Practical Report เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง – การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์ ตอนที่ 2 : “เศรษฐศาสตร์” กับ “การเมือง”

โดย ธานี ชัยวัฒน์ ALMA MATER STUDIORUM A.D.1088 – Universitá di Bologna

หมายเหตุ : บทความชุดนี้เป็นบทความลำดับที่ 2 ในชุด เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเมือง – การเมืองว่าด้วยเศรษฐศาสตร์ Economics of Politics – Politics of Economics
(ตอนที่ ๒: “เศรษฐศาสตร์” กับ “การเมือง” Chapter II: “Economics” and “Politics”) ซึ่งอาจารย์ธานี จะเขียนบทความในชุดนี้มาเผยแพร่ต่อเนื่องใน SIU ขอผู้สนใจโปรดติดตาม


….

ในบทความตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เขียนถึง “เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก” กับ “เศรษฐศาสตร์การเมือง” ว่าพื้นฐานสำคัญที่เหมือนกันของทั้งสองสาขาอยู่ที่ “ความขาดแคลน” แต่แตกต่างกันตรงที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลักใช้ “ทรัพยากร” เป็นตัวเล่าเรื่อง ว่าจะจัดสรรอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ขณะที่เศรษฐศาสตร์การเมืองใช้ “ความขัดแย้ง” เป็นตัวเล่าเรื่อง เพราะเมื่อมีความขาดแคลนก็ย่อมมีกลุ่มที่ได้และกลุ่มที่ไม่ได้ อันจะนำมาสู่ความขัดแย้งดังกล่าว

เมื่อเศรษฐศาสตร์การเมืองใช้ “ความขัดแย้ง” (Conflict) เล่าเรื่อง คำถามที่ควรถูกถามตามมาก็คือ สาเหตุใดจึงเรียกศาสตร์ที่มีรากฐานบนประเด็นเรื่องความขัดแย้งว่า “เศรษฐศาสตร์การเมือง” (Political Economics) (ในที่นี้ ขอใช้คำภาษาอังกฤษที่ตรงตัวกับคำว่าเศรษฐศาสตร์การเมืองคือ Political Economics ส่วนคำว่าเศรษฐกิจการเมือง หรือ Political Economy จะถูกกล่าวถึงในตอนต่อๆ ไป) ซึ่งก่อนที่จะตอบคำถามนี้ได้คงต้องทำความเข้าใจองค์ประกอบของคำนี้ทีละส่วน นั่นคือ คำว่า “เศรษฐศาสตร์” (Economics) กับคำว่า “การเมือง” (Politics)

หากไม่สามารถแยกกันออกอย่างชัดเจนระหว่างคำว่า “เศรษฐศาสตร์” กับ “การเมือง” ก็จะไม่สามารถทำความเข้าใจเข้าใจประเด็นเรื่องของความขัดแย้งได้เลย อีกทั้ง การวิเคราะห์ สังเคราะห์และทำความเข้าใจบริบทของสังคมต่างๆ จะถูกปะปนกันในทั้งสององค์ประกอบ รวมทั้งบ่อยครั้งที่วิธีการแก้ไขปัญหาอาจไม่ถูกต้องและไม่ประสบความสำเร็จ

“ความขัดแย้ง” ที่เราได้ยินกันจนชินนั้น แท้จริงแล้วมีสองลักษณะ ลักษณะแรกคือ “ความขัดแย้งกันของผลประโยชน์” (Conflict of Interests) ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในตลาดขายข้าว พ่อค้าต้องการขายข้าวราคาแพง เพราะต้องการกำไรสูงที่สุด ขณะที่ผู้บริโภคต้องการซื้อข้าวในราคาถูก เพราะจะทำให้ส่วนเกินผู้บริโภคสูงขึ้น หรือกล่าวง่ายๆ คือเขาจะมีเงินเหลือไปซื้อสินค้าอื่นได้ ซึ่งจะทำให้เขาได้รับความพอใจในชีวิตสูงขึ้น บุคคลสองกลุ่มนี้คือพ่อค้าและผู้บริโภคมีความขัดแย้งต่อกัน โดยเป็นความขัดแย้งกันของผลประโยชน์ เพราะต่างก็ต้องการผลประโยชน์มากที่สุดให้กับตนเอง

เศรษฐศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่ให้ความสำคัญกับความขัดแย้งประเภทนี้มาเป็นเวลานาน โดยได้พัฒนากลไกต่างๆ ที่สำคัญคือ “กลไกราคา” (Price Mechanism) เข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของทั้งสองกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น แม้พ่อค้าจะต้องการกำไรสูงที่สุด แต่หากตั้งราคาสูงเกินไปก็จะไม่มีคนซื้อหรือขายไม่หมด ขณะที่แม้ผู้บริโภคจะต้องการข้าวราคาถูก แต่หากถูกเกินไปก็จะหาซื้อไม่ได้หรือซื้อได้ไม่พอกิน กลไกราคาที่ว่านี้ก็จะทำงานให้ราคาอยู่ในจุดที่สมประโยชน์ และปริมาณอยู่ในจุดสมดุล หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกมันว่า “ดุลยภาพ” (Equilibrium)

ภายใต้กลไกเช่นนี้ สุดท้ายแล้วราคาจะอยู่ที่เท่าไหร่ คงไม่ใช่บวกกันหารสอง แต่ลึกๆ แล้วมันยังขึ้นอยู่กับ “อำนาจการต่อรอง” (Bargaining Power) ระหว่างแต่ละกลุ่มด้วย เช่น ทุกคนกินข้าวเป็นอาหาร แต่ร้านข้าวแกงมีจำนวนมาก ขณะที่ร้านอาหารญี่ปุ่นมีจำนวนน้อย ดังนั้น อำนาจการต่อรองของร้านข้าวแกงโดยเปรียบเทียบจึงต่ำกว่าร้านอาหารญี่ปุ่น และทำให้ร้านข้าวแกงมีโอกาสทำกำไรได้ต่ำกว่า

ราคาที่ถูกกำหนดขึ้นโดยกลไกราคาจึงไม่สามารถแยกกันออกได้จากอำนาจการต่อรองของคู่ขัดแย้ง นั่นคือกระบวนกาต่อรองควรจะเป็นอย่างไร สังคมจึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด หรือทั้งสองฝ่ายของคู่ขัดแย้งจะสามารถสมประโยชน์ต่อกันได้ดีที่สุด กระบวนการเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เรียกรวมๆ ว่า “กลไกการต่อรอง” (Bargaining Mechanism) หรือบางครั้งอาจถูกเรียกว่า “กลไกการสมประโยชน์” (Benefit-Sharing Mechanism)

อย่างไรก็ตาม ในสังคมหนึ่งๆ ยังประกอบไปด้วยกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น ชาย-หญิง คนที่นับถือศาสนาพุทธ-คริสต์-อิสลาม ผู้ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบซ้าย-ขวา คนที่รัก-เกลียดอดีตนายกทักษิณ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าบุคคลที่แตกต่างกันเหล่านี้ย่อมมีความต้องการหรือจุดมุ่งหมายที่ไม่เหมือนกัน ความแตกต่างประเภทนี้จะนำมาซึ่ง “ความขัดแย้งกันของอัตลักษณ์” (Conflict of Identities)

ความขัดแย้งกันของอัตลักษณ์นี้ไม่โชคดีเหมือนกับความขัดแย้งของผลประโยชน์ เพราะสังคมไม่อาจหาจุดสมประโยชน์หรือจุดร่วมกันของกลุ่มต่างๆ ได้ ขอยกตัวอย่างคลาสสิคของทฤษฎีเกมเรื่อง Battle of Sexes (หรือบางครั้งถูกเรียกว่า Sex Game) มาประกอบการอธิบาย



