Practical Report Economic of happiness

โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ : Siam Intelligence Unit

1. การพัฒนาความสุขของคนในชาติ โดยไม่เคยค้นคว้าวิจัยว่า ประชาชนต้องการอะไร เป็นความผิดพลาดอย่างยาวนาน

การเสพยาเสพติด ให้ความสุขอาจไม่ดี เราควรห้าม แต่ไม่ได้หมายความว่า ถือศีลกินเจ ห้ามดูหนังละคร เป็นคนดีทุกกระเบียดนิ้ว เป็นสิ่งที่ประชาชนของเราต้องการ

เราไม่ควรใช้มาตรการอย่างผิวเผินเอาหน้า เหมือนกับที่ผู้ใหญ่หญิงท่านหนึ่งของเรา ออกมาโจมตีดาราคนนั้นคนนี้ นั่นเป็นเพียงปลายเหตุ มองในแง่ร้าย คือ ต้องการสร้างผลงาน ด้วยใช้วิธีการมักง่าย ไม่ยอมแก้ปัญหาที่รากฐาน มองในแง่ร้ายกว่า คือ ความรู้มูลค่าเพิ่มของท่านน้อยมาก จึงคีดว่าวิธีการที่ใช้เป็นวิธีการที่ดีที่สุด

แท้จริงแล้ว เราต้องสร้างวัฒนธรรมการอ่าน การเสพสุขแบบชนชั้นสูง การเสพสุขทางภูมิปัญญา โดยมีการตลาดที่ดี โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านเงินทุน ในการสร้างหนังสือดี ภาพยนตร์ดี ใครไม่เสพสิ่งเหล่านี้ ถือว่าไร้รสนิยม ให้ดารา นักแสดงช่วยประชาสัมพันธ์

ผมมองโลกในแง่ดีว่า คนในปัจจุบันเสพนิยายน้ำเน่า ละครน้ำเน่า จนอิ่มตัวแล้ว ในอนาคตหากต้องการสร้างความแตกต่าง ควรเริ่มที่คุณภาพ สร้างนิยายหรือภาพยนตร์ที่ลึกซึ้งตรึงตรา จนผู้ชมลืมไม่ลง

ภาพ Flickr : New York Public Library #5 จาก an_untrained_eye
2. การเสพสุขแบบนี้ มีผลพลอยได้มากมาย ทำให้คนในชาติฉลาดขึ้น มีความสามารถในการคิดค้นธุรกิจดีๆ ยุทธศาสตร์การแข่งขันเป็นเลิศ สังเคราะห์องค์ความรู้ต่อยอดของเราได้เอง สามารถบริหารจัดการเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมได้อย่างดี พร้อมต่อการออกเสียงเลือกตั้ง ไม่เป็นเหยื่อของนักการเมืองน้ำเน่า เพราะมวลชนหลุดพ้นจากนิยายและความรู้น้ำเน่า การเมืองย่อมพัฒนาไปสู่ความมีประสิทธิภาพ เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ เราย่อมพร้อมต่อการได้รับประโยชน์จากโลกาภิวัตน์เต็มอัตราศึก

เรายังสามารถส่งออกวัฒนธรรม นิยาย วรรณกรรมชั้นเลิศ ออกไปขายยังระดับโลก ซึ่งประเทศพัฒนาแล้ว มีขนาดตลาดที่ใหญ่โตรองรับ เพราะเขาหลุดพ้นจากความน้ำเน่ามานานพอควรแล้ว จึงเป็นหนทางหนึ่งในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับคนไทย ซึ่งเดินมาถึงทางตันแห่งการใช้แรงงานราคาถูกเป็นยุทธศาสตร์แล้ว

ผลประโยชน์มากมายแบบนี้ รัฐบาลของเราจะไม่ยอมลงทุนสัก 2-3 พันล้านเลยหรือครับ หรือกลัวว่า คนในชาติของเราจะฉลาดขึ้น แล้วจะไม่โง่พอให้ท่านปกครอง

เชื่อเถิดครับว่า ประชาชนย่อมไม่ลืมบุญคุณของท่าน ท่านจะได้รับการจดจารึกว่าเป็นข้อต่อสำคัญในประวัติศาสตร์ซึ่งทำให้ประเทศไทยอยู่รอดปลอดภัย และยืนอยู่ได้อย่างสง่างาม

  • Paganini

    เห็นด้วยครับ แต่สิ่งที่คุณเจริญชัยพูดไม่ใช่สิ่งใหม่ หลายๆคนเคยชี้ถึงจุดบกพร่องนี้ในเมืองไทย แต่น่าชื่นชมที่คนรุ่นใหม่ อย่างคุณไม่ได้ละเลยที่จะคิด

    คุณเจริญชัยและคณะอาจจะต้องช่วยกันเสนอแนะวิธีที่จะทำให้สังคมบริโภคปัญญาบันเทิงได้อย่างไร

    ความจริง วรรณกรรม ศิลปะ ดนตรี คนเก่าแก่เราพูดมานานแล้วว่าเป็นสิ่งจรรโลงใจ เป็นสื่อชักนำให้คนเสพได้ทำดี ได้เชื่อมั่นใน อุดมคติ

    ขอยกตัวอย่างแค่วรรณกรรม
    เราอ่านวรรณกรรมเรื่องของวีรบุรุษ เราก็อยากจะมีความห้าวหาญ กล้าหาญ เสียสละ ของวีรบุรุษ

    อ่านวรรณกรรมชีวิต เราย่อมมีใจใฝ่ในคุณธรรมเพราะเชื่อว่า คุณะรรมเท่านั้นที่จะพาสังคมอยู่รอด เพราะคุณธรรมเปรียบเหมือน อาหารของ พลัง คือความสามัคคีของคนในสังคม

    ฟัง Symphony no.9 ของ Beethoven ท่อนสุดท้าย เราอาจจะขนลุกด้วยท่านกำหนดให้มีการร้องเพลง Ode to Joy (บทกวีโดย Schiller)ซึ่งพูดถึงอุดมการณ์ของมนุษย์ เสรีภาพ ภราดรภาพ (คุณสุรศักดิ์ฟังทุกเช้าไม่ใช่เหรอครับ)

    อ่านวรรณกรรมปรัชญา เราอาจจะต้องกลับไปคิดทบทวนมากขึ้นเกี่ยวกับชีวิตของเราว่าดำเนินไปเพื่ออะไร ทำอย่างไรถึงจะใช้ชีวิตให้ดีที่สุด

    ดูทีวีเรื่องเปาบุ้นจิ้น อาจจะทำให้เรารู้สึกปลอดภัย เพราะในเมื่อสังคมมีความยุติธรรม ความสงบสุขและรุ่งเรืองจะตามมาเอง

    สิ่งที่ผมพูดมาเหล่านี้มีอยู่แล้วครับ คุณเจริญชัย มีเยอะแยะ มีกลาดเกลื่อนวรรณกรรมของโลกที่ดีๆมีคนแปลเป็นไทย วรรณกรรมซีไรท์ของไทยที่ดีๆก็มีแต่อาจจะมีน้อยหน่อยเทียบกับต่างชาติ

    แต่เยาวชนไทย ประชาชนไทย เสพสิ่งเหล่านี้น้อยมาก

    ปัญหาคือจะทำให้พี่น้องชาวไทยหันมาเสพ สิ่งดีๆเหล่านี่ได้อย่างไร ???

