โดย แบ๊งค์ งามอรุณโชติ : Change Agents
นักการศึกษาและนักวิทยาศาสตร์ด้านสมองต่างรู้ดีว่าระยะเวลาในการเรียนรู้มีผลต่อประสิทธิภาพของการเรียนรู้ การเรียนรู้เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันอย่างยาวนานจะทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ลดลงดังแสดงในภาพที่ 1 การแบ่งสรรช่วงเวลาในการเรียนออกเป็นช่วงสั้นๆ (โดยไม่ถี่จนเกินไป) ทำให้ผู้เรียนสามารถที่จะฟื้นความสามารถในการเรียนขึ้นมาได้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการศึกษาทั่วโลกทำให้ห้องเรียนมักไม่มีการเรียนต่อเนื่องกันอย่างยาวนาน และมักไม่ให้รายวิชาที่ใช้ทักษะเดียวกันเรียนต่อเนื่องกันตลอดทั้งวัน

ภาพที่1 ระยะเวลาที่ใช้ไปเพื่อการเรียนรู้และประสิทธิภาพของการเรียนรู้
ทว่าถ้าหันมาพิจารณามหาวิทยาลัยของประเทศไทยโดยส่วนใหญ่แล้ว จะพบว่าใช้ระยะเวลาไปกับการเรียนเป็นคาบยาวเสียส่วนใหญ่ คือเรียนต่อเนื่องกันราว 3 ชั่วโมง ในขณะที่เท่าที่ผู้เขียนทราบ มหาวิทยาลัยต่างประเทศจำนวนมากแบ่งคาบเรียนออกเป็น 1 ชม. 3 ครั้งต่อสัมปดาห์ หรือ 1ชม.ครึ่ง 2 ครั้งต่อสัปดาห์แทน, คำถามจึงอยู่ที่ว่า เมื่อเราทราบว่าระยะเวลาที่ยาวนานเกินไปในการเรียนส่งผลต่อการเรียนรู้จดจำของเด็กทำไมหลักสูตรส่วนใหญ่ของประเทศไทยจึงจัดการเรียนการสอนยาว 3 ชม.อยู่ดี?
ส่วนหนึ่งของคำตอบที่เป็นไปได้มากมาย(ย้ำว่าส่วนหนึ่งเท่านั้นนะครับไม่ใช่ทั้งหมด)ก็คือ เพราะการจัดการสอนแบบ 3 ชม.ต่อกันส่งผลดีกับอาจารย์ผู้สอนมากกว่าการจัดตารางแบบซอยย่อยซึ่งทำให้อาจารย์ต้องเข้ามาสอนด้วยความถี่มากขึ้นต่อหนึ่งสัปดาห์ และการเข้ามาคณะด้วยความถี่ที่มากขึ้นดังกล่าวทำให้เสียต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity cost) ที่จะไปทำธุระอย่างอื่นภายนอกคณะหรือทำงานวิจัยในระดับที่สูงขึ้น ทั้งยังมีต้นทุนการส่งมอบความรู้ (Transaction cost) ที่สูงขึ้นอีกจากการต้องเดินทางหรือให้เวลากับการเตรียมการสอนในความถี่ที่มากขึ้น

ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ทำให้สำหรับผู้สอนส่วนใหญ่แล้วพึงพอใจกับการสอนที่กินระยะเวลายาวนานมากกว่าจะสอนในคาบสั้นๆ ประเด็นคือ ในกรณีที่ความพึงพอใจของผู้สอนและผู้เรียนมีความขัดแย้งกันนี้เหตุใดคำตอบจึงเอนเอียงที่จะตอบสนองต่อความพึงพอใจของฝ่ายผู้สอนมากกว่าผู้เรียน? คำตอบน่าจะมาจากสองส่วนด้วยกันโดยมีกรอบแนวคิดหลักอยู่ที่เรื่องของอำนาจต่อรอง (Bargaining power) ในตลาดการศึกษาครับ
หากเปรียบการศึกษาเป็นตลาดที่มีสินค้าคือ “ความรู้” มีผู้ให้บริการการศึกษาคืออาจารย์มหาวิทยาลัย และ มีผู้ซื้อบริการการศึกษาคือผู้เรียนแล้ว อำนาจต่อรองของผู้ซื้อบริการการศึกษาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการด้วยกันเช่น เงินอุดหนุนการศึกษาที่ ผูกอยู่กับหัวของนักเรียนที่มาเรียนเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของรายได้คณะ ถ้าสัดส่วนตัวนี้สูงคณะก็ต้องเอาใจผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ (รวมถึงการอกกแบบคาบเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนด้วย) ในขณะที่ถ้าตราสินค้าของบางมหาวิทยาลัยมีคุณค่าสูงมากจนกระทั่งผู้ที่ต้องการเรียนมากกว่าจำนวนที่นั่นที่จะให้บริการได้อยู่แล้ว มหาวิทยาลัยดังกล่าวก็จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นโดยเปรียบเทียบกับผู้เรียนนั่นเอง
ข้อเท็จจริงทางสถิติก็คือ รายรับของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ผูกอยู่กับหัวของนักศึกษาที่เรียน แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการต่อรองทางการเมือง (Political bargain) เพื่อดึงงบประมาณต่อปีของผู้บริหารมหาวิทยาลัยและคณะมากกว่า ซ้ำความต้องการของผู้เรียนต่อมหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ก็สูงกว่าที่นั่งซึ่งสามารถจะรองรับได้ (Excess demand) ปัจจัยทั้งสองประการนี้ชี้ตรงกันว่าผู้เรียนมีอำนาจต่อรองค่อนข้างน้อยในการซื้อบริการการศึกษา
อาจมีข้อโต้แย้งว่าการจัดเวลาเรียน 3 ชม.นั้นไม่ได้มีเฉพาะในมหาวิทยาลัยซึ่งมีตราสินค้าโดเด่นเท่านั้น มหาวิทยาลัยที่ตราสินค้ายังไม่ติดตลาด อยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่จำนวนมากก็ยังใช้รูปแบบการสอนที่กินระยะเวลายาวนานเช่นเดียวกัน หรือคำอธิบายเรื่องอำนาจต่อรองไม่สามารถใช้ได้อย่างครอบคลุมเสียแล้ว?
