจที่กระจ่าง แจ่มชัด ซื่อสัตย์เที่ยงตรง ปลอดอคติ ลำเอียง อันเนื่องมาจากการถือหาง เลือกข้างท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรง

หากกล้าหาญที่จะเอ่ยเรียกสิ่งที่รู้เห็นอย่างที่มันเป็นจริง ย่อมจะช่วยให้ประชาชนสามารถกำหนดจุดยืน แสดงท่าที และมีบทบาทเข้าร่วมจัดการผลักดันความ เป็นไปของบ้านเมืองโดยตัวเองและเพื่อตัวเองได้มากขึ้นตามอัตภาพ

ในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้มีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างมาก ความรู้กลายเป็นเรื่องมีสี พอมองว่าคนนี้เป็นนักวิชาการเสื้อแดง หรือคนนี้เป็นนักวิชาการเสื้อเหลือง ถ้าเขาเป็นเสื้อแดง/ เสื้อเหลือง เราไม่ต้องฟังเขาพูด เพราะรู้แล้วว่าเขาคิดอะไร อันนี้ไม่เป็นผลดีอย่างมากต่อความรู้ความเข้าใจที่จำเป็นแก่สังคมไทย แก่สาธารณชน เพราะมันเป็น “บ้านเมืองไม่เพียงเป็นเรื่องของเรา แต่เป็นเรื่องเพื่อเราด้วย”

ผมหวังว่าปาฐกถาของผมวันนี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจนั้นแก่สาธารณชนบ้างไม่มากก็น้อย

๑) จัดวางรัฐบาลใหม่เข้าไปในบริบทแนวโน้ม ทิศทางความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ของบ้านเมือง,

๒) นำเสนอหลักบางประการที่จะช่วยให้ความขัดแย้งที่ย่อมต้องเกิดขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงไม่ลุกลามไปสู่การทำลายล้างกันอย่างรุนแรง ในบ้านเมือง,

๓) ชี้ปมปัญหาที่จะเป็นอุปสรรคทางแพร่งสำคัญของรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง

แนวโน้มใหญ่อันเป็นทิศทางความเป็นไปของบ้านเมือง และวิธีการเคลื่อนไหวต่อสู้ทาง การเมืองอันเป็นตัวก่อวิกฤตให้เกิดขึ้น หากจะเข้าใจความหมายนัยของการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตที่เกิดขึ้น ก็จำต้องยึดกุมทิศทาง หลัก ๆ ของการเปลี่ยนแปลงให้ได้เสียก่อนในระยะ ๔ – ๕ ปีที่ผ่านมา สังคมการเมืองไทยกำลังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงขนาน ใหญ่ ซึ่งมีทิศทางหลัก ๓ ประการด้วยกัน กล่าวคือ:

๑) การเปลี่ยนย้ายอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ จากชนชั้นนำตามประเพณีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไปสู่ชนชั้นนำ
ทางธุรกิจการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง (Power shift among the elites: From the unelected traditional elite–> the elected political business elite) แสดงออกเป็นรูปธรรมผ่านความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำในระบบราชการและกลุ่มทุนเก่า ที่เป็นพันธมิตร ซึ่งมักเรียกกันว่า “อำมาตย์” กับกลุ่มทุนใหม่ที่เข้าสู่วงการเมืองโดยตรงขนานใหญ่ หลังวิกฤตต้มยำกุ้งผ่านพรรคไทยรักไทย (-พลังประชาชน-เพื่อไทยในกาลต่อมา) ซึ่งมักเรียกกันว่า “ทุนสามานย์”

๒) การเปลี่ยนผ่านจากการเมืองของชนชั้นนำไปสู่การเมืองของมวลชน (Transition from elite politics–> mass politics) แสดงออกผ่านการปรากฏขึ้นและบทบาทโดดเด่นครอบงำสังคมการเมืองของขบวนการ มวลชนระดับชาติ ๒ ขบวน ที่ก่อตัวจัดตั้งกันขึ้นโดยค่อนข้างเป็นอิสระจากรัฐราชการ ได้แก่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (เสื้อเหลือง) กับ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (เสื้อแดง)

โดยที่ต่างฝ่ายก็มีความแตกต่างหลากหลายอยู่ภายใน การเคลื่อนไหวต่อสู้ขัดแย้ง ระหว่างสองขบวนการภายใต้ร่มการนำหลวม ๆ ของแกนนำกำหนดให้การเมืองระยะที่ผ่านมา กลายเป็น “การเมืองเสื้อสี” หรือ “สงครามระหว่างสี” ไป

๓) การปรับเปลี่ยนระเบียบนโยบายเศรษฐกิจ จากนโยบายการพัฒนาที่ชี้นำโดย เทคโนแครต ไปสู่ นโยบายการกระจายความมั่งคั่งที่ขับเคลื่อนด้วยพลังการเมือง (Change of economic policy regime: From technocratically-guided development policy–> politically-driven distributional policy)

แสดงออกผ่านการปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายของ “การเมืองบนท้องถนน” หรือ “ม็อบ” ชุมชนชาวบ้านหลายท้องที่ทั่วประเทศ ซึ่งประท้วงและเรียกร้องต่อภาครัฐและภาคธุรกิจ เอกชน ในประเด็นการกระจายความมั่งคั่งและอำนาจจัดการทรัพยากรสำคัญแก่ประชาชนในรูป การต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้แบบวิถีการบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจแต่เดิมซึ่งเปรียบประหนึ่ง เทคโนแครตปิดห้องประชุมวางแผนกันเองตามหลักเหตุผลทางเศษฐกิจ, โดยกลุ่มทุนธุรกิจนั่งคอยล็อบบี้ อยู่ข้างห้อง, และกำลังทหารตำรวจล้อมวงเป็นรปภ.กันม็อบอยู่ภายนอก มิอาจดำเนินได้ต่อไป

ต้องปรับเปลี่ยนเป็นตัวแทนกลุ่มธุรกิจการเมืองต่าง ๆ กับทีมที่ปรึกษาเปิดห้องประชุมวาง นโยบายเศรษฐกิจกันโดยพยายามปรับหาสมดุลที่พอรับได้ระหว่างผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติกับผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มธุรกิจ, โดยกลุ่มข้าราชการเทคโนแครตนั่งคอยเสนอคำแนะนำทางเทคนิค กฎหมายและปฏิบัติตามนโยบายอยู่ข้างห้อง, และบรรดาส.ส.ตัวแทนฐานเสียงเลือกตั้งกับม็อบ สารพัดกลุ่มกดดันอยู่ภายนอก