    สิ่งดีๆมีเยอะทำไมประชาชนคนไทยเลือกเสพแต่วรรณกรรมเพ้อเจ้อ ดูแต่รายการเกมโชว์ที่เน้นตลกโปกฮา ที่น่าเศร้าที่สุดคือ ละครน้ำเน่า

    ทำไมล่ะ

    เพราะละครน้ำเน่าได้ ปลดปล่อยสัญชาตญาณฝ่ายต่ำของมนุษย์คือ รัก โกรธ โลภ อิจฉา ริษยา ฯลฯ ทำให้ประชาชนดูแล้วรู้สึกผ่อนคลายจากความกดดันในชีวิตประจำวัน นั่นเป้นเพราะเมื่อเขาดูละครน้ำเน่า แล้วแทรกตัวเข้าไปอยู่ในเรื่องนั้น แล้วจะทำให้สนองปมด้อยทางสังคมของตัวเขาได้ หรือไม่ก็สนองให้ปมเด่นของเขา เด่นขึ้นไปอีก

    ล่าสุดมีโพลสำรวจที่น่าตกใจ เยาวชนหลายคนบอกว่าอยากแต่งตัวเซ็กซี่แบบอั้ม อยากเป็นพระเอกเพราะพระเอกได้ข่มขืนนางเอก

    เราจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ยังไง?

    ในอดีตเรามี กบว. ซึ่งคือ censored หรือ ว่ากล่าวตักเตือน รายการต่างๆ ในโทรทัศน์ แต่ต่อมาก็ถูกยุบไปด้วยเหตุผลคืออุดมการณ์เสรีภาพในการแสดงออก
    ถ้า กบว ยังอยู่ในสมัยนี้ ละครอย่างสงครามนางฟ้า หรือสวรรค์เบี่ยง คงโดนแบน หรือไม่ก็ให้แก้บท
    (ต่เสียดายที่ กบว กลับไปข้องเกี่ยวกับบริบทในทางการเมืองในบางครั้ง องค์กรเลยบ่อนทำลายตัวเองไปในที่สุด)

    ปัจจุบันมีการให้ rating ทางหน้าจอ ซึ่งผมว่า ประสิทธิภาพของมันเท่าๆกับการห้ามขายบุหรี่กับเหล้าให้แก่เยาวชนนั่นเองแหละ 555

    เอ ผมก็บ่นไปตามเรื่อง ประเด็นอยู่ตรงไหน ลืมซะแล้ว เอาเป็นว่า ช่วยกันคิดดีกว่าว่าทำยังไงจะปกป้องประชาชนและเยาวชนออกจากยาพิษบันเทิงเหล่านี้ได้

  • zneb

    อาจารย์ณรงค์อยากคุยกับพี่บิ๊กด้วย และแกบอกว่าถ้าขายที่ดินได้จะเอาเงินบางส่วนมาสนับสนุนเว็บไซต์

  • kc

    สะดุดกับการจั่วหัวข้อของคุณเจริญชัยเลยครับ
    กรณี นาง ระเบียบรัตน์ ออกมาวิจารณ์ทุกเหตุการณ์ที่เป็นข่าวทำนองเสื่อมศีลธรรม และทำให้นาง ระเบียบรัตน์ ดูเป็นคนมีวัฒนธรรมและศีลธรรมที่ดีงาม

    ภาษิตจีนมีอยู่ประโยคหนึ่งครับ 事后諸葛亮 (ซื่อ เฮ้อว จู เก๋อ เลี่ยง) แปลว่า เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ทุกคนก็เป็นจูกัดเหลียง(แต้จิ๋ว) หรือ ขงเบ้งนั่นเองครับ
    ในกรณีนี้ก็คือ นาง ระเบียบรัตน์ ถนัดแต่วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว มาตรการต่างๆ ที่ออกมาก็เพื่อ pr ตัวเองทั้งนั้น (สร้างมูลค่าเพิ่มหรือเสื่อมให้แก่ตัวเองสังคมทราบกันดีอยู่แล้ว)

    โดยไม่เคยจะแทรกตัวไปแก้ที่ต้นเหตุ แม้แต่จะแสดงความคิดเห็นก็ยังไม่มี หรือ นาง ไม่เคยเข้าใจ เพราะนาง คิดว่านางคือคนที่มีวัฒนธรรมและศีลธรรมที่สูงกว่าบุคคลคนจากหัวโขนที่สวมอยู่และอุปโลกต์ขึ้นโดยสังคมไทย

    ขอบคุณคุณเจริญชัยที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมาครับ มันคาใจหลายคนในสังคมนี้มานานแล้ว

    อีกข้อคิดเห็นครับ ดีใจที่ได้อ่านบทวิจารณ์ของ
    Paganini Says:

    May 1st, 2008 at 3:32 am
    ความคิดเห็นที่ 1 ครับ (โพตส์ตอนตี 3.32 )นอนดึกมากครับ
    เป็นความคิดเห็นที่คม กระชับ ได้ใจความมากครับ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจปัญหาของผู้เขียนได้เป็นอย่างดี
    ดีใจที่ siu มีแฟน ๆ ระดับปัญญาชนคอยสนับสนุนอยู่

    โดยความคิดเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าที่องค์ความรู้ หรือปัญญาเข้าไม่ถึงชนส่วนใหญ่ของประเทศมาจากหลายสาเหตุครับ
    1.ต้นทุนแพงเกินไปสำหรับชาวบ้าน
    เช่น ราคา หนังสือ สื่อ ต่าง ๆ
    เศรษฐไม่ดีครับ แต่ไหนแต่ไรมา ไม่มีชาวบ้านอยากควักเงินซื้อหนังสือมานั่งอ่านให้เสียเวลาและเงินทองหรอกครับ (จากการสังเกต)เพราะเข้าถึงยาก ต้องใช้เวลาในการอ่านนาน (ซึ่งชาวบ้านไม่ค่อยมีเวลาต้องทำงานหรือรับจ้าง).

    และที่สำคัญ หนังสือ เพียงไม่กี่เล่ม ไม่เพียงพอสำหรับตอบคำถามของชีวิต(ข้อนี้ผมเจอมากับตัวเอง)ผมเชื่อว่าคุณเจริญชัย และคุณสุรศักดิ์ ก็อ่านมาไม่น้อยเหมือนกัน และคงจะรับทราบดีในข้อนี้

    จากสาเหตุคร่าวๆ ข้างต้นนี้เอง สื่อที่มีต้นทุนถูกกว่าก็เข้าถึงชนส่วนใหญ่ของประเทศและมอมเมา สะกดจิต สร้างบรรทัดฐานเพี้ยน ๆ ทางสังคม ขึ้นมา เรื่อย ๆ จนยากที่จะให้เลิกเสพ ได้อย่าง ละครน้ำเน่า รายการบันเทิงไร้สาระ อย่างเช่นทุกวันนี้ไงหล่ะครับ

  • เจริญชัย

    1. ขอบคุณ paganini มากครับ
    ท่าทางพี่จะเชี่ยวชาญในศิลปะ
    เคยได้ยินเช่นกันว่า No.9 มีท่อนปิดท้ายเป็น
    บทกวีของ Schiller ซึ่งเขียนถึงการเข้าถึงอุดมคติสูงสุดของความเป็นมนุษย์
    ถ้าจำไม่ผิด เป็นกวีนักเขียนยอดนิยมชั้นเลิศของเยอรมัน
    เป็นเพื่อนกับ มหากวี Goethe ผู้นิพนธ์มหากาพย์ Faust

    สมัยก่อนผมดื่มด่ำกับ “อารยธรรมตะวันตก” มากๆๆ
    แต่ไม่รู้ทำไม ช่วง 2-3 ปี มานี้จึงตื้นตันกับ “อารยธรรมจีน”
    หรือเพราะเสพรับตะวันตกจนเพียบแปล้แล้ว
    หรือเพราะ “อารยธรรมจีน” น่าลุ่มหลง อย่างที่คุณสุรศักดิ์เปรยไว้ในเทปรายการหนึ่ง

