บิ๊กจิ๋ว : ทุกอย่างพร้อมสรรพ ขาดเพียงลมบูรพา

October 25, 2009

หะแรกเมื่อพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธประกาศตนเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แวดวงการเมืองต่างแทบไม่ให้ราคาการหวนคืนการเมืองของบิ๊กจิ๋วเท่าใดนัก เพราะที่ผ่านมาบิ๊กจิ๋วแสดงท่าทีไม่ชัดเจนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเป็นหนึ่งในนายทหารซึ่งติดตามพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ในเครื่องแบบนายพลทหารม้าสวมหมวกแบเร่ต์สีดำ ไปบรรยายพิเศษกับนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (นร. จปร.) ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 950 นาย ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

หรือจะเป็นการถอยเข้าถอยออกจากทั้งรัฐบาลทักษิณ และรัฐบาลสมชายในเวลาต่อมาตามลำดับ

บิ๊กจิ๋วพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปเป็นหนึ่งในขั้วขัดแย้งทางการเมือง และประกาศแนวทาง “โซ่ข้อกลาง” มาตลอด จวบจนกระทั่งปรากฎรายชื่อบิ๊กจิ๋วเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาจากปปช. ว่ามีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เขาจึงตระหนักได้ว่าการประกาศ “โซ่ข้อกลาง” โดยไร้กำลังสนับสนุนมิอาจทำให้เกิดรูปธรรมใดขึ้นได้ ยิ่งกว่านั้นอาจเกิดความเสียหายมากขึ้นไปอีก บิ๊กจิ๋วจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทย!

อย่าว่าแต่สื่อมวลชน และผู้สังเกตการณ์ทั่วไปเลย แม้แต่สวนดุสิตโพลล์ยังสะท้อนว่า การกลับมาของบิ๊กจิ๋ว ไม่ได้มีส่วนให้พรรคเพื่อไทยเข้มแข็งขึ้นเท่าใดนัก โดยส่วนใหญ่ถึงกับมองว่าเป็นเพียงสีสันทางการเมืองทั่วไปเท่านั้น



แต่ SIU ไม่เคยดูแคลน อดีตผู้บัญชาการทหารบก อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยผู้นี้

จริงอยู่แม้บิ๊กจิ๋วดูเหมือนว่าจะสูญเสียความน่าเชื่อถือทางการเมือง หลังจากที่ประสบความล้มเหลวจากการบริหารประเทศในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของเมืองไทยในช่วงปี 2540 แม้ในช่วงท้ายๆเขาพยายามจะดึงตัวนายวีรพงษ์ รามางกูรเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ประสานกับไอเอ็มเอฟในขณะนั้น แต่ก็ไม่อาจทานแรงกดดันจากกองทัพ นักธุรกิจ และการประท้วงบนท้องถนนจากบรรดาพนักงานกินเงินเดือนได้ บิ๊กจิ๋วตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ปิดตำนานการเดินทางไกลแสนกิโลเมตรเพื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ในเชิงความมั่นคงบิ๊กจิ๋วมีศักยภาพที่ไม่เป็นรองใคร กลุ่มคนที่ทราบเรื่องนี้ดีที่สุดเห็นจะไม่พ้น มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, คณะรสช. และ อดีตแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

บิ๊กจิ๋วยืนยันว่า คำสั่ง 66/23 ทำให้พคท. ตกเป็นฝ่ายรับและต้องแพ้สงครามในที่สุด แม้ฝ่ายพคท. จะคิดยุทธศาสตร์ 2 แนว 3 เขต (2 แนวคือแนวการเมืองและแนวการทหาร กับ 3 เขตคือเขตป่า เขตที่ราบ และเขตเมือง) ออกมาตอบโต้ เพื่อสร้างความหวังให้สมาชิกพรรคยืนหยัดต่อสู้กับรัฐบาลไทย ซึ่งบิ๊กจิ๋วสรุปว่า พคท. ลอกยุทธศาสตร์นี้มาจาก “เลหย่วน” ของเวียดนาม และอันที่จริง พคท. ก็ใช้นโยบายนี้มาแต่เริ่มสงครามมาตลอดอยู่แล้ว พร้อมทั้งวิจารณ์ว่าเอาเข้าจริงแล้วพคท.ก็ไม่มีความเข้าใจนโยบายนี้อย่างชัดเจน เพราะลักษณะจำเพาะของเมืองไทยที่แตกต่างจากจีนและเวียดนามจะทำให้พคท.ไม่สามารถยืนอยู่บนเขตเมืองและเขตที่ราบ แต่จะยืนได้เพียงเขตเดียวคือเขตป่า

ข้อดีของบิ๊กจิ๋วคือ เขาเป็นคนยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และพร้อมจะเปิดรับความคิดใหม่ การหันมาศึกษายุทธศาสตร์ของมาร์กซิสต์และเหมาเจ๋อตุง เพื่อศึกษาวิธีการต่อสู้ของพคท.นั้น ทำให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของการคิดนโยบาย 66/23 และใช้ต่อสู้กับพคท. จนกระทั่งเอาชนะได้ในที่สุด

จุดเด่นในด้านยุทธศาสตร์ของบิ๊กจิ๋ว คือการทำความเข้าใจแนวคิดเรื่อง “แนวร่วม” ที่พคท. รับมาจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.)