การจัดระเบียบอำนาจใหม่จึงส่งผลออกมาเป็นนโยบายประชานิยม-สวัสดิการเบื้องต้น ภายใต้ยี่ห้อสูตรผสมต่าง ๆ ของรัฐบาลและพรรคการเมืองทุกชุดทุกฝ่ายอันจะประกอบเป็นส่วนหนึ่ง ของความเป็นไทยทางการเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป

ประจวบกับบริบทของเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคก็เปลี่ยนแปลงไปในทางสอดรับกัน กล่าว คือวิกฤตซับไพรม์ในอเมริกาและเศรษฐกิจถดถอยใหญ่ทั่วโลกนับแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๘ เป็นต้นมา ท่าให้ความไม่สมดุลระดับโลกของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา (ที่เรียก กันว่า “จีเมริกา”: อเมริกานำเข้า/ จีนส่งออก, อเมริกาบริโภค/จีนอดออม, อเมริกาติดหนี้/ จีนเกินดุล, อเมริกานำเข้าทุน/ จีนส่งออกทุน) ไม่อาจธำรงไว้ยั่งยืนสืบไป จีนต้องปรับตัวหันมาเน้นตลาด-อุปสงค์-การบริโภค-เสริมเพิ่มรายได้ค่าแรง-สวัสดิการสังคมในประเทศมากขึ้น เพื่อทดแทนตลาด ส่งออกตะวันตกที่อ่อนเปลี้ยลง

ไทยในฐานะที่เข้าร่วมขบวน “คณะเสี่ยวเอ้อส่งออกไปอเมริกาที่มีจีนเป็นหัวหน้า” ร่วมกับนานาประเทศเอเชียตะวันออกและเอเชียอาคเนย์มาระยะหนึ่งแล้ว (หลังจากขบวนห่านบินที่มีญี่ปุ่น เป็นจ่าฝูงตกต่ำแตกกระจัดพลัดกระจายตอนวิกฤตต้มย่ากุ้ง พ.ศ. ๒๕๔๐) ก็จำต้องปรับตัวตาม

โดยค่อยๆ หันมาให้ความสำคัญมากขึ้นกับการสร้างกำลังแรงงานรายได้ดีขึ้นและสวัสดิการสูงขึ้น เพื่อเป็นฐานพลังผู้บริโภคและอุปสงค์ในประเทศแก่เศรษฐกิจไทย ชดเชยช่องทางที่ฝืดเคืองและตีบแคบลงของตลาดโลกตะวันตกที่เคยรองรับเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกแต่เดิมมา ดังปรากฏประกอบอยู่ใน แนวนโยบายหลักทางเศรษฐกิจของพรรคการเมืองใหญ่ทุกพรรคทุกฝ่ายในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา

กระบวนการเปลี่ยนแปลงตามทิศทางหลักดังกล่าวข้างต้น ด่าเนินไปผ่านวิธีการสำคัญ ๓ ประการด้วยกันคือ:

๑) การดึงมวลชนเข้าร่วมการเมืองขนานใหญ่ (Mass political involvement)

น่าสนใจว่าชนชั้นนำทั้ง ๒ ฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งกันท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง คือฝ่ายชนชั้นนำตามประเพณีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งซึ่งต้องการรักษาระเบียบการเมืองแบบเดิมไว้ กับฝ่ายชนชั้นนำทางธุรกิจการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งต้องการสร้างระเบียบการเมืองใหม่ขึ้นมา ต่างก็หันไปดึงมวลชนเข้ามาร่วมการต่อสู้ข้างตนอย่างขนานใหญ่ด้วยกันทั้งคู่

กล่าวคือ ฝ่ายแรกก็พบว่าลำพังกำลังชนชั้นนำกลุ่มตนฝ่ายเดียวไม่พอจะปกปักรักษา ระเบียบการเมืองแบบเดิมไว้ จึงต้องดึงมวลชนเสื้อเหลืองมาเป็นพวกเพื่อช่วยต่อต้านและโค่นยุบ รัฐบาลทักษิณ-สมัคร-สมชายกับพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทยรวมทั้งรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๐

ส่วนฝ่ายหลังก็พบเช่นกันว่า ลำพังกำลังชนชั้นนำกลุ่มตนฝ่ายเดียวก็ไม่พอจะสร้างระเบียบ การเมืองใหม่ขึ้นมา จึงต้องดึงมวลชนเสื้อแดงมาเป็นพวกเพื่อช่วยต่อต้าน และโค่น คปค., รัฐบาล สุรยุทธ์-อภิสิทธิ์รวมทั้งรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ พ.ศ. ๒๕๕๐

ทั้งนี้มิได้หมายความว่าขบวนการมวลชนทั้งสองเป็นแค่เครื่องมือหรือลิ่วล้อหางเครื่องที่คิดเองไม่เป็น-ทำเองไม่ได้ของชนชั้นนำทั้งสองฝ่าย, ดังจะเห็นได้จากพลวัตของการเคลื่อนไหวมวลชน ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงซึ่งบ่อยครั้งและนับวันจะเลยธงและนอกเหนือการกำกับชี้นำและเป้าประสงค์ของกลุ่มชนชั้นนำหัวขบวน เพียงแต่การก่อตัวจัดตั้งเคลื่อนไหวของขบวนการมวลชนแต่ละฝ่ายต่างก็ได้รับการอุดหนุน ช่วยเหลือเอื้ออำนวยจากชนชั้นนำฝ่ายตนอย่างทุ่มเทเปิดตัวและเปลืองตัวเต็มที่ชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อน, ช่วยให้การก่อตั้งและยืนหยัดต้านรับแรงเสียดทานและปราบปรามจากกลไกอำนาจรัฐของขบวนการเหล่านี้สะดวกง่ายดายและเหนียวแน่นทนทานขึ้นมาก

๒) การใช้วิธีการนอก/ ผิดรัฐธรรมนูญ (The use of unconstitutional means)