    ล่าสุด เมื่อวานได้ดู “วีรบุรุษคู่บัลลังก์” หรือ “ต้าฮั่นเทียนจื่อ”
    เห็นฉากความอลังการของราชวังที่ฉางอาน เห็นความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรต้าฮั่น
    เห็นยอดคนอย่าง “ฮั่นอู่ตี้” ฮ่องเต้ ซึ่งแม้จะทำผิดพลาดไปบ้าง
    แต่ก็มีคนภักดียอมขายชีวิตให้มากมาย
    เพราะท่านเป็นอัจฉริยะบุรุษ เป็นฮ่องเต้ชั้นดี ซึ่งนับคนได้ในประวัติศาสตร์จีน

    เห็น “ซือหม่าเชียน” ยอดนักประวัติศาสตร์อันดับหนึ่งของจีนตลอดกาล
    กำลังนิพนธ์งาน “สื่อจี้” อันลือลั่น
    ไม้ไผ่หมด ยังต้องใช้เสื้อของยอดนักการทหาร “เว่ยชิง” จารึกประวัติศาสตร์

    ผสานกับเมื่อวันก่อน ได้เสพหนังสือ “เครื่องลายคราม” สมัยราชวงศ์ชิง
    ยิ่งลึกซึ้งดื่มด่ำถึงปานไหน

    แต่ก็ยังอ่านอารยธรรมตะวันตกอยู่ โดยล่าสุดได้อ่านหนังสือของ National Geographic ที่เกี่ยวกับอารยธรรมกรีกโรมัน ประทับใจมากๆ

    ผมตกผลึกออกมาได้ว่า “ประวัติศาสตร์ ศิลปะทั้งมวล การบริหารปกครอง เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ” ล้วนไม่แยกจากกัน มีเส้นใยบางอย่างที่เชื่อมร้อยกัน
    สมัยก่อน เพียงแค่ใช้พุทธิปัญญาขบคิด แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจถึงแก่นของความเชื่อมร้อย
    เพียงแต่ยังไม่กระจ่างแจ้ง จนประยุกต์ใช้ได้อย่างเลอเลิศ

    ผมเคยพยายามแนะนำคนให้อ่านหนังสือ ผ่านบทความชิ้นนี้

    http://midnightuniv.org/midarticle/newpage38.html

    เขียนหลายปีมาแล้ว อาจจะขาดตกบกพร่องไปบ้าง ต้องขออภัย

    2. ขอบคุณ zneb ที่แจ้งข่าว เราจะรีบไปพบท่านอาจารย์ของเรา เพราะห่างหายไปนาน หลังจากมาติดพันกับการผลิตรายการวิทยุ Practical Utopia ปรับปรุงบทความ SIU และยังต้องมาปั่น “จดหมายข่าว” ของคุณกานต์อีก 555

    3. คุณ kc ยังเป็นแฟนรายการเราอย่างเหนียวแน่น ขอบคุณอย่างสูงครับ
    ชอบประโยคที่บอกว่า

    “และที่สำคัญ หนังสือ เพียงไม่กี่เล่ม ไม่เพียงพอสำหรับตอบคำถามของชีวิต”

    เห็นด้วย 1000000 เปอร์เซนต์เลยครับ

    สำหรับ “เจ้เบียบ” ผมด่าให้คนรอบข้างฟังไปเยอะแล้ว ไม่ขอวิจารณ์อีก

  • Paganini

    ผมรหัส 33 ครับ คุณเจริญชัย น่าจะแก่กว่าคุณนะ 5555

    จริงๆอยากจะบอกว่าที่ผมติดตามฟังรายการของคุณทั้งสองใน managerradio นี่เพราะสะดุดใจในหัวข้อต่างๆ เมื่อฟังแล้ว แม้ไม่เห็นด้วยในหลายๆเรื่อง ชอบตรงที่ว่าคุณทั้งสองมี background คล้ายๆตัวผมเอง เช่น ชอบนิยายจีน ประวัติศาสตร์จีน ไทย ยุโรป กรีก รวมไปถึงปรัชญา และฟิสิกส์ยุคใหม่(ซึ่งคุณพูดไว้น่าจะน้อยตอนนะ)นอกเหนือไปจาก เศรษฐศาสตร์และการเมืองที่เป็นหัวข้อหลักในการอภิปราย

    ในยุคนี้รายการอย่างของคุณเจริญชัย + คุณสุรศักดิ์ + เวป SIU หายากมากครับ
    ในสังคมไทยยุคนี้ขาดซึ่งผู้นำทางปัญญา
    แต่โดยส่วนตัวขอเรียนตรงๆว่า ผมยังไม่ประเมินว่ากลุ่มของคุณเพียงพอที่จะเป็นผู้นำความคิดของสังคมได้หรอกนะ แต่ ได้จุดประกาย ได้เริ่มต้นอย่างดี และถ้าหากสามารถดึงดูดปัญญาชนเข้ามาร่วมได้มากขึ้น ก็จะอยู่บนหนทางที่เจริญ มากๆเลยครับ

    สู้ต่อไป ไอ้มดแดง

  • Paganini

    อ้อลืมไปครับ ท่าน ศ ณรงค์ เพชรประเสริฐ ได้ไปพูดในรายการคนในข่าวของทาง managerradio วันที่ 1 พค 51 นี่แหละครับ เรื่อง ทุนนิยมสามานย์ ฟังแล้วผมนับถือท่านมากๆเลยครับ ถ้าใครอยากฟังลองตามลิ้งคนี้ไปนะครับ

    http://www.managerradion.com รายการคนในข่าวอยู่ใกล้ๆรายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสดของแฟนๆนั่นแหละครับ

  • Paganini

    ขอเสนอ ความคิดครับว่า ให้ SIU ทำ webboard ไปเลยดีกว่ามั้ยครับ เวลาคุยกันจะได้หากระทู้เก่าได้ง่ายๆ ไม่งั้นความเห็นมันจะกระจายไปตามบทความเก่าๆ แล้วมันจะหายากน่ะครับ

  • kc

    忠言逆耳,苦口良藥.

  • แพท

    เข้ามาตามติดทุกสถานการณ์ 555
    เคยดูของละครของญี่ปุ่นเรื่องนึงประทับใจมาก เรื่อง Nodame เป็นเรื่องของโรงเรียนดนตรี ให้เนื้อหาและแง่คิดที่ดีมาก ทำให้รู้สึกว่าละครบ้านเรา ยังห่างไกลมาก แม้ดนตรีบ้านเราก้อเหมือนกัน ฟังแล้วมันไม่ได้รู้สึกว่ากำลังดื่มด่ำเลย พูดไปจะยาว
    เห็นด้วยกับคุณPaganiniอยากให้มี webbord จัง

  • เจริญชัย

    ขอบคุณ kc มากครับ ผมแอบไปแปลมาแล้ว ไม่รู้ถูกผิดอย่างไร
    แต่ขอบคุณครับ

    สำหรับคุณแพท ก็ได้กลายเป็น “แฟนประจำ” ไปแล้ว ขอบคุณที่สนใจรายการเราครับ

    ทางด้านดนตรี เราก็อ่อนด้อยเหมือนเรื่องอื่นๆ
    แต่อนาคตอาจดีขึ้น
    เพราะมีคุณ “บัณฑิต อึ้งรังษี” อยู่เสียอย่าง
    ผมเคยอ่านหนังสือท่าน ได้รับแรงบันดาลใจจากท่าน
    แต่อย่างว่า ตัวคนเดียว ผมก็ไม่รู้ว่าท่านจะทำอะไรเพื่อช่วยดนตรีไทย
    ได้มากน้อยเพียงใด