อันที่จริงแล้วยังใช้ได้ครับเพราะ การที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งซึ่งไม่เข้าข่ายมหาวิทยาลัยที่มีอำนาจต่อรองสูงจากตราสินค้าที่แข็งแกร่งนั้น ประสบปัญหาประการหนึ่งคือ ตราสินค้าที่อ่อนแอไม่ได้ทำให้ผู้เรียนนน้อยเท่านั้นแต่ยังทำให้ขลาดแคลนอาจารย์ผู้สอนด้วย การขาดแคลนอาจารย์ผู้สอนทำให้มหาวิทยาลัยดังกล่าวไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้หากไม่จ้างอาจารย์ในเมืองใหญ่หรือมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงอื่นๆให้ไปสอนเป็นอาจารย์พิเศษ การจ้างอาจารย์พิเศษมีต้นทุนคงที่ (Fixed cost) ที่สูงมากเพราะต้องจ่ายทั้งค่าเครื่องบิน ค่าที่พักให้แก่อาจารย์พิเศษเหล่านั้นทำให้ไม่สามารถจ้างอาจารย์พิเศษได้ด้วยความถี่สูง และขณะเดียวกันอาจารย์พิเศษซึ่งส่นใหญ่มีภาระงานในฐานะอาจารย์ประจำที่เยอะมากอยู่แล้วก็ย่อมไม่พึงพอใจหากต้องบินไปพักค้างอ้างแรมต่างจังหวัดเป็นเวลานาน ทำให้ส่วนใหญ่แล้วคาบเรียนของอาจารย์พิเศษต้องเป็นคาบยาวแทนที่จะเป็นคาบสั้น และหากใครทราบถึงการจัดตารางสอนจะพบว่าไม่ใช่ศาสตร์ที่ง่ายเลย การมีเงื่อนไขของคาบเรียนที่ใช้เวลาแตกตางกันแทรกขึ้นมาเช่น หากเป็นคาบละ 1 ชม.ครึ่ง 2 ครั้งต่อสัปดาห์หมดทุกคาบแต่มีคาบ 3 ชม.ขึ้นมา2-3 คาบ การจัดตารางสอนก็จะยากขึ้นมากและทำให้เกิดความวุ่นวายใหญ่หลวง นัยนี้การจัดตารางสอน 3 ชม.จึงยังมีความจำเป็นต่อมหาวิทยาลัยที่ตราสินค้าอ่อนแอเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้, หากเราตีความนิยามเรื่องอำนาจต่อรองแบบที่แตกต่างจากเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกซึ่งอิงอยู่กับเรื่องของตลาด แต่ให้นิยามตามเศรษฐศาสตร์การเมือง อำนาจต่อรองในที่นี้จะหมายถึง ความสามารถในการก่อต้นทุนให้แก่ผู้ที่ตนเองต่อรองด้วย (Udehn, 1996 อ้างถึงใน Khan, 1998) การก่อต้นทุนให้แก่ผุ้ที่ต่อรองด้วยนี้ทำให้เราจินตนาการได้ว่า โดยเปรียบเทียบระหว่างผู้เรียน และอาจารย์ด้วยกันแล้ว สองกลุ่มนี้ใครคือคนที่สามารถก่อต้นทุนให้แก่ผู้บริหารคณะได้มากกว่ากันในระยะยาว (Lifetime cost creation) เราก็จะพบว่าอาจารย์ด้วยกันเองมีความสามารถในการก่อต้นทุนได้มากกว่าเพราะ เด็กนักศึกษาอยู่ในคณะอย่างมากก็ 4 ปีแต่อาจารย์ด้วยกันเองนั้นต้องอยู่ร่วมสถาบันกันไปตลอดอายุงาน (และผู้บริหารคณะไม่วันใดก็วันหนึ่งก็ต้องลงมาเป็นอาจารย์ธรรมดาและมีความสัมพันธ์ทางอำนาจเสมอกันกับอาจารย์ในคณะ) ดังนั้น อำนาจต่อรองของอาจารย์ด้วยกันเองในที่นี้จึงสูงกว่านักศึกษาอย่างมาก