อีกเช่นกัน ทั้งฝ่ายชนชั้นนำกับพันธมิตรมวลชนที่ต้องการรักษาระเบียบการเมืองเดิมไว้ และฝ่ายชนชั้นนำกับพันธมิตรมวลชนที่ต้องการสร้างระเบียบการเมืองใหม่ขึ้นมา ต่างก็พบว่าถึง จุดหนึ่ง เพื่อบรรลุเป้าประสงค์ของตน มิอาจจำกัดวิธีการต่อสู้ช่วงชิงทางการเมืองไว้ภายในกรอบ กติการัฐธรรมนูญ ทั้งสองฝ่ายจึงพร้อมจะล่วงละเมิดกฎกติกาและใช้วิธีการนอก/ผิดรัฐธรรมนูญ ในการให้ได้มาซึ่งชัยชนะ ไม่ว่าจะเป็นถวายพระราชอำนาจคืนโดยอ้างมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐, รัฐประหาร, ตุลาการธิปไตย, ก่อจลาจล, ลุกขึ้นสู้, ยึดท่าเนียบ, ยึดสถานีวิทยุ/ ดาวเทียม, ยึดสนามบิน, ยึดย่านธุรกิจกลางเมือง, ก่อการร้ายกลางเมือง, ก่อการร้ายโดยรัฐ ฯลฯ

๓) การดึงสถาบันกษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันกับการเมืองในฐานะแหล่งความชอบธรรม ต่างหากไปจากประชาธิปไตย, การเลือกตั้ง, และรัฐธรรมนูญ (The politicization of the monarchy as the other source of legitimacy)

สะท้อนออกโดยการกล่าวอ้างอิงสถาบันกษัตริย์มาเข้าข้างฝ่ายตนในบริบทการต่อสู้หักโค่นทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม พร้อมทั้งโจมตี, กล่าวหา, ฟ้องร้องฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างดกดื่นมากมายมหาศาลเป็นประวัติการณ์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ผลลัพธ์รวมของปฏิบัติการฉวยโอกาสทางการเมืองเหล่านี้ท่าให้สถานะที่อยู่เหนือการเมือง ของสถาบันกษัตริย์กระทบกระเทือน และหลักการที่ว่าสถาบันกษัตริย์เข้ากันได้และไปกันได้กับ รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยอันเป็นพื้นฐานรองรับความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคลอนแคลน ส่งผลให้ระเบียบการเมืองเก่าหรือระบอบความเป็นไทยค่อยเสื่อมถอยลง เกิดปรากฏการณ์ อำนาจนิยมของฝ่ายรัฐ-รัฐบาล] ควบคู่กับ [อนาธิปไตยบนท้องถนน (Authoritarianism of the state and government vs. Anarchism of the streets) ตลอดระยะรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา

กล่าวคือไม่ว่าฝ่ายใดขึ้นมาเป็นรัฐบาลต่างก็ใช้กฎหมายและกลไกเครื่องมือเผด็จอำนาจ จำกัดสิทธิเสรีภาพและปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างโหดเหี้ยมทารุณและไม่พร้อมรับผิด เช่น พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘, พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑, กฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒, กอ.รมน., การส่งกำลังต่ารวจ ทหารติดอาวุธสงครามร้ายแรงเข้าเผชิญหน้าการชุมนุมของมวลชน เกาะติดควบคุมมวลชนในพื้นที่ ในทางกลับกัน ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลก็หันไปใช้ท้องถนนชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเป็นนิจศีล

โดยที่ในกระบวนการนั้น การประท้วงอย่างสันติวิธี, การใช้ความรุนแรงเพื่อป้องกันตนเองจากม็อบฝ่าย ตรงข้ามและเจ้าหน้าที่รัฐ, และการลอบสังหารและก่อการร้ายกลางเมือง ฯลฯ กลืนกลายเข้าหากัน อย่างยากที่จะจำแนกแยกแยะขึ้นทุกที เกิดเป็นภาวะบ้านเมืองวุ่นวายไร้ขื่อแปและอนาธิปไตย ที่ส่งผลเสียหายต่อชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของผู้คนพลเมืองและประเทศชาติมหาศาล ทว่ากลับยากที่จะพิสูจน์ทราบตัวการผู้รับผิดชอบชัดเจน

ความจำเป็นและเนื้อหาสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่ในยุคการเมืองมวลชน เบื้องหน้าทิศทางการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๓ ด้านของสังคมการเมืองไทยที่ได้นำไปสู่วิกฤต รุนแรงในระยะหลายปีที่ผ่านมา

พอจะมีทางออกอะไรจากวิกฤตดังกล่าวได้บ้างในอันที่จะนำสังคม การเมืองไทยผ่านช่วงการเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่บอบช้ำเสียหายยิ่งไปกว่านี้?

โดยเริ่มต้นจากสมมุติฐานที่ว่ามวลชนกลุ่มและชนชั้นต่าง ๆ ที่ตื่นตัวขึ้นมาแสดงบทบาทเข้าร่วมทางการเมืองแล้ว จะไม่หายวับไปไหน – ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม, ไม่มีทางจะขจัดปัดเป่า หรือปราบปรามกวาดล้างมวลชนไม่ว่าเสื้อสีไหนให้ราบคาบหรือไล่กลับไปสู่พื้นที่นอกวงการเมือง ได้, หากต้องหาทางให้การเมืองอยู่กับมวลชนเสื้อสีต่าง ๆ ได้อย่างสันติและสร้างสรรค์ต่อบ้านเมือง

ผมเห็นว่าแนวคิดที่ค่อนข้างรู้จักแพร่หลายในวงวิชาการไทยและอาจเหมาะกับการปรับ ประยุกต์มารับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงแบบเฉพาะที่เราเผชิญคือรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย (The Thai Cultural Constitution) ซึ่งอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสนอไว้อย่างเฉียบแหลมเป็นระบบเมื่อเกือบ ๒๐ ปีก่อนและถูกนำไปอ้างอิงตีความวิเคราะห์ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายสืบมา

สรุปคือผมคิดว่าเพื่อหาทางออกจากวิกฤตการเมือง เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับ วัฒนธรรมไทยใหม่สาหรับยุคการเมืองมวลชนปัจจุบัน ซึ่งมีแก่นสารสำคัญที่มุ่งทำให้รัฐและ การเมืองมวลชนเป็นอารยะหรือศิวิไลซ์