    ผมชอบ X มาก มันเป็นอะไรที่สุดยอด
    ดนตรีเขาละเอียด
    แต่หลังจากมีคนบอกว่า เลียนแบบฝรั่งมา ผมก็ศรัทธาเขาน้อยลง
    แต่ก็ยังชอบครับ ยังไงก็ยังละเอียดกว่าเพลงไทย
    โดยเฉพาะท่าตีกลองและพลังโหมกระหน่ำของ Yoshiki
    ยังไม่นับความพริ้วไหวในท่วงทำนองเปียนโน เหมือนฝนพรำอันฉ่ำชื่น
    Endless Rain

    สำหรับ “เพลงไทย” นั้น ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า ยังไม่ถูกใจกับนักร้องคนใด
    ก่อนหน้านี้ในวัยเด็กก็ชอบเพลงของ “เจ” มีหลายเพลงที่ไพเราะ
    หรือแม้แต่ “เบิร์ด” ในบางเพลง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ชอบนักร้องคนไหนจริงจัง
    “โบว์ สุนิตา” ก็ไพเราะไม่หยอก

    แต่มีอยู่วงหนึ่ง ที่ในที่สุดก็กลายเป็น “วงดนตรี” วงแรกที่ผมชื่นชอบได้อย่างเต็มปาก

    Body Slam โดยความประทับใจเริ่มแรกมาจากเพลง “ความเชื่อ” ซื้อ CD เพื่อจะฟังแค่เพลงเดียว แต่ไหนๆก็ซื้อมาแล้ว เลยฟังเพลงอื่นเสียด้วย ก็ปรากฏว่าชอบเพิ่มขึ้นอีกหลายเพลง

    ส่วนเพลงเพื่อชีวิต ผมรู้สึกว่า “น้าหงา” แต่งเพลงในช่วงวัยหนุ่มได้เฉียบคม ความหมายลึกล้ำ ถ้อยคำเรียบง่ายแต่งามลึก

    สำหรับเพลงฝรั่งก็ชอบ Beatles Eagles Bee Gees ส่วนรองๆลงมาก็ Carpenter

    เพลงจีนชอบ “พ่อจ้าอย่างร้องไห้” “หวงเฟยหง” “เดชคัมภีร์เทวดา” “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ เวอร์ชั่น เลสลี่จาง”

    ส่วนเรื่อง Webboard นั้นต้องถามความเห็นของ “คุณกานต์” เจ้าของเวปไซด์ดูก่อน 555 ผมเป็นเพียงผู้อาศัย อิอิ

  • chana

    ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้ามา เพราะมัวแต่เตรียมสอบ defensive วิทยานิพนธ์อยู่ รู้สึกว่าจะมีแฟนรายการเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ นะครับ แต่เห็นด้วยที่จะให้มี webboard ครับ

  • wiengdd

    ความเห็น ของคุณ มีประโยชน์ มากครับ อย่าท้อ ครับ สู้ต่อไปครับ

  • เจริญชัย

    ขอบคุณมากๆครับ สำหรับกำลังใจที่แฟนๆมีให้

    ต้องขออภัยที่เวปของเราเข้าไม่ได้ในช่วง 2-3 วันนี้

    แต่ยังไม่หายไปไหนครับ

    มีแฟนรายการท่านหนึ่ง ให้ความหวังว่า จะหาทางสนับสนุนรายการเรา

    เราก็ดีใจเป็นที่สุด

    ถ้าเป็นจริงได้ เราก็คงมีทรัพยากรมาจัดรายการต่อ และอาจมีพัฒนาการใหม่ๆ

    ถ้าล้มเหลว เราก็ยังขอบคุณ และพยายามทำสิ่งที่มีตอนนี้ให้ดีที่สุด

  • แพท

    ขอถามหน่อยนะคะเคยได้ยินในรายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสด(เขียนถูกเปล่าไม่ทราบ) ว่าการลงทุนในหุ้นจะเหมาะกับภาวะเงินเฟ้อ
    งั้นแสดงว่า
    1. การลงทุนในหุ้นเป็นการลงทุนที่ดีกว่าอย่างอื่นแล้วหรือเปล่าคะ ช่วยอธิบายหน่อย
    2. เริ่มต้นอย่างไรกับการลงทุนในหุ้น
    3. การเก็งกำไรนี้น่ากลัวมากเลยเหรอคะ
    4. ถ้าเราลงทุนในหุ้น ควรเรียนรู้การวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือไม่

  • เจริญชัย

    ยินดีรับใช้คุณแพทครับ
    (เมื่อกี้ผมก็พึ่งให้ความรู้ลูกค้าของผมไป ซึ่งเป็นคนไฟแรงมาก สายตาเฉียบคม มองเห็นหุ้นที่มีอนาคตทั้งนั้น เพียงแต่ว่า Model ธุรกิจดี แต่การประสบความสำเร็จ ยังต้องขึ้นอยู่กับผุ้บริหาร และเงินทุน Model ที่ใช้ได้ใน USA ไม่ใช่ว่าจะได้ผลในเมืองไทย)

    1. การลงทุนในหุ้น เช่นเดียวกับ การลงทุนอื่นๆ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับความถนัดของคุณ โดยเฉพาะความต้องการของคุณ

    ในกรณีของ พันธบัตร เหมาะสำหรับคนไม่ชอบความเสี่ยง แต่ก็ได้ผลตอบแทนน้อย ก็อาจเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ ในภาวะแบบนี้

    กรณีของหุ้น มีความเสี่ยงมากกว่าพันธบัตร แต่ก็ได้ผลตอบแทนมากกว่า อย่างไรก็ตาม ยิ่งเรามีความรู้มากเท่าไร เข้าใจพื้นฐานธุรกิจ เข้าใจแนวโน้มอนาคต เราก็จะมีความเสี่ยงต่ำ เพราะเราจะเลือกลงทุนหุ้นได้ถูกตัว และผลตอบแทนก็จะสูงกว่าปรกติ

    แต่นั่นก็อยู่ที่นิสัยด้วย เพราะแต่ละคน ย่อมมีวันผิดพลาด คนที่สามารถตัดใจขายหุ้นที่ซื้อผิดพลาดไปได้ แล้วกลับตัวมาซื้อหุ้นที่คิดว่าดีได้ถูกต้องอีกครั้ง ก็จะรอดพ้นจากความเสี่ยง และแปรวิกฤตเป็นโอกาสได้

    สำหรับ Derivatives แรกเริ่ม เพื่อลดความเสี่ยง แต่สุดท้ายกลายเป็นเครื่องมือเก็งกำไร ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกอย่างในโลกย่อมประยุกต์ใช้ได้หลายทาง

    สำหรับคนที่ถนัด ก็สามารถทำกำไรจาก D ได้มากสุด แต่ก็มีความเสี่ยงมาก

    ที่ผมชอบหุ้น เพราะความเสี่ยงไม่มาก มีพื้นฐานกิจการรองรับ มีกำไรพอสมควร

    สุดท้าย ขึ้นอยู่กับแต่ละคน

    2. แนะนำให้เริ่มต้นด้วยหุ้นพื้นฐานดี มีความมั่นคงพอสมควร(หุ้นใหญ่) ที่สำคัญ มีเจ้ามือดูแล
    แต่ตรงนี้ นักลงทุนยากที่จะรู้ เพราะบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ จะมุ่งวิเคราะห์พื้นฐานกิจการเลย จะไม่บอกว่า หุ้นนี้คือ หุ้นใหญ่ มั่นคง ยิ่งเรื่องเจ้ามือ ยิ่งไม่มีใครบอก เพราะอาจผิดกฏ

