Practical Report ปาฐกถา ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ: วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนด้านสังคม วัฒนธรรม

การประชุมวิชาการทางมานุษยวิทยา ครั้งที่ 10 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) วันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๕

ผศ.สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรกล่าวเปิด:ในขณะนี้ทุกคนกำลังตื่นตัวในนามประชาคมอาเซียน ซึ่งไม่ได้มีมิติเชิงภูมิศาสตร์ การเมือง การค้า ความมั่นคง หากยังมีมิติสังคมวัฒนธรรม โดยมุ่งหวังเสนอความหมายของวัฒนธรรมในแบบซับซ้อน สิ่งที่จะช่วยให้ผู้คนอยู่ร่วมกันได้ดีคือความเข้าใจในรากเหง้าของกันและกัน และตระหนักถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์

โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ๑. สร้างสำนึกความเป็นภูมิภาค ๒. สร้างชุมชน สังคม วัฒนธรรมอาเซียน เวทีวิชาการนี้มีทั้งปาฐกถา อภิปราย เสวนา และสัมมนา เพื่อขยายความรับรู้ว่าในแต่ละช่วงเวลานั้น ผู้คนล้วนได้เผชิญสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน เวทีนี้มีทั้งนิทรรศการ การแสดงดนตรี ภาพยนต์ชุดคนนอกแห่งอาเซียนที่ตระหนักถึงคนที่ไม่มีสิทธิ เสียง ในสังคมใหญ่

เพื่อให้เกิดความเคารพในสิทธิ ประชาคมอาเซียนน่าจะเป็นกลไกแห่งความหวังและการอยู่ร่วมกัน ซึ่งควรมุ่งเน้นมุมมองจากล่างขึันบน เพื่อทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมและโดยเสมอหน้ากัน

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน

กล่าวปาฐกถานำ:ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านทั้งหลายที่ให้โอกาสมาพบกับท่านในวันนี้ ในมิติของมนุษย์ในเรื่องของประชาคมอาเซียน ซึ่งมักจะหลุดออกไปจากสิ่งที่ผู้ฟังสนใจ คนส่วนใหญ่สนใจเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน งานที่จะเกิดขึ้น-หายไป การลงทุน การแข่งขัน ทั้งหมดทั้งหลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัตถุ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ

แต่อาเซียนมีมากกว่านั้น อาเซียนต้องการให้ทุกคนใน ๖๐๐ คน มีที่ยืนของตัวเองที่จะธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของตนเอง ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะสร้างประชาคมอาเซียนให้เป็นประชาคมที่เขาใฝ่ฝันกันคือ Caring & Sharing คือเกื้อกูล ห่วงใย อาทร และพร้อมเผื่อแผ่แก่กัน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีขันติธรรมต่อกัน มีการยอมรับในแง่ความคิด วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภาษา ศาสนา ทุกด้าน

ภาพจาก ASEAN

อาเซียนเริ่มต้นโดย ๕ ประเทศ เป็นมรดกทางปัญญาของประเทศไทย ริเริ่มโดยท่านถนัด คอมันตร์ ที่แหลมแท่น ใกล้บางแสน ลงนาม ๘ สิงหาคม ๑๙๖๗ ความคิดส่วนใหญ่มุ่งไปทางร่วมตัวด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และต้องการให้ ๖๐๐ ล้านเป็นตลาด แหล่งลงทุน เพื่อบาลานซ์ ๒ ยักษ์ใหญ่คือจีนกับอินเดีย หลายประเทศสนใจเพราะชนชั้นกลางกำลังขยายตัว และเป็นจุดศูนย์กลางของประติมากรรมทางการทูตใหม่