คำว่าแนวร่วมมีที่มาจากภาษาจีนว่า “ถ่งอิ๊จ้านเสี้ยน” โดยเนื้อแท้แล้วไม่ได้หมายความว่า “ความร่วมมือ”

แต่อาจหมายถึงฝ่ายตรงข้าม แต่กระทำความผิดพลาดบางประการสร้างประโยชน์ให้กับ พคจ. เหมาเจ๋อตุงคิดค้นยุทธศาสตร์นี้ขึ้น จากสภาพความเป็นจริงของจีน เนื่องจากต้องใช้แนวร่วมของนายทุน ร่วมกับกำลังพื้นฐานของชาวนาและกรรมกรเพื่อทำการปฏิวัติประเทศจีน

ในด้านหนึ่งเมื่อปรากฎนายทุนขูดรีดชาวนาและกรรมกร ปรากฎความไม่เป็นธรรมขึ้น ทำให้คนเหล่านั้นมองว่าพคจ.เป็นทางออก และหันมาให้ความสนับสนุนพคจ. มากขึ้น นายทุนเหล่านั้นตกเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ของพคจ. ไปโดยไม่รู้ตัว

เราอาจจะเปรียบเทียบได้ว่า ทุกครั้งที่นายจอร์จ ดับบลิว บุช อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เพลี่ยงพล้ำทางการเมืองเมื่อใด บินลาเดน จะปรากฎตัวออกมาข่มขู่เพื่อโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเมื่อนั้น บินลาเด็นกำลังมองว่าจอร์จ ดับบลิว บุช เป็นแนวร่วมมุมกลับ ยิ่งอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นี้อยู่ในตำแหน่งนานเท่าใด เขาจะยิ่งเพิ่มจำนวนนักรบอัลกออิดะห์มากขึ้นเท่านั้น

บิ๊กจิ๋วเชี่ยวชาญแนวคิดเรื่อง “แนวร่วม” อย่างยิ่ง บนพื้นฐานแนวคิดนี้ บิ๊กจิ๋วใช้ยุทธศาสตร์ทำลาย “ทุกแนวร่วม” ของพคท. เพื่อกดดันให้พคท. วางอาวุธและออกจากป่าคืนสู่เมืองในที่สุด

ครั้งนี้ก็เช่นกัน

ระเบิดชุดแรกที่เขาโยนไปยังบ้านสี่เสาฯ คือ “ป๋าไม่เปิดโอกาสให้เข้าพบเพื่อขออโหสิกรรมเมื่อไปบวช” และ “ป๋าไม่อยู่กรุงเทพฯ”

พลเอกเปรมแก้เกมด้วยการปรากฎตัวพร้อมแถลงข่าวโต้กลับว่า ไม่ทราบว่าบิ๊กจิ๋วจะบวช และเตือนให้บิ๊กจิ๋วคิดอย่างรอบคอบ ไม่เช่นนั้นอาจกลายเป็นการกระทำที่ทรยศต่อชาติ

ไม่ว่าจะเป็นการโต้ตอบกันด้วยเหตุผลอย่างไร แต่ดูเหมือนบิ๊กจิ๋วจะประสบความสำเร็จกับยุทธศาสตร์ “แนวร่วมมุมกลับระดับสูง” แล้ว

ไม่เพียงเท่านั้นในช่วงสามสิบกว่าปีที่แล้ว บิ๊กจิ๋วอาศัยจังหวะที่จีนและโซเวียตเกิดการแตกแยก เดินทางไปประเทศจีนเพื่อขอให้จีนยุติการสนับสนุนพคท. และทำสงครามสั่งสอนเวียดนาม เพื่อยุติ “ยุทธการบัวบาน” ของเวียดนาม แม้ความขัดแย้งระหว่างจีนและเวียดนามต้องเกิดขึ้นเป็นที่แน่นอน กระนั้นยังต้องมี “ผู้ลงมือปฏิบัติ” และขยับการลั่นไก ซึ่งบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการเจรจาคงมีรายชื่อบิ๊กจิ๋วอยู่เช่นเคย