    3. การเก็งกำไร น่ากลัวมาก แต่อย่างที่บอก ถ้าเรารู้จักมันดี ก็จะไม่น่ากลัว (แต่ถ้าไม่รู้จัก แต่คิดว่าตนเองรู้จัก นี่คือความน่ากลัวที่สุดครับ)
    รุ่นน้องผมเล่นหุ้นเก็งกำไร แต่เขารู้จัก Cutloss ในจังหวะที่เหมาะสม อันนี้ก็ไม่น่ากลัว
    แต่อย่างว่า เล่นหุ้นเก็งกำไร เราเสียเปรียบเจ้ามือเต็มประตู เพราะเป็นการพนันล้วนๆ ไม่มีพื้นฐานกิจการรองรับ

    ขอยกตัวอย่างญาติผม ตอนแรกได้กำไร 10 % 3 รอบ สุดท้ายขาดทุน 50 % รอบเดียว ก็เข้าเนื้อแล้ว

    หุ้นเก็งกำไร เวลาได้จะได้เยอะ แต่สุดท้ายคนก็จะโลภกลับเข้าไปเล่น

    หรือเล่นเข้าไปแล้ว นิ่งๆ ไม่ขึ้นไม่ลง แต่ผ่านไปแค่ 1 นาที อยู่ๆก็ขึ้นไป 10 % อย่างง่ายดาย และสุดท้ายเมื่อเจ้ามือทุบมา (อาจเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น มีคนตามมาเล่นมากเกินไป ตลาดไม่ค่อยดี ไม่อยากเสี่ยง)ก็อาจลงไปขาดทุน 10 % ได้ง่ายๆ

    คนที่คิดว่าตนเองรู้ดี แต่รู้ไม่หมด ใจกล้า Cutloss ที่ 10 % นี้ แต่ปรากฏว่า ไม่มี Bid มารองรับ ขายที่ราคานี้ไม่ได้ เจ้ามือโหดมาก
    สุดท้ายหาราคาขายไม่ได้ ก็อาจต้องตัดใจขายที่ 20 % ขาดทุนหนักอีก

    หุ้นเก็งกำไร เร็วมาก เราต้อง alert ตลอดเวลา หากพลาดเพียง 5 นาที ก็จบสิ้นได้
    ขณะเดียวกัน เวลามันนิ่งก็นิ่งจนน่าเบื่อ อาจต้องรอเป็น 3-4 เดือน

    แต่มันก็มีข้อดีของมัน เช่น ในภาวะตลาดไม่ดี คนอาจมาเล่น แต่สุดท้าย ผมคิดว่า เราเล่นหุ้นพื้นฐานดีกว่านะครับ 555

    4. สมัยก่อนผมไม่ให้ความสำคัญกับเทคนิคมาก แต่ตอนนี้เริ่มให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังเน้นพื้นฐานมาก่อนนะครับ

    ยิ่งมายิ่งเห็นความสำคัญของพื้นฐาน

    แต่ก็ยังให้ความสนใจเทคนิคเพิ่มเติมด้วย

    เทคนิคจะช่วยให้เราแก้ปัญหาเรื่อง “ความไม่สมบูรณ์ของข่าวสาร” ได้ในระดับหนึ่ง

    แต่เราต้องศึกษาพฤติกรรมของหุ้นเพิ่มเติมด้วยนะ

    5. เขียนมาทั้งหมด เหนื่อยมาก เนื่องจากอธิบายให้คนที่ยังไม่มีประสบการณ์ จริงๆ ถ้าคุณ “แพท” มีประสบการณ์ในตลาดระดับหนึ่ง จะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูด

    สรุป คือ ควรนำเงินมาลงทุนในตลาดหุ้น ให้เร็วที่สุด เพื่อหาประสบการณ์ก่อน หมั่นทดลองไปเรื่อยๆ ในเบื้องต้นไม่ควรเน้นเงินมาก ใช้เงินน้อย เพื่อซื้อประสบการณ์ ขาดทุนหรือกำไร คงไม่มาก เพราะเงินน้อย

    ที่สำคัญ ถ้าเป็นหุ้นพื้นฐาน กำไร/ขาดทุน ส่วนใหญ่อยู่ที่ไม่เกิน 10 % ซึ่งทำให้ความเสี่ยงไม่มาก สามารถหาเงินมาชดใช้คืนได้

    ที่สำคัญ วันนี้ขาดทุน 10 % พรุ่งนี้ก็อาจได้กำไรคืนมา 5 %
    รวมแล้ว ครบ 1 ปี เราอาจขาดทุนไปแค่ 2 % ซึ่งถ้าเราลงทุน 500000 บาท (ดูเหมือนเยอะ) ก็จะขาดทุนเพียงแค่ 10000 บาท ซึ่งถือว่า คุ้มมากในการซื้อประสบการณ์ตลอด 1 ปี

    นี่ยังไม่นับกรณีที่กำไรนะครับ

    เล่นไปสัก 2-3 ปีแรก อาจขาดทุนสัก 20000 บาท

    แต่ผมเชื่อว่า ถ้าเราเก็บเกี่ยว Wisdom มากพอ

    ในปีที่ 4 ขึ้นไป เราอาจมีเงินจากเงินเดือนและธุรกิจเพิ่มขึ้น จนสามารถนำเงินมาลงทุนได้ 2000000 บาท หลังจากนั้น เราอาจได้กำไรสัก 2 % ก็จะได้เงินมา 40000 บาท ครอบคลุมเงินที่เราเสียไปใน 3 ปีแรกได้หมด

    อันนี้ เป็นเพียงสมมติฐานนะครับ ยังมีตัวแปรอีกมากมาย

    ต้องทดลองเท่านั้นจึงจะรู้ครับ

  • แพท

    555 ที่คุณเจริญชัยอธิบายมาแพทเข้าใจคะ เพราะตอนนี้แพทก้อหาข้อมูลพยายามศึกษาเอง แล้วก้อถามผู้รู้
    แต่ก้อเป็นคนค่อนข้างจะกลัวความเสี่ยงถ้าไม่มีความรู้ เพราะฉะนั้นแพทก้อเลยต้องอ่านๆๆๆ แล้วก้ออ่านๆๆๆ แล้วก้อถามๆๆๆ
    ตอนนี้แพทก้อพยายามเขียน Mind map ออกมาเป็นเรื่องการลงทุน ให้มันค่อยๆแตกกิ่งออกมาเรื่อยๆ จนวันที่แพทมั่นใจ
    ว่าจะ บริหารความโลภความกลัวกับความรู้ให้สมดุล แพทจะต้องทำแน่ๆคะ

  • เจริญชัย

    ต้องขออภัยที่มาโพสต์ซ้ำ (ความเห็นที่ 16) เพราะระบบมีปัญหา แต่ได้แจ้งคุณกานต์ไปลบแล้ว

    ขอเสริม คือ

    1. เรียนรู้จนกว่าจะมั่นใจแล้วค่อยลงมือ เป็นเรื่องดี แต่ปัญหาคือ ณ จุดไหนจึงจะเรียกว่ามั่นใจ ในโลกไม่เคยมีคำว่า มั่นใจโดยสมบูรณ์ เพราะมันจะมีเรื่องใหม่ๆมาให้เรียนรู้ไม่สิ้นสุด
    เราต้องมีกำหนดเวลา หรือตัววัดบางอย่าง เพื่อตัดสินใจลงมือกระทำ
    ผมเชื่อว่าคุณแพทมีจุดนั้นในใจ เพียงแต่ผมอยากแนะนำให้ความรู้คนทั่วไปว่า
    บางครั้งการรีบร้อนก็ทำให้ผิดพลาด บางครั้งการใจเย็นรอบคอบ ก็ทำให้เสียโอกาส แต่ที่แย่ยิ่งกว่า คือ เสียเวลารอไปเรื่อยๆ เพราะติดกับดักของความสมบูรณ์ ไม่มีเรื่องใดสมบูรณ์ เราต้องมีจุดตัดสินใจ