Henry Kissinger เคยบอกว่า เอเชียตะวันออก ถ้ามองในแง่ประวัติศาสตร์ก็ทันกับยุโรปในศตวรรษที่ ๒๐ แต่ยังไม่มีฟอรั่มในการจัดการความขัดแย้งจึงเทียบเท่ายุโรปในศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งความขัดแย้งจีน – ญี่ปุ่น ญี่ปุ่น – เกาหลี จีน – อินเดีย คู่ใดก็ตามแต่ที่เกิดความบาดหมาง จะทำให้ความสำคัญถูกกระทบ แต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตระหนักดีกว่านั้น ไม่มีพื้นที่ใดขนาดเท่ากัน ประชากรพอกัน ที่จะมีความหลากหลายเท่ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พุทธเทรวาท คือพม่า ลาว เขมร ไทย แคธอลิกฟิลิปปินส์ อิสลามอินโดนีเซีย นอกนั้นก็ขงจื้อ ฮินดู เกาะบาหลีทั้งเกาะเป็นฮินดู ภาษาและประวัติศาสตร์ก็หลากหลาย เราจะปล่อยให้มันเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความขัดแย้งตลอดไป หรือใช้เป็นทรัพยากรที่จะอยู่ในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน และให้เกียรติร่วมกัน อาเซียนเลือกยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย และเห็นเป็นสิ่งซึ่งเป็นปัจจัยมีค่า ที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ประชาคมด้วยกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ถ้าท่านเปิดดู charter พูดถึงการเฉลี่ยโอกาสให้แก่กัน การสร้างความใกล้ชิดไม่ปล่อยให้เกิดการพัฒนาอย่างมีช่องว่าง ปัญหาคือ อุดมคตินำไปสู่การปฏิบัตินั้นไม่ง่าย ภายใน ๒-๓ วันนี้จะจัดประชุมที่พนมเปญ แต่มีกลุ่มประชาสังคมเข้าไปจัดประชุม ซึ่งรูปแบบของรัฐในตอนนี้ยังไม่เปิดใจให้กลุ่มประชาชนที่หลากหลาย civil society พยายามมุ่งมั่นเข้าไปทำตามเป้าหมายของตนเอง โดยนึกถึงประเด็นอื่นน้อย คือกลุ่มที่สนใจประเด็นเดียว

การมีกลุ่มประชาสังคมหลายๆ กลุ่ม รัฐแต่ละรัฐจะวางตัวอย่างไร ถ้าเป็นรัฐประชาธิปไตยจะไม่มีปัญหา แต่รัฐที่เป็นอำนาจนิยมจะมีปัญหาในการเลือกจัดการปัญหานั้น ในอาเซียนยังมีความแตกต่างในเรื่องการปกครอง ลำดับชั้นเศรษฐกิจ ฯลฯ ไม่เหมือนกัน เราจึงใช้เวลาส่วนใหญ่บริหารความหลากหลาย อาเซียนพยายามตะล่อมให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ lowest common nominator ฝ่ายบริหารเช่นผม คือพยายามตะล่อมเพื่อที่จะเดินหน้าไปด้วยกันให้ได้

เราจำเป็นต้องจัดการความแตกต่างหลากหลายนี้ และจำเป็นต้องใช้ความแตกต่างหลากหลายในการต่อรองกับโลกข้างนอกด้วย อาเซียนสามารถผูกโยงกับโลกข้างนอกได้ ขออย่างเดียวอย่าทะเลาะกัน ประเทศพุทธเทรวาทอย่างไทยกับกัมพูชากัน เรื่องวัดฮินดู และมีอิสลามอย่างอินโดนีเซียเข้ามาไกล่เกลี่ย ซึ่งมันเป็นเรื่องของภายในอาเซียนที่ยังต้องช่วยกันประคับประคองเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้น

สิ่งที่ทำให้เราเลิกทะเลาะกันคือ

๑. ถอยกลับไปก่อนสมัยอาณานิคม เพราะแผนที่มาสมัยอาณานิคมที่เจ้าอาณานิคมมาวาดแผนที่ให้ ทำให้เราทะเลาะกัน เมื่อเกิดเส้นเขตแดนขึ้น เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและมีปัญหาระหว่างกัน ปัญหาคือ มีการสำรวจ ลงนาม ตกลง แต่ไม่มีการให้สัตยาบัน

๒. รอให้อาเซียนเป็นประชาคม เมื่อเป็นแล้วเรื่องหิน ลำน้ำเล็กๆ เหล่านั้นจะไม่มีความสำคัญ ซึ่งต้องมีความเคารพในความเป็นเอกลักษณ์ เอกภาพของแต่ละคน ทุกคนมีสิทธิที่จะธำรงความแตกต่างหลากหลายของตนไว้

