Practical Report “กอร์ปศักดิ์” ชี้เศรษฐกิจ แค่ผงก! “ไทย”ยังไม่ต่ำสุด-มีดิ่งอีก

“กอร์ปศักดิ์” บอกเองเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงจุดต่ำสุด เปรียบเหมือนลูกคลื่นมีขึ้น-ลงตลอด ชี้เดือนก่อนที่ดีขึ้นแค่ผงกหัวเท่านั้น อาจจะดิ่งลงอีก เสนอ ครม.เคาะระเบียบใช้เงินกระตุ้น ศก.รอบสอง วงเงิน 2.3 แสนล้าน เผยหลายหน่วยงานแอบยัดไส้โครงการที่ไม่พร้อมเข้ามา แบงก์เผยคนสนใจพันธบัตรไทยเข้มแข็งเพียบ คาดไม่พอขาย เล็งเสนอผลิตภัณฑ์อื่นให้คนพลาดซื้อลงทุนแทน

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 9 กรกฎาคม จะเสนอระเบียบการใช้จ่ายเงินตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ให้ที่ประชุมพิจารณา สาระสำคัญอยู่ที่การกำหนดหลักเกณฑ์การใช้งบประมาณ โดยระบุให้เจ้ากระทรวงที่เสนอโครงการขึ้นมาต้องตรวจสอบโครงการของตนเอง และผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานให้เรียบร้อยก่อนจะส่งเรื่องไปยังสำนักงบ ประมาณ เพื่อตรวจสอบราคาว่าถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้ การเบิกจ่ายให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เปรียบเสมือนการใช้จ่ายเงินงบประมาณทุกประการ ซึ่งการลงทุนตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ขณะนี้จัดโครงการที่มีความพร้อมในการลงทุนเป็นวงเงินรวม 2.3 แสนล้านบาท (จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท)

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลจัดโครง การใช้เม็ดเงินภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 เกินความจริงนั้น นายกอร์ปศักดิ์กล่าวว่า ในข้อเท็จจริงของการทำงานมันไม่มีอะไรที่ลงตัว ถ้าเราจัดไว้แค่ 2 แสนล้านบาท เราไปดูรายละเอียดปรากฏว่าโครงการที่ส่งมามันใช้ไม่ได้ ยังไม่ได้ออกแบบ แต่อยากทำโครงการก็แอบยัดไส้เข้ามา สุดท้ายทำไม่ได้ ก็เลยมีเพียงแค่ 1.7-1.8 แสนล้านบาท มันก็เหลือน้อย ทางออกที่ดีที่สุดก็คือทำเกินไว้ เพราะยังไงในทางปฏิบัติจริง โครงการทั้งหมดมันต้องมีอยู่ประมาณ 10% ที่ทำไม่ได้อยู่แล้ว เผลอๆ อาจจะถึง 15-20% ด้วยซ้ำ สูงสุดประเมินว่าการลงทุนอาจจะทำได้ 1.8-1.9 แสนล้านบาท คิดว่ามันคงไม่ถึง 2 แสนล้านบาท เพราะฉะนั้นที่เรามีงบฯ 2 แสนล้านบาทมันก็พอดี

นายกอร์ปศักดิ์กล่าวว่า ส่วนเงินอีก 2 แสนล้านบาท (จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) หรือที่เรียกกันว่า งบฯปิดหีบงบประมาณ มาจากการประเมินสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แต่วันนี้มันดูดีกว่าที่คิดเยอะ ถ้าเราทำตามแผนที่วางเอาไว้ คือ กู้เงินมา 1.2 แสนล้านบาท เพื่อมาปิดหีบงบประมาณภายในเดือนกันยายน เงินคงคลังของเราก็จะมีสูงกว่าในอดีต หรือประมาณ 2.2 แสนล้านบาท ถามว่าจำเป็นหรือไม่ ก็อยู่ที่สถานการณ์ในปี 2553 ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเดิมเงินคงคลัง ปีงบประมาณ 2552 เดิมคิดว่าจะเหลืออยู่ 3-4 หมื่นล้านบาท แต่เวลานี้เกินกว่าที่คิดไว้ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท

“ถ้าถามว่ามันมากเกินไปหรือไม่ ถ้าผมเป็นเจ้าของบริษัทประเทศไทย ผมก็จะบอกว่ามันมากเกินไป เพราะมันเสียดอกเบี้ย แต่ถ้าคนที่ทำเป็นรัฐบาล เราก็ต้องต้องเซฟไว้ก่อน เพราะหากมีอะไรฉุกเฉิน จะได้ป้องกันไว้ได้ แต่ถ้าเหตุการณ์ปกติ ไม่มีเหตุความวุ่นวาย ไม่มีใครออกมาอาละวาดกันอีก เหตุการณ์ในหลายประเทศทั่วโลกไม่มีอะไร ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ไม่ทำให้มีคนตายจำนวนมาก เงินอีก 8 หมื่นล้านบาท ก็อาจจะไม่ต้องกู้ก็ได้ เพราะ เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เงินที่มีอยู่ก็พอแล้ว ที่สำคัญความสามารถในการใช้เงินเรามันก็มีเท่านี้ จะให้กู้มาอีกมันก็ไม่ได้” นายกอร์ปศักดิ์ระบุ

เมื่อถามว่า ประเมินจีดีพีปี 2553 จะบวกมากกว่า 3% หรือไม่ นายกอร์ปศักดิ์กล่าวว่า “ยังไม่ทราบ แต่ถ้าเปรียบเทียบตัวเลขแบบปีต่อปีแล้ว มันต้องดีกว่าปีที่ผ่านมาที่ตัวเลขติดลบค่อนข้างเยอะ แต่ตัวเลขส่งออก 2 เดือนต่อจากนี้การันตีได้เลยว่าติดลบ 20% ขึ้น เนื่องจากตัวเลขปีที่แล้วมันดีเวอร์เกินไป”

เมื่อถามย้ำว่า เศรษฐกิจของไทยขณะนี้ถึงจุดต่ำสุดหรือยัง นายกอร์ปศักดิ์กล่าวว่า “เชื่อว่ามันยังไม่ถึงจุดต่ำสุด เดือนที่แล้วหลายคนอาจจะคิดว่ามันถึงจุดต่ำสุดแล้ว แต่ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เท่าที่ติดตามข้อมูลทั้งในส่วนของสหรัฐ ที่งานบางเรื่องยังมีปัญหา และข้อมูลจากธนาคารโลก จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจขณะนี้มันเป็นเหมือนกับลูกคลื่น มีขึ้นมีลง ในช่วงที่มันขึ้น เราก็คิดกันว่าเศรษฐกิจมันฟื้นแล้ว แต่ในข้อเท็จจริงมันแค่ผงกหัวเท่านั้นและอาจจะตกลงได้อีก”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสาระสำคัญร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผน

ปฏิบัติ การไทยเข็มแข็ง 2555 พ.ศ…. ที่จะนำเสนอประชุม ครม.วันที่ 9 กรกฎาคม มีการกำหนดว่าการดำเนินงานตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 แบ่งเป็น 3 หัวข้อ คือ 1.กรณีหน่วยงานเจ้าของโครงการรับภาระไปลงทุนเอง เช่นกรณีรัฐวิสาหกิจที่จะใช้รายได้ หรือเงินกู้ ให้จัดหาแหล่งเงินไปลงทุนตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง 2.กรณีที่หน่วยงานเจ้าของโครงการ ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ให้สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จัดหาเงินกู้ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ 3.กรณีหน่วยงานเจ้าของโครงการต้องการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน หรือโครงการที่ ครม.มีมติให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน ให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการ ให้เอกชนเข้าร่วมงานและกิจการของรัฐและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ส่วน การจัดหาแหล่งเงินกู้ ให้ สบน.จัดหาตามกฎหมาย และนำเข้าคลัง ในบัญชีนอกงบประมาณที่กรมบัญชีกลางใช้ชื่อว่า บัญชีแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 รวมถึงเงินที่เหลือจ่ายจากการดำเนินโครงการต่างๆ ด้วย สำหรับการติดตามประเมินผลและความคืบหน้าโครงการ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการรายงานข้อมูลผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ของ สบน. และประสานหน่วยงานเจ้าของโครงการเร่งรัดตามแผนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อรายงานภาพรวมต่อคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ และรายงานผลให้ ครม.รับทราบเป็นระยะๆ

สำหรับการบริหารโครงการในพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล ให้คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคใต้มีอำนาจ โอนเปลี่ยน แปลงโครงการ หรือเบิกจ่ายเงินได้ตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะรายงานความคืบหน้าการกลั่นกรองโครงการ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข็มแข็ง เพิ่มเติมให้ที่ประชุม ครม.รับทราบด้วย โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การขอขยายระยะเวลาการพิจารณาโครงการที่มีความเหมาะสม ตามกรอบวงเงิน 1.556 ล้านล้านบาท ที่ล่าสุดมีการอุมัติโครงการไปแล้วรวมวงเงิน 1.06 ล้านล้านบาท แต่ยังมีงบประมาณที่ เหลืออยู่อีกกว่าแสนล้านบาท เบื้องต้นมีการกำหนดให้หน่วยงานราชการ ส่งโครงการเข้ามาพิจารณาเพิ่มเติมภายในเดือนมิถุนายน แต่เนื่องจากมีหน่วยงานราชการส่งโครงการเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้พิจารณาไม่แล้วเสร็จ จึงต้องขอขยายเวลาพิจารณาเป็นช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้

ที่ศูนย์การ ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ในโอกาสงานเลี้ยงอาหารค่ำการประชุมและนิทรรศการเกี่ยวกับระบบ ขนส่ง และจราจรอัจฉริยะ เอเชียแปซิฟิค 2009 (Intelligent Transport System Asia Pacific 2009) ภายใต้หัวข้อ “Smart Move” ว่า การจัดสัมมนาและนิทรรศการในครั้งนี้ จะนำไปสู่ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีการจราจร ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การจัดประชุมเกี่ยวกับระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะขึ้นที่ประเทศไทย ถือว่ามีความเหมาะสม เพราะประเทศไทยมีการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรกว่า 65 ล้านคน มีรถยนต์กว่า 10 ล้านคัน

“นอก จากนี้ ยังมีระบบรถไฟฟ้าและรถไฟ ใต้ดินที่กำลังมีโครงการต่อขยาย การจัดระบบการขนส่งในกรุงเทพฯยังคงต้องการเทคโนโลยีด้านการขนส่งและการจราจร เป็นอย่างมาก รัฐบาลให้ความสนใจในการพัฒนาระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพ จะเห็นได้จากนโยบายในการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติคส์ให้ครบวงจร กว่าร้อยะละ 40 ของงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 จะนำมาลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ตามนโยบายไทยเข้มแข็ง เพื่อนำไปพัฒนาเส้นทางมอเตอร์เวย์ ถนน และรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และมีการวิเคราะห์ต้นทุนประสิทธิผลของการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีด้วย” นายอภิสิทธิ์กล่าว

วันเดียวกัน นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายพันธบัตรไทยเข้มแข็งของรัฐบาล กล่าวถึงการจำหน่ายพันธบัตร ที่จะเปิดจองวันที่ 13 กรกฎาคม ว่า สั่งให้สาขาของธนาคารห้ามเปิดจองล่วงหน้า (พรีเซลล์) ตามนโยบายนายกรณ์ จาติกวณิชรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งตามโควต้าของธนาคารมีสิทธิในการจำหน่ายประมาณ 7 พันล้านบาท แต่คาดว่าจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะลูกค้าให้ความสนใจมาก เนื่อง จากผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากตามปกติ ธนาคารกำลังหาแนวทางแก้ไขหากเกิดกรณีที่จำหน่ายให้ลูกค้าไม่เพียงพอ โดยมีผลิตภัณฑ์ของธนาคารเป็นทางเลือกเสริม

นายชัยณรงค์ เอื้อสิทธิชัย ผู้อำนวยการฝ่าย ผู้บริหารฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำรวจตลาดบ้างแล้วพบว่าพันธบัตรรัฐบาลได้รับความสนใจค่อนข้างมาก คาดว่าจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ อย่างไรก็ตาม ธนาคารเตรียมออกผลิตภัณฑ์การเงินอื่นเพื่อเสนอผู้ที่พลาดจากพันธบัตรรัฐบาล เช่น หุ้นกู้ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาล รวมถึงเงินออมระยะสั้นของธนาคารที่ของเก่าครบกำหนดพอดี และกำลังจะเริ่มใหม่ในเดือนนี้ ถือว่าเป็นทางเลือกของลูกค้า

วัน เดียวกัน เอเอฟพีรายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้เผยแพร่รายงานภาพรวมภาวะเศรษฐกิจโลก ฉบับล่าสุดออกมาระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวจากภาวะวิกฤต แม้จะไม่สม่ำเสมอแต่ก็ถือว่าภาวะทางการเงินของโลกดีกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า นี้ และระบุว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจสำหรับปีนี้จะติดลบ 1.4 เปอร์เซ็นต์ แต่จะขยายตัวในปีหน้าอยู่ระหว่าง 0.6-2.5 เปอร์เซ็นต์