จากตารางที่ 1 จะเห็นว่า ชายกับหญิงที่เป็นแฟนกันคู่หนึ่งกำลังตัดสินใจว่าวันนี้จะไปไหนดี ชายอยากดูฟุตบอล แต่หญิงอยากดูภาพยนตร์ ถ้าไปดูฟุตบอลทั้งคู่ ชายจะพอใจ +10 แต่หญิงจะเฉยๆ คือเท่ากับ 0 ถ้าไปดูภาพยนตร์ทั้งคู่ ชายจะเฉยๆ แต่หญิงจะพอใจ +10 และถ้าแยกกันไปจะไม่พอใจทั้งสองฝ่าย (-10 ทั้งหมดทุกคนทุกกรณี)

ความขัดแย้งกันของอัตลักษณ์ที่ชายและหญิงมีความต้องการไม่เหมือนกันเช่นนี้ จะไม่มีทางตกลงกันได้ หากไม่มีอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ยินยอมทำตามความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ สถานการณ์ของความขัดแย้งเช่นนี้จะไม่มีทางหาจุดสมประโยชน์ร่วมกันได้ กลไกที่สังคมต้องการคือ “กลไกการตัดสิน” (Judgement Mechanism) หรือ “กลไกการหาผู้ชนะ” (Winner-Selection Mechanism)

สืบเนื่องจากตัวอย่างที่ได้ยกมาแล้ว แน่นอนว่าชายและหญิงคู่นั้นตกลงกันไม่ได้ สิ่งที่เขาจะทำต่อไปก็เช่น เป่ายิ้งฉุบ โยนเหรียญ จับไม้สั้นไม้ยาว สลับกันตัดสินใจ เป็นต้น ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะทำให้เขาได้ผู้ชนะในความขัดแย้ง เช่น เป่ายิ้งฉุบแล้วหญิงชนะ ทั้งสองจึงไปดูภาพยนตร์ด้วยกัน ในที่นี้ ชายยังคงไม่ได้รับการสมประโยชน์ใดใด เพียงแต่เค้ายอมรับผลการตัดสินหาผู้ชนะที่จำเป็นต้องยอมให้อีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

หากเราเข้าใจความขัดแย้งกันของอัตลักษณ์เหล่านี้ เราก็จะเข้าว่าการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น ในบ้านมีโทรทัศน์หนึ่งเครื่อง ในแต่ละช่วงเวลา ใครเป็นผู้ครอบครองรีโมทของโทรทัศน์ หรือในที่ทำงานมีลานจอดรถจำกัด ใครควรจะเป็นผู้ได้จอดในที่จอดดังกล่าว ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่มีทางที่จะสมประโยชน์ได้ แต่เป็นเรื่องที่ว่าจะมีกลไกการตัดสินหาผู้ชนะอย่างไรต่างหาก

กลไกการตัดสินเหล่านี้จึงเป็นหัวใจของ “การเมือง” ที่ว่าด้วยความขัดแย้งกันของอัตลักษณ์ เช่นเดียวกับ “การเลือกตั้ง” (Election) ที่ถือเป็นกลไกทางการเมืองสำคัญในการหาผู้ชนะมาเป็นผู้ผูกขาดอำนาจปกครองซึ่งไม่อาจแบ่งให้กับทุกๆ กลุ่มในเวลาเดียวกันได้

การเมืองจึงถูกพัฒนาบนรากฐานของกลไกการตัดสิน เมื่อมีการพัฒนามากขึ้น การเมืองจึงกลายเป็นประเด็นในเรื่องของการคำนึงถึงเสียงข้างน้อย การเข้าถึงรัฐของชนกลุ่มน้อย ความโปร่งใส สิทธิที่เท่าเทียม ซึ่งล้วนแต่ยังคงอยู่บนกลไกการตัดสินและข้อสมมติของการยอมรับกลไกการตัดสินเช่นเดิม