ทุกประเทศมีปัญหา มีอัตลักษณ์ของตนเอง มาเลเซีย: อินเดีย จีน ออลั่มอัสลี่ (ชาวถิ่นเดิม) ล้วนเป็นมาเลเซียน อินโดนีเซีย: ขณะนี้ยังพูด ๓๐๐ ถึง ๔๐๐ ภาษา ๑๐,๐๐๐ กว่าเกาะ ฟิลิปปินส์ก็เช่นกัน ไทย: หลากหลาย ไม่ใช่สังคมที่เป็นชาติเดียว เผ่าเดียว ภาษาเดียว แต่พยายามที่จะปลูกฝังความรู้สึกนั้นจนกระทั่งกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับ และบ่อยครั้งอยากซ่อนความเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง

อ.ชัยวัฒน์ สถาอนันต์ เป็นผู้เขียนรายงานสมานฉันท์ของท่านอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเริ่มต้นว่า “ผมนี่ แม่เจ๊ก พ่อมอญ ใครบ้าง ๕๐ กว่าคนในห้องนี้ที่พูดได้ว่าเป็นไทยแท้ ๑๐๐ % ไม่มีอะไรเจือปน 4 Generation ถอยหลังกลับไปไม่ใช่คนไทยทั้งนั้น ทุกคนสามารถดึงความแตกต่างหลากหลายมารวมกันและคิดเพื่อประเทศชาติ”

ทุกประเทศมีปัญหานี้ แต่ละประเทศเขาจัดการปัญหาของเขาต่างกัน สำหรับไทย การเดินทางบนหนทางนี้ยังไม่เสร็จสิ้น ความหลากหลายคือ asset คือสิ่งที่มีค่าทั้งในไทยและในอาเซียน เราต้องแปรเปลี่ยนความหลากหลายให้เป็นทรัพยากรเพื่อประชาคมอาเซียน และอยู่โดยอัตลักษณ์ของตนเอง โดยไม่ถูกกีดขวางในการธำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์นั้น

เราเปลี่ยนอัตลักษณ์ของเราในทุกมิติของการดำรงชีวิตประจำวัน ผมเป็นนักการทูต อาจารย์ อิหม่าม ผู้บังคับบัญชา พ่อ พี่ อัตลักษณ์ที่มีในแต่ละคนต้องสามารถใช้ได้ในบริบทที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่เรามีอยู่กับจีน ประเทศไทยทางด้านธุรกิจมีความสัมพันธ์กับจีนใกล้ชิดมาก การลงทุนในจีนระลอกแรกคือชาวจีนโพ้นทะเลจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะเข้าไป กับอินเดีย ญี่ปุ่น ฝรั่งมังค่าก็เหมือนกัน สิ่งที่อาเซียนต้องการไม่ใช่คนที่เข้าไปในเวทีและสนามของ AEC และสูญเสียความเป็นตัวเอง ทุกคนเหลืออยู่อย่างเดียวคือ ผู้บริโภค พ่อค้า ผู้ผลิต เราต้องการสังคมที่เป็นมิติของการเอื้ออาทร

We Dare to Dream and We Care to Share

ในอดีตคนที่พิการ คนที่เป็นออทิสติกถือเป็นคนต่ำกว่าคน เพราะเราไม่มีมาตรการ นโยบายใดๆ ในการประคับประคองคนเหล่านั้น เขาคือมนุษย์เหมือนเรา แค่เกิดมาไม่สมประกอบบางส่วน คนด้อยโอกาสในสังคม อาเซียนต้องพยายามให้ทุกคนได้ผลประโยชน์จากผลพวงของการพัฒนาที่เรามุ่งมั่นทำกันอยู่ ณ ขณะนี้ ให้ทุกคนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในสังคมเดียวกัน ในประชาคมเดียวกัน คืออาเซียนทำอย่างนี้ได้

คือเรื่องการศึกษา การให้ความรู้แก่ทั้งผู้คอยอุปถัมภ์ ช่วยเหลือ และผู้ซึ่งรอรับขอความเมตตาจากสังคม ในสังคมใดก็ตามแต่ที่เราจะสามารถแบ่งปันกันอย่างทั่วถึง โดยไม่มีคอรัปชัน ไม่มีการบิดเบือนเจตนารมย์ โดยการว่าจ้าง ให้สินบน ทุกสิ่งอย่างโปร่งใส ซึ่งสามารถทำให้คนถึงจุดสูงสุดของศักยภาพของตนเองได้ สังคมนั้นถือว่าประสบความสำเร็จ จะทำอย่างนั้นได้ ระบบการศึกษาจะต้องมีประสิทธิภาพ ต้องสร้างค่านิยมถูกต้อง มีการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ใช้ได้ต่อเนื่อง มนุษย์ในสังคมต้องไม่ใช่มีอาชีพเดียวทำได้อย่างเดียวชั่วชีวิตนี้