    2. ในเรื่องของความเสี่ยง ผมก็ค่อนข้างกลัว แต่ในโลกความจริงมีอะไรมากกว่าความเสี่ยง เช่น ถ้าคุณล้มเหลวในเรื่องหนึ่ง คุณอาจเรียนรู้อะไรบางอย่าง เพื่อกลับมาทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม จนบางครั้งความเสี่ยงในความล้มเหลว กลับเป็นปัจจัยกำหนดชัยชนะคุณในอนาคต
    ในบางเรื่อง เราล้มเหลวไป 10 ครั้ง แต่พอชนะ 1 ครั้ง เราจะคุ้มความเสี่ยงทั้งหมด และกลับมาได้เสี่ยงได้อีก 100 โครงการ แต่ควาวนี้โอกาสสำเร็จสูงกว่า

    หลังจากวันที่ฟังคุณโดมกับคุณกานต์ ผมเข้าใจความเสี่ยงลึกซึ้งขึ้นอีกระดับหนึ่ง แม้ว่าผมเคยคิดว่าตนเองเข้าใจมันดีแล้วก็ตาม

    3. ในเชิงของการลงทุนในหุ้นนั้น ผมคิดว่า ความเสี่ยงไม่มาก ถ้าคุณมี Wisdom แต่ขณะเดียวกัน “กำไร” ก็ไม่มากเช่นกัน
    สมัยก่อนผมคิดจะเล่นหุ้นเพื่อรวย แต่ตอนนี้ผมเลิกคิดแล้ว ผมคิดว่า “ธุรกิจ” เท่านั้นที่จะทำให้เรา “ก้าวกระโดด” ได้
    แต่เมื่อเราสำเร็จในธุรกิจแล้ว เราจะมีเงินเหลือ ซึ่งไม่ควรปล่อยอยู่เฉยๆ ดังนั้น การลงทุนจึงสำคัญมากในจุดนี้

    หากเราทำไม่ดี เงินที่เราเหนื่อยยากกับธุรกิจ จะจมหายไปกับการลงทุน
    แต่หากลงทุนได้ดี เราจะมีดอกผลมากมาย จนนำไว้สำรองในยามเผชิญความเสี่ยงทางธุรกิจ

    นี่คือ แง่มุมที่ซับซ้อนเข้าไปอีกของเรื่องความเสี่ยง

  • nutjubjub

    ผมขอแนะนำเหมือนคุณแพทครับ
    serie ญี่ปุ่นเรื่อง nodame cantable เป็นserieที่น่าดูมาก
    โดยเฉพาะคนที่ชอบดนตรี classic
    ถ้าคุณpaganini ชอบดนตรีแนวclassic น่าลองดูครับ ผมชอบมากๆ
    แต่ดนตรีในเรื่องอาจจะไม่ค่อยมีเดี่ยว ไวโอลิน หรือ ไวโอลิน คอนแชร์โต้มาก
    และไม่เห็นมีเพลงของ paganiniในเรื่อง ส่วนตัวก็ยังไม่เคยฟังเลยครับ รู้แต่มือเทพ เพราะผมเองก็เคยเรียนอยู่เกือบปี แต่หมดไฟเลิกไปก่อน
    แต่ก็ยังน่าดูอยู่ดีครับ
    ขอแนะนำคุณ เจริญชัยและคุณสุรศักดิ์ด้วย

    ส่วนเรื่องหุ้น ผมเคยได้ยิน IB พูดแนะนำให้พยายามนำบริษัทมาระดมทุนในตลาดหุ้นกัน
    เหมือนจะบอกผู้ประกอบการณ์ก็ใช้ตลาดหุ้นเพิ่มมูลค่าโดยใช้ตลาดเป็นเรื่องมือ
    ผมเคยสงสัยว่าถ้างั้นผู้ประกอบการณ์ก็สามารถเล่นกับหุ้นตัวเองโดย insider กันทั้งนั้นอ่ะสิ(ซึ่งผมก็เชื่ออย่างนั้นจริงๆซะด้วย)
    แต่ผมมาอ่านหนังสือ buffet เลยเริ่มเข้าใจหุ้นในทางที่ดีขึ้น
    แต่พอมาสัมผัสเองก็เริ่มรู้สึกเลยว่าเรามองตลาดง่ายเกินไป
    คือรู้สึกว่าหุ้นเป็นเรื่องที่ยากนะ ถ้าไม่ได้เป็นขาใหญ่ หรือพวกกองทุน(ซึ่งขนาดกองทุนเองที่ถือว่าได้เปรียบ ก็ยังห่วยกันเยอะแยะ)

    แต่ก็รอขายหุ้น กะว่าจะมาให้คุณเจริญชัยบริหารอยู่ เหมือนกัน แต่ไม่รู้คุณเจริญชัยจะเก็บค่าดำเนินการยังไง คิดแล้วก็ยังงงๆอยู่ครับ

    ส่วนรายการ ศส ผมว่าช่วงนี้ผมงงๆประเด็นนะครับ ไม่ค่อยเข้าใจว่าจะสื่ออะไร
    ฟังจบแล้วจับประเด็นไม่ค่อยได้(หรือผมอาจจะตามไม่ค่อยทัน)
    ไม่ได้ตำหนินะครับ แต่ผมจะชอบแบบง่ายๆ ประเด็นชัดๆ เอาไปใช้ได้ มากกว่า
    เช่นเรื่อง
    1 วิเคราะห์นโยบายพลังงานของไทยที่เป็นรูปธรรม
    2 กระแสของธุรกิจใหม่ๆที่น่าจับตา(คือการคิดนวัตกรรมในitก็เป็นแนวที่ดีแต่ผมอยากให้พูดถึงเรื่องอื่นบ้าง คือส่วนตัวผมเบื่อ สตืฟ จ๊อป กับ บิลล์ เกตส์ มากเลย)
    3 เรื่องการจ่ายเงินที่คุ้มค่าในเรื่องต่างๆ เช่น อะไรที่ควรซื้อ อะไรที่ควรลงทุน เช่นผมคิดว่าการซื้อ รถมินิ อาจจะดีกว่าการซื้อรถ โตโยต้า ก็ได้ถ้านับ10ปี เพราะรู้สึกราคามันตกน้อยกว่า รถโตโยต้าราคาตกแบบไม่มีลิมิตแต่ตกน้อยปีละแสนกว่า แต่มินิ น่าจะตกแบบมีลีมิตแต่สองปีแรกมันราคามันตกปีละสามแสน อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ
    4 ความรื่นรมณ์ในการเสพสุข ผมชอบหนังสือที่คุณทั้งสองแนะนำนะครับ แต่ไม่ค่อยได้ยินเรื่องหนังและเพลง สำหรับวรรณกรรม คนสมัยใหม่อาจจะค่อยๆเสพน้อยลงก็ได้ อันนี้ผมเดาเอานะ คุณทั้งสองน่าจะเพิ่มหนังและserie หน่อย ผมว่าเด็กรุ่นหลังๆอาจจะค่อยๆห่างวรรณกรรมและมาทางจอทีวีและจอคอมมากกว่า
    5 ผมเครียดเรื่องการเมืองมากเลย ถ้าคุณทั้งสองมาทางการเมืองอีก จะยิ่งเครียดไปใหญ่นะครับ แต่ practical utopai ผมเข้าใจว่าคงต้องมีการเมืองอันนี้ไม่ว่ากัน แต่ พระรามเก้า มันไปเกี่ยวอะไรด้วย ยังงงๆอยู่ :)
    จบดีกว่าครับ