โดยสรุป ความขัดแย้งมีสองประเภท คือความขัดแย้งกันทางด้านผลประโยชน์และอัตลักษณ์ ความขัดแย้งแบบแรกถูกสมประโยชน์ได้ด้วยกลไกทางเศรษฐศาสตร์ ขณะที่ความขัดแย้งแบบที่สองจะถูกตัดสินโดยกลไกทางการเมือง ดังนั้น เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม เราอาจจะต้องคิดกันก่อนว่ากลไกที่จะนำมาใช้นั้นเป็นเรื่องของการสมประโยชน์หรือการหาผู้ชนะ เพราะหลายครั้งที่เรามักเอากลไกการสมประโยชน์ไปใช้กับสถานการณ์ที่ต้องการการตัดสินหรือเอากลไกการตัดสินไปหาจุดสมประโยชน์ ซึ่งนอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จแล้ว เราอาจจะแก้ไขปัญหาไม่ได้เลย

  • Huang Ming

    ขอเพิ่มเติมหน่อยนะครับเพื่อกันความสับสน แต่ก่อนเดิมวิชาทางด้านนี้เขาใช้คำเรียกรวมๆว่า Political Economy ครับ ซึ่งเป็น Moral Philosophy แขนงหนึ่ง ต่อมาเพื่อกันความสับสนจึงได้มีการใช้คำว่า Economics แทน และมีการแบ่ง Economics เป็นแขนงต่างๆ และ Political Economics ก็เป็นแขนงหนึ่ง สรุปก็คือ Political Economy = Economics แต่ Political Economics เป็น subset ของ Economics :)

  • ธานี ชัยวัฒน์

    แม่นแล้วครับ คุณ Huang Ming ขอบคุณที่เพิ่มเติมครับ ^^

  • ธานี ชัยวัฒน์

    เนื่องจากมีผู้ทักท้วงมา(เป็นการส่วนตัว) เลยอยากเพิ่มเติมว่า บทความนี้ไม่เกี่ยวข้องกับว่าจะต้องการให้ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่หรือไม่ยุบสภาในสถานการณ์ตอนนี้นะครับ

    การอ้างถึงการเลือกตั้งนั้นแค่เป็นกระบวนการหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงกลไกการตัดสินหาผู้ชนะ(ตามแนวคิดของทฤษฎีทางการเมือง) ไม่ใช่กลไกการสมประโยชน์(ตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์) โดยอาจจะมาในรูปแบบอื่น เช่น แต่งตั้ง เลื่อนขั้น การใช้กำลัง หรือการสอบก็ได้ ทั้งนี้ยังความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ ไม่ได้หายไป แต่มีกลไกอันชอบธรรมเลือกหาผู้ชนะที่เข้ามาดำเนินนโยบายเท่านั้น

    ปล จริงๆ ก็แอบงงว่าถูกโยงไปได้ยังไง แต่ก็ขอชี้แจงไว้เผื่อคนอื่นจะเห็นตามนั้นครับ

  • http://twitter.com/eig eig

    ถามนิดนึงครับ สรุปว่า conflict of interests กับ conflict of identities มันต่างกันยังไงแบบชัดๆ นะครับ

    ถ้าผมว่าบอกว่า conflict of interests คือความขัดแย้งที่สามารถหา solution ที่ประนีประนอม มีลักษณะเป็น scale ส่วน conflict of identities นั้นคือไม่มีจุดตรงกลาง ต้องเลือกแบบได้อย่างเสียอย่าง

    แบบนี้ถือว่าเข้าใจถูกหรือเปล่าหรอครับ

  • ธานี ชัยวัฒน์

    ตอบคุณ eig ถูกต้องแน่แท้เลยครับ

  • http://twitter.com/eig eig

    ขอบคุณมากครับ