คนหนึ่งเกิดมาเพื่อมีอาชีพ ๓ ถึง ๔ อาชีพก่อนตายท่ามกลางอาเซียนในกระแสโลกาภิวัตน์ ผมเริ่มจากการเป็นอาจารย์ นักการเมือง นักการทูต นักการทูตระหว่างประเทศ แต่โลกโลกาภิวัตน์ในยุคอาเซียนต้องเตรียมคน ๓ ถึง ๔ อาชีพเพื่อเป็นเครื่องมือในการเตรียมตัวเพื่อ ๔ ถึง ๕ อาชีพนี้ ความพร้อมคือสิ่งที่ต้องการ ในเรื่องทักษะ การคิด สังเคราะห์ ให้เหตุผล ในการปรับตัว ไม่ยึดมั่นกับข้อมูลเก่า การศึกษาในระบบของเรา

ยกตัวอย่าง ครู ๔ คนให้เด็กเขียนเปเปอร์ ๑๐ หน้า คือครูภาษาอังกฤษ ตรวจดู a b c d ครูวิทยาศาสตร์ อธิบายเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นถูกต้องหรือไม่ ครูคณิตศาสตร์ อยากดูว่าเด็กใช้สูตรวิเคราะห์น้ำแข็ง ครูสังคมศาสตร์ ให้บรรยายว่าในชั้นหนึ่ง สอง สามนั้น background ของพวกที่มาเป็นอย่างไร ให้เด็กเขียนเปเปอร์ ๑๐ หน้า แต่สังคมไทย ถามและตอบเป็น multiple choices เพราะฉะนั้น วิธีการเรียน การสอน เราไม่ได้สอนให้เด็กสังเคราะห์ข้อมูล ไม่ได้สอนให้คิด วิเคราะห์ การที่จะสร้างสังคมใหม่ (ไม่ใช่สังคมคอมมิวนิสต์นะ)

ในบริบทของอาเซียน ต้องการคนที่มีการศึกษาพร้อมที่จะปรับทุกหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิต ๓-๕ ครั้งในชีวิต ทุกคนต้องปรับตัว อาเซียนขณะนี้ตกลงกันว่า ๘ สาขาวิชาที่สอน เรียนกันอยู่ในเสาสังคม วัฒนธรรม มี ๘ สาขาอาชีพเดินข้ามแดน เช่น หมอ พยาบาล ทันตแพทย์ วิศวกร สถาปนิก ในแวดวงโรงแรม, ร้านอาหาร, สปา และสำรวจ

ประเด็นก็คือ ต้องดีจริง ต้องมีคุณภาพจริงๆ ในการแข่งขันถึงจะได้ประโยชน์จากพื้นที่ที่กว้างขึ้นบนเวทีอาเซียน การแลกเปลี่ยนในเชิงวิชาชีพจะทำให้ประชาชนใกล้ชิดขึ้น ต่อไปนี้ต้องแข่งกับ ๖๐๐ ล้านคน สิ่งแรกที่เราเสียเปรียบคือ ภาษา เพราะคนไทยไม่ชอบภาษาต่างประเทศด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่

สมัยผมยังเด็ก นักการทูตพูดว่า “อย่าหวังว่าเราภาษาดี เพราะไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร” เพราะ English is the Working Language of ASEAN ทรรศนะต่างๆ ก็เพี้ยนๆ ถ้ารู้ภาษาต่างประเทศ “รักชาติน้อย” ผลประโยชน์ของชาติในโลกโลกาภิวัตน์ ต้องไปเสนอ ปกป้องในเวทีต่างประเทศ เศรษฐกิจโตภายในประเทศอย่างเดียวไม่พอแล้ว ญี่ปุ่น เกาหลี โตนอกประเทศ ส่งกำไรกลับบ้าน แต่ของไทยยังอบอุ่นที่จะอยู่กลับบ้าน พอตัดสินใจได้ คนอื่นเขาไปจองหมดแล้ว