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ยังไม่นับรวมปัจจัยเชิงสถาบัน (Institutional factors) เช่นระบบอาวุโส และวิธีคิดเรื่องความกร้าวร้าวกับการเรียกร้องต่อรอง ฯลฯ อีกมากมายที่ทำให้นักศึกษาเองมีต้นทุนในการเรียกร้องต่อรองที่สูง (High cost of voices) ปัจจัยเหล่านี้เองที่ทำให้นำมาสู่คำตอบที่ว่า แม้เราจะต่างรู้ชัดเจนถึงวิธีการจัดการเรียนการสอนที่ดีกว่าเดิม แต่วิธีการดังกล่าวก็ไม่อาจจะทำได้ในทางปฏิบัติโดยเฉพาะในองค์กรที่อำนาจต่อรองของผู้ซื้อบริการและผู้ขายบริการไม่เท่าเทียมกันอย่างเช่นในมหาวิทยาลัย
แต่หากถามว่า อาจารย์ทั้งหลายไม่ได้มีเจตนาที่ดีกับลูกศิษย์ซึ่งเป็นผู้ซื้อบริการจากตนเองกระนั้นหรือ? เอาเข้าจริงแล้วก็คงไม่ใช่ อาจารย์ทั้งหลายเองก็เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อจิตใจ มีความรักมีอุดมการณ์ และไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ อาจารย์จำนวนมากที่ผมรู้จักรวมถึงผมเองก็ไม่ได้ต้องการที่จะทำให้เด็กนักเรียนลำบากและพยายามอย่างแข็งขันเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องเรียนคาบยาวเหล่านี้ อาทิ อนุญาติให้เด็กที่เรียนในคาบพักครึ่งเวลาได้ หรือสนบัสนุนให้เด็กผ่อนคลายด้วยการนำอารขบเคี้ยวเข้ามาทานในห้อง แต่สิ่งที่ทำให้อาจารย์ซึ่งมีเจตนาดีจำนวนมากยังคงสนับสนุนที่จะใช้มาตรการคาบเรียนยาวต่อไปในประเทศไทยก็คือ โครงสร้างของภาระงานความเป็นอาจารย์ที่ค่อนข้างหนักและไม่ได้สอดคล้องกับทรัพยากรที่อาจารย์แต่ละท่านมี (เวลา) และได้รับ

นักศึกษาดูตั้งใจเรียนสุดๆ!!?
ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์คนหนึ่งต้องมีภาระการสอน มีภาระงานบริหารคณะไม่ระดับใดก็ระดับหนึ่ง มีภาระงานวิจัยซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้เสริมสำคัญเพื่อชดเชยเงินเดือนที่ค่อนข้างต่ำเพื่อเทียบกับทักษะของอาชีพนี้ นอกจากนี้ยังมีมีภาระการผลิตงานวิชาการรูปแบบอื่นๆ เช่น การตีพิมพ์บทความวิชาการในวารสารนานาชาติซึ่งเป็นที่ต้องการจากนโยบายประเมินความสามารถทางวิชาการของส่วนกลาง ภาระงานที่มากมายเหล่านี้ทำให้แทบไม่มีความเป็นไปได้เลยที่อาจารย์จะสามารถสอนด้วยคาบที่ซอยย่อยได้ ข้อจำกัดเหล่านี้เองที่ทำให้อาจารย์จำนวนมากไม่มีทางเลือกในการจะต้องสนับสนุนคาบยาวสำหรับการสอน
วิธีการแก้ไขปัญหานี้ในเชิงระบบจึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้อง(ซึ่งไม่เป็นธรรมเอาเสียเลย)ให้อาจารย์หันมาสนับสนุนคาบเรียนที่สั้นลงโดยไม่ได้มองอย่างถี่ถ้วนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหลายที่กดดันอาจารย์อยู่ โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขได้ เช่นปัญหาภาระงาน (Work load) ที่มากจนเกินไปของอาจารย์ และปัญหาการขาดแคลนอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยที่ตราสินค้ายังอ่อนแอ ฯลฯ ส่วนมาตรการในรายละเอียดอาจกล่าวถึงแยกต่างหากในอีกบทความหนึ่งหากมีโอกาส สำหรับบทความนี้ลาไปก่อนสวัสดีครับ