ในแง่เหตุผลความจำเป็นของการท่าให้รัฐศิวิไลซ์ อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร ได้เสนอไว้ อย่างพิสดารแล้วในปาฐกถาร่าลึกศาสตราจารย์ W.F. Wertheim ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เรื่อง Civilising the state: State, civil society and politics in Thailand ผมขอไม่เอ่ยซ้ำในที่นี้

ทว่าพฤติกรรมที่เป็นจริงในการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนของฝ่ายต่าง ๆ รอบ หลายปีที่ผ่านมาทาให้ประจักษ์ชัดว่าลำพังการเรียกร้องให้รัฐใช้อำนาจอย่างศิวิไลซ์ฝ่ายเดียวเท่านั้น ไม่เพียงพออีกต่อไป จำต้องเรียกร้องให้ขบวนการการเมืองของมวลชนทุกสีทุกฝ่ายเคลื่อนไหวอย่าง ศิวิไลซ์ด้วย

ในทรรศนะของผม เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยที่จำต้องปรับปรุงใหม่ให้ ตอบรับกับยุคการเมืองมวลชนมีอย่างน้อย ๔ ประการด้วยกันดังนี้:

๑) ถือความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติวิสัยของสังคมไทย (Normalization of conflict)

ในโฆษณาทีวี ผลิตภัณฑ์รักษาสิวของ ดร. สมชาย หลายปีก่อน ปรากฏฉากหนุ่มวัยรุ่นมายืน บนเกาะกลางถนนใต้เสาสัญญาณจราจรแล้วกางแขนสองข้างออกพร้อมร้องตะโกนว่า: “สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ!”

ข้อเสนอของผมคืออยากให้คนไทยตระหนักดัง ๆ ได้แล้วว่า:

“ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ!”

ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมชาติพอ ๆ กับความรู้รักสามัคคี สนิทสนมกลมเกลียวนั่นแหละ ไม่มีอะไรผิดปกติวิสัย หรือไม่ธรรมชาติ หรือไม่ไทยไปกว่ากัน

การยึดมั่นถือมั่น (psycho-cultural fixation) ว่าความขัดแย้งกันทางการเมืองเป็นเรื่องผิดปกติ ไม่ธรรมชาติหรือไม่ไทย ทำให้มีท่าทีหวาดระแวงเกลียดชัง “สิว”, ไม่ค้นคว้าเข้าใจสมุฏฐาน หรือเหตุแห่ง “สิว”, แก้ไขรักษา “สิว” ผิด ๆ ถูก ๆ เช่น เอะอะก็อับอายที่เป็น “สิว”, เกิดปมด้อยที่ ใบหน้ามี “สิว”, พยายามปิดงำอำพราง “สิว”, เก็บกดกำราบ “สิว”, สุดท้ายก็ไปเที่ยวไล่บี้ “สิว” จน ออกอาการอักเสบแดงบวมปูดกระทั่ง เกิดรอยแผลเป็นปรุพรุนไปทั้งหน้า เป็นต้น

นี่เป็นผลของการยึดติดความคิดยุคก่อนมีโทรศัพท์มือถือ, ก่อนมีแล็บท็อป, ก่อนมีแอปเปิ้ล- ไอพ็อด-ไอแพ็ด, เป็นความคิดย้อนยุคสมัยสงครามเย็นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน, แล้วใช้มันมาชี้นำการใช้ อำนาจบ้านเมืองในปัจจุบัน ซึ่งก็แหงอยู่แล้วว่าย่อมแสดงอาการออกไปในเชิงขัดขืนฝืนทวนกระแส ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริงของบ้านเมือง แบบอวดกร่างก้าวร้าวแต่ช่างเชยบรม การอ้างอิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองไม่ขาดปากก็ไม่ได้ท่าให้ความคิดนั้นเชยน้อยลงแต่อย่างใด

เอาคนที่มีความคิดเมื่อวานนี้ มาใช้อำนาจบังคับบัญชาใหญ่โตมหาศาลในวันนี้ มันก็ย่อมบิดเบือน เฉไฉไม่มีทางก้าวไปทันพรุ่งนี้อย่างถูกทิศทางได้

คนไทยไม่เลิกทะเลาะกันหรอกและไม่มีวันจะเลิกทะเลาะกันด้วย ควรหัดยอมรับปรับตัว ปรับใจให้เข้ากับโลกจริงนอกชุมชนหมู่บ้านในฝันหรือค่ายทหารเสีย

เมื่อเห็นความขัดแย้งเป็นเรื่อง ปกติวิสัย-ธรรมชาติ-และไทย ๆ เหมือน “สิว” ก็จะได้ไม่ใช้กำลังบังคับหักห้ามชาวบ้านไม่ให้เขา แต่งหลากสี, เห็นต่างคัดค้านหรือขัดแย้งกัน แต่หาทางให้คนไทยทะเลาะกันต่อไปได้อย่างสันติโดย ไม่ต้องฆ่ากันกลางถนนทุก ๆ บ่อยต่างหาก จะว่าไปการมองความขัดแย้งเป็นธรรมชาติ

ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนไทย เพราะมันล่วง ละเมิดทิฐิหยั่งลึกของความเป็นไทยแบบราชการที่ว่ารัฐกับสังคมเหมือนองคาพยพของร่างกาย (the organic conception of state and society): ทุกส่วนทุกคนเหมือนอวัยวะซึ่งมีหน้าที่เฉพาะตาม ธรรมชาติของมัน ใครมีหน้าที่ตามธรรมชาติอะไรก็ทำๆ ไปแล้วบ้านเมืองส่วนรวมหรือร่างกายก็จะ ดีเอง