การเดินทางไปเยี่ยมนายฮุนเซ็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชาของบิ๊กจิ๋ว ทำให้ความขัดแย้งเรื่องประสาทพระวิหารที่ดูเหมือนไม่มีทางออกโดยสันตินั้น มีความเป็นไปได้ขึ้นมาทันที พร้อมทั้งการประกาศในเวทีการประชุมอาเซียนว่าจะเชิญ พ.ต.ท. ทักษิณมาเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ และการตัดสินใจว่าจะส่งตัว พ.ต.ท. ทักษิณ ตามสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น เป็นเอกสิทธิ์ของกัมพูชา ยิ่งทำให้สถานการณ์เดือดพล่านขึ้นมาอีก

มองในมุมหนึ่ง เหมือนกัมพูชาแทรกแซงสถานการณ์การเมืองไทย แต่ในอีกด้านฮุนเซ็นก็ตั้งข้อสังเกตอย่างเจ็บแสบกลับมาว่า “ทำไมจะมองทักษิณเหมือนอองซานซูจีไม่ได้”? พร้อมทั้งแสดงข้อกังขาว่า “ทักษิณมีผู้สนับสนุนเสื้อแดงนับล้านคน”

ในอีกด้านหนึ่งท่าทีการเดินเกมกดดันกัมพูชาต่อกรณีประสาทพระวิหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากเวทีนักวิชาการสถาบันไทยคดีศึกษาแทบทุกครั้ง อาจเป็นการส่งสัญญาณพิเศษถึงนายฮุนเซ็นต่อกรณีบางอย่างก็เป็นไปได้ แต่ก็นั่นแหละด้วยวิธีนี้อาจทำให้นายฮุนเซ็นไม่พอใจกระทั่งเกิดปฏิกิริยาขึ้นดังที่เห็น

การขยับหมากไม่กี่ครั้งของบิ๊กจิ๋วทำให้สภาพการตั้งรับของฝ่ายทักษิณเริ่มพลิกกลับ และยังไม่อาจลืมด้วยว่า การตบเท้าของ “นายพลทหาร” ชื่อดังเข้าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น จปร. 7 อย่างพลเอกพัลลภ (ซึ่งมีข่าวว่าแตะมือกับพลเอกมนูญกฤตอยู่ห่างๆ) และ ตท. 10 อย่างเช่น พล.อ.อ. สุเมธ โพธิ์มณี , พล.อ. พรชัย กรานเลิศ, พล.อ. ไตรรงค์ สุวรรณทัต (เสธ.ไอซ์) ฯลฯ อย่างคึกคัก

สถานการณ์ตอนนี้ทักษิณ มีกำลังทั้ง “พรรค” และ “มวลชน” ด้วยความช่วยเหลือของบิ๊กจิ๋ว เขายังสามารถเปิดแนวรบนอกจาก สภา, สื่อ แล้วยังสร้างแนวร่วมจากประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

ในสามก๊กนั้น “ขงเบ้ง” เอ่ยกับจิวยี่ว่า “ทุกอย่างพร้อมสรรพ ขาดเพียงลมบูรพา”

แทบไม่ต่างกับการเมืองไทยที่เราเคยกล่าวเตือนมาก่อนแล้วว่า คอการเมืองจึงไม่อาจกระพริบตา เหตุพิสดารอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา!

Comments

4 Responses to “บิ๊กจิ๋ว : ทุกอย่างพร้อมสรรพ ขาดเพียงลมบูรพา”

  1. 1. วี on October 26th, 2009 4:40

    วิเคราะห์ได้เยี่ยมและวิธีเขียนก็สนุกครับ

    น่าเสียดายที่ลมบูรพาก็คงไม่พ้นเรื่อง “คอนเนคชั่น” หรือปัจจัยธรรมชาติ
    เพราะเครื่องมือทางการเมืองไทยมีไม่กี่อัน และในจำนวนนั้นก็ไม่มีแรงขับจากมวลประชาแต่อย่างใด

  2. 2. เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ on October 26th, 2009 15:02

    เขียนได้ “มันส์” จริงๆครับ

    ในช่วง Chaos นั้น ยากจะกำหนดมิตรและศัตรูได้อย่างชัดเจนจริงๆ

  3. 3. ~PLP~ on November 7th, 2009 22:59

    เขียนสนุกจัง

  4. 4. หวั่นๆ on November 17th, 2009 10:15

    น่าสนใจ แต่ในใจก็หวั่นๆ เพราะอำนาจมันหอมหวน + ผลประโยชน์ บนความเสียหายของประชาชน และชาติ อันนี้ขอให้คำนึงถึงด้วยนะทุกท่าน อย่ามัวแต่กระพริบตารอชม ระวัง!

Got something to say?






;