ค่านิยมเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมใช่ไหม มันสามารถปรับเปลี่ยน tradition changes and continuity สิ่งท้าทายรอบอาเซียนเปลี่ยนแล้วครับ ต้องกล้าที่จะเดินออกนอกประเทศ และไปในฐานะที่มีอัตลักษณ์เป็นไทยติดตัวไป อาเซียนไม่อยากเห็นคนทุกชาติพูดภาษาอังกฤษสำเนียงเดียวกัน ไม่ได้เชื่อ ค่านิยมเดียวกัน ต้องการความเป็นเลิศ

ลักษณะของอัตลักษณ์ยังต้องมีอยู่ เพื่อคงความหลากหลายที่งดงาม ครึ่งหนึ่งพูดภาษามาเลย์ ครึ่งหนึ่งพูดภาษามลายู แล้วแต่รัฐว่าจะมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือเป็นทรัพยากรในการเป็นประชาคมอาเซียน ความหลากหลายที่มีอยู่ให้มองเป็นทรัพยากร ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัย

ขณะนี้มี Asean University Network ทำงานได้ช้ามาก พยายามยกระดับของแต่ละประเทศให้เท่ากันและยอมรับได้ อยากให้นิสิต นักศึกษา อาจารย์ไทย สนใจที่จะออกไปเรียนรู้แลกเปลียนประสบการณ์การเรียนการสอนกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเครือข่ายของอาเซียนมากกว่านี้ เพราะถ้าเราอยู่ตรงนี้ ทักษะที่จะเรียนรู้ความแตกต่างหลากหลายไม่เพียงพอ ชีวิตในอาเซียนนั้นมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง ชีวิตใดที่อยู่กับที่ จะไม่สามารถได้ลิ้มรสความแตกต่าง หลากหลาย ที่น่าพิศมัยของอาเซียน

หลายกิจการจากต่างประเทศ มักออกไปนอกประเทศ ไทยต้องปรับเปลี่ยนให้เร็ว เพื่อได้ประโยชน์จากพื้นที่อาเซียนที่กว้างขึ้น ๒๕๕๘ เราจะสามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ เป็นความฝันของเราร่วมกัน เป็น legacy intellectual ของคนไทยร่วมกัน East Asia มีความสำคัญของประชาคมโลกมากขึ้น เราอยู่ตรงกลาง Centrally of Asean

Hillary Clinton ถามผมว่า Charter นี้ How much you mean to implement of document? มันจะเป็นจริงได้อย่างไรใน ๓ หรือ ๕ หรือ ๑๐ ปี คำตอบของผมคือ ผมบอกว่า We have to make it a living document เราต้องทำให้มันเป็นเอกสารทีมีชีวตชีวา และคนอาเซียนต้องอ้างอิงได้ว่าฉันมีสิทธิ มีผลประโยชน์ของฉันอยู่ในนั้น จะยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ต้องเผื่อแผ่ให้ทุกคนได้รับส่วนแบ่ง

อยากให้ทุกคนใช้อ้างอิงได้ในการต่อสู้เพื่อขยายพื้นที่ของตนเองในชีวิต เหมือนกับ declaration of independent เหมือน constitution ของอเมริกา แต่ถ้าเป็นของไทย คงต้องถามว่า “ฉบับไหน” มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาเท่าเทียมกัน มีสิทธิบางประการที่ใครก็ตามแย่งชิงไปไม่ได้

เอกสารชิ้นนี้ (ASEAN Charter: กฎบัตรอาเซียน) เป็นของทุกคน ขอให้รู้สึกเป็นเจ้าของในบริบทที่ท่านทำอยู่เรื่องอะไรก็ตามแต่ ศิลปวัฒนธรรม การศึกษา สิ่งแวดล้อม ฯลฯ หากมีปัญหาให้เรียกร้องเหมือนกับ ลินคอร์นให้เลิกทาส เหมือนมาร์ติน ลูเธอร์คิง เอกสารชิ้นนี้ยังต้องเดินทางอีกยาวไกล แต่เป็นเข็มทิศเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

  • Juthapak

    ศึกษาวิสัยทัศน์นี้  ประกอบกับ การติดตามความเคลื่อนไหวทางการศึกษา  ตระหนักได้ว่าการบริหารการศึกษาของสถาบันการศึกษา ของไทยทุกระดับ  อยู่นิ่งไม่ได้แล้ว นิ่งเมื่อไร ตก เทร็นด์ ทันที ขอบคุณสำหรับการโพสต์ข้อมูลนี้