อย่าไปทะลึ่งทำนอกหน้าที่ หัวมีไว้คิด ตีนมีไว้เดิน ปากมีไว้สั่ง จะเอาตีนมาคิดชี้นำแทนหัวได้ อย่างไร มันผิดหน้าที่ตามธรรมชาติ นักศึกษาจึงมีหน้าที่เรียน ชาวนามีหน้าที่ปลูกข้าว กรรมกรมีหน้าที่เข้ากะโรงงาน ไม่ใช่ประท้วงเดินขบวนปิดถนนก่อม็อบวุ่นวาย ความขัดแย้งระหว่างอวัยวะ ในร่างกายจึงไม่ควรมี หากต้องทำหน้าที่บรรสาน สอดคล้องกัน ไม่เช่นนั้น เวลาก้าวเดิน ตีนข้างซ้ายดัน มาเตะตัดตีนข้างขวาก็แย่ เดินไปไม่เป็นเท่านั้นเอง ฯลฯ ความคิดน่ารักเรียบร้อยแบบนี้อยู่กับราชการไทยมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์เป็นอย่างช้าแล้ว

๒) ปฏิเสธเป้าหมายสุดขั้วสุดโต่งทางการเมือง (Against political fanaticism)

เป้าหมายสุดขั้วสุดโต่งทางการเมือง เช่น สงครามครั้งสุดท้าย, กวาดล้างทุจริตคอร์รัปชั่น ให้หมดไปจากแผ่นดินแบบม้วนเดียวจบ, ขอนายกฯพระราชทาน, ระบอบแต่งตั้ง ๗๐ เลือกตั้ง ๓๐, ระบอบที่ไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฯลฯ แม้จะแหลมคมชัดเจนและสะใจมวลชนโดยเฉพาะ เวลาขึ้นไฮด์ปาร์คบนเวที (ซึ่งก็คือการถือไมค์ประกาศความคิดเห็นของตัวดังสนั่นลั่นถนนอยู่ข้างเดียวโดยไม่มีใครเถียงได้ นาน ๆ เข้าก็ชักเคลิ้มว่านั่นคือสัจธรรม)

แต่การเมืองสุดโต่งขัดฝืนโครงสร้างอำนาจ, โครงสร้างความรู้สึก, พื้นฐานทางประวัติศาสตร์และดุลกำลังที่เป็นจริงของสังคมการเมืองเกินไป ผลที่จะค่อยปรากฏ ก็คือโดดเดี่ยวตัวเอง ไล่ มิตร เพิ่มศัตรู เมื่อท่าไม่ได้จริงเพราะเป้าไกลเกินไป มวลชนอกหักผิดหวังในราคาคุย ชักท้อแท้เสื่อม ถอย แกนนำก็กลับยิ่งดื้อรั้น ก้าวร้าวรุนแรงไปไกลสุดโต่งขึ้นกว่าเก่า ด้วยเชื่ออย่างสิ้นสงสัยในความ ถูกต้องโดยปราศจากเงื่อนไขของตัว (และความผิดพลาดอันเลวร้ายต่ำทรามของผู้เห็นต่างจากตัว – มองคนอื่นว่าเห็นต่างจากตัวเองเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องเลวด้วย เพราะถ้าไม่เลว แล้วตัวจะดีไปได้อย่างไร)

การเมืองแบบสุดโต่งกลายเป็นเรื่องของการท่าลายล้างสิ่งดีงามอื่น ๆ ทั้งหมดลงไปในนาม ของสิ่งดีงามอย่างเดียวที่ตัวเองเชื่อ โดยที่สุดท้ายสิ่งดีงามที่ตัวเองอวดอ้าง ก็ไม่ได้มาจริง, ชัยชนะใด ที่ได้มาแม้ฮึกเหิม แต่ก็แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา เพราะคับแคบด้านเดียว ขัดฝืนความเป็นจริง และก็ไม่ ยั่งยืน อยู่เพียงชั่วครู่ ชั่วคราว แล้วก็หดฝ่อไป เปิดทางให้ชีวิตอันหลากหลายด่าเนินสืบต่อ

๓) วิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย (The ethics of means)

พึงตระหนักว่าวิธีการก็คือเป้าหมายที่กำลังอยู่ในกระบวนการคลี่คลายปรากฏเป็นจริง (The means is the end in the process of becoming.) หากในนามของเป้าหมายที่ถูกต้องดีงาม (เช่น ประชาธิปไตย, ปราบคอร์รัปชั่น, ปราบยา เสพติด) แต่ใช้วิธีการที่ผิดหรือเลวทรามต่่าช้าอย่างไรก็ได้ไม่เลือก (เช่น รัฐประหาร, สองมาตรฐาน, ฆ่าตัดตอน) ผลลัพธ์บั้นปลายไม่มีทางจะออกมาดีงามตามเป้าหมายที่คาดหวังได้

ปลูกเมล็ดพันธุ์ใด ก็ย่อมได้ผลตามนั้น พระพุทธเจ้าบอกไว้แล้วตั้งแต่ ๒๕๐๐ กว่าปีก่อน ถ้า ไม่เชื่อก็เบิ่งตาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของวิธีการแย่ๆ สารพัดที่ใช้ ๆ กันมาอย่างสิ้นคิดใน หลายปีหลังนี้เถิดว่าได้อะไรมาบ้าง? เสียอะไรไปบ้าง? และเหลืออะไรอยู่บ้าง?

๔) เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนโดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง (Upholding human dignity)

เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ – ถึงแม้อาจไม่เห็นด้วย – ว่าท่าไมบุคคลจึงมีความเห็นทางการเมือง แตกต่างรุนแรงแบบหนึ่ง ๆ แต่มันเป็นเรื่องเหลือวิสัยที่จะเข้าใจ และไม่อาจเห็นด้วยได้ว่าท่าไมจึงต้อง เกลียดชังเคียดแค้นดูหมิ่นเหยียดหยามคนที่เห็นแตกต่างจากตัวราวกับเขาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่ผู้ ใช่คน ไม่อาจมองเห็นและนับถือว่าเขาก็เป็นคนที่คิดเองเป็นและมีเหตุมีผลเช่นกัน

วัฒนธรรมการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ตั้งอยู่ในหมู่คนด้วยกันที่ถือเป็นสัตว์ประเสริฐหรือ อารยชนที่เสวนาและเปลี่ยนแปลงความคิดซึ่งกันและกันได้ด้วยเหตุผล น่าเสียดายที่หลายปีหลังนี้ วัฒนธรรมดังกล่าวเสื่อมถอยลงมาก และถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมสร้างเสริมพอกพูนความเกลียด ชังในหมู่มวลชน ความอนารยะ ป่าเถื่อนค่อยแพร่ลามจากเว็บบอร์ดเว็บไซต์ วิทยุทีวีไปสู่เวทีชุมนุม และจลาจลบนท้องถนน