ที่มา : มติชน
………………

ความเห็น SIU

หากติดตามการวิเคราะห์เศรษฐกิจของ SIU มาตลอด จะพบว่า SIU ไม่เคยเชื่อว่า “วิกฤตเศรษฐกิจโลก 2009″ จะฟื้นตัวได้เร็วนัก

ความเห็นของคุณกอร์ปศักดิ์ คงจะช่วยยืนยันความคิดนี้ได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ ในช่วงปลายปี 2008 ถึงช่วงต้นปี 2009 ได้มีการวิเคราะห์ถึงหายนะทางเศรษฐกิจที่จะลุกลามบานปลายไปทั่วโลก จนทำให้คนส่วนใหญ่ตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง แต่แล้วในเดือนพฤษภาคม กลับมีข่าวดีทยอยเข้ามาว่า “เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดแล้ว” เศรษฐกิจจะค่อยๆฟื้นตัว การกลับความเห็นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่เดือนนี้ ทั้งหมดนี้ได้สะท้อนว่า “อย่าเชื่อข่าวสารที่ได้ยินอย่างเต็มที่ เพราะในวันรุ่งขึ้นทุกอย่างก็พร้อมจะเปลี่ยนไป”

ในยุคโลกาภิวัตน์ คนที่เสพรับข่าวสารโดยไม่วิเคราะห์แยกแยะ จะตกเป็นเหยื่อตลอด ดังจะเห็นว่า “เศรษฐกิจวิบัติ” ที่เสนอกันในช่วงต้นปี 2009 นั้น เอาเข้าจริงก็เป็นมุมมองที่เลวร้ายกว่าความเป็นจริง ในขณะที่ “เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุด” ในช่วงกลางปี ก็กลับเป็นมุมมองที่ดีกว่าความเป็นจริง

การค้นหาความจริง โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและธุรกิจ ซึ่งกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเราโดยตรง จึงเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องเอาใจใส่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือทั้งในช่วงวิกฤตและในช่วงรุ่งเรือง จะฝากความหวังไว้ที่ข่าวสารซึ่งได้ยินกันตามสื่อต่างๆ ย่อมเป็นความคิดที่อันตรายยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางทุกวิกฤตยังมีความหวัง หากเรารู้จักเปิดหูเปิดตา และเข้าใจในความเป็นไปของโลก ตัวอย่างเช่น ในประเทศอเมริกาที่ธุรกิจต่างๆกำลังถดถอยนั้น “ธุรกิจสปา” กลับเติบโตถึง 16 % แต่การรู้เพียงว่าธุรกิจใดเติบโตยังไม่เพียงพอ จะต้องรู้ว่าทำไมจึงเติบโต เป็นการเติบโตชั่วคราวหรือยั่งยืน เพื่อที่ตัวเราจะสามารถเข้าไปหาแสวงหาประโยชน์ในท่ามกลางวิกฤตได้

ประเทศชาติก็เช่นกัน จะต้องมีการจัดตั้ง “หน่วยวิเคราะห์ยุทธศาสตร์” เพื่อแสวงหาทางออกท่ามกลางวิกฤต ซึ่งมีภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่จะเติบโต รัฐบาลจะต้องหามาตรการในการส่งเสริมให้เติบโต เพื่อเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่ามกลางความมืดมน

การทุ่มทรัพยากรของชาติเพื่อแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจไปอย่างสะเปะสะปะ โดยกระจายไปยังอุตสาหกรรมที่หลากหลาย และไม่วิเคราะห์แยกแยะถึงแนวโน้มอนาคตและการเติบโต ย่อมเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาด และอาจยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ตกต่ำยาวนาน

ต้องติดตามกันต่อไปว่า “รัฐบาล” จะนำพาประเทศชาติไปอย่างไร แต่การออกมายอมรับว่า “เศรษฐกิจ” ยังไม่ถึงจุดต่ำสุด ถือเป็นความกล้าหาญและน่ายกย่องชมเชย เพราะอย่างน้อยก็น่าจะทำให้คนไทยตื่นตัวและมองเห็นความจริง เพื่อเตรียมตัวรับมือและพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เพื่อความอยู่รอดของชาติบ้านเมืองต่อไป