  • เจริญชัย

    ขอบคุณมากครับ สำหรับความเห็น เราจะพยายามน้อมนำไปปรับปรุง

    1. เรื่องบริหารกองทุน โทรมาถามผมได้ครับ ไม่อยากพูดในรายการมากไป เดี๋ยวจะกลายเป็นขายของไป

    2. อาจเป็นเพราะช่วงนี้ผมเซ็งๆ รายการก็เลยดูเซๆ ไปนิดนึงนะครับ ถือเป็นการทดสอบความสนใจของผู้ฟังละกัน

    จะพยายามปรับปรุงตัวครับ

    3. Steve Jobs กับ Bill Gates เป็น The Best จึงต้องยกตัวอย่างเขาบ่อยๆ ผมก็กลัวผู้ฟังเบื่อเหมือนกัน แต่อย่างว่า The Best ก็จะ Best ในหลายเรื่อง สุดท้ายก็หาตัวอย่างที่ดีไม่ได้ ก็เลยต้องยกพวกเขามาทุกที

    ที่สำคัญ เป็นการทดสอบผู้ฟังอีกนั่นเอง ว่าจะแสดงความเห็นติชมรายการหรือไม่
    เมื่อท่านแนะนำมาเช่นนี้ ผมก็พยายามจะกล่าวถึง 2 คนนี้ให้น้อยลง
    และจะพยายามเพิ่มในส่วนอื่นๆ

    นาย Jobs Gates ต้องหายไปจากความทรงจำของพวกท่านแน่นอน

    4. เรื่องรถนั้น พวกเราไม่สันทัด เพราะพวกเราเป็นคนเข็ญใจ ไม่มีตังค์ซื้อรถครับ อิอิ

    5. ผมก็ไม่คิดเหมือนกันว่า จะมีคนชอบที่ผมเสนอเรื่อง “ความรื่นรมย์ในการเสพสุข” ผมเพียงแต่ทดลองตลาดดู

    ขอบคุณที่ตอบรับครับ

    6. ผมไม่ค่อยอยากพูดเรื่องการเมือง ในรายการ PU ตอนใหม่ล่าสุด ผมก็นึกว่าจะพูดเรื่องจีนล้วนๆ แต่คุณกานต์ของเราก็ยังกลัวว่าผู้ฟังจะไม่ Updated สถานการณ์การเมือง จึงต้องใส่เข้ามา

    รายการเราไม่มีการเมืองแล้วครับ

    ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม คุณนัท ถึงเครียดการเมือง ผมไม่คิดว่า การเมืองจะกระทบคนวงกว้างขนาดนี้

    แต่จริงๆตอนนี้ผมก็เครียดเหมือนกัน จะกำหนดเพื่อวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การเอาตัวรอดในยุคการเมืองแบบนี้

    ต้องใช้กลยุทธ์กันหนักมือหน่อย

    น่าเสียดายที่ไม่อาจพูดผ่านรายการได้

  • nutjubjub

    ตอบคุณเจริญชัยนะครับ
    คือ ผมไม่อยากสนใจการเมืองเลย
    แต่จะลงทุนหรือจะทำอะไร ถ้าไม่รู้ว่ารัฐจะออกนโยบายอะไรมา
    ก็คงจะไปไม่รอดแน่เลย เพราะบางทีนักการเมืองหรือข้าราชการอาจจะคิดอะไรที่เราคาดไม่ถึงก็ได้(เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง)
    ช่วงนี้ไม่อยากทำอะไรเลย ทุนก็ไม่มาก แต่ก็จำเป็นต้องขยาย และเริ่มอะไรใหม่ๆ แต่เจอการเมืองช่วงนี้ มันเสี่ยงอ่ะครับ กลัวๆๆ เดาใจไม่ได้ว่าเค้าจะทำและคิดอะไรกันอยู่
    แล้วพอมาคิดว่า เมื่อไหร่มันจะนิ่งซะที คิดแล้วก็เครียด ยิ่งติดตามยิ่งกลุ้ม ด้วยประการชะนี้อ่ะครับ

  • เจริญชัย

    คนเล็กๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ เสียเปรียบตลอด
    เท่าที่ผมวิเคราะห์ การเมืองจะไม่นิ่งไปอีกนาน
    แต่ไม่ใช่หล่มปัก เพราะตอนนี้ซัดกันจริงๆ
    แต่ก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง
    และถ้าฝ่ายที่เราคิดว่าชนะ ชนะจริง
    ก็จะมีคนรุ่นใหม่อีกกลุ่มที่ต่อต้านเขา (ผมพูดถึงกลุ่มนี้ไว้ใน จดหมายข่าว)
    สงครามจึงต้องเริ่มขึ้นอีกครั้ง
    แต่คราวนี้อาจมองว่านิ่งก็ได้ เพราะมันก็จะใช้เวลาสะสมตัวอีกพักหนึ่ง
    ก่อนจะมีสงครามใหญ่

    มองในด้านดี บ้านเมืองจะเจริญก้าวหน้า
    แต่มองในด้านร้าย
    คนตัวเล็กๆ ก็คงเก็บเกี่ยวประโยชน์อะไรไม่ได้มาก

    ยกเว้นแต่
    1. มีเครือข่ายที่เข็มแข็ง (คนจนๆ ก็ยากที่จะหาเครือข่ายดีๆ)
    2. ยุทธศาสตร์ถูกต้อง (ซึ่งก็ต้องใช้ข้อมุลและการวิเคราะห์สูงมากๆๆ คนจนๆ ก็ไม่มีเครื่องมืออีกนั่นแหละ)
    3. ผลิตภัณฑ์โดนใจ (อันนี้คนจนๆก็ยากที่จะทำ เพราะต้องมี 1 และ 2 จึงผลิต 3 ได้ อย่างไรก็ตาม คนจนๆก็อาจใช้วิธีลัด เช่น ขายความสามารถเฉพาะตัวในด้านต่างๆ กีฬา ดารา นักร้อง งานศิลปะ ฯลฯ)

  • Paganini

    ขอบคุณครับคุณ nutjubjub
    ยังไม่ได้ดูเลยครับ โนดาเมะ แต่ซักวันต้องหามาดู ใครๆก็พูดถึง
    ตัวผมเองก็เล่นไวโอลินครับ แบบ hardcore เลยนะ แม้มาฝึกตอนโตๆแล้วแต่ด้วยความบ้าบิ่นถึงระดับ ตอนนี้ผมก็เริ่มเล่นเพลงของ Paganini ได้มั่งแล้วล่ะครับ

    เรื่องการเมืองอย่าไปเครียดครับ มองให้เป็นธรรมดาโลก ประเทศอื่นเขานองเลือดกว่าบ้านเราเยอะครับ มองย้อนหลังไปหลายๆปี มองให้กว้างๆไปหลายๆประเทศจะเห็นว่า อย่างน้อยประเทศเราก็ดีที่ต่อสู้กันด้วย software คือ สงครามน้ำลาย สงครามข่าว และสงครามกฏหมายกันซะมากกว่า ที่จะเป็น hardware อย่างอาวุธหนัก(กรณี คมช มันไม่ได้สู้กันจริงๆ)

    ผมเชื่อว่าหลายๆคนเห้นการเมืองไม่เป้นไปตามที่ตัวเองคาดหวังก็ท้อใจจนเลิกสนใจ อันนี้แหละที่ผมย้ำว่าเป็นข้อผิดพลาด เหมือนกวาดขยะไว้ใต้พรม และต้องขอบคุณคุณเจริญชัย ที่รับฟังข้อคิดเห็นอันนี้ คือไม่ว่ายังไง เราเองในฐานะพลเมืองที่อยู่ในสังคมนี้ยังคงต้องติดตามข่าวสารเหตุการณ์ ถกเถียง อภิปราย ไปเรื่อยๆ แม้จะเจ็บปวดในอัตตาของตัวเอง(เถียงแพ้ โดนรุม ฯลฯ)ซักวันหนึ่งทัศนคติที่ถูกต้องและอยู่รอดจะปรากฏ
    ปัจจุบัน สื่อมีอิทธิพลต่อความจริงในสังคมมาก ถ้าเราละเลย ไม่สนใจ ก็มีโอกาสตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย หากแต่การติดตามข่าวสารอยู่เรื่อยๆ ข่าวลวง ข่าวเต้าก็จะถูก filtered ออกไป