อหิงสาและสันติวิธีจึงมีไว้ใช้สำหรับมวลชนพวกเดียวกัน แต่ขีดเส้นแบ่งคั่นไม่เผื่อแผ่ไปถึง ฝ่ายตรงข้ามและคนนอก หากเป็นพวกนั้น ถึงล้มหายตายจากไปบ้าง ก็ช่างหัวมัน ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ อะไรด้วย

เท่ากับปล่อยให้เส้นแบ่งข้างแบ่งสีแบ่งฝ่ายกลายเป็นเส้นขีดคั่นความเป็นคนและการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของตนไป ทั้งในระดับขบวนการและมวลชนแต่ละคน ถ้าไม่ลบเส้นแบ่งนั้นทิ้ง ทำใจให้กว้าง มองเห็นความเป็นคนและเคารพศักดิ์ศรีของฝ่าย ตรงข้าม แล้วขอโทษ ก็คงยากที่การเมืองมวลชนจะเป็นแบบศิวิไลซ์

ปัญหาอุปสรรคทางแพร่งสำคัญของรัฐบาลใหม่ รัฐบาลผสมใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำซึ่งเพิ่งชนะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาและกำลังฟอร์มตัวขึ้นสู่อำนาจก็อยู่ท่ามกลางบริบทแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงใหญ่ ดังกล่าวมาข้างต้นนี้

และในฐานะที่ประกาศตัวอย่างเปิดเผยชัดเจนแต่แรกว่ารัฐบาลใหม่นี้เป็นรัฐบาลโคลนนิ่ง ทักษิณ รัฐบาลใหม่ก็อาจคิดและท่าผิดพลาดเพลี่ยงพล่ำซ้ำรอยรัฐบาล ทักษิณและรัฐบาลนอมินี ทักษิณแต่เดิม จนประสบความล้มเหลวในการรับมือและฟันฝ่ากระแสแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง ที่กำลังเกิดขึ้นได้เช่นกัน เพื่อที่จะเข้าใจรัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณ จึงน่าจะทบทวนท่าความเข้าใจลักษณะ ฐานะและ บทบาททางเศรษฐกิจการเมืองของรัฐบาลทักษิณสักเล็กน้อย

ในกรอบของระเบียบเศรษฐกิจการเมืองเปรียบเทียบระดับโลก รัฐบาลทักษิณจัดเป็น รัฐบาลเสรีนิยมใหม่รุ่นสอง หรือที่เรียกว่าเสรีนิยมใหม่เชิงสังคม/ชดเชย (second-generation neo-liberalism, or social/compensatory neo-liberalism เช่นรัฐบาลประธานาธิบดีบิล คลินตัน ของอเมริกา

และรัฐบาลนายกฯโทนี แบลร์ของอังกฤษ) ซึ่งปรับเปลี่ยนแตกต่างไปจากบรรดารัฐบาลเสรีนิยมใหม่รุ่นแรกที่ยึดมั่นหลักตลาดเสรี บริสุทธิ์สุดโต่งและต่อต้านการแทรกแซงของอำนาจการเมืองไม่ว่าจากการเลือกตั้งหรือจากมวลชน โดยตรงเข้ามาในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ (the anti-politics of market fundamentalists/ neoliberal purists เช่นรัฐบาลประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนของอเมริกาและรัฐบาลนายกฯ มากาเร็ต แธตเชอร์ของอังกฤษ)

รัฐบาลทักษิณปรับแนวนโยบายเสรีนิยมใหม่ให้เข้ากับความเป็นจริงของการเมืองเลือกตั้ง แบบประชาธิปไตยซึ่งเรียกร้องความชอบธรรมที่กว้างไปกว่าหลักการตลาดเสรี และต้องการแรงสนับสนุนของประชาชน ผ่านการสร้างนโยบายสัญญาประชาคมใหม่แบบประชานิยม (populist social contracts) นำเสนอสิทธิและความเสมอภาคแบบใหม่ที่ต่างไปจากสิทธิและความเสมอภาค แบบเดิมของรัฐชาติในระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือเปลี่ยนจาก สิทธิที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง และความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการและสวัสดิการต่าง ๆ ของรัฐ เป็น สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในตลาด และความเสมอภาคในการเข้าถึงตลาด

นโยบายประชานิยมต่าง ๆ ของรัฐบาลทักษิณก็คือการ ติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็น (ห่วงชูชีพ) เพื่อมวลชนโดยเฉพาะคนชั้นกลางระดับล่างซึ่งขาดแคลนทุน, ที่ดิน, ทักษะ, การศึกษา ฯลฯ สามารถเอื้อมถึงสิ่งเหล่านี้สำหรับอาศัยใช้มันในอันที่จะเข้าร่วมและ ประคองตัวลอยคออยู่รอดได้ในตลาดแข่งขันเสรี

เสรีนิยมใหม่ของรัฐบาลทักษิณจึงมิใช่เสรีนิยมใหม่หรือตลาดเสรีบริสุทธิ์ หากมีทั้งแง่มุม เชิงสังคม (ประชานิยม) และเชิงอุปถัมภ์กลุ่มทุนพวกพ้อง (โลกาภิวัตน์ แบบล่าเอียงเข้าข้างทุนนิยม พวกพ้อง crony-capitalist oriented globalization) และดังนั้นจึงถูกต่อต้านคัดค้านจากพลัง หลายฝ่าย โดยเฉพาะ

๑) พลังฝ่ายขวาภาครัฐ-ราชาชาตินิยม (“อามาตย์”, คปค., พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย),

๒) พลังฝ่ายซ้ายตลาดเสรี (TDRI) , และ

๓) พลังฝ่ายซ้ายที่ต้องการกระจาย อำนาจและทรัพยากรออกไปจากภาครัฐและทุนมาให้ภาคประชาชน (สมัชชาคนจน ฯลฯ) ตราบเท่าที่รัฐบาลใหม่โคลนเอาแนวนโยบายเสรีนิยมใหม่เชิงสังคมและโลกาภิวัตน์แบบ ลำเอียงเข้าข้างทุนนิยมพวกพ้องของรัฐบาลทักษิณต้นแบบมา ตราบนั้นก็คงจะเผชิญกับพลังคัดค้านต่อต้าน ๓ ฝ่ายดังกล่าวอีก ในความหมายนี้

รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณจึงน่าจะเผชิญกับทางแพร่ง (dilemmas) ด้านแนวนโยบายใหญ่ ๆ ๓ ประการ คล้ายกับรัฐบาลทักษิณต้นแบบด้วย

กล่าวคือ:

๑) ทางแพร่งระหว่างประชาธิปไตย กับ หลักนิติธรรม

หรือนัยหนึ่งทางแพร่งระหว่าง อาญาสิทธิ์ที่ได้มาจากมติเสียงข้างมากของประชาชนในการเลือกตั้ง กับการจำกัดอำนาจรัฐไว้ให้อยู่ ในกรอบที่ไม่ไปล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญ, สิทธิเสรีภาพเหนือร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคล และเสียงข้างน้อย, รวมทั้งเหล่าสถาบันตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ โดยมี ศาลตุลาการอิสระเป็นกรรมการคุมเส้นทางแพร่งนี้จะแสดงออกอย่างรวมศูนย์เป็นรูปธรรมในปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

๒) ทางแพร่งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องเครือข่าย กับ ผลประโยชน์ส่วนรวม

หรือนัยหนึ่งปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) อันเป็นกลุ่มอาการประจำตัว ของรัฐบาลทักษิณแต่ก่อน ทางแพร่งนี้จะแสดงออกอย่างรวมศูนย์เป็นรูปธรรมในปัญหาการทวงคืนทรัพย์สินของคุณทักษิณและญาติมิตรที่ถูกรัฐยึดไป

๓) ทางแพร่งระหว่างความจำเป็นสองด้านที่ต้องทั้งหาทางรอมชอมปรองดองกับชนชั้นนำเก่า กับ ตอบสนองความเรียกร้องต้องการของฐานมวลชนเสื้อแดง

ทำให้รัฐบาลใหม่จะตกอยู่ในแรงกดดัน ๒ ด้านที่หนักหน่วงรุนแรงกว่ารัฐบาลทักษิณแต่เดิมก่อนเกิดการปะทะแตกหักกับกลุ่ม ชนชั้นนำเก่า และก่อนเกิดมวลชนเสื้อแดงเป็นฐานพลังสนับสนุนในยามพ่ายแพ้ลี้ภัย หากท่าได้ รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณคงต้องการทั้งรอมชอมกับชนชั้นนำเก่าและเอาใจมวลชน เสื้อแดงไปพร้อมกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายอำนาจการเมืองและการทวงคืนความยุติธรรมของตน,

แต่หากต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง คงง่ายกว่าที่รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณจะโน้มไปในทางเลือกรอมชอมกับชนชั้นนำเก่า แทนที่จะตอบสนองมวลชนเสื้อแดงอย่างเต็มที่ (ดังคำกล่าวของคุณทักษิณช่วง เลือกตั้งในท่านองว่าคนที่เจ็บกว่าใครเพื่อนต้องยอมลืมและให้อภัยก่อน) รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณ น่าจะหยิบยื่นสิ่งที่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องหลักสำคัญที่สุดแก่มวลชนเสื้อแดงอย่างใจกว้าง ไม่ว่าให้ลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อต้น ๆ หรือตำแหน่งฝ่ายบริหารกับแกนนำเสื้อแดง, ยกย่องสดุดี หรือชดเชยค่าเสีย หายบาดเจ็บล้มตายแก่ญาติมิตรของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์มีนา-พฤษภาอำมหิต ๒๕๕๓, เปิดโอกาสเพิ่มงบประมาณให้คณะกรรมการชุดต่าง ๆ ไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ ดังกล่าวอย่างยืดเยื้อเรื้อรังยาวนานออกไปเรื่อย ๆ ฯลฯ

ทางแพร่งนี้ย่อมแสดงออกเป็นรูปธรรมชัดเจนและแหลมคมที่สุดในปัญหาความจริง, ความยุติธรรม, และความรับผิดชอบต่อกรณี ๙๒ ศพมีนา-พฤษภาอำมหิต  ๒๕๕๓..นั่นเอง

ผมขอสรุปด้วยการ “ปรองดอง” สำหรับนักการเมืองทุกพรรค ทุกฝ่าย การปรองดองที่สำคัญที่สุด คือ “ปรองดองกับประชาธิปไตย” แปลว่า point of departure จุดเริ่มต้น คุณต้องมีวิธีการที่จะ reconcile กับประชาธิปไตย และ lives with ประชาธิปไตย ไม่ว่าอย่างไรต้องทนให้ได้ ต้องทนให้ได้

สำหรับรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ฯ คือการปรองดองกับหลักนิติธรรม ต้องไม่ใช้อำนาจเกินเลย ต้องใช้อำนาจอย่างจำกัด คนที่รักคุณยิ่งลักษณ์ฯ ควรจะช่วยคุณยิ่งลักษณ์ฯ หาทางป้องกันไม่ให้ระบอบประชาธิปไตย ภายใต้คุณยิ่งลักษณ์ฯ กลายเป็นแบบ “อำนาจนิยม” เหมือนสมัยคุณทักษิณฯ ถ้ารัก คุณยิ่งลักษณ์ฯ ต้องเปลี่ยนให้ได้ อย่าให้ใช้อำนาจเกินเลย ในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ล่วงล้ำเสรีภาพของผู้อื่น เพราะเป็นตัวการสำคัญที่สุด ให้ผลักดันไปหา “การรัฐประหาร” คือทางออก

มีคนบางคน กลุ่มบางกลุ่มที่ไม่ชอบระบอบประชาธิปไตย เรียกร้องรัฐประหารไม่ขาดปาก ต้องใช้การปรองดองกับพวกเขา อย่าทำให้พวกเขากลายเป็น วีรชน อย่าไปรังแกเขา ถ้าคุณข่มเหงเขา ริดลอนสิทธิเสรีภาพเขา เขากลายเป็นวีรชน วิธีปรองดองกับพวกเขา ทำให้พวกเขากลายเป็นตัวตลกดีกว่า..ขอบคุณครับ

 

  • รุทันเมริ-ง

    รวมทั้งให้ตำแหน่งหรืองบประมาณทำวิจัยเมริ-งด้ววยใช่มะ? ไอ้กะเสียน!

