Practical Report คลังชงครม.6พ.ค.นี้ ปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นการลงทุนไม่ใหญ่มากนัก เพื่อให้เกิดผลเร็วและวงเงินมีจำกัด ยอมรับกังวลภาระหนี้พุ่งแตะ 60%จีดีพี

นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดทำแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 วงเงิน 1.56 ล้านล้านบาท กล่าวว่า การประชุมคณะทำงานวันนี้ได้ข้อสรุปทั้งหมดเกี่ยวกับการจัดสรรเงินลงทุนใน โครงการด้านต่างๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจแล้ว คาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันพุธที่ 6 พ.ค.นี้ โดยการใช้เงินลงทุนผ่านโครงการต้องการเน้นการลงทุนในโครงการที่ไม่ใหญ่โตมาก นัก เพราะต้องการให้เป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

เขากล่าวว่าการใช้เงินผ่านงบประมาณของรัฐบาลไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เพราะงบประมาณมีจำกัดจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวจนทำให้รายได้ของรัฐบาลต่ำ เพียง 15% ของจีดีพีซึ่งนับว่าต่ำมาก จึงต้องหาแหล่งเงินทุนจากการกู้เงินทั้งในและต่างประเทศมาทดแทน ซึ่งรัฐบาลต้องออกกฎหมายเพื่อให้อำนาจรัฐบาลก็เงินเพิ่มเติม

สำหรับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้มองว่าปัญหาการเมืองยังมีส่วนสำคัญมาก ต่อการแก้ปัญหาและการวางนโยบายเศรษฐกิจ ดังนั้นภาคการเมือง ส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชน ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ปัญหาผ่านนโยบายด้านต่างๆ ของรัฐบาล จากนั้นอีก 2-3 ปี ปัญหาต่างๆ จะคลี่คลายดีขึ้นและเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัว ซึ่งจะทำให้ภาคการคลังของรัฐบาลเริ่มดีขึ้นในปี 2554 และในปี 2555 การจัดทำงบประมาณรายจ่ายจะเริ่มมีงบประมาณขาดดุลน้อยลงหรือเริ่มเข้าสู่ งบประมาณแบบสมดุลได้

“ยอมรับว่าแม้การกู้เงินเพิ่มเติมของรัฐบาลจนทำให้ภาระหนี้สาธารณะเพิ่ม เร็วมาก จากระดับ 30% ของจีดีพี เพิ่มเป็น 60% ในเวลาช่วง 3-4 ปี ซึ่งถือเป็นเรื่องหนักใจพอสมควรแต่ภาระหนี้ในระดับดังกล่าวยังสามารถบริหาร จัดการได้เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว”

ที่มา – กรุงเทพธุรกิจ

ความเห็น SIU:
ธปท. สรุปตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ว่าติดลบ 5-6% yoy และ ติดลบ 6.1 qoq ข่าวการที่ กระทรวงการคลังเตรียมแก้ พรก. ขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 60% ของ GDP และการที่อภิสิทธิ์พูดถึงเรื่องการกู้หนี้ว่าอาจจะถึงระดับ 60% แสดงให้เห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจยังคงเป็นปัญหาหนัก และยังไม่คลี่คลายอย่างง่ายๆ นัก การกู้เงินคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่รัฐบาลควรพิจารณาการลดค่าใช้จ่ายประจำ และตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐว่าไม่มีปัญหาการคอรัปชั่น ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายของประชาชนไม่ควรทำให้เกิดการ ไหลรั่วออกไปต่างประเทศ (leakage) โดยการนำเม็ดเงินที่ได้รับไปซื้อของต่างประเทศมากเกินไปนัก

ในที่สุดก็คงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวรถจักรหลักในการผลักดันเศรษฐกิจโลก ตัวเลขGDP ของสหรัฐติดลบ 6.1% ในไตรมาสแรก แม้ว่าจะเป็นการหดตัวลงที่น้อยกว่า q4/2551 ติดลบ 6.3% และจะมีสัญญาณว่าตัวเลขอัตราการเลิกจ้างงานลดลง แต่สัญญาณฟื้นตัวอย่างเปราะบางเช่นนี้แสดงให้เห็นว่ายังคงประมาทไม่ได้