    ย้ำครับว่าถ้าเบื่อ ก็เลิกพูดคุยถึงมัน แต่อย่าเลิกติดตามมันนะครับ

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    คุณ nutjubjub และคุณ Paganini
    ผมมี DVD เรื่อง โนดาเมะ ตั้งเกือบปีแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาดูเลยครับ ผมเองเป็นคนที่เล่นดนตรีไม่เป็นเลยแต่ชอบฟังมาก เห็นทีคงต้องหาเวลามาดู Series ชุดนี้แล้วครับ หลังจากดองมานาน

    บท Review เรื่อง โนดาเมะ ที่น่าสนใจคือของ คุณต่อพงษ์ แห่ง Manager Online ครับ
    http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9500000056697

    Nodame ภาคพิเศษ http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9510000015925

    รวม Link บทความ คุณต่อพงษ์ เศวตามร์ เพื่อสะดวกในการตามอ่าน Series Nodame

    http://www.manager.co.th/entertainment/ViewBrowse.aspx?BrowseNewsID=2612
    Nodame ภาคปกติ ดูที่ page 5 ครับ ส่วนภาคพิเศษอยู่ใน page 1

    เรื่องการเมืองก็อย่างที่คุณ Paganini บอกครับ อย่าไปเครียดมาก มองในแง่เปรียบเทียบพบว่าประเทศไทยดีกว่าพม่าและหลายประเทศในแอฟริกา แต่ถ้ามองในแง่เปรียบเทียบกับประเทศไทยเอง จะพบว่าน่าผิดหวังที่ประเทศไทยมาได้แค่นี้ แต่นี่คือ Thai Style ครับ เอาอะไรมาก แต่ขณะทีพิมพ์ ผมไม่ได้เครียดอะไรนะ 555 เดี๋ยวท่านผู้อ่านจะเข้าใจผิด

    แต่ถ้าใคร เครียดมากก็แนะนำ ดูหนัง ฟังเพลง ครับ อาทิตย์ต่อไปสำหรับผมเป็นอาทิตย์ที่ตื่นเต้นมาก เพราะภาพยนต์ชุดเรื่องโปรดตั้งแต่เด็กของผมจะลงโรงฉายคือ Indiana Jones ภาค 4 สำหรับผม ในวัยเยาว์ที่ยุคสมัยนั้นไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ ไม่มี Internet ไม่มีโทรศัพท์มือถือ มีเพียงหนังสือการ์ตูนย์วิบูลย์กิจ และเกมส์ Family และเกมส์พวก Contra หนังอย่าง Indiana Jones เป็นความทรงจำที่ดีในวัยเยาว์ครับ

  • nutjubjub

    พอดีจะกลับมาแนะนำหนังอีกเรื่อง พอดีเห็นคุณสุรศักดิ์ก็ชอบดูหนัง
    พอดีผมไม่ได้ดูหนังแล้วร้องไห้มานานมากแล้ว
    และพอดีวันก่อนได้มีประสบการณ์ร้องไห้ในโรงหนังเลยนำมาแนะนำกันหน่อย

    เรื่อง Tokyo Tower – Mom & Me, and sometimes Dad
    คือเผอิญไปเห็นว่ามันได้รางวัลและเกี่ยวกับแม่ ผมเลยนึกอยากดูขึ้นมา
    ฉายที่โรงหนังสยามครับ

    หนังเรื่องนี้ ดูแล้วไม่ค่อยบันเทิงมาก ฉายแบบเรื่อยๆ จับประเด็นไม่ค่อยชัดแจ้งมาก
    หนังค่อนข้างยาว ดูเกือบสอง ชม แล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบ ยังไงเลย
    แต่มาถึงตอนท้ายเรื่อง มันทำให้ที่ดูแบบเรื่อยๆมา สองชม ต้องสะเทือนใจอย่างยิ่ง
    เผอิญผมดูแล้วอิน เพราะ บางฉากเหมือนในชีวิตจริงมาก เลยเก็บน้ำตาไม่อยู่ (หลายคนในโรงก็เป็นแบบผม เพราะผมได้ยินเสียงสะอื้นมาเป็นระยะๆ)
    ออกจากโรง ผมมานั่งนึกดู บอกไม่ถูกว่าดียังไง เพราะแรกๆผมก็ว่าหนังมันเรื่อยๆมากเกินไป
    แต่พอผ่านไปหลายๆวันเข้า ผมก็ไม่ลืมหนังเรื่องนี้ ไม่เหมือนหนังฮอลลีวู๊ดหลายๆเรื่อง ที่ดูแล้วสนุกมากๆ แต่ผ่านไปสองวันก็ลืม ไม่นับหนังไทย บางเรื่องก็สนุกแต่ออกจากโรงปุ๊บก็ลืมปั๊บเลย

    พอดีผมไม่เข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้ลืมยาก
    พอดีแต่อาจจะเพราะว่ามันโดนต่อมอะไรบางอย่างของผมก็ได้
    พอดีเลยอยากลองชวนไปดูกันครับ

    ว่าผมผิดปกติหรือเปล่า

  • เจริญชัย

    คุณสุรศักดิ์ ชอบพูดถึงวัยเยาว์จังเลย
    ท่าทางจะชราภาพแล้ว Ha Ha Ha
    ส่วนผมที่ไม่พูดถึงวัยเด็กเลย
    เพราะจำไม่ค่อยได้แล้ว
    (ไม่รู้ว่าใครชรากว่ากันเนอะ)
    มัวแต่หมกมุ่นคิดถึงแต่อนาคต
    วางแผนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีมากไปหน่อย

    ช่วงนี้ ผมก็ซื้อ VCD มาดูหลายเรื่องอยู่
    แต่คงจะรสนิยมคนละอย่างกับคุณนัท
    ส่วนใหญ่เป็นหนังอิงประวัติศาสตร์
    โรมัน
    จีน

    พอดีลดราคา มีหลายเรื่องมาก

    ปกติผมเป็นคนไม่ค่อยดูหนัง ชอบอ่านหนังสือมากกว่า

    อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณนัท แนะนำ ผมจะหาเวลาไปชิมรสดู
    ถ้าออกโรงไปก่อน มี VCD เมื่อใดอย่าลืมบอกด้วยนะครับ

  • Paganini

    จริงๆแม้ คุณสุรศักดิ์จะเป็นรุ่นน้องผม 5-6 ปี แต่เอ๊ะทำไมเราสนใจอะไรคล้ายๆกันหลายอย่าง สงสัยผมเป็นเด็กโค่ง ในสมัยนั้น

    อย่างอินเดียน่าโจนส์ นี่ก็เป็นฮีโร่ของผมเลย ดูแล้วดูอีก โดยเฉพาะภาค 3 ที่มีตำนานของ Holy Grail มุขเชื่อมั่นในพระเจ้า ทำความประทับใจไม่รู้ลืม ถ้าคุณสุรศักดิ์จำได้ Prince of Persia ภาค1 เอามุขนี้ไปใช้ ในฉากสุดท้าย หลอกคนเล่นซะมึนไปหลายวันเลย รอภาค 4 มาเกือบ 20 ปีละ ต้องไปดูแน่นอน