    “รัฐบาลโคลนนิ่งทักษิณ น่าจะหยิบยื่นสิ่งที่ไม่ใช่ข้อเรียกร้องหลักสำคัญที่สุดแก่มวลชนเสื้อแดงอย่างใจกว้าง ไม่ว่าให้ลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อต้น ๆ หรือตำแหน่งฝ่ายบริหารกับแกนนำเสื้อแดง, ยกย่องสดุดี หรือชดเชยค่าเสีย หายบาดเจ็บล้มตายแก่ญาติมิตรของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์มีนา-พฤษภาอำมหิต ๒๕๕๓, เปิดโอกาสเพิ่มงบประมาณให้คณะกรรมการชุดต่าง ๆ ไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ ดังกล่าวอย่างยืดเยื้อเรื้อรังยาวนานออกไปเรื่อย ๆ ฯลฯ”

    ดูเมริ-งแนะนำเข้าไอ้สันขวาน มีนักวิชาเกินอย่างเมริ-งประเทศชาติจึงเป็นอย่างนี้

  • DoDo

    ไม่มี”ศัตรูที่แท้”มากไปกว่า ผลักคนที่เห็นต่างออกไปอยู่ฝั่งตรงข้ามที่ต้องกำจัดออกไป

    —ความเห็นบนเข้าข่ายนี้นะ—

  • คมกฤชช์

    ผมไปฟังท่านพูดวันนั้น ผมรู้สึกรับรู้ได้ว่า เมืองไทยยังไม่สิ้นคนดี มีความคิด ผมประทับใจกับสิ่งได้ยินจากคำพูดของท่าน. หวังว่าท่านจะได้ทำอะไรให้สังคมดีกว่านี้. ผมพร้อมที่จะเป็นกำลังในการช่วยท่าน บอกมาได้เลยอย่าได้รีรอนะครับ

  • นันท์

    แปลกนะบ้านเราเนี่ย เวลาคนเขามีความเห็นออกมา ด่าหรือผลักไปก่อน ทำไมไม่ฟัง ไม่คิดก่อน ฟัง ฟัง ฟัง คิด คิด คิด แล้วค่อยมาแย้ง แย้งแบบมีความรู้ ,มันคงทำให้เราเจริญขึ้น

  • ต่อศักดิ์

    ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความเข้าใจให้ชาวไทยทั้งหมดเข้าใจ ว่าความคิดเห็นต่าง เป็นเรื่องธรรมชาติ
    ครับ ในส่วนอื่นผมคิดว่าเป็นส่วนประกอบให้สมบูรณ์
    และอยากให้เพิ่มในส่วนที่เกี่ยวกับความเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น. และเสริมสร้างวัฒนธรรมการ “ถก” เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริงและสิ่งที่ยอมรับได้
    ด้วยครับ

  • ตั้ม ม.ราม รุ่น 13

    ยิ่งลักษณ์ ยิ่งศัทรา ของประชาชน ที่เลือกตั้งมาทำให้ทุกคนจำนวนมากได้ตามความต้องการ แต่ย้อนกลับไป ก่อนจะได้ ยิ่งลักษณ์ ยิ่งศัทรา มานั้น ทำให้ ทุกคนหรือคนส่วนมาก หรือกลุ่มหนึ่งที่ไม่ชอบ กลุ่มเสื้อเหลือง(พันธมิตรเพื่อประชาชน)โดยมารวมกลุ่มมาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนเสื้อแดง พลังบวก กับ มีแกนนำที่มีจิตวิทยาในการโน้มน้าวจิตใจให้คล้อยตาม และโลกสมัยใหม่ซึ่งไร้พรมแดน ที่เรียกว่าโลกแบนในด้านการสื่อสาร (Globalization) ทำให้แกนนำ แสดงผ่านเวทีถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมทั่วประเทศ จึงง่ายต่อการระดมกำลัง ในรูปแบบหาเสียงอีกแบบหนึ่ง แต่ทุกคนก็รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง โดยนิสัยคนไทยนั้น รักก็รัก เกลียดก็เกลียด ตามนิสัยส่วนตัว ..โดยดูได้จากสื่อ ฟรี TV ทั่วไป ส่วนมากเป็น”ละคร”ที่ทำให้คนไทยเป็นนิสัยแบบนี้ ไม่วิเคราะห์อะไรให้ลึก..คนไทยอะไรก็ได้ง่ายๆๆทำไปสันติดีที่สุด..เปลี่ยนแปลงยาก..นอกจากจะถึงขั้นที่ทนไม่ได้ต่อจิตใจ ก็ลุกสู้ ต่างจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ดูเอาเอง… งานที่เป็นผู้นำประเทศไม่ใช่แค่เรื่องความเห็นส่วนตัว จากการเลือกตั้ง แต่ต้องมาจากจิตสำนึกรักชาติร่วมกัน ถึงจะเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเข้มแข็ง ก่อนจะมาเป็นไทยนั้น มีแต่สมัยก่อน ต้องมีผู้นำที่ดูแล้วว่าทำเพื่อชาติจริงๆ
    ปัจจุบันนั้นทำเพื่ออะไร..ทำเพื่อไทย..ใช่ไหม..ทักษิณคิด..ใช่ไหม คนไทยมีเก่งเยอะ แต่ไม่มีโอกาสมาทำงานแบบนี้ ต้องผ่านกระบวนการหลากหลาย..ถ้าจะกล่าวถึงเรื่องในอดีต..ที่ทุกคนรู้..ว่าผู้นำไทยที่ผ่านมาเป็นยังไง..แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวแล้ว..ว่าใส่ร้ายมากกว่า..จึงได้ยิ่งลักษณ์ ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ..อย่างปัจจุบัน..แต่ให้โอกาสพัฒนาประเทศไปอีก 4 ปี..ลองดูซักตั้ง..ดีก็อยู่ต่อ..ชั่วก็ถอยก็แล้วกัน..พยายามจะไม่มองอดีต..เพราะคนส่วนมากได้เลือกเธอขึ้นมาเป็นผู้นำแล้ว..ตามหลักประชาธิปไตยของไทย..